มนตราราหุล บทที่ 23 : ความลับไม่มีในโลก

มนตราราหุล บทที่ 23 : ความลับไม่มีในโลก

โดย : ณรัญชน์

มนตราราหุล นวนิยายออนไลน์โดย ณรัญชน์ เรื่องราวของ ‘ราหุลเวทย์’ มนตราศักดิ์สิทธิ์ที่รักษาโรคและอาการบาดเจ็บได้ทุกชนิด ทั้งยังชุบชีวิตคนตายได้และแม่หญิงวงตะวันคือคนเดียวที่รู้จักมนตรานี้ดีที่สุด เธอจะใช้มันแก้ไขเหตุร้ายในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาได้ไหมและเธอจะพบคำตอบเรื่องหัวใจของพ่อนาถหรือเปล่า อ่านสนุกๆ ได้ที่อ่านเอาทีเดียว

***************************

– 23 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

จันทราเต็มดวงทอแสงนวลแอร่มอยู่กลางเวหาหาว แสงเย็นตาส่องผ่านหน้าต่างติดผ้าโปร่งปักลวดลายงดงาม จับลงบนเส้นผมดำมันของผู้ที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง หญิงสาวโสภาที่กำลังใช้หวีเสนียดสางผมอยู่นั้นงดงามราววาดโดยฝีมือจิตรกรเอก อากาศต้นเหมันต์เหน็บหนาวเข้าไปถึงหัวใจ สะบันงารู้ดีว่ามันไม่ใช่ความยะเยือกจากบรรยากาศเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นสถานการณ์ระหว่างหล่อนและสามีในขณะนี้

ประตูห้องเปิดออก ก่อนที่นางแววจะคลานเข้ามา “แม่นายจะเข้านอนเลยหรือไม่เจ้าคะ บ่าวจะเอามุ้งลงให้”

สะบันงาวางหวีลงบนโต๊ะ หันมาตอบเสียงอ่อน “อย่าเพิ่งเลยแวว ฉันจะรอคุณพี่ก่อน”

“คุณหลวงทำงานที่หอพระดึกดื่นทุกคืน แม่นายเลยต้องพลอยอดหลับอดนอนรอท่านไปด้วย บ่าวเกรงว่าแม่นายจะไม่สบายได้นะเจ้าคะ”

หลังจากความลับเรื่องบัญชีของออกขุนปริวรรตรั่วไหล นาถก็ขนข้าวของในห้องทำงานย้ายไปทำงานในหอพระซึ่งตั้งอยู่ไกลจากเรือนใหญ่ บริเวณนั้นเงียบสงบ หากมีใครเดินผ่านก็เชื่อได้ว่าต้องจงใจไปที่นั่นด้วยจุดประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่มีทางหาข้ออ้างอื่นมาบังหน้าได้เลย

สะบันงายิ้มละไม “ฉันไม่ลำบากดอก เป็นเมียก็ต้องรอผัวสิแวว ยิ่งตอนนี้คุณพี่กำลังมีเรื่องเดือดร้อน ฉันก็ยิ่งต้องคอยให้กำลังใจ”

นางแววมองนายสาวอย่างชื่นชม “แม่นายสะบันงาดีอย่างนี้เองออกหลวงถึงรักนักหนา คำน้อยก็ไม่เคยว่าให้ขุ่นเคือง บ่าวละชื่นชมจริงๆ เจ้าค่ะ”

พอนางแววคลานพ้นประตูออกไป รอยยิ้มงามบนดวงหน้าเฉิดโฉมก็คลายลง…คำน้อยไม่เคยว่าให้ขุ่นเคืองอย่างนั้นหรือ…เมื่อก่อนอาจจะใช่ ทว่าบัดนี้ความรักของหล่อนและสามีเริ่มมีรอยร้าวขึ้นเสียแล้ว มันเริ่มขึ้นวันละนิดละหน่อยไม่ต่างจากรอยแตกเล็กๆ บนผิวแก้วเจียระไน ถึงแม้ตัวแก้วจะยังคงงดงาม ด้วยลวดลายที่สลักเสลาช่วยอำพรางความเสียหายจากสายตาคนนอก หากแต่รอยร้าวก็บังเกิดขึ้นแล้ว และนับวันจะยิ่งขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

