มนตราราหุล บทที่ 13 : เมียสองต้องห้าม

มนตราราหุล บทที่ 13 : เมียสองต้องห้าม

โดย : ณรัญชน์

มนตราราหุล นวนิยายออนไลน์โดย ณรัญชน์ เรื่องราวของ ‘ราหุลเวทย์’ มนตราศักดิ์สิทธิ์ที่รักษาโรคและอาการบาดเจ็บได้ทุกชนิด ทั้งยังชุบชีวิตคนตายได้และแม่หญิงวงตะวันคือคนเดียวที่รู้จักมนตรานี้ดีที่สุด เธอจะใช้มันแก้ไขเหตุร้ายในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาได้ไหมและเธอจะพบคำตอบเรื่องหัวใจของพ่อนาถหรือเปล่า อ่านสนุกๆ ได้ที่อ่านเอาทีเดียว

***************************

– 13 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

เป็นที่รู้กันในหมู่บ่าวไพร่ว่าภริยาสองคนของนาถมีนิสัยตรงข้ามกันดั่งทิวาและราตรี ในขณะที่กุดั่นภิรมย์รื่นไปกับการเลือกซื้อเครื่องประดับที่ป่าทอง สะบันงากลับสมัครใจเดินเล่นในสวนดอกไม้ริมน้ำ เพียงได้ชมบุปผชาติสวยสดส่งกลิ่นหอมจรุง หญิงสาวก็เป็นสุขพอแล้ว นาถจึงแบ่งเนื้อที่ติดแม่น้ำในอาณาเขตบ้าน สร้างเรือนแพหลังเล็กไว้ให้สะบันงานั่งรับลม ด้านหลังเรือนแพปลูกไม้ดอกหอมเย็นหลากหลายชนิด พอแดดร่มลมตก สะบันงาจะมาเดินเล่นเก็บดอกมะลิบ้างดอกพุดบ้างไปร้อยมาลัย เป็นช่วงเวลาที่หญิงสาวจะเกษมสุขที่สุดของวัน

ลมธาราโชยชื่นมากระทบร่างที่กำลังเด็ดมะลิใส่ตะกร้า พลางพูดคุยกับนางกล่ำอย่างร่าเริง ดวงหน้าโสภาดูอ่อนหวานน่าหลงใหลยิ่งนักในสายตาของชายซ่อนตัวอยู่ในเรือ ที่เจ้าตัวจอดหลบไว้ริมตลิ่ง เมื่อมองจนแน่ใจว่ารอบกายหล่อนไม่มีบ่าวไพร่คนอื่นๆ ที่จะมากีดขวางแล้ว นายคล้าวก็ออกจากที่ซ่อน ปราดเข้าไปหาหญิงสาวทั้งสอง

“แม่สะบันงา” เขาละล่ำละลัก “พี่ตามหาน้องเสียแทบแย่ นี่พี่คล้าวอย่างไรล่ะ พี่คล้าวผัวของเจ้า จำได้ไหม”

ขณะที่สะบันงายังตั้งตัวไม่ทัน นางกล่ำก็รีบถลันเข้ามากั้นกลางระหว่างชายแปลกหน้ากับนายสาวไว้ นางตวาดแหว “เอ็งเป็นใคร เข้ามาได้อย่างไร ที่นี่เรือนหลวงเกรียงไกรฤทธิ์นะโว้ย ไม่ใช่ตลาดให้เข้ามาเดินเล่น ไปไป๊! ออกไป”

“ป้ากล่ำ ฉันมาหาเมีย ทำไมป้าถึงพูดเหมือนไม่รู้จักฉันไปได้” นายคล้าวมองหญิงสูงวัยอย่างตัดพ้อ “ฉันนึกอยู่แล้วเชียว ป้าไม่ยอมบอกแม่สะบันงาเรื่องฉัน ซ้ำยังปิดบังหลวงเกรียงไกรฤทธิ์ว่าแม่สะบันงามีผัวอยู่แล้วเพราะอยากมาสุขสบายที่นี่ใช่ไหม”

