จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 27 : สมการวัย

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 27 : สมการวัย

โดย : คีตาญชลี แสงสังข์

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก โดย คีตาญชลี แสงสังข์ ผลงานจากโครงการช่องวันอ่านเอา เมื่อเจ๋งต้องกลับบ้านที่ไม่อยากกลับเพื่อเจอกบเพื่อนตุ๊ดที่เป็นรักแรกและการกลับไปครั้งนี้เจ๋งยังพบจดหมายที่อังศุมาลิน เพื่อนอีกคนทิ้งเอาไว้ก่อนตายไปในซ่อง มันจะนำพาเจ๋งและกบไปสู่จุดหมายปลายทางที่สุขสมหรือทุกข์ทนนั้น…ไม่มีใครจะล่วงรู้

สักวาดาวจระเข้ก็เหหก     

ศีรษะตกหันหางขึ้นกลางหาว

เป็นวันแรมแจ่มแจ้งด้วยแสงดาว

น้ำค้างพราวปรายโปรยโรยละออง

ลมเรื่อยเรื่อยเฉื่อยฉิวต้องผิวเนื้อ

ความหนาวเหลือทานทนกมลหมอง

สกุณากาดุเหว่าก็เร่าร้อง

ดูแสงทองจับขอบฟ้าขอลาเอย

จู่ๆ ฉันก็นึกถึงบทสักวาที่พ่อชอบท่องให้ฟังยามพวกเรามานอนค้างบ้านย่า พ่อบอกฉันว่าดาวที่บ้านย่าสวยที่สุด ไม่ว่าเราจะขึ้นไปอยู่บนตึกสูงชั้นที่เท่าไรของกรุงเทพฯ ก็ไม่สามารถจะมองเห็นดวงดาวได้สวยเหมือนบ้านของย่า

ฉันถามพ่อว่ากลอนบทนั้นพ่อแต่งเองหรือ พ่อหัวเราะกว้างบอกว่าเป็นบทสักวาที่พ่อชอบนอนท่องกับปู่เวลานั่งดูดาว ไม่มีใครรู้ชื่อคนแต่งกลอนบทนี้ แต่ทุกคนในชั้นเรียนของปู่ต้องท่องมันได้เพราะเป็นบทอาขยานที่จะต้องท่องก่อนกลับบ้านในตอนเย็น

กลอนบทนี้เคยจากชีวิตฉันไปนานแล้ว และเมื่อโลกมืดลงต่อหน้าตอนนี้มันก็ลอยมาหาฉันอีกครั้ง

สำหรับอังศุมาลิน ทุกอย่างคงดำมืดไปหมด เหมือนที่ฉันเคยรู้สึกว่าตัวเองตกไปอยู่ก้นหลุมลึกสุดหยั่งเมื่อรู้ว่าพ่อและแม่กำลังจะหย่ากัน

ตอนนั้นฉันร้องไห้เงียบๆ พยายามบอกตัวเองให้เข้มแข็ง แต่การสูญเสียผู้ชายที่ดีที่สุดในชีวิตไปอย่างไม่มีวันกลับ มันยิ่งกว่าคำว่าโลกถล่ม

พ่อที่แสนดีของฉันตายไปแล้ว เหลือเพียงผู้ชายมักมากเห็นแก่ตัวที่แกล้งนอนหมดเรี่ยวแรงอยู่ในบ้าน วันที่รู้ว่าพ่อและน้าพุดซ้อนเป็นชู้กันนั้น ฉันเหมือนไปโผล่ใจกลางจักรวาล ร่างกายของฉันเบาหวิว ไม่มีแรงจะพยุงขาให้ตั้งตรงต่อไปได้ ความกว้างใหญ่ไพศาลทำให้ฉันรู้สึกเป็นเพียงฝุ่นผง ไร้ตัวตน ไร้ชีวิต รวมถึงไม่มีจิตใจให้ใครต้องห่วงกังวลถึงอีก

