มนตราราหุล บทที่ 6 : มะลินรก

มนตราราหุล บทที่ 6 : มะลินรก

โดย : ณรัญชน์

มนตราราหุล นวนิยายออนไลน์โดย ณรัญชน์ เรื่องราวของ ‘ราหุลเวทย์’ มนตราศักดิ์สิทธิ์ที่รักษาโรคและอาการบาดเจ็บได้ทุกชนิด ทั้งยังชุบชีวิตคนตายได้และแม่หญิงวงตะวันคือคนเดียวที่รู้จักมนตรานี้ดีที่สุด เธอจะใช้มันแก้ไขเหตุร้ายในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาได้ไหมและเธอจะพบคำตอบเรื่องหัวใจของพ่อนาถหรือเปล่า อ่านสนุกๆ ได้ที่อ่านเอาทีเดียว

***************************

– 6 –

คลิกซื้อ E-Book ‘ในสวนอักษร’ ที่นี่

ตลอดเวลาที่เจ้านายทำการไต่สวน นายขาวนั่งเงียบกริบไม่ปริปากแม้แต่คำเดียว เขาฟังเสียงโต้ตอบรอบตัวจนรู้แน่ชัดว่านางเกิดที่ตนรักเสมือนแม่แท้ๆ ตายด้วยน้ำมือใคร โดยไม่คาดฝัน ฉับพลันร่างล่ำสันอย่างคนทำงานหนักก็กระโจนเข้าหานายเที่ยง หน้าตาถมึงทึงบอกความแค้นแสนสาหัสเมื่อผลักอีกฝ่ายหงายหลัง แล้วโผเข้าบีบคอสุดแรงเกิด

“มึงนี่เองที่ฆ่าแม่เกิดของกู ตายเสียเถิดไอ้ระยำ”

เกิดการชุลมุนกันขึ้นตรงนั้นเอง นายเที่ยงดิ้นปัดๆ หน้าตาแดงก่ำ พยายามแกะมือแข็งราวกับคีมเหล็กที่ขยุ้มคอของเขาออก พวกผู้หญิงพากันกรี๊ดลั่นเรือน นายเปี่ยมพร้อมบ่าวผู้ชายกรูเข้าไปช่วยกันกระชากตัวนายขาวออกจากนายเที่ยง ท่ามกลางเสียงตวาดห้ามของออกญาเทพโยธิน

“ไอ้ขาว หยุดบัดเดี๋ยวนี้ อย่าก่อเรื่องในเรือนข้า”

ในที่สุดนายขาวก็ถูกลากตัวออกมาจากร่างของคู่แค้น เขาดิ้นรนพลางตะโกนด่าทอไม่หยุด หน้าตาบิดเบี้ยวด้วยแรงอาฆาตดูน่ากลัวราวกับปีศาจร้าย วงตะวันยืนเกาะแขนคุณหญิงแสงแน่น พึมพำเสียงสั่น

“คุณป้าเจ้าขา หลานกลัวเหลือเกิน นายเที่ยงคนนี้ต้องเป็นผีแน่ๆ ไม่อย่างนั้นจะเสกให้เถ้าแก่ส่งและคุณนายพลับกินขนมจีนจานที่ใส่ยาพิษไว้ได้อย่างไร ขนาดมีคนร่วมสำรับด้วยตั้งหลายคน คนอื่นกลับไม่เป็นกระไรเลย มีแต่สองคนนั่นที่ตาย”

เสียงของหล่อนไม่ดังนัก แต่ช่างประหลาดแท้ที่คนทั้งหมดกลับได้ยินชัดเจนราวกับหญิงสาวมากระซิบอยู่ข้างหู น้ำเสียงกังวานใสเหมือนจะเรียกสติของทุกคนให้กลับคืนมา ดั่งแสงตะวันแรงกล้าที่ส่องทะลุหมอกหนาที่ปกคลุมเรือน ให้ทุกคนมองเห็นภาพต่างๆ ได้ชัดเจนอีกครั้ง