“พูดเรื่องกระไรของเอ็ง ผัวที่ไหนข้าไม่รู้เรื่อง” นางกล่ำงงเป็นไก่ตาแตก

นายคล้าวไม่สนใจเสียงเอ็ดตะโรของนาง ใจเขาจดจ่ออยากจะเข้าไปหาสะบันงาท่าเดียว “แม่สะบันงาฟังพี่นะ” คล้าวเรียกเสียงนุ่ม “น้องเป็นเมียของพี่ แต่พี่มีธุระจึงต้องพาน้องไปฝากไว้กับป้ากล่ำที่กระท่อมชายป่า ป้ากล่ำคงถือโอกาสที่กระท่อมนั้นอยู่ห่างไกลผู้คน ไม่มีใครรู้เห็นถึงพาน้องกลับมาหาคุณหลวง ทำเป็นว่าไม่เคยรู้จักพี่มาก่อน แต่ช่างเถิด บัดนี้พี่กลับมารับน้องแล้ว แม่สะบันงาลองนึกทบทวนดีๆ สิ พี่มั่นใจว่าน้องต้องจำเรื่องของเราได้”

สะบันงาตะลึงงัน หน้าหวานซีดเผือดอย่างคนเสียขวัญ จิตใจหญิงสาวอยากวิ่งหนีไปให้พ้น แต่ร่างกายคล้ายจะแข็งทื่อกลายเป็นหินไปเสียแล้ว ความตระหนกและพรั่นพรึงเข้าเกาะกุมเรือนร่างจนก้าวเท้าไม่ออก

พอเห็นอาการหวาดผวาของหล่อนนายคล้าวก็รี่เข้ามาหา หมายจะรวบร่างอรชรมากอดปลอบขวัญ ติดที่นางกล่ำยืนจังก้ากางกั้นราวกับจงอางหวงไข่ นางแผดเสียงดังสนั่นได้ยินไปไกล

“ไอ้นี่บังอาจนัก ไปให้พ้นเชียวนะ ช่วยด้วยเจ้าข้าเอ๊ย! ใครอยู่แถวนี้บ้างมาช่วยไล่ขโมยที มันจะทำร้ายแม่นายสะบันงา” นางแผดเสียงดังได้ยินไปสามบ้านแปดบ้าน

“ฉันไม่ใช่ขโมย ป้านั่นละอย่ามากีดกันผัวเมียเขา” นายคล้าวตวาด เขาผลักนางกล่ำล้มลงกับพื้นแล้วรี่เข้าใส่หญิงสาวที่รีบถอยหนีตามสัญชาตญาณ

“หยุดบัดเดี๋ยวนี้” เสียงทรงอำนาจดังขึ้นท่ามกลางเสียงหวีดร้องของสะบันงา นาถย่ำสาวเท้าเข้ามา มีพันทัพและนายบุญช่วยติดตามอยู่ด้านหลัง ใบหน้าบึ้งตึงของออกหลวงเกรียงไกรฤทธิ์บอกให้รู้ว่าได้ยินถ้อยคำของชายแปลกหน้าหมดสิ้นแล้ว

พอเห็นสามีสะบันงาก็ถลาเข้าไปหา ยื่นมือออกไปหมายจะยึดเขาไว้เป็นที่พึ่ง ทว่าก่อนจะถึงตัวชายหนุ่มหญิงสาวก็ชักมือกลับ คล้ายไม่แน่ใจว่ามือของหล่อนจะบริสุทธิ์ผุดผ่องพอที่จะแตะต้องกายสามีหรือไม่

กุดั่นที่ลอบมองมาจากหลังพุ่มไม้ห่างไปไม่ไกลนัก ยิ้มอย่างสมคะเน แต่นาทีต่อมารอยยิ้มปลื้มปริ่มก็เจื่อนลงเมื่อนาถเป็นฝ่ายดึงมือบางมากุมไว้เสียเอง ก่อนจะเลื่อนสายตาดุดันไปที่นายคล้าว อีกฝ่ายจ้องกลับไม่ลดละ เขายืดตัวตรง เปิดฉากเจรจาด้วยทีท่าของคนที่มีศักดิ์ศรีเสมอกัน

“นี่คงจะเป็นหลวงเกรียงไกรฤทธิ์สินะ” นายคล้าวกวาดสายตามองนาถตั้งแต่หัวจรดเท้า เห็นเครื่องแบบขุนนางและบุคลิกองอาจเปี่ยมราศีอย่างที่ชาวบ้านอย่างเขาไม่อาจมีได้ ก็ให้ริษยาจับใจ น้ำเสียงในประโยคต่อมาจึงเจือแววท้าทายยิ่งกว่าเก่า “กระผมเป็นผัวของแม่สะบันงา เราอยู่กินกันได้สองปีแล้ว คุณหลวงแย่งเมียกระผมมา จะว่าอย่างไร”