ความบาดหมางครั้งแรกเกิดขึ้นหลังจากชาติกำเนิดของนาถถูกเปิดเผย คำนินทาร้ายกาจแพร่สะพัดไปทั่วเมืองราวกับเกลียวคลื่นจากทะเลคลั่งที่ถาโถมเข้าหาฝั่ง สะบันงาในฐานะที่เป็นภรรยาของนาถจึงได้รับผลกระทบอย่างเลี่ยงไม่ได้ หญิงสาวซ่อนความไม่สบายใจไว้อย่างไม่ใคร่สนิทนักเมื่อก้าวเข้าไปบนหอพระ จนสามีที่นั่งทำงานอยู่สังเกตเห็น นาถวางมือจากสมุดข่อยที่กำลังอ่าน เดินมาจับมือเรียวบาง

“น้องไปทำบุญไม่ใช่หรือ คนที่วัดคงพูดจาให้ไม่สบายใจกระมัง บอกพี่มาตามตรง”

สะบันงาส่ายหน้า “น้องไม่ได้ลำบากใจดอกเจ้าค่ะ คนที่น้องห่วงคือคุณพี่มากกว่า ตอนนี้ข่าวเรื่องคุณแม่ทำให้ผู้คนนินทากันทั่ว คุณพี่จะทำอย่างไรต่อไปเจ้าคะ”

นาถพยายามข่มน้ำเสียงไม่ให้ปรากฏรอยโกรธขึ้งที่อาจทำให้ภรรยาตกใจ “พี่ไม่สนใจคำนินทาพวกนั้นดอก จะห้ามปากคนก็เหมือนห้ามพระอาทิตย์ไม่ให้ขึ้นทางตะวันออก มันเป็นไปไม่ได้ น้องเองก็เช่นกัน ไม่ควรเก็บคำครหาไร้สาระมาเป็นอารมณ์”

“จริงหรือไม่เจ้าคะที่ว่าอนาคตของคุณพี่ไม่มีหวังก้าวหน้าอีกแล้ว”

สามีไม่ตอบคำ แต่กลับเดินอ้อมโต๊ะทำงานไปนั่งลงที่เดิม สะบันงามองกิริยานั้นอย่างเข้าใจ รอยยิ้มละมุนละไมกระจายอยู่บนดวงหน้าเมื่อเอ่ยวาจาที่คิดมาตลอดทาง

“แต่น้องหาทางช่วยแก้สถานการณ์ให้กลับร้ายกลายเป็นดีได้แล้วนะเจ้าคะ” ดวงตาหวานคมพราวระยับ “ตอนนี้ขุนวรวงศาธิราชกำลังเป็นตัวโปรดของแม่อยู่หัว ครองอำนาจมากล้นในราชสำนัก หากคุณพี่ไปเข้ากับท่านก็ไม่ต้องเกรงว่าอนาคตจะไม่ก้าวหน้า พวกที่นินทาพอรู้ว่าคุณพี่เป็นคนของใครก็ย่อมจะไม่กล้าลบหลู่อีก คนที่ร้ายกับเราจะต้องยอมสยบ ดีไม่ดีอาจจะมาพินอบพิเทายิ่งกว่าเก่าด้วยซ้ำ”

“แม่สะบันงา” เสียงห้วนห้าวของสามีดังขึ้นขัดอาการฝันเฟื่องของหญิงสาว สะบันงาสะดุ้ง เป็นครั้งแรกนับแต่อยู่กินกันมาที่นาถทำเสียงแข็งใส่หล่อน สีหน้าของชายหนุ่มเฉยชาเกือบเป็นบึ้งตึง “อย่าพูดอย่างนี้อีกเป็นอันขาด พี่ไม่ต้องการได้ยิน”

