มนตราราหุล บทที่ 21 : บุญไม่ช่วยบุญช่วยเลย…ให้ตายเถอะ

มนตราราหุล บทที่ 21 : บุญไม่ช่วยบุญช่วยเลย…ให้ตายเถอะ

โดย : ณรัญชน์

มนตราราหุล นวนิยายออนไลน์โดย ณรัญชน์ เรื่องราวของ ‘ราหุลเวทย์’ มนตราศักดิ์สิทธิ์ที่รักษาโรคและอาการบาดเจ็บได้ทุกชนิด ทั้งยังชุบชีวิตคนตายได้และแม่หญิงวงตะวันคือคนเดียวที่รู้จักมนตรานี้ดีที่สุด เธอจะใช้มันแก้ไขเหตุร้ายในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาได้ไหมและเธอจะพบคำตอบเรื่องหัวใจของพ่อนาถหรือเปล่า อ่านสนุกๆ ได้ที่อ่านเอาทีเดียว

***************************

– 21 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

หลังคาอาคารสูงใหญ่ที่โผล่พ้นกำแพงอิฐสีขาวของกรมพระนครบาลขึ้นมานั้น เป็นภาพที่เจนตาเจนใจนาถมานานปี เป็นสิ่งที่เขาจะแหงนมองอย่างศรัทธาในทุกอรุณรุ่ง ยามก้าวไปบนถนนดินที่ทอดไปสู่สถานที่อันทรงไว้ด้วยความยุติธรรมแห่งนี้ ทว่านับจากวันที่ได้รับรู้ถึงชาติกำเนิดของตัวเอง รู้ที่มาแห่งการเป็นออกหลวงเกรียงไกรฤทธิ์ การเดินผ่านประตูกำแพงเข้าไปก็เป็นเรื่องอึดอัดฝืดฝืน มีแต่ความสับสนกล้ำกลืนเพิ่มพูนทบทวีขึ้นทุกวัน

คนอย่างเขาคู่ควรจะเป็นผู้พิทักษ์ความยุติธรรมต่อไปละหรือ…

นาถชะลอฝีเท้าเมื่อเห็นร่างระหงในสไบสีไพลและโจงกระเบนน้ำตาลเข้มยืนอยู่ใต้ต้นประดู่ใหญ่ข้างทาง ดวงตาดำขลับราวกับมณีนิลทอดตรงมาที่เขา ใบหน้าละมุนไม่มีร่องรอยเย้าหยอกอย่างเคย นั่นสินะ… ตั้งแต่วันที่จับได้ว่าหล่อนนำความเรื่องบัญชีลับไปแพร่งพรายต่อฝ่ายตรงข้าม นาถกับหญิงสาวก็ไม่ได้พูดจาปราศรัยกันอีกเลย

บัดนี้เขาตกต่ำลงราวกับนกปีกหัก แม่วงตะวันจะคิดเช่นไร จะสาแก่ใจหรือสมเพชสักเพียงไหน…

“เจ้ามีธุระรึถึงมาถึงนี่ หรือที่เรือนมีใครเป็นกระไร” นาถถามเสียงเข้ม ไม่เสียเวลาแม้แต่จะอารัมภบท มีเพียงนายบุญช่วยผู้เดินตามหลัง ที่ส่งยิ้มทักทายหญิงสาว

“ถ้าไม่มีธุระฉันคงไม่ทนนั่งเรือตั้งหลายคุ้งน้ำ และยังต้องลงเดินต่อมาถึงนี่ดอกเจ้าค่ะ” อารมณ์สะทกสะท้อนเห็นใจของวงตะวันหายวับราวกับน้ำค้างต้องแสงแดด เมื่อได้ยินน้ำเสียงมะนาวไม่มีน้ำนั้น ให้นึกหมั่นไส้ขึ้นมาทันควัน

เฮอะ! นี่ถ้าคนที่มารอเป็นแม่สะบันงา คงทำเสียงอ่อนเสียงหวานถามสารทุกข์สุกดิบไปแล้วละสิ ไม่ตีหน้ายักษ์ทำเสียงดุอย่างนี้ดอก…

“หมอพันมาหาออกหลวงที่เรือน แต่ไม่พบ จึงขอร้องให้ฉันช่วยเชิญออกหลวงไปที่เรือนของเขา”

คิ้วเข้มของนาถขมวดมุ่น ใจกระหวัดนึกภาพชายหนุ่มท่าทางทะมัดทะแมงคนนั้น “เหตุใดต้องให้ฉันไปพบ ทำไมไม่มาเอง”

“ถ้าไม่ใช่เรื่องสำคัญหมอพันคงไม่ให้ออกหลวงต้องลำบากลำบนไปที่เรือนแกดอกเจ้าค่ะ อย่าพูดมากเลย ไปกับฉันเถิด” วงตะวันไม่มีอารมณ์จะเจรจา แต่อารมณ์ของผู้ฟังแห้งแล้งเสียยิ่งกว่า