คำกล่าวอ้างนั้นฉีกหน้าสะบันงาจนไม่เหลือชิ้นดี หญิงสาวรู้สึกคล้ายพื้นดินใต้เท้าไหวยวบราวกับเกิดแผ่นดินไหว เหลียวมองไปรอบกายก็พบว่าเสียงเอะอะของทั้งนายคล้าวและนางกล่ำ เรียกความสนใจให้บริวารในบ้านทิ้งงานมายืนดูกันหน้าสลอน ไม่เว้นแม้แต่วงตะวัน บ่าวแต่ละคนกระซิบกระซาบกันไม่หยุดปาก หญิงสาวอดสูเสียจนน้ำตาไหล ได้แต่กรีดร้องอย่างเจ็บช้ำ “ไม่จริง ฉันไม่รู้จักแก ไม่เคยพบ ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกันทั้งนั้น”

“แม่สะบันงาฟังพี่นะ” นายคล้าวทำเสียงปลอบประโลม เหลือบมองนาถเป็นเชิงบอกว่ากำลังเอื้อนเอ่ยให้ชายหนุ่มฟังด้วย “เมื่อสองปีก่อนน้องถูกโจรทำร้ายจนความจำเสื่อม พี่ช่วยน้องไว้แล้วพาไปรักษา แล้วเราสองคนก็รักกัน ตกลงปลงใจอยู่กินด้วยกัน แต่หลายเดือนก่อนพี่ต้องไปธุระที่หัวเมืองทางเหนือ จึงต้องเอาน้องไปฝากให้ป้ากล่ำดูแล ตอนนี้น้องอาจยังจำพี่ไม่ได้ แต่ที่พี่พูดมาเป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น”

เขาปรายตามองนาถที่ยืนเม้มปากแน่น เปรยเสียงหนัก “คนเป็นขุนนางอย่าถือดีว่ามีอำนาจแล้วจะมาพรากผัวพรากเมียคนอื่นเขา ควรจะละอายแก่ใจบ้าง หากชาวบ้านรู้เข้า ดูซิต่อไปใครจะยกมือไหว้ได้สนิทใจ”

“ไอ้นี่กำเริบนัก กล้าพูดอย่างนี้กับคุณหลวงเชียวรึ” นายบุญช่วยทนดูความเหิมเกริมนั้นไม่ไหว “อย่างเอ็งนี่ต้องจับตีตรวนเสียให้เข็ด จะได้รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ”

“ชะช้า กล้าดีอย่างไรมาจับข้า ข้าไม่ได้ทำผิด” นายคล้าวโต้กลับทันควัน “คนที่แย่งเมียข้ามายังไม่มีโทษ แล้วข้าเป็นฝ่ายถูกแย่งของรักแท้ๆ จะติดคุกก็ผิดไปละ”

นับว่านายคล้าวปากคอเราะรายไม่เลวทีเดียว ช่างผิดกับรูปลักษณ์หล่อเหลาภายนอกเป็นคนละคน…กุดั่นคาดหมายว่านาถจะต้องเกรี้ยวโกรธเป็นพายุบุแคม อาจจะด่าทอหรือเข้าทำร้ายฝ่ายตรงข้ามให้เป็นที่เอิกเกริก ดีสิ…เรื่องจะได้ยิ่งกระพือไกลให้รู้กันทั้งคุ้งน้ำเสียเลย…ทว่าร่างที่ยืนตระหง่านอยู่นั้นกลับนิ่งเฉย ราวกับไม่สะทกสะท้านต่อการจ้วงจาบแม้แต่น้อย

นายคล้าวลอยหน้าลอยตาท้าทายต่อ “ถึงเมื่อก่อนแม่สะบันงาจะเป็นเมียของคุณหลวง แต่สองปีหลังนี้แม่สะบันงามาอยู่กินกับกระผม ต้องถือว่าขาดจากการเป็นเมียท่านนานแล้ว หากคุณหลวงมาแย่งเมียกระผม กระผมจะโพนทะนาให้ทั่วทั้งอโยธยา คุณหลวงไม่อับอายก็ให้รู้ไป”

