มนตราราหุล บทที่ 10 : เดชกุดั่น

มนตราราหุล บทที่ 10 : เดชกุดั่น

โดย : ณรัญชน์

มนตราราหุล นวนิยายออนไลน์โดย ณรัญชน์ เรื่องราวของ ‘ราหุลเวทย์’ มนตราศักดิ์สิทธิ์ที่รักษาโรคและอาการบาดเจ็บได้ทุกชนิด ทั้งยังชุบชีวิตคนตายได้และแม่หญิงวงตะวันคือคนเดียวที่รู้จักมนตรานี้ดีที่สุด เธอจะใช้มันแก้ไขเหตุร้ายในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาได้ไหมและเธอจะพบคำตอบเรื่องหัวใจของพ่อนาถหรือเปล่า อ่านสนุกๆ ได้ที่อ่านเอาทีเดียว

***************************

– 10 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

เมื่อได้ระบายคลื่นอารมณ์กราดเกรี้ยวออกไปจนพอแก่ใจ นาถก็ซบหน้ากับขอบประตู สูดหายใจลึกยาวอยู่ครู่หนึ่ง รอจนความเยือกเย็นอันเป็นนิสัยประจำตัวกลับคืนมา สัญชาตญาณก็เตือนว่าใครบางคนกำลังมองมาจากด้านหลัง ยังไม่ทันหันไปเสียงใสๆ ของคนข้างหลังก็ดังขึ้นเสียก่อน

“อย่าโกรธแม่กุดั่นเลยนะเจ้าคะ แม่กุดั่นรักออกหลวงมากเลยอาจจะทำผิดพลาดไปบ้าง” คนพูดเหมือนจะกะเวลาได้ถูกจังหวะ ถ้าหล่อนเอ่ยออกมาขณะที่ภูเขาไฟในอกกำลังระเบิด เขาคงรำคาญจนไม่อยากฟัง

ความเอาแต่ใจตัวของกุดั่นเป็นที่รับรู้กันทั่วเรือน แม้แต่คุณแม่ของเขาก็ยังระอาที่จะตักเตือน เพราะเมื่อไรที่มีเรื่องว่ากล่าวกัน กุดั่นจะน้อยใจ คิดว่าคุณหญิงละมุนนำหล่อนไปเปรียบเทียบกับสะบันงาผู้เป็นเมียเอก หญิงสาวไม่กล้าขึ้นเสียงเหมือนที่ทำกับนาถ แต่จะนั่งน้ำตาคลอฟังวาจาแม่สามีด้วยสีหน้ากดดัน ก่อนเปรยตามประสาคนแสนงอน ‘ถ้าเป็นแม่สะบันงาทำคงดีกว่าลูกสินะเจ้าคะ’

หลังจากนั้นกุดั่นจะทำกระบึงกระบอนไม่ยอมพูดจากับแม่สามีไปหลายวัน คุณละมุนพูดด้วยหล่อนก็จะตอบอย่างเสียไม่ได้ ราวกับกลัวพิกุลจะร่วง จนฝ่ายที่อาวุโสกว่าไม่กล้าติเตียนอีก หนักเข้าคุณละมุนก็ได้แต่เก็บไปบ่นกับลูกชาย

‘คนแสนงอนเอาแต่ใจตัวเป็นใหญ่จะเป็นที่รักก็เฉพาะเวลาอยู่กับพ่อแม่เท่านั้นละ กับคนอื่นใครเขาจะไปทนตัว มีแต่จะถอยห่างไม่อยากยุ่งด้วย แล้วตัวเองนั่นละที่จะรับเคราะห์หนักที่สุด’

ผู้ที่ยังมองการกระทำของกุดั่นในแง่ดีในเรือนนี้เหลืออยู่เพียงคนเดียว นาถจึงไม่แปลกใจเมื่อหันไปพบดวงตาดำขลับ สุกสกาวราวตะวันทอแสงของวงตะวัน

“ฉันไม่ได้โกรธแม่กุดั่นดอก ถ้าจะโกรธก็ควรโกรธตัวฉันเองที่ระงับอารมณ์ไม่ได้” นาถเงียบไปอึดใจ เมื่อคิดว่าเสียงกรี๊ดของกุดั่นคงได้ยินไปทั้งเรือน โดยเฉพาะคำบริภาษแสบสันของหล่อนต้องเข้าหูทุกคนเป็นที่เรียบร้อย เขาก็ขบกรามแน่น หน้าร้อนผ่าวด้วยความอดสู

ชายหนุ่มนิ่งรอเพราะคิดว่าวงตะวันจะพูดจาปลอบใจออกมาบ้าง แต่หล่อนกลับยืนเฉยเหมือนจะรอให้นาถระบายความในใจออกมาเอง

นั่นสินะ ต่อให้อยากทำ สติปัญญาอย่างหล่อนก็คงไม่รู้จะพูดอะไรให้เขาคลายทุกข์ได้อยู่ดี…

“ฉันคงทำเสียงดังรบกวนเจ้า ต้องขออภัยด้วย” นาถเปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่นที่บาดความรู้สึกน้อยกว่า

“หอนอนฉันอยู่ห่างไปมาก ไม่รำคาญดอกเจ้าค่ะ” หญิงสาวสืบเท้าเข้ามาใกล้ เหลือบมองหลังมือแตกยับเปรอะไปด้วยเลือดของชายหนุ่มแล้วทำตาโต “ตายจริง เลือดเต็มไปหมดเลย”