เสียงกรีดร้องขว้างปาข้าวของของแม่เหมือนจะเฉืยนเนื้อหนังของฉันให้ขาดเป็นริ้วๆ วันนั้นฉันจึงได้ตระหนักว่าแม่รักพ่อมากแค่ไหน แต่ด้วยนิสัยของแม่ฉันรู้ว่า ครอบครัวของเราจะไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว

‘ผมขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นแบบนี้’

‘คุณนอนกับมัน คุณบอกว่าไม่ได้ตั้งใจ แล้วตอนคุณนอนกับฉันจนมีลูกมาด้วยกันคุณก็ไม่ได้ตั้งใจงั้นสิ’

‘มันไม่ใช่อย่างนั้น’ พ่อพยายามแก้ตัว ตอนนั้นเองที่ฉันเห็นน้าพุดซ้อนเดินตัวสั่นออกมาข้างหน้า

‘คุณคะ คุณน่านไม่ได้ตั้งใจจริงๆ’

‘อย่ามาทำพูดดี ฉันรู้ว่าแกคิดอะไร จะสร้างภาพเป็นคนดีอย่างงั้นเหรอ กินบนเรือนขี้รดบนหลังคาแบบนี้มันดีอย่างงั้นเหรอ’

‘คุณคะ หนูจะออกจากบ้าน จะไม่มาที่นี่อีก คุณอย่าทิ้งคุณน่านไปเลยนะคะ แค่ที่คุณทิ้งให้อยู่บ้านคนเดียวก็แย่แล้ว สงสารคุณน่านเถอะนะคะ ถ้าคุณจะทิ้งไปแบบนี้ คุณน่านคงจะอยู่ไม่ได้’

‘อ้อ…นี่แกจะโทษว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพราะฉันอย่างนั้นเหรอ อีมักง่าย ฉันไปหาเงินให้พวกแกใช้ไงโว้ย ฉันไม่ได้แรดๆ ออกไปสนุกข้างนอกหรอกนะ’

แล้วเรื่องก็ถึงทางตันตรงประโยคนั้น แม่รับไม่ได้ที่เหมือนความผิดทั้งหมดจะวกกลับมาหา วันนั้นฉันอยู่ฝ่ายเดียวกันแม่ เดี๋ยวนี้ฉันก็ยังอยู่ฝ่ายเดียวกับแม่

 

อังศุมาลิน…

 

ฉันสะดุดใจกับคำคำนี้ ใช่แล้ว ยายแมวบอกกับฉันว่า นางอยากให้ลูกสาวคนนี้เป็นเด็กเข้มแข็ง มีทิฐิมานะ มีศักดิ์มีศรี ไม่ทำตามหัวใจของตัวเองง่ายๆ คิดจากอายุแล้วพี่เปิ้ลคงจะท้องตอนอายุ 15 คลอดอังศุมาลินก่อนจะยกให้เป็นลูกของแม่แท้ๆ ของตัวเองตอนอายุ 16 ยายแมวตั้งชื่อลูกซึ่งก็คือหลานสาวด้วยชื่อนางเอกจากนวนิยายเรื่องคู่กรรมก็เพราะสาเหตุนี้สินะ แม่อังของทนยันตีเป็นผู้หญิงเข้มแข็ง เป็นเสาหลักให้ครอบครัว แม้จะมีอายุเพียง 19 ปี แต่อังศุมาลินของทมยันตีก็เป็นผู้หญิงห้าวหาญ มีทิฐิมานะเมื่อเทียบกับวัยและบทบาทของผู้หญิงในสมัยเดียวกัน

ยายแมวคงอยากจะให้หลานหรือลูกคนเล็กที่นางบอกกับใครๆ เข้มแข็งเลยจงใจตั้งชื่อนี้ให้

อังศุมาลิน…คิดถึงตรงนี้แล้วฉันก็หนาวไปทั้งหัวใจ ความรู้สึกของหญิงชราคงย่อยยับแตกป่น ไม่ต่างไปจากหัวใจของอังศุมาลิน