“พูดพอหรือยัง” ทั้งๆ ที่โทสะแล่นพล่านยิ่งกว่าน้ำเดือด นาถก็ยังคุมสติได้มั่น เขาหันไปสั่งลูกน้องสั้นๆเพียงประโยคเดียว “ค้นตัวมัน”

ไม่ต้องให้บัญชาซ้ำสองพันทัพและนายบุญช่วยก็กระโจนเข้าคว้าตัวนายคล้าวไว้ อีกฝ่ายดิ้นรนเตะถีบสุดชีวิต ทว่าสู้พละกำลังของตำรวจทั้งสองไม่ได้ พันทัพล้วงไถ้สีแดงออกมาจากเอวของนายคล้าว ส่งให้นาถที่รับไปแก้ดู เมื่อเอียงถุงผ้า วัตถุในไถ้ก็ไหลเข้าสู่มือใหญ่ที่รอรับอยู่ สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือแหวนทองคำสุกปลั่ง หัวพญานาคฝังอัญมณีห้าสี ดูมีราคาเท่าๆ กับที่คุ้นตานาถตั้งแต่แวบแรกที่เห็น

“นี่แหวนของแม่นายกุดั่นนี่เจ้าคะ บ่าวเห็นเธอใส่อยู่เมื่อวันพระที่แล้วนี่เอง” นางกล่ำอุทานลั่น ดังพอจะได้ยินกันทั่วถึง แน่นอนว่ากุดั่นเองก็ได้ยินถนัดถนี่ จึงรีบพานางแววปรี่เข้ามาโดยไว

ดวงหน้าคมสันของนาถขรึมจัดเมื่อยื่นเครื่องประดับสูงค่าให้ภรรยา “อธิบายมาแม่กุดั่น เหตุใดแหวนของน้องถึงไปอยู่กับนายคนนี้”

สถานการณ์ที่พลิกผันราวกับตีลังกาทำเอากุดั่นตั้งตัวไม่ถูก จากที่กำลังปีติสุดขีดถูกแทนที่ด้วยความตื่นกลัวและสับสน แหวนวงนั้นเป็นของหล่อนจริงดังที่นางกล่ำว่า เพียงแต่หญิงสาวไม่เคยสังเกตว่ามันหายไปตั้งแต่เมื่อใด

กุดั่นตอบอย่างขอไปทีเท่าที่จะนึกคำแก้ตัวได้ในเวลานั้น “น้อง..น้องคงทำตกแล้วนายคนนี้เก็บได้กระมัง ใช่ไหม เอ็งเก็บแหวนของข้าได้” ประโยคหลังหล่อนหันไปคาดคั้นนายคล้าว พอตั้งสติได้ก็เริ่มเห็นทางออก จึงสำทับให้หนักแน่นขึ้นไปอีก “เอ็งบังอาจนักนะ กล้าเก็บแหวนของข้าไว้กับตัว”

“แหวนของแม่นายถ้าจะตกก็ควรตกอยู่ในเรือน นายคนนี้เป็นคนนอกจะเก็บไปได้อย่างไรล่ะเจ้าคะ” นางกล่ำสอดขึ้นมา แววตาของผู้ที่ผ่านโลกมามากแหลมคมราวกับจะมองทะลุเข้าไปถึงหัวใจ แทนที่จะกล่าวโทษหญิงสาวออกมาตรงๆ นางก็เฉไฉไปอีกทางหนึ่ง

“บ่าวว่านายคนนี้คงขโมยแหวนแม่นายไปมากกว่า โทษที่ใส่ร้ายแม่นายสะบันงาและยังขโมยของแม่นายกุดั่น ถูกตีตรวนไม่ได้ผุดได้เกิดละเอ็งเอ๊ย”

“อ้าวเฮ้ย! เรื่องกระไรมาใส่ความข้า” นายคล้าวโวยวายหน้าตาตื่น “คนอย่างข้าไม่เคยขโมยของใครดอกโว้ย”

“เอ็งนั่นละขโมยแหวนแม่กุดั่นไป” นาถเองเช่นเดียวกับนางกล่ำที่มองเห็นพิรุธในเรื่องนี้ และก็เช่นเดียวกับนาง แทนที่จะกล่าวหากุดั่นออกมาตรงๆ เขาก็ใช้วิธีโจมตีนายคล้าวแทน “เรื่องแม่สะบันงาข้าอาจต้องรอตรวจสอบก่อน ยังเอาผิดเอ็งทันทีไม่ได้ แต่เรื่องขโมยแหวนข้ามีสิทธิ์จับกุมเต็มที่ บุญช่วย ลากมันไปลงหวายห้าสิบไม้ แล้วเอาไปจำขื่อคาไว้”