นั่นสิ ทำอย่างไรเถ้าแก่ส่งและคุณนายพลับถึงได้หยิบขนมจีนจานที่มียาพิษ ในเมื่อตัวนายเที่ยงไม่ได้เหยียบเข้าไปในโรงเลี้ยงแม้แต่ก้าวเดียว…

นาถเหลือบมองภรรยา เห็นหล่อนเสียขวัญจนหน้าตาตื่นก็ปลอบว่า “อย่ากลัวไปเลยแม่วงตะวัน นายเที่ยงไม่ใช่ผีดอก”

วงตะวันยังกอดแขนคุณป้าแสงของหล่อนแน่น ปากก็เถียงสามีแจ้วๆ “ไม่จริงเจ้าค่ะ นายนี่ต้องเป็นผีแน่ ผีหลอกกลางวันได้จริงๆ ด้วย”

คำพูดของหญิงสาวบ่งบอกระดับสติปัญญาโดยแท้ ทั้งๆ ที่กำลังอยู่ในบรรยากาศเคร่งเครียด แต่ผู้ฟังทั้งหมดก็ยังอดอมยิ้มไม่ได้ จมื่นวิเศษศิลป์ลอบมองเสี้ยวหน้างามลออ ผิวนวลผ่องเป็นยองใยที่อยู่ตรงหน้าแล้วปรารภในใจ

‘นี่หรือแม่วงตะวันที่เขาลือกัน ทั้งหน้าตากิริยาไม่มีที่ติ เสียดายสวยเสียเปล่าแต่สมองเท่าไข่มดแดง กรรมของออกหลวงเกรียงไกรฤทธิ’

คุณหญิงแสงอายแทนหลานสาวเป็นกำลัง ทั้งยังเกรงว่าหล่อนจะพูดจาปล่อยไก่ออกมาอีก จึงรีบกระซิบปลอบเสียงแผ่ว “ไม่ต้องกลัวนะลูก ผีที่ไหนจะมาวุ่นวายกับของกิน”

ใจคุณหญิงต้องการปลอบพอเป็นพิธีเท่านั้น นึกไม่ถึงว่านาถจะเออออตามเสียได้ “คุณหญิงพูดถูกขอรับ ผีน่ะไม่มายุ่งกับสำรับกับข้าวดอก มีแต่คนต่างหากที่เล่นลูกไม้” ชายหนุ่มเปลี่ยนสายตามายังนายขาว ถามเสียงห้าว “บอกมาซิไอ้ขาว ตอนที่เอ็งเอาสำรับไปส่งให้แขกในโรงเลี้ยง ได้แจกจ่ายขนมจีนกันอย่างไร”

แต่ไหนแต่ไรมาเสียงของนาถมักมีอำนาจบางอย่างที่ทำให้ผู้ต้องสงสัยของเขาหวาดผวา ยอมสารภาพความจริงอย่างง่ายดาย ทว่านายขาวไม่แสดงอาการลนลานแม้แต่น้อยเมื่อตอบฉาดฉาน

“กระผมไม่ได้ส่งจานขนมจีนให้แขกของพระคุณท่านเลยขอรับ กระผมเพียงแต่ยกถาดอาหารเข้าไปให้ แล้วทุกคนก็เลือกหยิบกันเอง ใครจะหยิบจานไหนกระผมไม่รู้ได้”

นายเปี่ยมช่วยยืนยันอีกแรง “กระผมเดินไปตรวจความเรียบร้อยที่โรงเลี้ยงหลายครั้งขอรับ เห็นตอนไอ้ขาวเอาสำรับไปให้แขก พวกแขกนั่งล้อมกันเป็นวงๆ พอไอ้ขาวยื่นถาดใหญ่ไปให้ แต่ละคนก็หยิบขนมจีนไปคนละจาน ที่สำคัญคุณนายพลับกับเถ้าแก่ส่งไม่ได้หยิบขนมจีนเองดอก จานของคุณนายพลับนางสำรวยเป็นคนหยิบส่งให้ ส่วนของเถ้าแก่ส่งไอ้ชมก็หยิบให้ แล้วสองคนนี้ก็พึ่งใบบุญคุณนายกับเถ้าแก่อยู่ คงไม่กล้าฆ่าแกงเป็นแน่”