นาถยิ้มให้กับอาการแตกตื่นนั้น ถึงแม้จะปัญญาทึบไปสักหน่อยแต่น้ำใจอุ่นเอื้อของวงตะวันก็เป็นที่ประจักษ์แก่ทุกคน ในยามที่หัวใจกำลังแห้งโหยด้วยอารมณ์ปวดร้าวและว้าเหว่ ชายหนุ่มอดรู้สึกถึงกระแสความอบอุ่นที่กรุ่นขึ้นมาในอกไม่ได้ พอหล่อนควักผ้าเช็ดปากที่เหน็บอยู่กับเข็มขัดทองออกมา เขาจึงส่งมือให้ “ขอบใจนะเจ้า”

ร่างระหงเดินรี่เข้ามาหานาถแล้วเดินปรู๊ดผ่านหน้าไปเฉยๆ หล่อนก้าวไปถึงบานประตู ลงมือเช็ดรอยเปื้อนขมีขมัน ปากก็บ่นพึมพำ “เปื้อนเลือดหมดเลย ไม้สักทองเสียด้วยสิ”

เช็ดจนคราบเลือดหายเกลี้ยงยังไม่พอ เจ้าตัวยังลูบเนื้อไม้ดูแล้วดูอีกจนแน่ใจ ก่อนจะถอนใจอย่างโล่งอก “โชคดีที่ไม้ไม่แตก ไม้สักทองอย่างนี้หายาก ถ้าจะเปลี่ยนประตูบานใหม่คงต้องรออีกเป็นเดือน”

รอยยิ้มของนาถยังคงค้างอยู่บนริมฝีปากทว่ากร่อยลงอย่างสุดฝืน เขายกหลังมือแตกยับของตัวเองขึ้นดู นี่ถ้าไม่ติดว่ามือเจ็บ นาถคงเขกหัวตัวเองไปแล้ว โทษฐานที่เอาความคิดของคนทั่วไปมาใช้กับผู้หญิงคนนี้ ชายหนุ่มยืนมองจนหล่อนเช็ดถูเสร็จเรียบร้อย ก็แนะว่า

“เช็ดประตูเสร็จแล้วเข้าไปเช็ดหน้าต่างในห้องด้วยก็ดีนะเจ้า ไม่ต้องห่วงฉันดอก เลือดออกแค่นี้ไกลหัวใจเยอะ”

วงตะวันเหลียวกลับไปมอง เห็นสามียืนกำหมัดเปื้อนเลือดมองมาตาปริบๆ ก็นึกขึ้นได้ รีบเข้าไปช่วยซับเลือดให้เขา “ประทานโทษเจ้าค่ะ ฉันก็มัวแต่ห่วงประตู”

“นั่นสินะ นี่ถ้ามีชีวิตมันคงรักเจ้ามาก” นาถชม มองมือบางที่กำลังช่วยพันแผลให้ตนอย่างตั้งอกตั้งใจ “เจ้าไม่ถามถึงแม่สะบันงาสักคำ คงรู้เรื่องอยู่แล้วใช่ไหม”

“เจ้าค่ะ” วงตะวันพยักหน้ารับ ก็จะโกหกว่าไม่รู้ไปทำไมเล่า ในเมื่อบ่าวทั้งเรือนคันปากอยากบอกหล่อนกันใจจะขาด มิฉะนั้นทองสุกที่เพิ่งมารับใช้เจ้านายได้ไม่กี่วัน คงไม่ถูกพวกบ่าวด้วยกันกระซิบตรงนั้นนิดเล่าเรื่องนี้หน่อย จนปะติดปะต่อเรื่องราวได้ครบถ้วน สามารถเอามาเล่าให้วงตะวันฟังได้ไม่มีตกหล่น

‘แม่นายสะบันงาเป็นเมียคนแรกของคุณหลวงเจ้าค่ะ แต่เธอเป็นลูกกำพร้า ไม่มีสกุลรุนชาติ เห็นว่าคุณหลวงไปพบเข้าตอนไปราชการที่หัวเมือง เลยพากลับมาให้แม่นายละมุนผูกข้อมือรับเป็นสะใภ้ คุณหลวงกับแม่นายสะบันงารักกันมาก แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ๆเธอก็หายไปจากเรือนเสียเฉยๆ คุณหลวงตามหาเท่าใดก็ไม่พบ แม่นายละมุนเลยต้องสั่งให้พวกบ่าวเก็บงำเป็นความลับ ใครถามก็ให้บอกว่าแม่นายสะบันงาป่วย กลับไปรักษาตัวที่หัวเมือง’

‘แม่สะบันงาเธอคงน้อยใจที่ออกหลวงมีแม่กุดั่นกระมัง ถึงได้หนีไป’ วงตะวันตั้งข้อสังเกต

ทองสุกส่ายหน้า ‘ไม่ใช่ดอกเจ้าค่ะ ตอนนั้นคุณหลวงยังไม่ได้รับแม่นายกุดั่นมาเป็นเมีย หลังจากแม่นายสะบันงาหายตัวไปแล้ว แม่นายละมุนถึงไปขอแม่นายกุดั่นมาเป็นสะใภ้โดยไม่บอกคุณหลวงสักคำ ท่านคิดว่าถ้ามีเมียใหม่ คุณหลวงจะหายเศร้าที่ถูกเมียทิ้ง’