“ฉันไม่ไปกับเจ้า ฉันมีงานต้องทำ” นาถปฏิเสธไม่ไยดีก่อนเดินดุ่มๆ จากไป

 

ออกหลวงเกรียงไกรฤทธิ์เดินตัวตรง ตาจับอยู่ที่ถนนเบื้องหน้า มีนายบุญช่วยเดินอยู่ด้านข้าง เยื้องไปข้างหลังเล็กน้อยเพื่อมิให้ตีเสมอเจ้านาย แต่สายตาลูกน้องของนาถแทบไม่ได้มองทาง เพราะเฝ้าแต่ชำเลืองล่อกแล่กไปทางซ้ายมือของตนตลอดเวลา เดินต่อไปอีกระยะหนึ่งนายบุญช่วยก็ทนไม่ไหว ต้องถามขึ้น

“ง่า…แม่นายวงตะวันจะไปที่ใดหรือขอรับ ถ้าจะไปซื้อของ กระผมว่าเรียกนางทองสุกไปช่วยถือของอีกสักคนจะดีกว่า”

วงตะวันก้าวเงียบๆ อยู่ทางด้านซ้ายมือของนายบุญช่วย หล่อนไม่คิดจะพูดกับใคร แต่เมื่อคนถามแสดงออกว่ามีไมตรีจิต หญิงสาวก็มีมิตรใจพอที่จะตอบโดยไม่อิดเอื้อน

“ฉันจะไปกับออกหลวง วันนี้ออกหลวงไปที่ใดฉันก็จะไปด้วย เสร็จงานแล้วจะได้ไปเรือนหมอพันด้วยกันอย่างไรล่ะ”

การย่ำเท้าของผู้ที่เดินอยู่ทางด้านขวามือของนายบุญช่วยยิ่งหนักแน่นขึ้นไปอีก เสียงทุ้มค่อนข้างห้วนดังลอยลมมา “บุญช่วย นครบาลไม่ใช่ตลาดไว้ซื้อข้าวของ คนนอกไม่มีสิทธิ์เข้าไปเที่ยวเล่น”

นายบุญช่วยมองเจ้านายตาปริบๆ ไม่เข้าใจว่านาถจะบอกตนทำไม  “เอ่อ..กระผมทราบขอรับ กระผมก็สั่งคนที่บ้านไว้แล้วไม่ให้ไปหาที่นั่นเด็ดขาด ใครขืนทะเล่อทะล่าไปเป็นถูกด่าเปิง คุณหลวงไว้ใจได้”

วงตะวันมองไปรอบตัวด้วยอาการดังกำลังชมนกชมไม้ ปากก็เปรยกับดินฟ้าอากาศ “บุญช่วย ฉันเป็นเมียพระราชทาน ถ้าจะไปดูแลผัวในที่ทำงานบ้างคงไม่มีใครคิดว่าไปเที่ยวเล่นดอกใช่ไหม”

บุญช่วยยิ้มอ่อนโยน เขาเป็นคนใจดีไม่ถือสาใคร ถึงแม้วงตะวันจะมีชนักปักหลังว่าใส่ร้ายกุดั่นจนตาย แต่นายบุญช่วยก็ถือว่าเป็นเรื่องของเจ้านาย ไม่เกี่ยวข้องกับลูกน้องอย่างตน

“โอ๊ย! ไม่มีใครคิดอย่างนั้นดอกขอรับ แม่นายไม่ต้องห่วง”

“บุญช่วย” เสียงที่มาจากด้านขวามือทั้งดุและเข้ม “ใครบอกว่าให้เมียข้าเข้าในกรมไปได้ ความคิดเหลวไหลไม่ได้ความ น่าจะกลับเรือนไปได้แล้ว”

“บุญช่วย!” วงตะวันกระแทกเสียง “ฉันจะไป ใครคิดว่าถนนเส้นนี้เป็นของตัวเอง คนอื่นไม่มีสิทธิ์เดินนั่นละบ้าอำนาจบาตรใหญ่ น่าจะอยู่เฝ้าเรือนมากกว่า”

“บุญช่วย!”  นาถหน้าแดงก่ำ ชำเลืองข้ามบ่าลูกน้องไปยังคนทางซ้ายอย่างดุเดือด “ฉันไม่ได้บ้าอำนาจ แต่คนที่คิดร้ายกับคนที่อยู่ร่วมบ้านเดียวกัน กินข้าวหม้อเดียวกันแท้ๆ นั่นละใจดำอำมหิต มันน่าจับตีตรวนนัก”

เป็นครั้งแรกในชีวิตที่นายบุญช่วยรู้สึกว่าผลบุญที่ทำมาไม่ได้ช่วยอะไรตัวเขาเลย ไม่รู้ว่าเป็นอุปาทานหรืออย่างไร เขารู้สึกว่าอากาศบริเวณนั้นร้อนระอุดังทะเลเพลิง มีสายฟ้าสว่างจ้าสองเส้นแล่นจากทางซ้ายและขวามือของเขามาฟาดฟันกันเปรี้ยงปร้างอยู่กลางอากาศ พาให้คนที่เป็นกันชนอยู่ตรงกลางต้องหลบลูกหลงจนตัวลีบ

