มายาแอซเต็ก บทที่  6 : คาคามะ

มายาแอซเต็ก บทที่ 6 : คาคามะ

โดย :

หลังจากพาผู้อ่านได้ท่องไปในดินแดนลึกลับและเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ กับ ‘มนอินคา’ ในนิตยสารพลอยแกมเพชรมาแล้ว ครั้งนี้ ‘จิตราภรณ์’ จะพาผู้อ่านชาวอ่านเอาร่วมเดินทางย้อนเวลาไปในดินแดนของอารยธรรมแอซเต็กใน “มายาแอซเต็ก” กับนิยายออนไลน์ที่เล่าเรื่องราวที่มาจากประสบการณ์ของนักเขียนผู้เคยใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนละตินอเมริกามายาวนาน

***********************

กำแพงหนากว่าสี่เมตรอยู่กับครอบครัวคาคามะมาหลายชั่วคน  ไม่มีผู้ใดบอกได้ว่าเริ่มสร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อใด  ผู้คนในละแวกนั้นเห็นมันจนชินตา  แต่ผู้คนที่เดินทางผ่านต้องหันมามองกำแพงหนาด้วยความประหลาดใจ  คาคามะรู้ว่ามีอยู่หลายๆ ครั้งที่ความมัวหม่นของหมอกหนาปกคลุมกำแพงกับบริเวณใกล้เคียงเอาไว้จนแทบมองไม่เห็น  ไม่มีผู้ใดรู้สาเหตุที่กำแพงหนามีหมอกปกคลุม  แต่ท่านมักจะสังเกตเห็นว่าทุกครั้งที่มีภัยพาลเข้ามากล้ำกราย  ก็จะเกิดหมอกหนาปกคลุมกำแพงหนากับละแวกนั้นอยู่เสมอ  ดังเช่นในครั้งที่กองทัพสเปนบุกเข้าเมืองปาชูกาเมื่อไม่นานมานี้  มีหมอกหนาทึบปกคลุมกำแพงหนากับละแวกนั้นจนมืดมิด  ทหารสเปนผ่านหมู่บ้านไปโดยมองไม่เห็นเลยว่า ณ จุดนี้มีหมู่บ้านตั้งอยู่

มีเพียงคาคามะ  เอเฮคัลต์และพิโนท์เท่านั้นที่รู้ว่ากำแพงหนามีความสำคัญอีกอย่างหนึ่ง  แต่ทั้งสามไม่ปริปากบอกให้ผู้ใดรู้  มีอยู่บางครั้ง  แม้จะไม่บ่อยนัก  ท่ามกลางราตรีกาลอันมืดมิดที่สามอาหลานจะเดินผ่านประตูโค้งหายเข้าไปพร้อมกับหีบห่อที่บรรจุบางสิ่งบางอย่างเอาไว้  อีกสักพักหนึ่งทั้งสามจะเดินกลับออกมามือเปล่าโดยปราศจากผู้รู้เห็น

การใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายไม่ได้สร้างความผิดสังเกตให้แก่ผู้คนในละแวกนั้น  พวกเขารับรู้ว่า  คาคามะเป็นผู้ใหญ่ที่น่าเกรงขามและสง่างาม  จนไม่มีผู้ใดหาญกล้ามาลบหลู่ได้  แต่ในคราใดที่พวกเขาประสบปัญหาและมาขอพึ่งพา  คาคามะจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือเสมอ  ทั้งๆ ที่ในบางครั้งความช่วยเหลือของท่านอยู่เหนือความคาดหมายว่าบุรุษผู้เรียบง่ายผู้นี้จะทำได้  จนท่านกลายเป็นผู้ปกป้องคุ้มครองหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ไปโดยปริยาย

แต่เดิมนั้นสถานที่ตั้งของหมู่บ้านอยู่ไกลจากเมืองปาชูกา  แต่จะอยู่ใกล้กับบ่อแร่  เมื่อเมืองปาชูกาขยายตัว  หมู่บ้านจึงเข้ามาใกล้ตัวเมืองมากขึ้นกว่าแต่ก่อน  ยิ่งมีผู้ค้นพบสายแร่เงินทางทิศเหนือขึ้นไป  เขตที่ราบสูงตอนกลางของเม็กซิโกจึงมีผู้อพยพมาอยู่มากขึ้น  หมู่บ้านของคาคามะกลายเป็นเส้นทางผ่านพอดี  ผู้คนเดินทางผ่านไปผ่านมาก็มักจะแวะที่นี่  แต่ไม่มีใครคิดที่จะมาตั้งรกรากเพราะอยู่ใกล้เมืองปาชูกาที่มีความสะดวกสบายมากว่า  ครอบครัวคาคามะจึงมีชีวิตอยู่อย่างมีความสงบสุขเรื่อยมา