กุดั่นเป็นลูกสาวของคหบดีใหญ่แห่งปากน้ำโพ บิดาของหญิงสาวมีลูกชายเก้าคน แต่มีลูกสาวคนเดียวเท่านั้น จึงรักถนอมกุดั่นราวกับเป็นแก้วตาดวงใจ หญิงสาวถูกประคบประหงมเสียยิ่งกว่าไข่ในหิน นอกจากเดือนกับดาวแล้วไม่มีสิ่งใดที่หล่อนต้องการแล้วจะไม่สมปรารถนา ส่วนเรื่องกิริยามารยาท กุดั่นจะกระทืบเรือนปึงปังหรือด่าว่าบ่าวไพร่อย่างไรก็ได้ พ่อแม่ไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องกวดขัน เพราะถือว่าพวกตนไม่ใช่ขุนน้ำขุนนาง กลับมองความตระแหง่แง่งอนนั้นเป็นความน่ารักน่าเอ็นดู

เมื่อแรกพบกันคุณละมุนยังไม่รู้จักฤทธิ์เดชของกุดั่น ท่านพอใจในดวงหน้าจิ้มลิ้ม และนิสัยร่าเริงช่างพูดช่างเจรจาที่ได้เห็น จึงสู่ขอมาให้ลูกชายโดยไม่ยอมปรึกษาเขาก่อน ด้วยความหวังเต็มเปี่ยมว่าความสดใสของหญิงสาวคนใหม่จะช่วยชโลมหัวใจตรอมตรมของลูกชายเธอให้เบิกบานขึ้นมาอีกครั้ง ทว่าความตั้งใจดีของเธอกลับล้มเหลว นอกจากลูกชายจะทำงานดับทุกข์ไม่ลืมหูลืมตาไม่ต่างจากเดิมแล้ว ซ้ำร้ายตัวคุณละมุนเองยังต้องกล้ำกลืนฝืนทนอยู่กับลูกสะใภ้เจ้าอารมณ์ทุกวี่วัน

วงตะวันรับรู้เรื่องของสามีด้วยความสงสารจับใจ นี่เองตัวตนแท้จริงของออกหลวงเกรียงไกรฤทธิ…  ภายใต้ท่าทีทระนงไม่คร้ามเกรงผู้ใดนั้น แท้จริงแล้วในส่วนลึกของหัวใจเขากลับมีบาดแผลฉกรรจ์ซ่อนอยู่  หากสะบันงาตายดับลงไปต่อหน้าสามี หรือแม้แต่ได้รู้เป็นมั่นเหมาะว่าหล่อนหนีตามชายคนใดคนหนึ่งไป นาถก็คงยอมรับการสูญเสียได้ง่ายกว่านี้ แต่นี่หญิงสาวเพียงหายตัวไปอย่างลึกลับ ทิ้งความคลางแคลงไว้เป็นฝันร้ายตามหลอกหลอนผู้เป็นสามี สลักเสลารูปเงาของหล่อนทั้งในแบบที่งดงามและอัปลักษณ์ให้ประทับอยู่ในใจนาถไม่คลอนคลาย

‘เห็นว่าแม่นายสะบันงาเล่นซอด้วงได้ไพเราะนัก เธอชอบมานั่งสีซอที่พาไลให้คุณหลวงฟังบ่อยๆ ข้างตัวจะตั้งแจกันปักดอกมะลิไว้ด้วยเพราะเป็นดอกไม้โปรดของคุณหลวง ตั้งแต่แม่นายหายตัวไป ในเรือนนี้ก็ไม่มีใครกล้าเล่นซออีกเลยเจ้าค่ะ แม้แต่ดอกมะลิก็แทบไม่เอาขึ้นเรือน’ ทองสุกเล่า

กุดั่นไม่ควรพยายามทำตัวเลียนแบบสะบันงาเลย หล่อนไม่รู้หรือไรว่าไม่มีใครแทนที่เมียเอกคนนั้นได้ การกระทำของหล่อนมีแต่จะกรีดย้ำรอยแผลในหัวใจสามีให้เปิดกว้าง ทำลายความหยิ่งทะนงและความภูมิใจของเขา ให้เลือดสดๆ ในหัวใจนาถรินหลั่งรดแผลเดิม ต้องเจ็บปวดยอกแสยงซ้ำแล้วซ้ำเล่าเท่านั้น

เพราะเข้าใจความรู้สึกของชายหนุ่ม วงตะวันจึงไม่อยากพูดถึงสะบันงา แม้นาถจะถามออกมาเอง หล่อนก็ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องขยายความ หลังจากรับคำแล้ววงตะวันก็ก้มหน้าก้มตาพันแผล ปล่อยให้อีกฝ่ายจับตามองหน้าผากกลมมน พร้อมกับคะเนความในใจของหล่อนไปพลาง จวบจนหญิงสาวพันแผลเสร็จถอยห่างออกไป เขาก็กำชับว่า

“ถ้ามีคนพูดเรื่องแม่สะบันงาให้เข้าหู เจ้าก็อย่าเก็บมาใส่ใจเลยนะ จะไม่สบายใจเปล่าๆ”

“ออกหลวงไม่ต้องห่วงว่าฉันจะคิดมาก หรือหึงหวงดอกเจ้าค่ะ คนอย่างฉันได้กินอิ่มนอนหลับฉันก็พอใจแล้ว”