“บุญช่วย!” เรื่องอะไรวงตะวันจะยอมถูกประณามฉอดๆ อยู่ฝ่ายเดียว “รู้ไหมว่าสิ่งใดเอ่ยชอบคิดไปเอง สรุปความไปเอง ไม่ยอมฟังใคร คำตอบก็คือตำรวจที่จับคนร้ายผิดตัว ใส่ความคนบริสุทธิ์ แต่ปล่อยคนร้ายตัวจริงลอยนวลไปอย่างไรล่ะ”

เท้าของคนตัวสูงที่เดินลิ่วไปข้างหน้าชะงักกึก นาถหันขวับมาจ้องหน้าคนพูดเขม็ง โทสะพลุ่งพล่านร้อนผ่าว มือใหญ่กำแน่นเห็นเส้นเลือดปูดโปน ไม่รู้เป็นโชคดีหรือโชคร้ายที่เขาไม่นิยมบีบคอผู้หญิง ไม่อย่างนั้นละก็ แถวนี้จะต้องมีคนได้ประเดิมเป็นรายแรก

พอรู้ตัวว่าเผลอมองหน้างามละมุนของคนที่ตั้งใจว่าจะไม่มองเข้าแล้ว ชายหนุ่มก็ตัดสินใจหมุนตัวกลับ ก้าวยาวๆ รวดเร็วจนสองคนด้านหลังเดินตามแทบไม่ทัน

“บุญช่วย” เสียงใสๆ ดังขึ้นอีก “รู้ไหมว่าคืนที่ออกหลวงเอาบัญชีลับกลับมาที่เรือน มีคนเข้าไปขโมยบัญชีถึงในห้อง แต่ฉันมันคนใจอำมหิตและยังเป็นสายของจมื่นวิเศษศิลป์นี่นะ ถึงพูดไปก็คงไม่มีใครฟัง”

นาถชะงักอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่ด้วยโทสะ หากเกิดจากแรงสังหรณ์ตามสัญชาตญาณตำรวจ เขายืนนิ่งรอให้วงตะวันเอ่ยต่อ แล้วหญิงสาวก็พูดขึ้นจริงๆ ว่า

“บุญช่วย  ฉันจะกลับเรือนละ เจ้าไปตามสะดวกเถิด”  จบคำเจ้าตัวก็หมุนตัวกลับ เดินระเหิดระหงชมนกชมไม้จากไปดื้อๆ ทิ้งให้นายบุญช่วยมองตามตาค้าง เขาค่อยๆ หันไปสบสายตาดุดันของเจ้านายที่มองมาทางตนแล้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

“แม่นายวงตะวันขอรับ กลับมาก่อน แม่นายวงตะว้าน!!” ลูกน้องของนาถร้องเสียงหลง รีบวิ่งตามมาคาดคั้น “ที่แม่นายพูดมานั่นจริงหรือขอรับ แล้วแม่นายยังรู้กระไรอีก”

“ก็มีอีกไม่กี่เรื่อง” วงตะวันเกาแก้มนวลด้วยท่าทีกวนโทโส “อย่างเช่นใครเป็นคนแอบฟังตอนที่แม่กุดั่นเล่าเรื่องแม่รำพึงให้ออกหลวงได้รู้ และใครเป็นหนอนบ่อนไส้เอาเรื่องของแม่รำพึงไปบอกฝ่ายตรงข้าม แต่ก็เอาเถิด เมื่อไม่มีใครอยากให้ฉันร่วมทาง เช่นนั้นก็เจอกันที่เรือนนะบุญช่วย”

“บุญช่วย!” กังวานเสียงที่ดังมาจากด้านหลังดุดันเหลือใจ นาถยังคงมองไปทางอื่นเมื่อเอ่ยขึ้นลอยๆ “ฉันจะไปเรือนหมอพันเสียหน่อย หากใครจะไปด้วยก็รีบๆ เดินเข้า มัวแต่ชักช้าร่ำไรเสียเวลา” ชายหนุ่มกระแทกเสียง

หน็อยแน่…นี่ขนาดมีเรื่องให้ช่วยยังจะวางมาดอีกนะ

“ขอร้องฉันสิ บุญช่วย” วงตะวันทอดเสียงหวานปานน้ำผึ้งรวง

ถ้าสายตาคนจุดไฟติดได้ ต้นไม้แถวนั้นคงไหม้เป็นจุณ สิ้นคำของหล่อนนาถก็ย่ำตึงๆ ตรงมาหาด้วยหน้าตาพร้อมรบ นายบุญช่วยเห็นว่าชะรอยจะมีการฆ่ากันตายเป็นแน่แท้ ก็รีบโดดแผล็วไปยืนบังหญิงสาวไว้ ละล่ำละลักแทบหายใจหายคอไม่ทัน