อักษรภาพ

นับวันสมาชิกในครอบครัวจากอัสคาโปตซัลโคจะรับรู้ถึงพลังที่เปล่งออกมาจากตัวของคาคามะบุรุษผู้น่าเกรงขามท่านนี้มากขึ้นเรื่อยๆ  มันเป็นกระแสเย็นๆ ที่แผ่ซ่านออกมาให้กับผู้ใกล้ชิดรับรู้  แต่ไม่มีผู้ใดอธิบายได้ว่ามันคืออะไร  สิ่งเดียวที่พวกเขาบอกได้ก็คือมันเป็นพลังที่ช่วยผลักดันพวกเขาให้ก้าวต่อไปอย่างมั่นคงยามใดก็ตามที่เขาเมื่อยล้า  ร่างกายถดถอยอ่อนแรง  จิตใจหดหู่  เพราะไม่เคยมีแม้แต่ครั้งเดียวที่จะเห็นคาคามะเป็นอื่นไป   เอเฮคัลต์กับ พิโนท์ไม่เคยเห็นคาคามะผู้เป็นอาย่อท้อสิ้นหวัง  สิ่งเดียวที่ทั้งสองมองเห็นคือความสงบนิ่ง  ความเยือกเย็นที่เห็นไม่บ่อยนักในบุคคลทั่วไป  เสื้อผ้าหลวมๆ สีเข้มที่ท่านสวมใส่เป็นประจำดูเรียบง่าย  เข้ากับบุคลิกอันน่าเกรงขามของท่าน

ที่บ้านของคาคามะจะมีมุมหนึ่งซึ่งท่านใช้เป็นที่ทำงานของท่าน  ตรงมุมนั้นมีเพียงตั่งเตี้ยๆ ที่ใช้เป็นโต๊ะทำงาน  บนโต๊ะมีจานหินเล็กๆ วางอยู่หลายใบ  แต่ละใบจะมีสีน้ำใส่เอาไว้  ส่วนใหญ่เป็นสีเขียว  สีแดง  สีเหลือง  สีดำ  กับสีขาว  ซึ่งหาได้ง่ายจากเปลือกต้นไม้  ดอกไม้หรือจากสิ่งของที่หาได้ตามธรรมชาติ  ใกล้กับจานสีเหล่านี้มีแท่งไม้ปลายแหลมบ้าง  บางแท่งถูกทุบจนปลายแตกเป็นเส้นเล็กๆ วางอยู่  ใกล้ๆ กันนั้นมีแผ่นหนังตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างยาวราวๆ หนึ่งคืบครึ่ง  มีเส้นหนังเย็บแผ่นหนังเข้าด้วยกันเพื่อให้พับเข้าหากันได้

ทุกๆ เย็นหลังจากรับประทานอาหารเย็นแล้ว  คาคามะมักจะมานั่งขีดเขียนบนแผ่นหนังนี้  ท่านตั้งใจจดบันทึกเรื่องราวไว้  นับตั้งแต่เอเฮคัลต์กับพิโนท์มาอยู่ด้วย  ท่านมักจะเรียกชายหนุ่มทั้งสองคนมาเรียนด้วย

“อาต้องการถ่ายทอดวิธีการเขียนเอาไว้ให้เจ้า  แผ่นพับเหล่านั้นคือเรื่องราวที่อาจดบันทึกเอาไว้มานานแล้ว”

ท่านพูดพลางชี้ให้เห็นแผ่นหนังพับวางซ้อนๆ กันเอาไว้บนชั้นด้านหนึ่งของกำแพง  ชายหนุ่มทั้งสองเหลือบมองตามท่าน

“ครอบครัวของเราสืบทอดความรู้ด้านการเขียนมาหลายชั่วคน  เจ้าทั้งสองอยู่อัสคาโปตซัลโคเคยมีโอกาสเรียนบ้างหรือไม่?”