เมียพระราชทานที่ไม่หึงหวง ไม่คิดแก่งแย่งชิงอำนาจกับเมียน้อย วันๆ หวังแค่กินอิ่มนอนหลับ ทั้งยังมอบความอารีให้กับทุกผู้คน…ไม่ว่าใครจะพูดถึงสติปัญญาของหล่อนว่าอย่างไร แต่หัวใจของนาถชื่นชมผู้หญิงคนนี้เสมอ

“บางครั้งฉันก็อยากเป็นอย่างเจ้า ไม่ทุกข์ไม่ร้อนกับใคร ยิ้มหน้าเป็นได้ทั้งวัน”

“คนอื่นวุ่นวายกันมากพอแล้ว เว้นฉันไว้สักคนดีกว่าเจ้าค่ะ คนโง่อย่างฉันก็คิดไปตามประสาคนโง่ จะให้คิดกระไรมากมายฉันก็คิดไม่ออก”

“บอกแล้วไง อย่าว่าตัวเองโง่” นาถดุ แต่ดูก็รู้ว่าไม่ได้จริงจังนัก เขายกมือตัวเองขึ้นให้ดู “อีกอย่างถ้าฉลาดแล้วต้องมาเจ็บตัวอย่างฉัน เขาเรียกฉลาดไม่จริง ไม่เหมือนเจ้าที่มีวิธีคิดทำให้ตัวเองมีความสุขได้ นี่ต่างหากคนมีปัญญาที่แท้จริง”

เวลาสามีหล่อนจะปากหวานขึ้นมา เขาก็ทำได้ดีโดยไม่ต้องทำตากะลิ้มกะเหลี่ยแพรวพราวดั่งชายเจ้าชู้ แต่สามารถให้กำลังใจจนผู้ฟังแทบไม่รู้ตัวว่าถูกชม

วงตะวันยิ้มกระจ่างจนเปลือกตาทั้งสองข้างโค้งลงมาเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว จับมือใหญ่ที่มีผ้าเช็ดปากพันรอบชูขึ้นสูง “ในชีวิตฉันคงมีแต่ออกหลวงคนเดียวที่ชมว่ามีปัญญา ถ้าอย่างนั้นฉันจะให้ของตอบแทนออกหลวงบ้างนะเจ้าคะ เป็นคาถารักษามือแตกเจ้าค่ะ” หล่อนก้มลงบริกรรมคาถากับมือของนาถ “โอม…ต่อไปนี้ถ้าโมโหอย่าชกประตู ไปชกหมอนในห้องดีกว่า เพี้ยง!”

หล่อนเป่าเพี้ยงแรงๆ ลงบนบาดแผลเป็นการจบประโยค นาถมองคนพูดอย่างไม่แน่ใจนัก ความรู้สึกคล้ายถูกว่าซึ่งๆ หน้า กระนั้นก็อดหัวเราะไม่ได้ “นั่นสินะ ถ้าเข้าไปชกหมอนก็คงไม่เจ็บตัว ฉันนี่โง่นัก ทำไมคิดไม่ได้ก็ไม่รู้”

วงตะวันปล่อยมือข้างนั้นลงก่อนจะบอกลาเพื่อกลับไปหอนอนของหล่อน นาถมองตามจนร่างระหงลับหายไปจากสายตา นิ้วเรียวยาวไล้ไปบนผ้าพันแผลที่ยังมีอุ่นไอของหล่อนเหลืออยู่บางเบา ครู่หนึ่งชายหนุ่มก็เดินเข้าห้องส่วนตัว ลงมือผลัดผ้าเตรียมจะอาบน้ำ ก่อนจะสะดุดใจว่าความรวดร้าวแสนสาหัสที่อัดอยู่เต็มอกเมื่อครู่อันตรธานหายไปเป็นปลิดทิ้ง ทั้งๆ ที่มันควรจะทิ่มแทงทรมานเขาไปตลอดค่ำคืน และยืดยาวต่อไปอีกหลายวัน

มันหายไปตั้งแต่เมื่อไรหนอ…พอหาคำตอบได้นาถก็นึกขำ…

เป็นตอนที่แม่วงตะวันลงมือเช็ดขอบประตูนั่นเอง…

บรรยากาศยามเช้าบนเรือนใหญ่ไม่ได้หม่นมัวอย่างที่บ่าวไพร่คาดการณ์ไว้ นาถมารับประทานอาหารกับมารดาด้วยสีหน้าปกติ ไม่มีร่องรอยความตรอมตรมหม่นไหม้อย่างที่ควรจะเป็น พอหย่อนตัวลงนั่งเขาก็กวาดสายตามองหาไปรอบหอนั่ง แต่ไม่เห็นแม้เงาของคนที่เคยส่งยิ้มสดใสให้ทุกรุ่งอรุณ

“แม่วงตะวันล่ะขอรับ ทำไมไม่มากินข้าวด้วยกัน” นาถถามมารดา

“แม่วงตะวงขออนุญาตแม่ไว้ตั้งแต่สองวันก่อน ว่าจะไปทำบุญที่วัด นี่ก็ออกไปตั้งแต่เช้ามืด” พูดไปคุณละมุนก็จับสังเกตลูกชายไปด้วย เห็นเขาไม่มีท่าทางเคร่งเครียดทั้งๆ ที่เพิ่งมีปากเสียงกับกุดั่น ท่านก็เบาใจ