“แม่นายวงตะวันขอรับ แม่คุณแม่ทูนหัวของบุญช่วย กระผมขอร้องละขอรับ ไปเรือนหมอพันกับกระผมเถิด แล้วก็หยุด…ง่า…ที่ทำอยู่นี่เถิดนะขอรับ กระผมหัวใจจะวาย”

“ก็ได้ นี่เห็นแก่บุญช่วยนะ” วงตะวันเชิดหน้ากลั้นยิ้ม ยอมเดินกลับไปตามทางเดิม มีนายบุญช่วยที่รู้สึกเหมือนเพิ่งรอดจากการจมน้ำตายมาได้หวุดหวิดเดินตามมาด้านหลัง

เนื่องจากยังมีงานราชการค้างอยู่ นาถจึงสั่งให้ลูกน้องไปจัดการแทน ทางเดินสายนั้นจึงเหลือเพียงเขาและวงตะวันสองคน ก้าวดุ่มๆ โดยไม่มีใครปริปากมาได้ครู่หนึ่ง คงจะเป็นความเหงากระมังที่ทำให้นาถเอ่ยขึ้น “เจ้าปวดท้องรึ ถึงเดินไม่พูดไม่จา”

“ฉันสบายดี ว่าแต่ออกหลวงเถิด ไม่ได้กลับเรือนเสียหลายวันเป็นอย่างไรบ้าง” ว่าจะเลิกเป็นห่วงเขาแล้วเชียว แต่วงตะวันก็อดถามไม่ได้

“ฉันก็คิดว่าเจ้าคงสบายแน่ ตอนนี้ตระกูลของออกขุนจักรเพชรเสื่อมเสียชื่อเสียง เป็นที่ขบขันไปทั่วอโยธยา มีหรือเจ้าจะไม่สบายใจ” สายตานาถยังคงมองตรงไปข้างหน้า “ส่วนตัวฉันเองถึงจะไม่สบายนัก แต่ก็ยังกินอิ่มนอนหลับ เจ้าเย็นใจได้”

วงตะวันทำหูทวนลมกับน้ำเสียงพาลหาเรื่องนั้น

“ดูท่าเรื่องที่เกิดขึ้นคงเป็นแผนการของออกญาธรรมาธิบดี ปากออกญาบอกว่ามาเป็นคนกลางในการตัดสินคดีคุณแม่ แต่เอาเข้าจริงก็ต้องการเปิดโปงชาติกำเนิดของฉัน” คนข้างตัวหล่อนเอ่ยต่อไป “ตอนนี้ออกญายมราชกำลังรวบรวมกลุ่มขุนนางเพื่อเปิดโปงบัญชีลับที่ขุนปริวรรตทำไว้ จู่ๆ ออกญาธรรมาธิบดีก็มาเปิดโปงเรื่องของฉัน เห็นได้ชัดว่าจงใจขัดขวางเพื่อช่วยเหลือขุนนางชั่วที่มีชื่อในบัญชีลับ”

“แล้วออกหลวงจะปล่อยให้พวกนั้นทำสำเร็จหรือเจ้าคะ”

“เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ”

“ถ้าเป็นฉัน ถูกเปิดโปงเช่นนี้ ฉันกลับจะยิ่งตั้งใจทำงานสนองคุณแผ่นดิน ให้ทุกคนได้รู้ว่าคนอย่างฉันแม้มิได้กำเนิดในตระกูลสูงส่ง แต่การกระทำยังมีคุณค่าสูงยิ่งกว่าพวกขุนนางที่มีชาติตระกูลดี แต่ใจทุรยศคิดคดต่อพ่ออยู่หัวพวกนั้นมากมายนัก”

ไม่มีคำตอบจากผู้ฟัง แต่เมื่อวงตะวันเหลือบมองไปด้านข้างของเสี้ยวหน้าคมสัน ก็เห็นมุมปากนั้นยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา

“แม่วงตะวัน เราหยุดคุยกันสักครู่เถิด” นาถหยุดพักใต้ต้นสุพรรณิการ์ต้นใหญ่ แผ่กิ่งก้านร่มครึ้มพอจะบดบังแสงแดดที่เริ่มทวีความร้อนแรงได้เป็นอย่างดี สายลมพัดโรยรื่นพาเอาความสดชื่นให้โอบล้อมรอบตัวสองหนุ่มสาว ดอกสุพรรณิการ์สีเหลืองสดร่วงเกลื่อนพื้น ดูอร่ามเรืองราวปูลาดด้วยผืนพรม

เมื่อวงตะวันเดินตามมา ชายหนุ่มก็หันมาเผชิญหน้ากับหล่อนตรงๆ ไม่หลบเลี่ยงการประสานสายตาอย่างเมื่อก่อน “เจ้าว่ารู้เรื่องคนที่เป็นสายให้จมื่นวิเศษศิลป์ บอกมาว่าเป็นใครกัน”

“ถ้าฉันบอกออกหลวงจะเชื่อไหมล่ะเจ้าคะ หรือจะคิดว่าฉันปั้นเรื่องโกหกขึ้นมาใส่ร้ายคนอื่น เพื่อเบนความผิดให้พ้นตัว”