ถ้าเช่นนั้นก็นับว่าแปลกนัก ที่เถ้าแก่ส่งและคุณนายพลับ คู่แค้นของนายเที่ยง จะประจวบเหมาะได้จานที่ใส่ยาพิษไว้อย่างเหมาะเหม็ง…

หรือว่ายาพิษจะไม่ได้อยู่ในขนมจีน…

ทุกคนมองหน้ากันพร้อมตั้งคำถามในใจ นายเที่ยงได้ทีก็รีบท้วงขึ้น “เห็นไหมขอรับ กระผมไม่ได้ฆ่าใคร เถ้าแก่กับอีคุณนายมันตายเพราะฝีมือใครก็ไม่รู้”

จมื่นวิเศษศิลป์ถีบโครมเข้าที่ยอดอกคนพูด ชี้หน้าด่าซ้ำ “อย่ามาเล่นลิ้น มึงนั่นละคนร้าย บอกมามึงใช้วิธีใดให้สองคนนั้นได้จานที่มียาพิษ”

ยิ่งพูดโทสะของเขาก็ยิ่งฮือโหมดังพระเพลิงเผาผลาญ ชายหนุ่มกระทืบซ้ำลงไปที่ชายโครงนายเที่ยงอีกหลายครั้ง ทองสุกหวีดร้องลั่นเรือน นาถตรงเข้าไปดึงตัวจมื่นวิเศษศิลป์ออกมา เขาไม่นิยมการทรมานคนร้าย และยอมไม่ได้ที่จะมีการทำร้ายกันต่อหน้าต่อตา

“ปล่อยให้เป็นหน้าที่กระผมเถิดคุณพระนาย อย่าไปทำมันให้เสียมือเลย”

วาจานี้ฟังเผินๆ คล้ายไม่มีอะไร แต่ถ้าคิดให้ถ้วนถี่จะรู้ว่านาถกำลังเตือนอ้อมๆ ว่าจมื่นวิเศษศิลป์กำลังก้าวก่ายหน้าที่ที่ไม่ใช่ของตน ผู้ถูกเตือนถึงกับสะอึก ความโกรธเป็นริ้วๆ พุ่งปราดขึ้นมาจนยากจะระงับ แต่เมื่อไม่สะดวกที่จะเล่นงานเขาก็หันมาจ้องหน้านาถ แค่นเสียงเสียดสีกลับไปบ้าง

“ฉันก็ลืมไปว่าออกหลวงเกรียงไกรฤทธิมีฝีมือฉกาจฉกรรจ์ เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยจนเพิ่งได้เลื่อนตำแหน่ง ไอ้ฉันเองก็ใจร้อน อยากให้ความจริงกระจ่างโดยเร็ว”

นาถยิ้มตอบอย่างไม่ยี่หระ ใครๆ ก็รู้ว่าจมื่นวิเศษศิลป์เลือกที่จะสวามิภักดิ์ขุนวรวงศา จึงก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว และพร้อมกับการก้าวกระโดดในหน้าที่การงาน อาการวางก้ามใหญ่โตของชายหนุ่มก็พุ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว กับคนประจบสอพลอเช่นนี้เถียงไปก็ไม่ได้ประโยชน์ เขาจึงทำเฉยเสีย หันไปพูดกับออกญาเทพโยธิน

“กระผมจะกลับไปนครบาลเพื่อสอบปากคำคนร้ายต่อ ขอความกรุณาเจ้าคุณอาช่วยให้บ่าวคุมตัวนายเที่ยงตามกระผมไปด้วยขอรับ”