“ครับ  แต่นานมาแล้ว  เรียนบ้าง  หยุดบ้างครับ  พวกเราซ้อมการใช้อาวุธกันมากกว่า  ก็เลยทอดทิ้งเรื่องเรียนไป”

เอเฮคัลต์ตอบ  คาคามะจึงอธิบายว่า

“ปัญหาการเขียนภาษาของเราขึ้นอยู่กับความสามารถด้านการวาดมากกว่า  ถ้าวาดได้ก็เขียนได้  เอาหละ!  อาจะเริ่มรื้อฟื้นความรู้ด้านนี้ให้เจ้าทั้งสองคน  ในภายภาคหน้า  เจ้าอาจจะต้องนำมันมาใช้ให้เป็นประโยชน์  เราไม่รู้ดอกว่า  เหตุการณ์ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร  มา!  มาลองวาดกัน

เจ้าทั้งสองก็รู้ว่า  ความรู้ทางด้านการขีดเขียนภาษายังใช้เป็นรูปภาพเพื่อใช้สื่อความกันอยู่  พวกเรายังไม่รู้จักใช้สัญลักษณ์อื่นๆ สื่อความ  แต่จะวาดภาพสิ่งของหรือภาพสัตว์ที่รวมกันเข้าแล้วจะให้ความหมายจากเสียงที่เปล่งออกมาจากภาพที่วาดเอาไว้  เจ้าจำได้ไหมว่า   พวกแอซเต็กเขียนชื่อนครหลวง — เธโนธิทลัน —อย่างไร?

อาจะรื้อฟื้นความจำให้ฟัง  เราทำด้วยการวาดรูปก้อนหิน —เธนา  ที่มีต้นกระบองเพชร —โนธิ

หรือรูปรอยเท้าคน  หมายถึงการเดินทางหรือเคลื่อนไหว หรือรูปโล่ห์กับอาวุธหมายถึงสงคราม”

ชายหนุ่มทั้งสองคนนั่งฟังเงียบๆ  ทั้งสองลืมไปมากแล้ว  เพราะทิ้งไปนาน  อีกอย่างหนึ่งคือผู้คนทั่วไปไม่ขีดเขียนกัน  ความรู้ทางด้านนี้จำกัดอยู่เฉพาะพวกพระกับเด็กหนุ่มจำนวนหนึ่งที่ได้รับการฝึกฝนให้รู้จักจดบันทึกเท่านั้น  คาคามะอธิบายต่อไปว่า :

“อาคิดว่า  เราจำเป็นต้องรู้วิธีขีดเขียนเอาไว้บ้าง  เพื่อจะได้รู้จักอ่าน  อาอยากให้เจ้ารู้จักอ่านสิ่งที่อาเขียนเอาไว้   อามีบันทึกอีกมากมายที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษของเราซึ่งเจ้าจำต้องรู้

ไหนลองมานับเลขกันดูสิ  ยังจำได้ไหม?  เลขหนึ่ง  เป็นรูปจุดหรือรูปนิ้ว  ถ้ามีมากกว่าหนึ่งก็เพิ่มจุดตามจำนวน

รูปธง  หมายถึง  ยี่สิบ

ถ้ามากกว่ายี่สิบก็เพิ่มจำนวนธงขึ้นไป

รูปเส้นผมเป็นกระจุก  หมายถึง  สี่ร้อย

รูปถุง  หมายถึง  แปดพัน

รูปหน้ากากกับจุดสิบจุด  หมายถึง รัตนชาติ

รูปถุงโกโก้กับธงห้าผืน  หมายถึง  จำนวนมากมาย

อาคิดว่า  เรียนไม่ยากนัก  หากเจ้าตั้งใจให้ดี  ไม่นานก็คงเรียนได้  สื่อความจากภาพวาดได้”

อักษรภาพ

นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา  ทั้งเอเฮคัลต์กับพิโนท์จะใช้เวลาหลังอาหารเย็นมาเรียนกับคาคามะผู้เป็นอา  เมื่อชายหนุ่มทั้งสองคนวาดภาพสิ่งของกับสัตว์อย่างง่ายๆ ได้  ทั้งสองก็สื่อความหมายด้านการเขียนได้  ความมุ่งมั่นวันแล้ววันเล่าสร้างความพอใจแก่ผู้เป็นอายิ่งนัก  คาคามะจึงสั่งหนังสัตว์มาเพิ่มขึ้นเพื่อตัดและเย็บเป็นเล่มให้หลานทั้งสอง  เมื่อฝีมือวาดของทั้งสองดีขึ้นตามลำดับ  คาคามะจึงเริ่มนำหนังสือหนังพับบนชั้นในห้องออกมาให้หลานทั้งสองลองหัดอ่าน