“เมื่อเย็นวานแม่ให้คนเอาข้าวต้มไปส่งให้ที่ห้อง คิดว่าพ่อนาถคงไม่อยากออกมากินข้างนอก” ท่านมองลูกชายอย่างจับอารมณ์ แต่นาถไม่ปริปากถึงกุดั่น สองแม่ลูกจึงรับประทานอาหารกันเงียบๆ หลังจบมื้อเช้าชายหนุ่มก็ออกไปทำงาน ตกเที่ยงเขาก็กลับเรือนมากินข้าวกลางวันกับมารดาอีก พอเห็นลูกชายขึ้นบันไดมา คุณละมุนก็ถึงกับออกปากด้วยความแปลกใจ

“ท่าทางวันนี้ฝนจะตกใหญ่ พ่อนาถติดบ้านเหลือเกิน อุตส่าห์กลับมากินข้าวเที่ยงกับแม่ด้วย”

“กระผมพาลูกน้องลาดตระเวนผ่านเรือนเราพอดี เลยแวะมา จะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปหาของกินน่ะขอรับ”

เขามองไปรอบเรือนกว้าง พอไม่เห็นคนที่คิดว่าน่าจะกลับมาแล้วก็หงุดหงิดขึ้นมานิดหน่อย แต่ยังก้มหน้าก้มตาทานอาหารโดยไม่ถามไถ่ คุณละมุนตักแกงสีแดงเข้มเป็นมันใส่จานตัวเอง ปากก็บ่นเรื่อยเปื่อย “วันนี้มีแกงลิ้นจี่ยัดไส้กับข้าวผัดชมพูพานของโปรดของแม่วงตะวัน แต่เจ้าตัวกลับไม่อยู่ น่าเสียดายจริง”

“นั่นสิขอรับ ป่านนี้แล้วทำไมยังไม่กลับเรือน มัวไปเอ้อระเหยอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้”

“เขาไปวัดนอกเกาะเมือง” มารดาตอบลูกชาย “คงไกลพอดู เห็นว่าเป็นวัดที่ปู่ของแม่วงตะวันเคยบวชเรียน เลยจะไปทำบุญให้ปู่ คงจะกลับเอาเย็นโน่นละ”

อาหารกลางวันมื้อนั้นผ่านไปอย่างราบรื่น พออิ่มหนำนาถก็ลงจากเรือน ไม่ได้สังเกตว่ามีใครคนหนึ่งลอบมองจากใต้ต้นหางนกยูงที่ปลูกไว้หน้าหอพระ จนกระทั่งสามีลงเรือบดพายออกไปพ้นท่าน้ำแล้ว เจ้าของร่างนั้นก็ยิ้มออกมาได้

“คุณพี่ไม่เคยกลับมากินกลางวันที่เรือน วันนี้คงกลับมาดูท่าทีละสิว่าข้าจะหายโกรธหรือยัง” กุดั่นบอกนางแวว ใบหน้าที่สลดมาทั้งคืนแช่มชื่นราวกับดอกไม้ได้ฝน

“ใช่เจ้าค่ะ คุณหลวงรักแม่นายกุดั่นจะตายไป เมื่อวานท่านอาจจะพื้นเสียไปบ้าง แต่อย่างไรก็ยังเป็นห่วงแม่นายอยู่ดี”

พอรู้สึกตัวว่าเป็นต่อกุดั่นก็เชิดหน้าขึ้น ความมั่นใจในตัวเองที่สั่นคลอนไปตั้งแต่มีปากเสียงกับสามีกลับคืนมาดังเดิม ครั้นนึกได้ว่าคืนนี้คุณพี่คงต้องมาค้างด้วยเพื่อสมานรอยร้าวเป็นแน่ ก็หันไปสั่งบ่าวคนสนิท “ข้าอยากขัดขมิ้นเสียหน่อย เอ็งไปช่วยข้าที”

นางแววมองผิวสีน้ำผึ้งเนียนละเอียดนอกร่มผ้าของนายสาวอย่างปลาบปลื้ม “ผิวแม่นายงามเหลือเกิน บ่าวว่าถ้าได้ลงขมิ้นดินสอพอง ต้องงามกว่าแม่นายวงตะวันแน่เจ้าค่ะ”

คนสนิทหว่านคำหวานหวังประจบเอาใจ แต่เจ้านายกลับหันมาฟาดเพียะเข้าที่ต้นแขนอย่างหมั่นไส้ “นางนี่ เอาข้าไปเปรียบกับแม่วงตะวันอีกแล้ว ข้ากับคนโง่พรรค์นั้นจะเปรียบกันได้รึ”

นางแววลูบแขนที่ถูกฟาดป้อยๆ รีบจ้ำเร็วรี่ตามไป ปากก็คุยประจ๋อประแจ๋จนกุดั่นหายเคือง

หากนางแววมีตาทิพย์สามารถมองผ่านหมู่ไม้เขียวขจี ลัดเลาะไปตามลำคลองคดเคี้ยว ผ่านคุ้งน้ำกว้างและถนนที่ทอดตรงไปสู่วัดเล็กๆ นอกเกาะเมือง นางจะเห็นหญิงสาวที่ตนเอ่ยถึงกำลังนั่งพับเพียบอยู่ภายในโบสถ์ เบื้องหน้าหล่อนเป็นพระประธานองค์ใหญ่ สีทองอำไพจากองค์พระสว่างสุกใสเห็นเป็นรัศมีจางๆ ชวนให้สงบเยือกเย็น ทว่าจิตใจของวงตะวันกลับมัวหม่น ความเศร้าแกมอ้างว้างผุดพรายขึ้นจากหัวใจส่วนลึก พร้อมกับที่วาระสุดท้ายของคุณปู่ย้อนกลับมาในห้วงคำนึง…