เจ้าของเรือนทำหน้ายุ่ง น้ำเสียงอิดเอื้อน “อย่าเพิ่งเลยน่าพ่อนาถ สอบถามมันที่นี่ละ ให้รู้กันไปเลยว่ามันวางยาอย่างไร ถ้าพามันไปตอนนี้ คดียังไม่จบ คนข้างนอกจะเอาไปลือกันผิดๆ ได้”

“คดีนี้คงต้องใช้เวลาอีกสักพัก กระผมเกรงว่าถ้าอยู่ที่นี่จะไม่สะดวกขอรับ”

นาถตอบอย่างสุภาพแต่มั่นคง บอกให้รู้ว่าไม่ยินยอมอะลุ่มอล่วย ออกญาเทพโยธินมองชายหนุ่มอย่างหนักใจ ท่านเชื่อว่าถ้าสอบถามต่อไปจะต้องได้ความจริงจากปากนายเที่ยงแน่ ยิ่งเวลานี้สถานการณ์ในราชสำนักกำลังอึมครึม มีการแบ่งเป็นฝักฝ่าย หากคู่อริฉวยโอกาสนำเรื่องที่เกิดบนเรือนของท่านไปขยายความ ก็อาจส่งผลร้ายต่อตัวท่านเอง ขุนนางคนอื่นๆ ก็คิดอย่างเดียวกัน ทุกคนจึงวางหน้าเครียด ความอึดอัด หมั่นไส้ ไม่พอใจ ประเดประดังขึ้นเต็มอก

“อย่าเลยน่ะหลวงเกรียงไกรฤทธิ สอบปากคำมันที่นี่ละ”

ออกญาท่านหนึ่งแย้งเสียงดัง คนที่เหลือพยักหน้าเห็นพ้อง ขุนนางบางท่านแสร้งเดินมาดักหน้านาถไว้ เป็นสัญญาณว่าจะไม่ยอมให้ชายหนุ่มลงจากเรือนโดยง่าย ท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังคุกรุ่นด้วยกระไอแห่งความเป็นปฏิปักษ์ บ่าวหญิงสามคนก็ยกถาดเงินใบใหญ่ บรรจุถ้วยน้ำชาเล็กๆ เดินขึ้นบันไดมา

วงตะวันยิ้มแป้น ตอบสายตากังขาของทุกคนด้วยเสียงแจ่มใส “เรามางานทำบุญอายุเจ้าคุณลุงทั้งที ทำหน้าตาเคร่งเครียดประเดี๋ยวจะไม่เป็นมงคล อิฉันเลยสั่งให้บ่าวยกน้ำมาให้ดื่มกัน จะได้อารมณ์ดีขึ้นอย่างไรล่ะเจ้าคะ”

กำลังหน้าสิ่วหน้าขวานแทบจะฆ่ากันอยู่รอมร่อ ใครจะมีแก่ใจดื่มน้ำล่ะแม่คุณ…สีหน้าของผู้ฟังบอกความระอาอย่างไม่ปิดบัง แต่ด้วยมารยาทขุนนางทั้งหมดจึงต้องเอื้อมมือมาหยิบถ้วยน้ำชาบนถาดไปคนละถ้วย รอจนแขกเหรื่อจิบน้ำกันถ้วนหน้าแล้ว วงตะวันก็ถามคุณหญิงแสง

“หวานชื่นใจดีไหมเจ้าคะคุณป้า ถ้วยของคุณป้าหลานสั่งให้บ่าวใส่น้ำตาลกรวดลงไปเป็นพิเศษ ถ้วยเดียวเลยนะเจ้าคะ”