“ภาพของเราสื่อความได้จำกัด  อะไรก็ตามที่ต้องใช้ความรู้สึกอธิบาย  เรามักทำไม่ได้  ดังนั้นเราจึงต้องจดจำกันเพื่อเล่าต่อๆ กันมาเป็นทอดๆ  ผสมผสานไปกับภาพวาด  เรื่องราวที่เราต้องการสื่อความจึงจะสมบูรณ์”

 

คาคามะพูดจบก็นั่งนิ่ง  ดวงตาทอดออกไปไกลอย่างไร้จุดหมาย สักครู่หนึ่งท่านก็พูดขึ้นว่า :

“ครอบครัวของเรามีประวัติมายาวนานหลายชั่วคน  ถึงแม้เจ้าจะเติบโตที่อัสคาโปตซัลโค  แต่รากเหง้าของเจ้าอยู่ที่นี่

ส่วนพิโนท์นั้น  เจ้าไม่รู้เลยรึว่าบรรพบุรุษคนหนึ่งของเจ้าสืบเชื้อสายเดียวกันกับบรรพบุรุษของเอเฮคัลต์  แต่เรื่องราวเกิดขึ้นนานมาแล้วจนลืมกันไป  แต่อามีหนังสือเขียนที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ยืนยันอยู่นะ

โดยเชื้อสายแล้วเจ้าทั้งสองเป็นพี่น้องกัน  บรรพบุรุษของทั้งสองฝ่ายแยกย้ายกันไปนาน  แล้วมาพบกันอีกที่อัสคาโปตซัลโค  แต่ทุกคนลืมไปกันหมดแล้ว”

 

พิโนท์กับเอเฮคัลต์ยิ้มออกมาด้วยความพอใจ  ต่อไปนี้เราสองคนคือพี่น้องกันอย่างแท้จริง  เราสืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษเดียวกัน

“ในอดีตกาลอันไกลโพ้น  บรรพบุรุษท่านหนึ่งของเรามีตำแหน่งเป็นผู้นำทางศาสนา  ท่านเคยปฏิบัติภารกิจทางศาสนาอยู่ที่นครตูลา  อยู่ที่วิหารเคว็ตซัลโคอัลท์  หรือเทพเจ้าแห่งสันติ  บางคนก็ถวายพระนามพระองค์ว่า  เทพแห่งศิลปวิทยา  แต่ไม่ว่าจะเป็นพระนามใดล้วนแล้วแต่บ่งบอกถึงสิ่งที่ดีๆ ทั้งสิ้น

มีเรื่องราวเล่าว่า  ใครๆ เรียกบรรพบุรุษของพวกเราท่านนี้ว่า  ธลามะตินี  ซึ่งหมายถึง  นักปราชญ์  ท่านเป็นผู้ที่มีวิชาอาคมแกร่งกล้า  จนไม่มีผู้ใดเทียบได้  ตลอดชีวิตของท่านไม่เคยมีครอบครัว  แต่จะดูแลพี่น้องและหลานทุกคนให้อยู่เย็นเป็นสุข  พวกเราคือสายตระกูลของท่านธลามะตินีรุ่นหลังสุด

ในขณะที่ท่านดำรงตำแหน่งเป็นผู้นำทางศาสนา  ท่านมักจะใช้เวลาเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ อยู่เสมอ  ทุกๆ ครั้งท่านจะกลับมาบอกว่า

‘ชนป่าเถื่อนอพยพลงมาจากทางเหนือเป็นระลอกๆ พวกเขายังมาไม่ถึงตูลา  แต่อีกไม่นานนัก  คนเหล่านี้จะอพยพลงใต้มาเรื่อยๆ เราก็จะเห็นความแตกต่างระหว่างพวกเขากับพวกเรา  เทพเจ้าแห่งสันติจะต้านทานพวกมาใหม่นี้ได้หรือไม่  เราก็ยังไม่แน่ใจ’