สะบันงาแย้งเสียงอ่อน “แต่น้องหวังดีกับคุณพี่ ตอนนี้น้องก็เห็นมีแต่วิธีนี้เท่านั้นที่จะช่วยกอบกู้ฐานะของคุณพี่ได้”

“พี่ไม่ต้องการความก้าวหน้าที่แลกด้วยการอกตัญญูต่อพ่ออยู่หัว พี่เป็นข้าราชการผ่านพิธีถือน้ำ ชีวิตนี้ไม่คิดจะเป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนาย เจ้าเป็นเมียของพี่ ไม่ควรมีความคิดอย่างนี้เช่นกัน”

สายตาของสามีมองตรงมาราวกับมองคนแปลกหน้า สะบันงากลืนถ้อยคำที่กำลังจะพูดลงไปในลำคอ เหลือเพียงเสียงตะกุกตะกัก “น้องขอประทานอภัย น้องเพียงแต่อยากช่วย…”

“พี่รู้ว่าเจ้าหวังดี แต่วันหน้าอย่าได้เอ่ยเช่นนี้อีก ไม่ว่ากับพี่หรือใคร” นาถตัดบท เอื้อมหยิบสมุดข่อยที่เปิดค้างไว้ขึ้นมาอ่านต่อราวกับหญิงสาวไม่ได้อยู่ในห้อง สะบันงามองกิริยานั้นอย่างน้อยใจ ก่อนค่อยๆ เลี่ยงหลบมา

นั่นคือการมีปากเสียงครั้งแรก หลังจากนั้นการเกลี้ยกล่อมทำนองนี้ยังคงดำเนินต่อไปอีกสองสามครั้ง กรีดรอยแตกร้าวอันยากประสานลงบนความรู้สึกของทั้งคู่เงียบๆ สะบันงาบอกตัวเองว่าเธอไม่อาจปล่อยให้สามีตกต่ำลงโดยไม่ช่วยเหลือ ในเมื่อหนทางที่จะฉุดเขาขึ้นจากหล่มแห่งความวิบัติก็เปิดรออยู่ตรงหน้าแล้ว เมื่อนาถดื้อรั้นไม่ยอมก้าวเดินไป เธอผู้เป็นภรรยาก็มีหน้าที่ต้องช่วยฉุดดึงสามีไปสู่เส้นทางที่ถูกที่ควร

เธอไม่ใช่แม่วงตะวันที่จะปล่อยคุณพี่ให้ล่มจมไปตามยถากรรม อนาคตของนาถยังไปได้อีกยาวไกลนัก อาจรุ่งเรืองถึงขั้นเจ้าพระยาเสียด้วยซ้ำ ควรละหรือที่เขาจะต้องมาย่อยยับลงเพียงเพราะชาติกำเนิดเท่านั้นเอง

…………………………………………………………………………………………………………….

 ‘ความลับไม่มีในโลก’ เป็นสัจธรรมที่นาถตระหนักเสมอมา แต่เขาไม่คิดเลยว่าความลับเรื่องที่ซ่อนของแม่รำพึงจะเปิดเผยตัวเร็วถึงเพียงนี้ มันเกิดขึ้นหลังจากเขารายงานการพบตัวแม่รำพึงที่เรือนหมอพันให้ออกญายมราชได้รู้ ออกญายมราชไตร่ตรองอยู่อึดใจหนึ่งก็เอ่ยว่า