โทษทัณฑ์ที่ประกาศิตออกมาน่าสยดสยองเสียจนนายคล้าวแทบจะล้มทั้งยืน เหงื่อเย็นจัดไหลโซมเต็มใบหน้าหล่อเหลา อาการยียวนที่แสดงก่อนหน้านี้ปลาสนาการไปสิ้น เขามองล่อกแล่กไปรอบด้านเพื่อหาทางออก แต่ก็เห็นเพียงแววตาเป็นปรปักษ์ จนเมื่อเลื่อนสายตาไปถึงกุดั่นจู่ๆ ชายหนุ่มก็โพล่งขึ้น

“แม่นายกุดั่น กระผมไม่เอาด้วยแล้วนะ เอาแหวนของแม่คืนไปเถิด งานเจ็บตัวแบบนี้กระผมไม่ทำแล้ว”

ถ้อยแถลงนั้นเปรียบได้กับเสียงฟ้าที่คำรนขึ้นมากลางแดดร้อนเปรี้ยง คนทั้งหมดหันไปมองกุดั่นเป็นตาเดียว มีเสียงอุทานของนายบุญช่วยดังลั่นได้ยินชัดเจนกว่าใคร

“อ้าวแม่นายกุดั่น นี่แม่นายเป็นคนจ้างมันมาหรือขอรับ”

พันทัพรีบใช้ศอกสะกิดคนปากไวให้หยุดพูด ขณะที่กุดั่นปฏิเสธเสียงแหลม “ไม่จริงนะ ฉันไม่ได้จ้างวาน ไอ้คล้าวมันโกหก มันใส่ร้ายฉัน”

สายตาของนาถยะเยือกเย็นชายิ่งกว่าน้ำแข็ง เขาไม่ได้แสดงอาการโกรธาทว่าน่าเกรงขามกว่าแสดงออกอย่างเปิดเผยเสียอีก

“แม่กุดั่นเพิ่งมาถึงเพราะได้ยินเสียงตะโกนเรียกคนช่วยของนางกล่ำไม่ใช่รึ รู้ได้อย่างไรว่านายคนนี้ชื่อคล้าว ฉันเองยังไม่รู้ชื่อของมันเลย” ชายหนุ่มถามเสียงเรียบ

คนถูกถามอ้าปากค้าง ปกติหล่อนเป็นคนฉับไวในการใช้คำพูดเชือดเฉือนผู้อื่น แต่ยามนี้สมองกลับตีบตันราวกับถูกทุบหัว มึนงงจนสรรหาถ้อยคำแก้ตัวไม่ออก นายคล้าวอาศัยจังหวะนั้นสลัดหลุดจากมือที่คุมตัวเขาอยู่ แล้ววิ่งปราดไปยังตลิ่ง พุ่งหลาวลงแม่น้ำดำผุดดำว่ายอย่างว่องไว กว่านายบุญช่วยจะตั้งตัวได้และกระโจนตามลงไป อีกฝ่ายก็หายลับไปในสายธารากว้างใหญ่เสียแล้ว

นาถไม่สนใจว่าลูกน้องจะได้ตัวชายตัวต้นเหตุกลับมาหรือไม่ ชายหนุ่มสั่งด้วยเสียงแข็งกร้าวที่สุดเท่าที่กุดั่นเคยได้ยินจากสามี “แม่กุดั่นขึ้นไปรอฉันที่หอพระ เรามีเรื่องต้องคุยกัน”

บันไดเพียงสิบกว่าขั้นของหอพระ ที่เคยเดินขึ้นไปโดยไม่เหนื่อยแรง ดูสูงชันเหลือเกินในความรู้สึกของกุดั่น หากนั่นยังไม่ทำให้หัวใจหญิงสาวห่อเหี่ยวได้มากเท่าสายตาตำหนิที่ส่งมาจากสามี

“น้องไม่ได้ทำนะเจ้าคะ ผู้ชายคนนั้นมันใส่ร้ายน้อง” ไม่ต้องรอให้ถูกต่อว่าหญิงสาวก็รีบอุทธรณ์ แต่เจ้าของใบหน้าเรียบเฉยที่ยืนไพล่หลังรออยู่นอกชาน ไม่มีท่าทีจะใจอ่อน