เย็นวันหนึ่ง ท่านธลามะตินีกลับเข้าไปสวดอ้อนวอนในวิหารเคว็ตซัลโคอัลท์และไม่ออกมาอีกเลยจนรุ่งสาง  ท่านไม่พูดถึงคนเร่ร่อนที่อพยพลงใต้เป็นระลอกๆ อีกเลย  ราวกับว่าเรื่องนี้ไม่เกิดขึ้น  แต่ในบันทึกของท่านที่ตกทอดมาถึงรุ่นเรา  บ่งบอกว่า  ท่านมองเห็นการล่มสลายของนครตูลาหรือ  ‘แผ่นดินแห่งเทพ’  ล่วงหน้าแล้ว

การดำรงชีวิตแบบสันติของนครตูลาไม่อาจรับมือกับวัฒนธรรมแห่งสงคราม  ที่ผู้อพยพมาใหม่นำมาใช้ได้  การเชิดชูเทพเจ้าแห่งสงคราม  เปรียบได้กับสีดำและสีขาว  ไม่มีวันที่จะผสมผสานกันได้  สิ่งเดียวที่ท่านธลามะตินีคาดเอาไว้ก็คือ  ถ้าหากเทพเจ้าองค์ใดอยู่อีกองค์ก็ต้องไปจากที่นี่

ท่านธลามะตินีเคยมาที่นี่หลายครั้ง  ไม่มีผู้ใดรู้ถึงสาเหตุการมาของท่าน  ลูกหลานรุ่นหลังๆ สันนิษฐานว่า  ท่านคงเป็นผู้สร้างกำแพงหนาที่เจ้าทั้งสองเห็นอยู่  แต่ไม่มีผู้ใดยืนยันได้

ท่านให้หลานคนหนึ่งของท่าน  ซึ่งก็เป็นสายตระกูลโดยตรงของอา  และของเจ้า  เอเฮคัลต์  มาตั้งรกรากที่นี่  ที่ที่เราอยู่ในขณะนี้  ท่านได้ให้หลานคนนี้สร้างครอบครัว  สืบลูกหลานอยู่ที่นี่  ในบันทึกรูปภาพบอกเล่าว่า  ท่านส่งญาติสนิทอีกสายหนึ่งไปอยู่ที่หมู่บ้านอีกแห่งหนึ่งริมทะเลสาบใหญ่  ในตอนหลังคือรัฐอัสคาโปตซัลโค  ซึ่งต่อมาก็คือสายตระกูลของพิโนท์

ส่วนญาติพี่น้องที่เหลือ  ท่านก็ยังให้อยู่กับท่านที่นครตูลาดังเดิม  เวลาผ่านไปกว่าปี  ท่านธลามะตินีได้เดินทางมาที่กำแพงหนา  ในบันทึกที่เขียนเอาไว้เป็นรูปภาพ  บอกถึงความลี้ลับของกำแพงหนา  ท่านบอกวิธีที่จะเข้าไปในกำแพง  แต่ก็ได้เตือนผู้ที่มีโอกาสอ่านบันทึกนี้ว่าอย่าให้ผู้คนรู้ถึงเรื่องนี้มากนักถ้าหากไม่จำเป็น

ในคืนวันหนึ่งท่านจุดเทียนและเดินเข้าไปในกำแพงหนาตามลำพัง  จนเกือบค่อนคืนจึงกลับออกมา  ปิดทางเข้า  เอาสลักหินกดปิดไว้จนแน่น  แล้วท่านก็จากไป  ไม่กลับมาอีกเลย”

อักษรภาพ

คาคามะเล่าต่อไปว่า  สายตระกูลของท่านทั้งสองสายไม่ว่าจะที่อัสคาโปตซัลโคหรือที่นี่  ขาดการติดต่อกัน  ในตอนนั้นการเดินทางไปมาหาสู่กันคงจะลำบากไม่น้อย  จากรุ่นสู่รุ่นจนลืมเลือนกันไป

“อาคิดว่า  นครตูลาค่อยๆ ล่มสลาย  เพราะชนเร่ร่อนแผ่ขยายตัวลงมาอย่างไม่ขาดสาย  จนในที่สุด  ผู้นำทางศาสนา  ซึ่งก็คือบรรพบุรุษของเราได้อัญเชิญเสด็จเทพเจ้าเคว็ตซัลโคอัลท์ออกจากนครตูลาไปทางตะวันออก  ตรงกันข้ามกับกำแพงหนาเลยนะ