แววเชือดเฉือนกลับมาทอประกายจ้าในดวงตานาถอีกครั้ง แม้แต่น้ำเสียงก็ยังเข้มขึ้น “ไม่ต้องห่วงว่าฉันจะคิดอย่างนั้นดอก ความผิดที่เจ้าทำไว้ ต่อให้เบี่ยงเบนอย่างไรก็ไม่มีวันหลุดพ้นจากตัวเจ้าไปได้”

คนฟังขบริมฝีปากแน่น ต้องข่มใจสุดแสนกว่าเค้นคอจะเล่าเหตุการณ์ที่พบออกมาได้

“คืนที่ออกหลวงเอาบัญชีลับกลับมา ฉันเห็นเงาคนลอบฟังอยู่ใต้หน้าต่าง คืนนั้นฉันก็เลยแอบซุ่มรออยู่หน้าห้องทำงานของออกหลวง พอตกกลางคืน…

ดวงจันทร์กระจ่างทอแสงนวลลงจับหอนั่งจนมองเห็นทางได้ถนัด แสงจันทร์เดียวกันยังเผยให้เห็นร่างของผู้หญิงคนหนึ่งค่อยๆ จรดฝีเท้าเข้าไปในห้องทำงานของนาถ ลงมือค้นหาสิ่งที่ต้องการอย่างเร่งร้อน ฉับพลันประตูห้องทำงานก็เปิดออก เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นคนที่นางไม่ต้องการพบเป็นที่สุด ยืนมองมาอย่างเงียบงัน…

“หากจะมาหาสมุดบัญชีของออกขุนปริวรรตละก็ อยู่ที่นี่เจ้าค่ะ” วงตะวันชูสมุดข่อยในมือขึ้น ในขณะที่คุณละมุนเบิกตากว้างตะลึงงัน เธอถอยไปจนเกือบชนโต๊ะด้านหลัง ก่อนจะละล่ำละลักออกมา

“แม่วงตะวันพูดเรื่องใด แม่แค่เข้ามาดูความเรียบร้อยในห้องพ่อนาถ ไม่ได้มาหาบัญชีกระไรทั้งนั้น”

วงตะวันปิดประตูให้สนิทก่อนจะหันกลับมา “ยอมรับเถิดเจ้าค่ะ คุณแม่ อิฉันดูออกว่าคุณแม่มีความจำเป็นถึงได้มาขโมยบัญชีนี้ คนที่ต้องการมันก็คงจะเป็นคนที่มีชื่อในบัญชีอย่างเช่นจมื่นวิเศษศิลป์ หรือไม่ก็พรรคพวกคนใดคนหนึ่ง ถูกต้องไหมเจ้าคะ”

“เอามาให้แม่เดี่ยวนี้นะ แม่วงตะวัน” คุณละมุนร้อง เธอโผเข้ามาหมายจะแย่งบัญชีจากมือหญิงสาว แต่วงตะวันหลบไปด้านข้างอย่างง่ายดาย หล่อนพยายามเกลี้ยกล่อมขณะที่อีกฝ่ายยังพยายามแย่งยื้ออย่างเอาเป็นเอาตาย

“อิฉันรู้ว่าคุณแม่ต้องมีความจำเป็น ไม่อย่างนั้นคงไม่ทรยศลูกชายตัวเองเช่นนี้ บอกความจริงมาเถิดเจ้าค่ะ ถ้ามีสิ่งใดที่พอจะช่วยได้อิฉันจะช่วยเอง”

เพราะคำว่า ‘ทรยศลูกชายตัวเอง’ แท้ๆ ที่ทำให้มารดาของนาถได้สติ เธอทรุดตัวลงกับพื้นอย่างอ่อนแรง พึมพำคล้ายรำพันกับตัวเอง

“เพราะพ่อนาถนั่นละแม่ถึงต้องทำอย่างนี้ เพราะพ่อนาถคนเดียว”

“หมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ” ผู้ฟังคิดไม่ถึงว่าจะได้ยินคำตอบนั้น

“แม่วงตะวัน แม่ขอร้อง ให้บัญชีนี้กับแม่เถิด และอย่าถามสิ่งใดเลย แม่บอกไม่ได้จริงๆ”

รอยกระวนกระวายบนสีหน้าของแม่สามีมีความทุกข์ตรมแสนสาหัสเจืออยู่เต็มเปี่ยม วงตะวันรู้ว่าถึงซักไซ้เท่าไรคุณละมุนก็คงไม่ยอมบอกเป็นแน่ หญิงสาวจึงตัดสินใจ

“ถ้าเช่นนั้นคุณแม่จะเอาบัญชีไปให้ใคร บอกมาเถิดค่ะ อิฉันจะช่วยคุณแม่เอง”

 

 “หมายความว่าคุณแม่น่ะหรือคือสายของจมื่นวิเศษศิลป์” นาถอุทาน “ถ้าอย่างนั้นคนที่แอบฟังฉันคุยกับแม่กุดั่น และเอาเรื่องแม่หญิงรำพึงไปบอกพวกนั้นก็คือคุณแม่ด้วยสินะ”