คุณหญิงแสงอยากแทรกแผ่นดินหนีเป็นกำลัง เมื่อเห็นผู้คนมองมาเป็นตาเดียว เธอได้แต่ยิ้มแห้งๆ ตอบพอเป็นพิธี “ง่า…หวานลูกหวาน ขอบใจนะหลาน” ท่านเสก้มลงจิบน้ำเพื่อหลบสายตาทุกคน

หัวใจของนาถกระตุกโดยแรง ความรู้สึกของคนที่หลงอยู่ในราตรีมืดมิด แต่ฉับพลันก็มีประกายไฟสว่างจ้าส่องให้เห็นหนทางขึ้นมาเป็นอย่างไรนั้น เขาได้ประจักษ์ก็ครานี้เอง นาถหันไปถามบ่าวที่ถือถาดเปล่าอยู่ไม่ไกล

“แม่วงตะวันสั่งให้ใส่น้ำตาลลงไปเพียงถ้วยเดียวเท่านั้น และตั้งแต่ขึ้นมาเจ้าก็ไม่ได้พูดจากับใครเลย เจ้าทำอย่างไรถ้วยที่มีน้ำตาลถึงไปอยู่กับคุณหญิงได้”

ท่ามกลางความงุนงงของทุกคน บ่าวสาวคนนั้นตอบกลับมาอย่างไม่เห็นว่าสิ่งที่ตนทำจะเป็นเรื่องแปลกพิสดารตรงไหน “บ่าวก็ไม่ได้มีวิธีใดพิเศษดอกเจ้าค่ะ แค่หันถาดด้านที่มีถ้วยน้ำผสมน้ำตาลไปให้แม่นายวงตะวัน อย่างไรเสียเธอต้องหยิบถ้วยใบที่อยู่ใกล้มือที่สุดเป็นแน่ พอหยิบแล้วเธอก็ต้องส่งให้คุณหญิง เพราะท่านอาวุโสกว่า เธอเป็นเด็กจะกินก่อนได้อย่างไร”

คำตอบนั้นธรรมดาเหลือแสน ทว่าผลลัพธ์ของมันไม่ต่างจากมีคนโยนประทัดลงมากลางเรือน จู่ๆนายขาวที่นั่งเงียบกริบมาตลอดก็ลุกพรวดพราดขึ้น ผลักคนที่อยู่ใกล้ตัวเขากระเด็นไป แล้วออกวิ่งหน้าตั้งไปที่บันได แต่นาถพุ่งตามไปติดๆ พอทันกันก็กระชากแขนให้อีกฝ่ายหมุนตัวกลับมา แล้วเหวี่ยงหมัดลงไปบนกรามใหญ่หนาเต็มแรง

นายขาวหน้าหงายตาลายเห็นดาวระยิบระยับ นาถถีบโครมเข้าที่ลำตัวอีกครั้ง ส่งให้ร่างล่ำสันเซแซ่ดๆเหมือนนกปีกหัก เป็นจังหวะที่นายเปี่ยมและลูกสมุนปราดมาถึงพอดี จึงช่วยกันจับตัวนายขาวกดลงกับพื้น

“ค้นตัวมัน” นาถสั่ง

นายเปี่ยมคลำหาบริเวณเอวของร่างที่กำลังดิ้นรน ครู่หนึ่งก็ดึงห่อกระดาษออกมาจากชายพกของนายขาว เขาส่งมันให้นาถที่รับไปส่งต่อให้หมอพันอีกทอดหนึ่ง ใบหน้าของนายขาวซีดเผือดจนขาวสมชื่อเมื่อหมอพันใช้นิ้วแตะผงสีน้ำตาลในห่อขึ้นมาชิม แล้วรีบถ่มทิ้งไป

“นี่มันผงมะลินรกขอรับ” หมอพันรายงานหน้าตาตื่น “มันเป็นยาพิษ ใครกินเข้าไปจะปวดท้อง ตัวสั่น น้ำลายสอ มึนงง ถ้าเป็นหนักก็จะชักจนถึงตาย ตรงกับอาการของขุนปริวรรต นางเกิด เถ้าแก่ส่ง คุณนายพลับที่ตายไปพอดี”