“เราต้องนำแม่รำพึงไปซ่อนไว้ก่อน หากเอาตัวออกมาเปิดเผยเรื่องที่แม่อยู่หัวถูกทำเสน่ห์ในเวลานี้ พรรคพวกของขุนวรวงศาจะต้องช่วยกันคัดค้าน และแม่อยู่หัวคงลงพระอาญาเราเป็นแน่ ฉะนั้นเราต้องใช้บัญชีลับกวาดล้างขุนนางทรยศพวกนี้ให้สิ้นซาก แล้วค่อยให้ขุนนางฝ่ายเราร่วมกันกราบบังคมทูลขอให้แม่อยู่หัวนำหมอผีมาลบล้างอาคม ถึงตอนนั้นกำลังของขุนวรวงศาก็น้อยลงมากแล้ว มันคัดค้านพวกเราไม่ได้ดอก”

ความชาญฉลาดรอบคอบของท่านเป็นสิ่งที่นาถชื่นชมเสมอมา ออกญายมราชยังสั่งต่อยืดยาว

“เรือนหมอพันไม่ใช่ที่ซ่อนที่ปลอดภัยนัก ส่วนที่กรมพระนครบาลของเราก็ยังมีไอ้หนอนบ่อนไส้ที่ยังหาตัวไม่พบ แม่รำพึงอาจเป็นอันตรายได้เช่นกัน เอาอย่างนี้เถิด อาว่าส่งไปซ่อนที่เรือนหลวงเสนารักษ์จะเหมาะสมที่สุด ให้ปลอมตัวเป็นลูกเมียนักโทษที่ไปคอยส่งข้าวปลาอาหาร จะได้ไม่มีใครผิดสังเกต”

บ้านของผู้เป็นตุลาการจะต้องแบ่งบริเวณส่วนหนึ่งสร้างเป็นเรือนขัง เพื่อคุมขังนักโทษที่ถูกส่งตัวมารอชำระคดี บริเวณนี้นอกจากมีพะทำมะรงคอยดูแลอยู่มากมายแล้ว ยังมีกระท่อมเล็กๆ ที่ลูกเมียของนักโทษมาปลูกอยู่ เพื่อคอยทำกับข้าวส่งให้ผัว หากรำพึงไปอยู่ที่นั่นก็เท่ากับหญิงสาวจะมีพะทำมะรงเหล่านี้คอยคุ้มครอง และยังแนบเนียนไม่มีพิรุธให้สงสัยอีกด้วย

นาถออกจะเห็นด้วยกับความคิดของเจ้านาย ติดอยู่เพียงเรื่องเดียวเท่านั้น ออกญายมราชพอจะรู้ทันความคิดของชายหนุ่ม จึงปลอบขึ้น “หลวงเสนารักษ์ติดตามพระยาธรรมาธิบดีมาเปิดโปงชาติกำเนิดของเจ้า พ่อนาถอาจจะไม่ไว้ใจ แต่เท่าที่อาสังเกตในวันนั้น คุณหลวงคนนี้ชำระความตรงไปตรงมา ไม่ได้เข้าข้างเพื่อประจบประแจงพระยาธรรมาธิบดี จัดว่าเชื่อถือได้”

เมื่อท่านยืนยันเช่นนี้ คุณรำพึงจึงต้องย้ายจากบ้านหมอพันไปอยู่ปะปนกับญาตินักโทษที่เรือนหลวงเสนารักษ์ ทว่าอยู่ได้เพียงสองสัปดาห์ฐานะของหล่อนก็ถูกเปิดเผย ผู้ที่ทำให้ความลับแตกไม่ใช่สายลับของฝ่ายตรงข้าม หากแต่เป็น ‘ไอ้นวม’ นักโทษอุกฉกรรจ์ที่ถูกคุมตัวอยู่ในเรือนขังนั่นเอง

ไม่มีใครรู้ว่าไอ้นวมใช้วิธีใดลอบจุดไฟเผาเรือนขัง แต่ระหว่างที่พะทำมะรงกำลังดับเพลิงกันวุ่นวายมันก็เล็ดลอดหนีออกมา แล้วมุ่งหน้าไปทางท่าน้ำเพื่อไปลงเรือที่พรรคพวกนำมาจอดรออยู่ โชคร้ายที่พะทำมะรงคนหนึ่งเห็นเงาดำผอมโซนั้นเข้า จึงร้องเอะอะขึ้น เมื่อจวนตัวไอ้นวมก็บุกเข้าไปในกระท่อมของญาตินักโทษที่อยู่ใกล้ๆ จับหญิงสาวคนหนึ่งเป็นตัวประกัน

หญิงสาวคนนั้นก็คือคุณรำพึงนั่นเอง!