วงตะวันพยักหน้ารับ “เจ้าค่ะ แต่ออกหลวงก็คงรู้ว่าเหตุใดคุณแม่ต้องทำเช่นนั้น”

นาถขบกรามกรอดจนขึ้นเป็นสัน ชาติกำเนิดของเขาสร้างเรื่องราวร้ายแรงถึงเพียงนี้เชียวหรือ…

“พรรคพวกของจมื่นวิเศษใช้เรื่องชาติกำเนิดของออกหลวงมาบีบบังคับคุณแม่ ท่านก็เลยต้องคอยส่งข่าวในเรือนให้รู้ ข่าวแรกคือเรื่องของแม่รำพึง เรื่องต่อมาก็คือเรื่องที่ออกหลวงได้บัญชีลับมา แต่พรรคพวกที่มาข่มขู่ท่านไม่ใช่ตัวจมื่นวิเศษเอง เป็นผู้หญิงโพกผ้าปิดหน้าปิดตา คุณแม่ก็ไม่ทราบว่าเป็นใคร”

นาถนิ่งงันไปอย่างสับสน ความเคืองแค้นและเห็นใจมารดาต่อสู้กันอยู่ในห้วงอารมณ์ พร้อมกันนั้นความเข้าใจบางอย่างก็กระจ่างขึ้น…เพราะอย่างนี้นี่เล่า แม่วงตะวันถึงไปบอกเรื่องบัญชีลับกับจมื่นวิเศษศิลป์ หล่อนไปแทนคุณแม่นี่เอง

สุพรรณิการ์ดอกหนึ่งร่วงจากต้นมาตกลงข้างกายวงตะวัน นาถมองหญิงสาวที่ย่อตัวลงเก็บมาลีสีอำพันอย่างครุ่นคิด เขาเคยโกรธแค้น เคยประณามการกระทำของหล่อน ทว่าเมื่อได้รู้ถึงความลับแห่งมรณกรรมของออกขุนสุเรนทร์รักษ์ ชายหนุ่มก็อดเห็นใจภรรยาไม่ได้

วงตะวันเห็นปู่ถูกฆ่าตายไปต่อหน้าต่อตา ผู้เป็นหลานมีหรือจะไม่ชิงชังฆาตกร เมื่อหล่อนมีโอกาสเข้ามาอยู่ในครอบครัวของศัตรู จึงอาจหลงผิดยอมให้ความแค้นครอบงำจนทำเรื่องร้ายกาจไปบ้าง เขาที่เป็นทายาทของออกขุนจักรเพชร มีหน้าที่ไถ่โทษแทนท่าน ควรให้อภัยและให้โอกาสวงตะวันได้กลับตัวกลับใจ มิใช่ผลักไสหล่อนให้ดำดิ่งลงสู่ความมืดมนเช่นนี้

เมื่อตัดสินใจได้ นาถก็พูดกับภรรยาด้วยน้ำเสียงอ่อนลง

“ฉันเข้าใจดีว่าเจ้าแค้นเคืองออกขุนจักรเพชร ฉันในฐานะเป็นผู้ที่ออกขุนเลี้ยงดูมาไม่มีข้อแก้ตัวในเรื่องนี้ ออกขุนทำผิดต่อเจ้าและปู่ของเจ้าสาหัสนัก แต่ตัวท่านก็เสียใจกับการกระทำนั้นมาตลอด เพราะอย่างนี้ท่านถึงได้อายุสั้น แม้จะตายก็ยังตาไม่หลับ”

ภาพคุณปู่ที่นอนตายตาเบิกโพลง และคำสั่งเสียก่อนสิ้นใจไม่เคยเลือนหายไปจากความทรงจำของนาถ ออกขุนจักรเพชรทระนงองอาจมาชั่วชีวิต ทว่าในยามที่เปลวไฟแห่งชีวิตใกล้แตกดับ ดวงหน้าชรากลับหม่นหมอง ความระทมทุกข์กรีดริ้วรอยลึกอยู่ทั่วใบหน้า สองตาลึกโหลแห้งผากปราศจากความภาคภูมิที่เคยมีโดยสิ้นเชิง ท่านยกมืออ่อนแรงลูบหัวหลานชาย

‘นาถ เจ้าจงดูปู่เป็นเยี่ยงอย่าง คนเราหากลุแก่อำนาจของกิเลส ยอมพ่ายแพ้ให้ความปรารถนา ชีวิตที่เหลืออยู่แม้จะมีลมหายใจแต่ก็เหมือนไร้วิญญาณ สิ้นเกียรติสิ้นศักดิ์ศรี เป็นเพียงคนที่ตายทั้งเป็นเท่านั้น’

‘เหตุใดคุณปู่พูดเช่นนี้ คุณปู่ของหลานเป็นคนดี คอยบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ชาวบ้าน ไม่เคยทำความชั่ว’ นาถในวัยรุ่นหนุ่มถาม ‘คุณปู่ของหลานน่าเคารพที่สุด ไม่มีใครจะประเสริฐกว่าคุณปู่อีกแล้วขอรับ’