กว่า 2 ขวบปีที่อังศุมาลินจากบ้านมา คงจะมีสักช่วงเวลาที่หล่อนได้คิด เวลานั้นอังศุมาลินคงรู้ดีว่าคนที่เธอเรียกว่า ‘แม่’ นั้น รักหล่อนและปวดร้าวแค่ไหน

จดหมายของอังศุมาลินเป็นเครื่องยืนยันอย่างดีว่า หล่อนตระหนักแล้ว โลกใบนี้ไม่มีใครจะรักหล่อนมากไปกว่าที่ยายแมวรัก

โธ่…อัง ฉันนึกโกรธขึ้งโชคชะตา ความไร้เดียงสาของวัยเยาว์คงทำให้เธอหนีเข้ากรุงเทพฯ คิดเอาว่าความบังเอิญคงจะทำให้ได้พบฉันมุมใดมุมหนึ่งของมหานครอันกว้างใหญ่นี้ เพราะถ้าไม่ใช่ฉัน ก็คงไม่มีใครเข้าใจความแตกสลายของอังศุมาลินได้ดีกว่านี้อีกแล้ว

 

“พี่...พี่…เป็นอะไรไปหรือเปล่า” ทยิดาร้องเรียก เขย่าแขนฉันเหมือนกับเขย่าคนเป็นลม

“เปล่า ไม่เป็นไร” ฉันว่าแล้วลุกขึ้นยืน ไม่มีอะไรอยากรู้มากไปกว่านี้อีก “ขอบคุณมาก” ฉันกล่าวลา

“จะไปแล้วเหรอ”

“ใช่ ขอบคุณมากๆ”

“เดี๋ยว…” ทยิดาร้อง หล่อนคว้าหมับที่ข้อมือ ปลายนิ้วอุ่นบีบแน่นไม่ยอมปล่อย “ขอถามพี่คำหนึ่งได้ไหม” สีหน้าหล่อนดูขอร้อง ไร้วี่แววเย้ยโลกอย่างที่หล่อนทำมาก่อนหน้านี้ ฉันมองทยิดา รู้สึกใจอ่อนยวบเพราะน้ำใจที่หล่อนมีให้อังศุมาลิน

“ได้ ลองถามมาสิ”

“พี่รักพี่แซนดี้บ้างไหม รักแบบที่พี่แซนดี้รักพี่”

“รักสิ” ฉันตอบ “อังศุมาลินสำคัญ เป็นอดีตที่สำคัญ ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย”

“ขอบคุณนะ นึกแล้ว ฉันนึกเอาไว้แล้ว” ทยิดาเลิกกลั้นน้ำตา หล่อนทรุดตัวนั่งลงไปในหลุมลึกของโซฟาสีเขียวปี๋ ฉันส่งยิ้มให้แล้วก้าวออกจากร้านไปเงียบๆ

ลมเรื่อยๆ เฉื่อยฉิวระหว่างซอกตึก หัวใจของฉันพร่ำบอกตัวเอง ไม่ว่าอังศุมาลินจะขายตัว หรือผ่านผู้ชายมามากขนาดไหน ฉันจะไม่มีวันผิดหวัง หรือพยายามเปลี่ยนแปลงอะไรอีก แค่มีคนคนหนึ่งมอบความสำคัญและคิดถึงฉันเป็นคนแรก นั่นก็น่าจะเพียงพอต่อการเหยียบยืนและตระหนักถึงคุณค่าในตัวเองแล้ว

 

พลันโลกก็สนั่นหวั่นไหว ฉันมีความรู้สึกว่าตัวเองลอยได้ ตัวเบาหวิว และเห็นโลกที่มองอยู่หมุนกลับด้าน

วินาทีก่อนที่สติจะดับวูบฉันเห็นภาพแม่… และอุบัติเหตุครั้งนั้น   

 



Don`t copy text!