ไอ้นวมต่อสู้ขัดขืนการจับกุม จึงถูกฆ่าตายในที่เกิดเหตุ แต่คุณรำพึงก็กลายเป็นศูนย์รวมความสนใจของผู้คนไปอย่างช่วยไม่ได้ พะทำมะรงคนหนึ่งมีญาติเป็นนางข้าหลวงในวังและเคยเห็นหญิงสาวมาก่อน เมื่อพบหล่อนเข้าเขาก็อุทานลั่น

“นี่แม่หญิงรำพึงไม่ใช่รึ แม่หญิงเป็นนางกำนัล เหตุใดมาอยู่ที่นี่”

พอรู้ข่าวออกญายมราชก็เรียกนาถมาหารือเป็นการด่วน ท่านตัดสินใจจะให้ย้ายแม่รำพึงไปซ่อนตัวที่เรือนของนาถเป็นการชั่วคราว

“ผู้คนที่เรือนเป็นคนที่พ่อนาถวางใจทั้งสิ้น และก็อยู่กันมากมายพอจะเป็นหูเป็นตาได้”

นาถไม่กล้าตอบรับ เขานึกไปถึงวงตะวันและโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับกุดั่น…ถึงจะบอกให้ลืมเรื่องเก่าๆ แต่ความปลอดภัยของนางกำนัลผู้นั้นเป็นเรื่องใหญ่หลวงเกินกว่าจะนำมาเสี่ยง

“เป็นกระไรพ่อนาถ มีสิ่งใดติดขัดรึ”

“ที่เรือนของกระผมก็ไม่ปลอดภัยขอรับ” เขาสารภาพ “ เราหาที่อื่นเถิด”

ออกญายมราชวางหน้าขรึม นาถคิดว่าเขาเห็นแววตำหนิมองมาจากดวงตาของท่านด้วยซ้ำ “เล่าเรื่องให้อาฟังได้ไหมพ่อนาถ อาจะช่วยตัดสินเองว่าควรส่งแม่รำพึงไปที่เรือนเจ้าไหม”

นาถจำต้องเล่าเรื่องของวงตะวันและกุดั่นอย่างคร่าวๆ ข้ามรายละเอียดเล็กน้อยที่เขาเห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัวเกินควร แน่นอนว่าไม่มีการปริปากเรื่องออกขุนจักรเพชรและคัมภีร์ราหุลเวท ออกญายมราชฟังแล้วก็ส่ายหน้า

“พุทโธ่! อาก็นึกว่าเรื่องใหญ่กระไร แค่เรื่องแม่วงตะวันเองดอกรึ” ท่านหัวเราะในลำคอ “แม่คนนี้อาเคยเห็นเมื่อเล็กๆ ตอนไปกราบเยี่ยมท่านขุนสุเรนทร์รักษ์ เป็นเด็กสมองทึบ คิดอ่านไม่เป็นโล้เป็นพาย ที่แม่วงตะวันไปคุยกับแม่กุดั่นอาว่าก็คงคุยกันตามประสาผู้หญิง ไม่ใช่จะไปเย้ยหยันกระไรดอก แต่อาจจะพูดผิดพลาดตามประสาคนโง่เท่านั้น บังเอิญแม่กุดั่นน้อยใจตามประสาผู้หญิงที่ชอบคิดมาก เลยผูกคอตาย ไม่มีกระไรดอก”