รอยยิ้มของออกขุนจักรเพชรบิดเบี้ยวไม่ต่างจากร้องไห้เมื่อมองใบหน้าเยาว์วัยของหลานรัก

‘ปู่อยากจะเป็นคนที่เจ้าภาคภูมิใจได้อย่างแท้จริงเหลือเกิน แต่ปู่เป็นคนบาป ชั่วชีวิตนี้ไม่ว่าจะเพียรทำดีเท่าไรก็ลบล้างความชั่วที่ทำไว้ไม่ได้ ปู่เคยฆ่ารุ่นพี่ที่เคารพรักที่สุด แย่งชิงของสำคัญมาเพื่อฟื้นชีวิตพ่อของเจ้า แต่ถึงจะช่วยชีวิตพ่อเจ้าได้เขาก็กลับกลายเป็นคนบ้า มีชีวิตอยู่เพียงสองปีก็ตายไป เป็นเพราะปู่ฝืนชะตากรรม ทั้งลูกชายและตัวปู่เองถึงต้องจมอยู่กับความทุกข์ทรมาน แม้แต่วันตายจิตใจก็ยังหาความสงบไม่ได้’

บิดาของนาถถูกม้าพยศสะบัดตกจากหลัง ร่วงลงมากระแทกก้อนหินใหญ่ เมื่อออกขุนจักรเพชรใช้มนตราจากคัมภีร์ราหุลเวทชุบชีวิตกลับคืนมา หมื่นพลรักษาก็กลายเป็นคนสติวิปลาส เอาแต่อาละวาดบ้าคลั่งอยู่ตลอดเวลา ออกขุนจักรเพชรพยายามใช้มนตรารักษาอาการป่วยของลูกชายอีกหลายครั้งแต่ก็หาสัมฤทธิผลไม่ สุดท้ายเมื่อหมื่นพลรักษาตายลงในอีกสองปีต่อมา ผู้เป็นพ่อกลับโล่งใจเสียด้วยซ้ำที่ชายหนุ่มพ้นไปจากห้วงทรมานที่สร้างขึ้นจากน้ำมือของตัวท่านเอง

‘สิ่งที่ปู่เสียใจที่สุดคือไม่เคยไปกราบอัฐิพี่สุนเพื่อขอขมาแม้แต่ครั้งเดียว ใช่ว่าปู่ไม่อยากไป แต่ปู่ไม่มีหน้าจะไปพบพี่สุนอีกแล้ว จำไว้นะนาถ จงใช้ชีวิตของเจ้าอย่างสง่าผ่าเผยทั้งในที่ลับและที่แจ้ง อย่าเดินซ้ำรอยปู่คนนี้’

นั่นคือประโยคสุดท้ายที่ล่วงพ้นริมฝีปากออกขุนจักรเพชร ก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะหลุดลอย สีหน้าตรอมตรมนั้นฝังอยู่ในส่วนลึกของจิตใจหลานชายมาตลอดเวลาหลายปี ยามนี้เมื่อเห็นวงตะวันในวันที่มีปากเสียงกัน นาถจึงเข้าใจว่าเหตุใดคุณปู่ถึงนอนตายตาไม่หลับ

ความเจ็บแค้นทรมานจิตใจวงตะวันมากเพียงใด ความละอายก็คงบีบคั้นมโนสำนึกคุณปู่ของเขามากเพียงนั้น

“ฉันรู้ว่าคำพูดของฉันแก้ไขเรื่องที่ผ่านมาแล้วไม่ได้ แต่ฉันอยากจะขอโทษแทนคุณปู่ ท่านเองก็ทุกข์ทรมานใจ หาความสุขไม่ได้มาตลอดนับตั้งแต่ฆ่าคุณปู่ของเจ้า”

ม่านน้ำตาเอ่อปกคลุมดวงตาดำมันที่มองสบตานาถ แต่เพียงชั่วแวบเดียวหล่อนก็เบือนหน้าไปทางอื่น ขนตางอนยาวกะพริบถี่เพื่อกลั้นน้ำร้อนผ่าวแทนที่จะปล่อยให้ไหลลงมาต่อหน้าเขา นาถถอนใจยาว…การให้อภัยต้องใช้เวลา…เขารู้ดี

“ถ้าเจ้าไม่เต็มใจฉันก็ไม่บีบบังคับ แต่สำหรับตอนนี้ฉันอยากให้เราอยู่กันอย่างมิตร เรื่องแม่กุดั่นและเรื่องอื่นๆ ให้ผ่านไปจะได้ไหม”

เรื่องอื่นๆ ที่ว่ารวมถึงเรื่องที่ท่านใส่ร้ายฉันเพื่อเมียรักด้วยอย่างนั้นหรือ…

“ออกหลวงไม่ใช่หลานแท้ๆ ของออกขุนจักรเพชร ทำไมต้องขอขมาแทนด้วย” วงตะวันโพล่งออกมาหน้าตาเฉย เสียงใสเรียบเรื่อยจนเดาอารมณ์ไม่ถูก หากคนฟังกลับเจ็บแปลบในอก จริงสินะ เขาไม่ใช่หลานชายของออกขุนจักรเพชร เป็นแต่เพียงลูกกาฝากที่มาเกาะเกี่ยวไม้ใหญ่ต้นนี้เท่านั้น