ท่านได้ประกาศว่า  เทพเจ้าแห่งสันติจะเสด็จกลับมายังอาณาจักรของพระองค์อีกในปีหนึ่งกก  นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ท่าน  ธลามะตินีก็หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย  บันทึกภาพก็จบลงแค่นี้  เราคือสายตระกูลที่หลงเหลืออยู่ในขณะนี้”

 

แผ่นพับหนังสัตว์ที่มีอยู่มากมายบ่งบอกถึงอายุของมันได้ดี  น่าประหลาดนักที่คนโบราณรู้วิธีรักษาหนังให้อยู่ในสภาพดีได้ถึงเพียงนี้  ถึงแม้ว่าวันเวลาจะผ่านเลยมานานหลายร้อยปี  สีต่างๆ ที่ใช้วาดยังคมเข้มสดใสราวกับเพิ่งวาดเมื่อไม่นานมานี้  คาคามะจะใช้เวลาว่างนั่งบันทึกภาพอยู่เสมอ   มาถึงตอนนี้  ท่านมีเอเฮคัลต์กับพิโนท์มานั่งหัดบันทึกภาพเพิ่มขึ้น  ชายหนุ่มทั้งสองคนฝีมือดีขึ้นๆ ตามลำดับจนน่าพอใจ

“จงจำเอาไว้ว่า  อย่าได้หยุดทำเป็นอันขาด  ชีวิตของคนเรามีความหลากหลายมากมาย  น่าบันทึกเอาไว้นัก”

 

คาคามะบอกกับหลานทั้งสองคน

นับวันอาหลานทั้งสามคนก็สนิทสนมกันมากขึ้น  สายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นรัดรึงกันด้วยสายเลือดเดียวกัน  สายเลือดที่คงจะเหลืออยู่เพียงสามคนเท่านั้น

ในเวลากลางวัน  ชายหนุ่มทั้งสองคนรับอาสาคาคามะผู้เป็นอาทำงานดูแลบ่อแร่แทนท่าน  ถึงกระนั้นท่านก็มิได้ทิ้งบ่อแร่ไปโดยสิ้นเชิง  แต่จะมาที่บ่อแร่เป็นประจำเพื่อใช้ประสบการณ์สั่งสอนหลานทั้งสอง

ยิ่งนานวัน  พิโนท์กับเอเฮคัลต์ก็ยิ่งรู้สึกถึงปัญหาการทำแร่เงิน  โดยเฉพาะการถลุงแร่เพื่อให้ได้แร่เงินบริสุทธิ์  และขจัดส่วนผสมของแร่อื่นๆ  รวมทั้งหิน  หรือดินที่ติดแน่นออกไป  หนทางเดียวที่จะถลุงแร่เงินได้ดีคือ  การใช้ความร้อนเผา  คนงานในบ่อแร่จำต้องตัดไม้เป็นจำนวนมากมาใช้ถลุงแร่  นับวันพวกเขาต้องเดินทางไปไกลมากขึ้นๆ  เพื่อตัดไม้มาใช้ในการถลุงแร่  ต้นไม้ในบริเวณโดยรอบบ่อแร่ถูกตัดมาใช้จนหมดสิ้น  ส่วนต้นที่เกิดขึ้นใหม่ก็ยังโตไม่ทันใช้

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น  แร่เงินที่ขุดได้ยังมีคุณภาพปานกลางคือ  มีแร่เงินน้อย  แต่มีส่วนผสมของแร่ชนิดอื่นๆ หินหรือดินมากกว่าแร่เงินจริง  การถลุงแร่ที่ต้องใช้ฟืนมากกลับได้รับผลน้อย  เมื่อฟืนกลายเป็นตัวจักรสำคัญในการถลุงแร่  แต่กลับนำมาใช้ยากขึ้นเพราะระยะทางไกลออกไปมากขึ้นๆ  คาคามะคงมองเห็นปัญหานี้เช่นกัน  แต่เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น  ท่านจึงยังหาทางออกไม่ได้  อีกอย่างหนึ่ง บ่อแร่ของท่านไม่ได้ใหญ่โตนัก ถ้าเพียงแต่จะมีรายได้จากแร่เงินพอเลี้ยงดูคนงานในบ่อแร่กับครอบครัวได้พอเพียง  ท่านก็พอใจแล้ว 



Don`t copy text!