นาถเข้าใจดีว่าเหตุใดออกญายมราชจึงคิดเช่นนั้น ท่านมีอำนาจมากล้น รับผิดชอบงานใหญ่มาตลอด จึงมองว่าเรื่องในเรือนเป็นเรื่องหยุมหยิมไร้สาระ ต่อให้นาถอธิบายเท่าไรท่านก็คงไม่เข้าใจ กลับจะคิดว่าเขาขัดคำสั่งเสียมากกว่า

“ได้ขอรับ กระผมจะให้คนไปรับแม่รำพึงไปซ่อนที่เรือนในเย็นวันนี้เลย” ชายหนุ่มรับคำในที่สุด

ออกญายมราชมองลูกน้องอย่างพอใจ หารู้ไม่ว่าเมื่อไปถึงเรือนออกหลวงเกรียงไกรฤทธิ์ นอกจากแม่รำพึงจะถูกจัดให้พักห่างไกลจากเรือนใหญ่แล้ว นาถยังป้องกันความปลอดภัยของหญิงสาวทุกวิถีทาง ด้วยการหาบ่าวหญิงคนหนึ่งมาคอยประกอบอาหารให้กินที่เรือนพัก ไม่ปะปนกับโรงครัว ทั้งรอบเรือนยังมีตำรวจสองนายคอยเฝ้าตลอดเวลา เพื่อความมั่นใจว่าจะไม่มีอันตรายมากล้ำกรายโดยแท้จริง

สะบันงาเอนร่างกลมกลึงพิงหมอนหนุนที่วางพิงไว้กับหัวเตียง เหยียดแขนออกไปด้านข้าง ให้นางแววพอกสมุนไพรลงบนแขนขาวผ่องที่มีผื่นแดงขึ้นกระจายเป็นจุดจางๆ ดวงหน้าที่ค่อนข้างเซียวแดงซ่านด้วยความปีติ เมื่อเห็นสามีเดินเร็วๆ เข้าประตูมา

“แม่สะบันงา เป็นอย่างไรบ้าง เห็นบ่าวว่าน้องไม่สบาย”

เพียงน้ำเสียงบอกความห่วงใยของเขาก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ภรรยายิ้มอ่อนหวาน “น้องไม่ได้เป็นกระไรมาก แค่เป็นลมพิษเท่านั้น นี่ก็ได้แม่วงตะวันช่วยดูแล ตอนนี้ดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ”

นาถหันไปมองหญิงสาวอีกคนที่นั่งอยู่ข้างเตียงของสะบันงา เจ้าหล่อนจึงรายงานเสียงใส “เป็นหน้าที่ของฉันที่ต้องดูแลแม่สะบันงาอยู่แล้วเจ้าค่ะ ถ้าฉันไม่เอาคัดเค้าเข้ามาในห้อง แม่คงไม่แพ้อย่างนี้ดอก”

ถ้าไม่ทำเรื่องวุ่นก็ไม่ใช่แม่วงตะวันน่ะสิ…สายตานาถเหมือนจะบอกอย่างนั้น แต่คนถูกมองยิ้มร่าก่อนจะอธิบายต่อ

“คืออย่างนี้เจ้าค่ะ ช่วงนี้ทองสุกหันมาหัดทำน้ำอบน้ำปรุงและบุหงารำไป เวลาไปพบดอกไม้หอมที่ไหนฉันเลยจะนำกลับมาให้ทองสุกลองคิดกลิ่นใหม่ๆ พอดีวันนี้เห็นดอกคัดเค้างามนักเลยถือติดมือมาฝากแม่สะบันงาด้วย ไม่คิดเลยว่าจะเป็นเรื่องเสียได้” หล่อนหันไปทำหน้าขออภัยต่อสาวงามที่นั่งอยู่บนเตียง “โชคดีเหลือเกินที่ฉันได้สูตรมาจากแม่เฟื่อง ว่าถ้าแพ้ดอกไม้ให้เอาตำลึงมาตำละเอียดแล้วนำมาทาที่ผื่นคัน พอทาแล้วแม่สะบันงาก็หายจริงเสียด้วย เห็นทีฉันต้องเอาขนมสำปันนีไปสมนาคุณแม่เฟื่องเสียหน่อยแล้ว”