“อย่าพยายามโป้ปดให้ตัวเองดูแย่ไปกว่านี้เลย หากแม่กุดั่นไม่สมรู้ร่วมคิดจะรู้จักชื่อนายคล้าวได้อย่างไร และแหวนของเจ้าก็ยังไปอยู่กับนายคล้าวด้วย อีกทั้งการที่นายคล้าวกล้าแอบเข้ามาในเรือนเรา ทั้งยังรู้เวลาที่แม่สะบันงาลงไปเดินเล่น จะต้องมีคนในเรือนบอกเป็นแน่ นอกจากแม่กุดั่นแล้วฉันยังไม่เห็นว่าจะเป็นคนอื่นไปได้” เมื่อนาถใช้สรรพนามแทนตัวว่า ‘ฉัน’ กับกุดั่น แทนที่จะเป็นพี่อย่างทุกครั้ง หมายถึงความโกรธาอย่างแท้จริง

“ไม่จริงเลยเจ้าค่ะคุณพี่ แหวนน้องหายไปหลายวันแล้ว ไอ้คล้าวนั่นมันคงขโมยไป และที่มันเข้ามาในเรือนเราก็คงเพราะแอบมาสืบเรื่องแม่สะบันงา บางทีแม่สะบันงาอาจเป็นเมียมันจริงๆ ก็ได้นี่เจ้าคะ” กุดั่นสู้ยิบตา ตลอดทางที่เดินมาหล่อนใคร่ครวญมาแล้วว่าจะต้องปากแข็งไม่ยอมรับสารภาพไว้ก่อน

“คนอย่างแม่กุดั่นหากแหวนทองหาย คงเอะอะให้คนหาวุ่นกันไปทั้งเรือนแล้ว นี่เจ้าเต็มใจมอบให้มันเองถึงได้ปิดปากเงียบ”

ที่นาถพูดได้เต็มปาก มิได้มาจากการถ่องแท้ถึงนิสัยของภรรยาเพียงอย่างเดียว แต่กุดั่นเคยทำเรื่องใหญ่โตดังว่ามาแล้ว เมื่อต่างหูทองคำของหล่อนหายไป บ่าวไพร่หลายคนถูกหมายหัวว่าเป็นขโมย ถูกเรียกมาคาดคั้นจนอกสั่นขวัญหายกันไปทั้งเรือน หล่อนเกรี้ยวกราดอยู่หลายวันกว่าจะพบว่าเจ้าตัวนั่นเอง ที่ทำต่างหูหล่นไว้ที่บ้านสหายคนหนึ่ง เมื่อกุดั่นอ้างเหตุของหายอีก จึงเหมือนเด็กเลี้ยงแกะตะโกนแจ้งการมาของหมาป่า หามีใครยอมเชื่อถือไม่

ผิดแต่ว่าคราวนี้เด็กเลี้ยงแกะไม่ได้พูดปด กุดั่นจึงกระทืบเท้าด้วยความอัดอั้น ประท้วงเสียงเครือ “แหวนน้องหายจริงๆ นะเจ้าคะคุณพี่ และน้องก็ไม่ได้จ้างวานนายคล้าว มันมาหาน้องเอง” หล่อนตัดสินใจเล่าเหตุการณ์ที่ป่าทองให้นาถฟังจนหมดเปลือก ไม่ปิดบังแม้รายละเอียดปลีกย่อย ก่อนสรุปว่า “เห็นไหมเจ้าคะ นายคล้าวมันว่ามาอย่างนี้ อาจเป็นความจริงก็ได้ คุณพี่ควรจับตัวมันมาสอบถามอีกครั้ง ทั้งเรื่องที่เป็นผัวแม่สะบันงา และเรื่องที่ใส่ร้ายน้อง จะปล่อยให้เรื่องคาราคาซังไม่ได้นะเจ้าคะ หากคนนอกรู้เข้าชื่อเสียงของคุณพี่จะเสื่อมเสีย”

ใบหน้าขรึมของสามีมีความรู้สึกปรากฏขึ้นมาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่กุดั่นเหยียบย่างเข้ามาในหอพระ เป็นความรู้สึกเอือมระอาและตำหนิ จนคนถูกมองหลบตาวูบ