“ฉันเป็นคนที่ออกขุนกรุณาชุบเลี้ยงมา อย่างไรก็ต้องถือว่าท่านเป็นผู้มีพระคุณสูงสุด ชาตินี้ทั้งชาติความจริงข้อนี้ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้”

วงตะวันก้มลงเก็บดอกสุพรรณิการ์อีกดอกขึ้นมา แตะจมูกลงบนกลีบดอกไม้บางเบา “คุณแม่ก็ชุบเลี้ยงออกหลวงมา พอจะถือเป็นผู้มีพระคุณสูงสุดได้ไหมเจ้าคะ หรือว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเปลี่ยนแปลงความจริงข้อนี้ไปแล้ว”

ความร้อนฉีดขึ้นสู่ใบหน้าคนฟังจนแดงซ่าน คิ้วเข้มขมวดมุ่น “เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เรากำลังพูดกันด้วยหรือ”

วงตะวันตอบหน้าตาย “ไม่รู้สิเจ้าคะ ฉันก็เป็นคนสมองทึบเสียด้วย เลยคิดว่าสองเรื่องนี้ดูคล้ายกันอย่างไรพิกล อย่างไรเสียคุณละมุนก็เลี้ยงดูออกหลวงมาอย่างดี รักสุดหัวใจเหมือนออกหลวงเป็นลูกแท้ๆ ของท่าน แม้ท่านจะเพิกเฉยไม่ช่วยแม่บัวของออกหลวง แต่ถ้าหากท่านออกหน้าช่วยเหลือในครั้งนั้น ฉันก็ยังคิดว่าครั้งต่อๆ ไป แม่บัวของออกหลวงก็หนีไม่พ้นถูกเมียหลวงกลั่นแกล้งจนตายอยู่ดี ส่วนออกหลวงก็คงต้องตายตามแม่ไปด้วยเป็นแน่”

“ฉันไม่อยากพูดเรื่องนี้” น้ำเสียงของนาถเข้มจัด ไฟโทสะลุกโพลงแน่นอก

“เจ้าค่ะ ไม่พูดก็ไม่พูด บังเอิญฉันก็เป็นหลานที่ปู่ถูกฆ่าตาย เลยคิดว่าถ้าตอนนั้นมีคนผ่านมาแล้วไม่ช่วยปู่ของฉัน ฉันก็คงโกรธมาก แต่ถ้าเขาพาฉันมาชุบเลี้ยง ให้ข้าวให้น้ำจนโต ไม่ปล่อยไว้ในมือคนที่จะฆ่าฉันในอนาคต ฉันก็คงจะคิดถึงความดีของเขาบ้าง ก็เท่านั้นเอง”

หล่อนยังพูดไม่จบประโยคด้วยซ้ำเมื่อนาถหันหลังเดินดุ่มๆ ไปโดยเร็ว ร่างระหงยืนมองตามมาด้วยอาการทองไม่รู้ร้อน “ออกหลวงรู้หรือเจ้าคะว่าเรือนหมอพันอยู่ที่ใด หรือว่าพอโมโหแล้วเลยเกิดญาณทิพย์ มองเห็นเส้นทางขึ้นมาเฉยๆ”

เท้าที่กำลังก้าวยาวๆ ชะงักกึก หันขวับกลับมาก่อนจะเดินสวบๆ หน้าตาถมึงทึงตรงมาหา ดวงตาวาวโรจน์ฉายแววอันตราย ท่าทางเอาเรื่องนั้นทำเอาคนถูกมองใจคอไม่ดี

หรือเขาจะโกรธจริงๆ แย่ละสิ…

หล่อนถอยหลังกรูด “อย่าเข้ามานะออกหลวง ฉันสู้นะเจ้าคะ” วงตะวันตัดสินใจตะโกนขู่

อีกฝ่ายก้าวพรวดๆ ไม่กี่ทีก็ถึงตัวหล่อน มือใหญ่เอื้อมคว้าแขนเรียวเล็ก มือว่างอีกข้างยกขึ้นสูง วงตะวันหลับตาปี๋ รีบยกสองมือขึ้นบังศีรษะ

“ฉันไม่กวนแล้วก็ได้เจ้าค่ะ อย่าเขกหัวฉันนะ คุณปู่บอกว่าเขกหัวกันไม่ดี ประเดี๋ยวฉี่รดที่นอน”

มือที่ชูขึ้นของนาถเอื้อมไปหยิบใบไม้เล็กๆ ที่ติดอยู่บนผมหล่อนออก เสียงค่อนข้างห้วนเมื่อบอกชัดถ้อยชัดคำ “ฉันไม่รู้จักทางไปบ้านหมอพัน เจ้านำทางไปที”

Don`t copy text!