พอพูดถึงขนมของโปรดสะบันงาก็สนใจ “ฉันจะทำให้เอง แม่วงตะวันไม่ต้องลำบากดอก จะได้ทำไว้ขึ้นสำรับให้คุณพี่กินกับน้ำชาด้วย”

“จริงสินะ ขนมสำปันนีเป็นของโปรดแม่สะบันงานี่นา แม่ทำได้หอมหวานไม่มีใครเทียบ” วงตะวันชื่นชม

“ฉันเก่งไม่เท่าแม่วงตะวันดอกที่ขยันเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ตลอดเวลา อย่างสรรพคุณของตำลึงนี่แม่ก็เป็นคนมาบอกฉันไม่ใช่หรือ”

วงตะวันยิ้มรับคำชมนั้น แล้วแสดงความรอบรู้ต่อไป “ตำลึงนี่ดีมากนะ ถ้าวันไหนแม่สะบันงาเป็นหิด ลองเอาเม็ดตำลึงมาผสมน้ำมะพร้าวแล้วเอามาพอกดูสิ ไม่นานก็หาย”

รอยยิ้มของสะบันงาค่อนข้างแหย ในขณะที่นางแววค้อนขวับ แอบบริภาษอยู่ในใจ…คนงามอย่างแม่นายสะบันงาน่ะหรือจะเป็นหิด ปากไม่เป็นมงคลนักนางคนนี้

นาถมองภรรยาทั้งสองคนพูดคุยกันถูกคอโดยไม่ออกความเห็น ใบหน้าชายหนุ่มขรึมลงกว่าตอนเดินเข้ามาเล็กน้อย คล้ายอารมณ์ชื่นบานถูกรบกวนด้วยบางสิ่งจนระคายเคือง กระนั้นเขาก็ยังมีแก่ใจซักถามอาการของภรรยาอย่างเอาใจใส่ วงตะวันมองภาพความสนิทสนมตรงหน้าเงียบๆ หากนาถและสะบันงาเหลือบมองมาสักนิด จะเห็นอารมณ์กร้าวกระด้างพาดผ่านไปบนดวงตาดำวะวับ ราวกับสายฟ้าที่แลบแปลบขึ้นท่ามกลางราตรีมืดมิด เพียงพริบตาเดียวก็จางหายไป

เจราจาพาทีกันอีกครู่หนึ่งวงตะวันก็ขอตัวกลับไปเรือนเล็กของตน สะบันงารอจนร่างระหงเดินห่างไปไกลแล้ว จึงหันกลับมายิ้มหวานให้สามี

“เดี๋ยวนี้คุณพี่ยอมพูดจากับแม่วงตะวันแล้ว น้องดีใจเหลือเกิน เรือนเราจะได้กลับมาสมานสามัคคีดังเดิม”

“เมื่อก่อนแม่วงตะวันเคยทำผิดพลาดก็จริง แต่พี่ก็ยังอยากให้โอกาส หากพี่ทำหมางเมินไม่ไยดี แม่วงตะวันอาจจะยิ่งถลำตัวทำผิดไปมากกว่านี้ก็ได้”

“หมายความว่าคุณพี่เชื่อใจแม่วงตะวันแล้วหรือเจ้าคะ”

เชื่อใจหล่อนน่ะหรือ…ใบหน้าซีดเซียวของกุดั่นยามปลิดปลงชีวิตตัวเอง ลอยเข้ามาในห้วงความคิด นาถตอบไม่ได้ว่าเขาควรเชื่อใจเจ้าของรอยยิ้มพิสุทธิ์นั้นไหม

“ไม่ถึงขนาดนั้นดอก แต่พี่อยากให้แม่วงตะวันรับรู้ถึงความหวังดีของพี่และของเราทุกคนในเรือนนี้”