“ยังจะคิดให้ร้ายคนอื่นอีกหรือ หากแม่กุดั่นเป็นห่วงชื่อเสียงของฉันจริง หลังจากคุยกับนายคล้าวแม่กุดั่นควรจะมาบอกฉัน แต่เจ้ากลับนัดแนะนายคล้าวให้มาดักรอแม่สะบันงา ในเวลาที่ฉันกลับจากทำงาน เพื่อกระไรถ้าไม่ใช่อยากให้ฉันได้ยินนายคล้าวมาประกาศตัวว่าแม่สะบันงาเป็นเมียของมัน ฉันจะได้โกรธ ขับไล่แม่สะบันงาไปใช่ไหมล่ะ”

“แล้วที่นายคล้าวมันว่าแม่สะบันงาเป็นเมียมันล่ะเจ้าคะ คุณพี่จะไม่เชื่อเลยหรือ” กุดั่นยังพยายามกำฟางเส้นสุดท้ายไว้มั่น

“นายคล้าวถูกจ้างวานมาแน่นอน หลักฐานก็เห็นๆ อยู่ ฉันควรจะเชื่อถือคำพูดของคนที่ถูกจ้างมาไหม แม่กุดั่นลองตรองดูเองก็แล้วกัน”

“คุณพี่เจ้าขา น้อง…” กุดั่นอยากจะแก้ตัวต่อไป แต่แววตาดุดันนั้นทำให้ไม่กล้าพูดต่อ

“ไม่ใช่ว่าฉันเข้าข้างแม่สะบันงามากกว่าเมียคนไหน แต่ฉันทนไม่ได้ที่คนในเรือนเรามุ่งร้ายทำลายกันเอง สิ่งที่แม่กุดั่นทำฉันถือว่ามีโทษร้ายแรงนัก นับจากวันนี้ไปฉันขอสั่งให้เจ้าอยู่แต่บนเรือน ห้ามลงจากเรือนแม้แต่ก้าวเดียว” นาถประกาศิต “เอาเวลาไปคิดทบทวนให้ดีว่าสิ่งที่กระทำสมควรจะได้ชื่อว่าเป็นเมียฉันไหม”

ความกลัวที่ไม่รู้ว่ามาจากที่ใดจู่โจมเข้าจับจนสะท้านไปทั้งหัวใจ กุดั่นถลาเข้าไปกอดร่างสูงใหญ่ไว้แน่น “คุณพี่อย่าทอดทิ้งน้องนะเจ้าคะ น้องยอมรับว่าหึงหวงแม่สะบันงา แต่น้องไม่ได้จ้างนายคล้าวมา อย่าลงโทษน้องเลย”

นาถปลดแขนเรียวเล็กที่รัดตัวเขาออก ผละไปโดยไม่ยอมมองดวงหน้าที่อาบไปด้วยน้ำตานั้น กุดั่นมองตามแผ่นหลังกว้างของสามี ความพรั่นพรึงอันหนาวเหน็บกระจายซ่านไปทุกรูขุมขน ที่ผ่านมาแม้หล่อนจะกระบึงกระบอนเพียงใด นาถก็ยังงอนง้อเสมอ ทว่าครั้งนี้เขาทำอาการหมางเมินอย่างที่หญิงสาวไม่เคยเห็นมาก่อน

หรือคุณพี่จะทอดทิ้งน้องแล้ว…

ความตระหนกทำให้กุดั่นไม่คิดหน้าคิดหลัง ปรารถนาเพียงจะเหนี่ยวรั้งความรักของสามีไว้เท่านั้น ก่อนที่จะรู้ตัวคำพูดก็พรั่งพรูออกจากปากรัวเร็ว

“ถ้าน้องทำคุณไถ่โทษได้ล่ะเจ้าคะ คุณพี่จะให้อภัยน้องไหม”

นาถชะงักนิดหนึ่ง ก่อนก้าวยาวๆ ต่อไปคล้ายไม่ได้ยิน ฉับพลันเสียงแหลมสูงด้านหลังก็ดังขึ้นอีก ทุกถ้อยคำชัดเจนแจ่มชัดท่ามกลางความเงียบสงบของหอพระ

“แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ถูกทำเสน่ห์ยาแฝดเจ้าค่ะ น้องมีพยานยืนยันได้ว่าเป็นความจริง ไม่ได้ปั้นน้ำเป็นตัวขึ้นมาเอง”

Don`t copy text!