 

ห้องกว้างนั้นอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความตาย ทว่าไม่มีกลิ่นยารักษาโรคปะปนอยู่แม้แต่น้อย เนื่องจากผู้ที่นอนอยู่บนเตียงไม้ดำตัวใหญ่ตระหนักว่าอาการของท่านไม่อาจรักษาได้ด้วยสมุนไพรทั่วไป พอหลานสาวคลานเข้าไปหา ออกขุนสุเรนทร์รักษ์ก็ยิ้มปรานี แม้จะใกล้ถึงกาลแตกดับ ใบหน้าเหลืองซีดเหนื่อยล้ายังคงมีเค้าของความกรุณาอย่างที่หลานสาวเห็นมาตลอดชีวิต ดวงตาคมกล้าของท่านทอประกายทรงอำนาจ ตรงข้ามกับสังขารที่กำลังอ่อนแรง

 “แม่วงตะวัน ปู่คงอยู่คุ้มครองเจ้าต่อไปไม่ได้แล้ว” ท่านยื่นมือผอมบางมาลูบผมหลานสาววัยเก้าขวบ “อย่าเสียใจไปเลย เกิดแก่เจ็บตายเป็นธรรมดาโลก ถึงไม่ตายวันนี้วันหน้าเราปู่หลานก็ต้องจากกันอยู่ดี”

วงตะวันขบริมฝีปากแน่น น้ำตาเอ่อคลอเต็มสองตาแต่ไม่ยอมปริปาก หล่อนรับฟังคำสั่งสอนของคุณปู่อย่างสงบ

“ก่อนที่ปู่จะตายเกิดสิ่งใดขึ้นบ้างเจ้าคงเห็นแล้ว คนที่ปู่คิดมาตลอดว่าเป็นมิตร กลับทรยศหักหลัง ไม่เพียงแต่ทำร้ายปู่จนสิ้นอายุขัย ยังแย่งชิงคัมภีร์ราหุลเวทย์ไปทั้งๆ ที่ไม่มีสิทธิ์ครอบครอง”

หลานสาวรับคำเสียงเบา หล่อนได้ประสบเหตุการณ์ที่คุณปู่ว่าด้วยตาตนเอง ในวันที่เจ้าคุณปู่พาไปนมัสการอัฐิอาจารย์ของท่าน ที่วัดห่างออกไปจากเกาะเมือง ใครจะรู้ว่ามัจจุราชเร้นกายรอคอยอยู่แล้วในมุมลึกลับที่ป้องกันยากที่สุด

มุมลึกลับที่เรียกว่าความไว้ใจ…

ไหว้อัฐิเสร็จเรียบร้อย ออกขุนสุเรนทร์รักษ์เห็นหลานสาวง่วงนอน จึงบอกให้เข้าไปงีบที่ด้านในของวิหาร ตัวท่านออกไปนั่งรับลมอยู่ใต้ต้นหูกวางใหญ่ด้านหน้า รออยู่ครู่หนึ่งชายร่างหนา ท่วงท่าองอาจมีราศีแม้จะอยู่ในเครื่องแต่งกายอย่างชาวบ้านก็ก้าวเข้ามาหา

“มาแล้วหรือพ่อจักร ฉันกำลังรออยู่เชียว” ขุนสุเรนทร์รักษ์ร้องทัก สะกิดใจนิดหนึ่งที่เกลอของท่านมีหน้าตาดำคล้ำ หัวคิ้วขมวดมุ่นเป็นร่องลึก เมื่อบวกกับสองตาแดงจัดด้วยเส้นเลือด ก็ทำให้เขาดูตรอมตรมอย่างน่าแปลกใจ

จักรไม่สนใจแม้แต่จะทักทายตามมารยาท เขารีบเข้าเรื่องทันที “พี่เอาคัมภีร์ราหุลเวทย์มาหรือเปล่า”

ออกขุนสุเรนทร์รักษ์ล้วงม้วนผ้าโบราณดำสนิทจากย่ามออกมาชูให้รุ่นน้องดู “นี่อย่างไรเล่า ฉันเอามาไหว้วิญญาณอาจารย์ตามที่พ่อจักรเขียนจดหมายมาบอกแล้ว ท่านจะได้รู้ว่าฉันยังปกป้องคัมภีร์นี้อย่างดีตามที่ท่านสั่งเสียเอาไว้”

อาจารย์ของออกขุนสุเรนทร์รักษ์ศึกษาวิทยาคมหลายแขนง ทั้งไสยเวทสายขาวและการต่อสู้ในเชิงดาบ แต่ความรู้ทั้งหมดถูกถ่ายทอดให้ลูกศิษย์เพียงสองคนเท่านั้น ก่อนสิ้นใจท่านได้มอบคัมภีร์ราหุลเวทย์ให้ ‘สุน’ ซึ่งเป็นศิษย์เอก กำชับให้เก็บรักษาให้ดี อย่าให้ตกไปถึงมือคนชั่วเป็นอันขาด