สะบันงาไตร่ตรองถ้อยคำของสามีอย่างรอบคอบ ก่อนจะเปรยว่า “แม่วงตะวันสนิทสนมกับคุณหญิงน้ำทิพย์มาก คุณพี่ดีกับแม่วงตะวันเช่นนี้ก็ดีแล้วละเจ้าค่ะ”

นาถสะดุดใจในน้ำเสียงกระตือรือร้นของภรรยา “หมายความว่าอย่างไร”

คนพูดยิ้มหวานฉ่ำ ดวงตาวาวระยับบอกความมุ่งมั่น “คุณหญิงน้ำทิพย์เป็นภริยาออกญาธรรมาธิบดี ส่วนออกญาก็กว้างขวางมากบารมียิ่งกว่าออกญายมราชเสียอีก หากได้ท่านช่วยสนับสนุนอนาคตของคุณพี่ก็คง…”

“พี่ไม่ได้ทำดีกับใครเพื่อหวังประจบประแจง” นาถตัดบททันควัน “และไม่เคยคิดจะใช้เมียเป็นบันไดไต่เต้าไปหาความยิ่งใหญ่ พี่นึกว่าน้องจะรู้จักพี่ดีกว่านี้เสียอีก”

นาถคิดว่าเขายืนยันได้แจ่มแจ้งแล้ว ทว่าสะบันงาเข้าใจไปอีกทาง หล่อนจึงลูบแขนปลอบใจสามี  “น้องรู้ว่าคุณพี่อาจจะเคืองออกญาธรรมาธิบดีที่มาเป็นคนกลางตัดสินคดีคุณแม่ แต่เพราะแบบนี้เราถึงยิ่งต้องฝากเนื้อฝากตัวกับท่าน ต่อไปเรื่องร้ายๆ จะได้ไม่เกิดอีก และท่านยังจะเกื้อหนุนคุณพี่ให้ก้าวหน้าด้วยนะเจ้าคะ”

นาถผุดลุกขึ้นมองออกไปนอกหน้าต่าง หรือพูดให้ถูกก็คือมองไปในที่ซึ่งไม่มีดวงหน้าสวยสดของหญิงสาว ทิ้งท้ายไว้ก่อนก้าวยาวๆ จากไป

“พี่ยังมีงานต้องทำ น้องพักผ่อนเถิดนะ ค่ำๆ พี่จะมาเยี่ยมใหม่”

สะบันงานิ่งงันอยู่บนเตียงกว้าง จู่ๆ ความอ้างว้างก็จู่โจมเข้าจับหัวใจ บัดนี้สามีไม่ได้โกรธขึ้งกับคำพูดทำนองนี้ของหล่อนอีกต่อไปแล้ว หลังจากที่เคยขุ่นเคืองกันมาหลายครั้ง สะบันงาอยากจะคิดว่าสายตาเรียบเฉยที่เขามองมายังคงแฝงความรักลึกล้ำดังเดิม ทว่าในส่วนลึกของหัวใจของหญิงสาวรับรู้ได้ถึงความผิดหวังและเหินห่างที่ซ่อนเร้นอยู่ในกิริยานุ่มนวลเป็นปกตินั้น คล้ายดั่งเกลียวคลื่นที่กำลังก่อตัวอยู่ภายใต้ห้วงน้ำลึกกระนั้น

วูบหนึ่งในห้วงอารมณ์ละเอียดอ่อน หญิงสาวก็อดสะทกสะท้อนมิได้ แต่เพียงครู่เดียว จิตใจด้านที่เข้มแข็งกว่าก็เตือนตนเองว่าหล่อนหาได้ทำสิ่งใดผิดไม่ เพื่อชายที่รักแล้ว ไม่ว่าจะทำสิ่งใดลงไป สะบันงาไม่เห็นว่าหล่อนควรถูกประณามเลย

วันหนึ่งเมื่อสามีเจริญก้าวหน้า เขาจะประจักษ์และซาบซึ้งถึงความหวังดีนั้นเอง

Don`t copy text!