‘ราหุลเป็นคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อครั้งเป็นเจ้าชายสิทธัตถะทรงเปล่งอุทาน เมื่อได้รู้ข่าวว่าพระนางพิมพาผู้เป็นชายาให้กำเนิดพระโอรส แปลว่าบ่วงบังเกิดขึ้นแล้ว ชีวิตของสัตว์โลกเองก็ไม่ต่างจากบ่วงที่คล้องรัดเจ้าของไว้ ให้เวียนว่ายอยู่ในทุกข์และสุขอันลวงตา คาถาในคัมภีร์ราหุลเวทย์นี้สามารถรักษาโรคภัยทุกชนิด และชุบชีวิตที่วายปราณไปแล้วให้คืนกลับมาใหม่ได้ เป็นการต่อราหุลหรือบ่วงแห่งชีวิตให้ยืนยาวออกไปอีก แต่หากคนที่มีชีวิตยืนยงเป็นคนเลว ก็จะสร้างความเดือดร้อนได้อีกมากมายเหลือคณานับ เจ้าสุน จงรักษาคัมภีร์นี้เท่ากับชีวิตของเจ้า’

ส่วนศิษย์คนรองที่นิยมเพลงดาบมากกว่าไสยศาสตร์มนตรา ได้รับดาบลงอาคมของอาจารย์ไปครอง ในเวลานั้นจักรไม่คิดอะไรนอกจากปลาบปลื้มและตื้นตันที่อาจารย์รู้ใจ มอบอาวุธคู่มือที่เขาหมายตามานานแล้วให้ มีเพียงขณะนี้เท่านั้นที่เขานึกเสียดายคัมภีร์ในมือรุ่นพี่จับใจ

 “ฉันอยากจะขอยืมคัมภีร์ราหุลเวทย์สักหน่อยจะได้ไหม”   

ออกขุนสุเรนทร์รักษ์กำลังเคี้ยวหมากอย่างสบายอารมณ์ พอได้ยินคำร้องขอท่านก็บ้วนน้ำหมากปรี๊ด โพล่งถามเสียงดัง “พ่อจักรจะเอาคัมภีร์ไปทำกระไร”

รุ่นน้องโพล่งออกมาด้วยหน้าตาทุกข์ร้อน “เจ้าจั่นลูกชายของฉันตายเสียแล้ว ฉันอยากได้คัมภีร์ไปต่อชีวิตลูก”

เสียงคนพูดค่อนข้างสั่น ในอารมณ์ที่พลุ่งพล่านอัดแน่นไปด้วยความหวัง หรือจะเรียกว่าตั้งความหวังไว้เต็มเปี่ยมด้วยหัวใจทั้งดวงก็ว่าได้ ออกขุนสุเรนทร์รักษ์รู้สึกเหมือนตัวท่านถูกผลักให้ดิ่งลงมาจากภูผาสูง จิตใจหวิวหวั่นไปด้วยความกลัดกลุ้มและเวทนาจนแยกไม่ออก

“พ่อจักร” รุ่นพี่ของเขาเอ่ยเสียงแห้ง “ก่อนสิ้นใจอาจารย์สั่งไว้ว่าอย่าได้ฝืนชะตาลิขิต การปลุกคนที่ตายไปแล้วให้ฟื้นเป็นการทวนกระแสกฎแห่งกรรม แม้แต่อาจารย์ซึ่งได้รับคัมภีร์มาจากอาจารย์ของท่านอีกที ก็ยังไม่เคยใช้มนตร์คืนชีพกับใครเลย ฉันเองก็รับปากท่านไว้ว่าจะไม่คืนชีวิตให้ใครเช่นกัน ถ้าลูกชายของพ่อจักรแค่ป่วยไข้ ฉันจะช่วยเต็มที่ แต่นี่ลูกของพ่อตายไปแล้ว ถ้าให้ยืมคัมภีร์ก็เท่ากับฉันขัดคำสั่งอาจารย์”

ความผิดหวังทำให้จักรชักสีหน้า สวนกลับมาแทบไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจบ “แต่ลูกฉันเป็นทหารกล้า เป็นกำลังสำคัญให้บ้านเมือง พี่จะไม่เห็นแก่ความดีของมันบ้างเชียวหรือ”

“จะคนดีคนเลวก็มีอายุขัยของตนเอง ความดีไม่ใช่เหตุผลของการฝ่าฝืนชะตากรรม ทำใจเสียเถิด ลูกของพ่อทำบุญมาเพียงเท่านี้”

คำตอบแน่นหนักนั้นดับเปลวไฟแห่งความหวังของผู้ฟังจนสิ้น ทว่าในยามนี้จักรไม่พร้อมจะรับฟังถ้อยคำปฏิเสธใดๆ อย่าว่าแต่เป็นรุ่นพี่เลย ต่อให้อาจารย์ของเขาเองลุกจากหลุมมายืนอยู่ตรงหน้า หากไม่ได้คำตอบว่า ‘ตกลง’ ชายหนุ่มก็ไม่คิดจะยอมรับ มือใหญ่ที่กำไว้ข้างตัวรวบเข้าหากันแน่น เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ บอกให้รู้ว่ากำลังสะกดกลั้นโทสะและความสะเทือนใจไว้อย่างยากเย็น

“เพราะคนที่ตายเป็นลูกของฉันพี่ถึงพูดได้ ถ้าเปลี่ยนเป็นลูกของพี่บ้าง อยากรู้นักพี่จะช่วยไหม”

ออกขุนสุเรนทร์รักษ์ผุดลุกขึ้น ฉวยย่ามที่ใส่คัมภีร์ขึ้นมาคล้องบ่า พลางตัดบทด้วยเสียงเฉียบขาด “ฉันจนใจจริงๆ เราอย่าพูดกันอีกเลย ถึงอย่างไรฉันก็ฝืนคำสั่งอาจารย์ไม่ได้ดอก”

สองชายร่วมอาจารย์ประสานสายตากันเนิ่นนาน ท่ามกลางความไม่คาดฝันของขุนสุเรนร์รักษ์ รุ่นน้องของท่านก็ทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นดิน สองมือยกขึ้นพนมระหว่างอก กลั่นถ้อยคำวิงวอนจากหัวใจ

“ถือว่าเห็นแก่ที่เรารู้จักกันมานาน ที่ผ่านมาฉันก็นับถือพี่เหมือนเป็นพี่ชายแท้ๆ ขอร้องละพี่สุน ขอคัมภีร์ให้ฉันเถิด”

  น้ำตาร้อนผ่าวเอ่อขึ้นมาเต็มสองตาแดงจัดของออกขุนสุเรนทร์รักษ์ ทำไมท่านจะไม่รู้ว่ารุ่นน้องเป็นคนทระนงเพียงใด จักรยึดถือศักดิ์ศรียิ่งกว่าชีวิต ต่อให้จับไปแล่เนื้อเอาเกลือทาคนเช่นเขาก็ไม่มีวันยอมคุกเข่าไหว้วอนใคร แต่ ณ เวลานี้…เพื่อชีวิตเลือดในอก…เขาจึงพลีทุกทาง สละสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างแม้เกียรติยศศักดิ์ศรี แล้วท่านเล่า จะใจดำอำมหิตจนไม่ยอมช่วยเชียวหรือ

เสียงสั่นพร่าของรุ่นน้องยังคงอ้อนวอนต่อไป “พี่เองก็มีลูก น่าจะรู้ซึ้งถึงหัวอกของฉันว่ามันเจ็บปวดแค่ไหน หากว่ามีทางอื่นฉันจะไม่บากหน้ามารบกวนพี่เลย แต่นี่มันจนใจจริงๆ คัมภีร์ราหุลเวทย์เป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยลูกฉันได้ ฉันรู้ว่าพี่ยึดถือคำสั่งของอาจารย์ไว้เหนือเกล้า แต่อาจารย์ก็ตายไปแล้ว ท่านไม่รับรู้ดอกว่าพี่ทำกระไร”

แม้ใบหน้าจะยังคงเรียบเฉย ทว่าจิตใจออกขุนสุเรนรักษ์สับสนอลหม่านราวกับอยู่ในสมรภูมิรบ ความคิดสองอย่างเข้าสัประยุทธ์กันอย่างดุเดือด...ช่วยหรือไม่ช่วย…ช่วยหรือไม่ช่วย…จะทำอย่างไรดี…

“ฉันสาบานกับอาจารย์ว่าจะรักษาคัมภีร์นี้ด้วยชีวิต หากผิดคำพูดก็ขอให้ตกนรกอเวจีอย่าได้ผุดได้เกิด แต่นั่นยังไม่สำคัญเท่ากับที่ฉันตั้งใจมั่นว่าจะทำตามคำสั่งเสียของอาจารย์ เพราะฉันเชื่อว่าอาจารย์ของเราย่อมไตร่ตรองมาดีแล้วจึงได้สั่งไว้เช่นนั้น ขอโทษนะพ่อจักร แต่ฉันจนใจจริงๆ”

ออกขุนสุเรนรักษ์ได้ยินเสียงใครบางคนพูดมาจากที่ไกลแสนไกล ทว่าความเจ็บปวดดังดวงใจจะแตกร้าวเป็นเสี่ยงๆ ก็บังคับให้ต้องยอมรับว่า เสียงนั้นมาจากริมฝีปากของท่านเอง เมื่อปลดปล่อยถ้อยคำโหดร้ายออกไปแล้วท่านก็หลบสายตาตะลึงลานที่จ้องมา รีบก้าวยาวๆ ผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ชั่วชีวิตของออกญาผู้เรืองเวทไม่เคยประมาทให้ศัตรูมีโอกาสลอบทำร้าย แต่ครานี้ท่านลืมคิดไปว่ามิตรที่จนตรอกกับศัตรูกล้าแข็งนั้นไว้ใจไม่ได้พอๆ กัน ดวงตาของจักรวาวโรจน์ ความผิดหวังแปรเป็นความแค้นคลั่งและชิงชังสุดขั้วหัวใจ โทสะฮือโหมราวกับเปลวไฟได้น้ำมัน เขาก้าวตามรุ่นพี่ไปโดยไม่หยุดคิด เสียงเรียกราบเรียบมั่นคงปราศจากความลังเล

“พี่สุน”

โลหะเรียวยาวขาวเป็นเงาวับถูกแทงสวบจมหายเข้าไปในแผ่นอกของผู้ที่เพิ่งหมุนตัวกลับมา เลือดสดๆทะลักทลายราวกับน้ำพุ ท่ามกลางสายตาตกใจสุดขีดของหลานสาวตัวน้อยที่เดินออกมาเห็นเข้าพอดี!

Don`t copy text!