หากการชุลมุนเมื่อครู่ก่อให้เกิดเสียงเอะอะลั่นเรือนแล้ว เสียงร้องครั้งที่สองก็ประหนึ่งฟ้าดินจะถล่มทลาย คนทั้งหมดพร้อมใจกันอุทาน ด่าทอ กรีดร้อง จนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร มีเพียงนายขาวที่รู้ตัวว่าหนีไม่รอดแล้วเท่านั้น ที่นั่งขบฟันก้มหน้านิ่ง

คุณหญิงแสงยกมือทาบอก ท่านผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนอายุปูนนี้ แต่ก็ยังไม่เคยพบเหตุการณ์ที่สร้างความตื่นตระหนกเท่านี้มาก่อนเลย “ไอ้ขาว เอ็งเป็นคนวางยาฆ่าเถ้าแก่ส่งกับคุณนายพลับดอกรึ เอ็งจะทำไปเพื่อกระไร แล้วขุนปริวรรตล่ะ เอ็งฆ่าท่านด้วยหรือเปล่า”

วิธีฆ่าของนายขาวเป็นวิธีเดียวกับที่บ่าวหญิงผู้นำน้ำมาให้คุณหญิงแสงทำทุกประการ นั่นคือขณะแบกถาดขนมจีนเข้าไปในโรงเลี้ยง เขาก็หันจานขนมจีนที่ใส่ยาพิษไว้ไปทางผู้ที่จะหยิบอาหารให้เถ้าแก่ส่งและคุณนายพลับ สองคนนั้นในฐานะที่ด้อยอาวุโสกว่า เมื่อหยิบแล้วก็ย่อมต้องส่งจานให้เถ้าแก่และคุณนายพลับก่อน เหยื่อทั้งคู่จึงถูกยาพิษตายไปทั้งที่ไม่ได้หยิบอาหารด้วยตนเอง

นายขาวไม่ยอมตอบคำถามคุณหญิงแสง และไม่จำเป็นต้องตอบด้วย จมื่นวิเศษศิลป์ยกมือชี้หน้าเขา แล้วชี้กราดไปถึงทองสุกที่นั่งตะลึงอยู่

“ไอ้ขาวมันเป็นพี่ชายของนางทองสุก มันคงจะร่วมมือกัน พี่ชายฆ่าเถ้าแก่ส่งกับคุณนายพลับที่เคยหยาบหยามนางทองสุก ส่วนน้องสาวก็ขึ้นมาวางยาขุนปริวรรตบนเรือนนี่”

“ไม่ใช่นะเจ้าคะ บ่าวไม่รู้เรื่อง” ทองสุกวิงวอนปากคอสั่น

นายขาวเงยหน้าขึ้นมองคนพูด โทสะเริงร้อนที่ส่งมาจากดวงตาคู่นั้นรุนแรงราวไฟบรรลัยกัลป์ คุณพระนายรูปงามถึงกับผงะไปด้วยความตกใจ จากนั้นชายหนุ่มก็เน้นเสียงหนักแน่น “ทองสุกไม่เกี่ยว กระผมทำผิดเองก็ขอรับโทษเอง ไม่ขอดึงใครมาลำบากด้วย”

พูดอย่างนี้ก็แปลว่าเขาจะยอมรับโทษทัณฑ์ในการฆาตกรรมทั้งหมดไว้เพียงลำพัง ทว่าคุณคำหอมไม่ยอมเลิกราง่ายๆ เธอเชื่อมั่นว่านายเที่ยงต้องมีส่วนร่วมมือด้วย ดวงตาที่บวมช้ำจากการร้องไห้อย่างหนักจ้องไปที่นายเที่ยงเขม็ง

“ฉันก็ไม่เชื่อว่าทองสุกจะเป็นคนร้าย ไอ้เที่ยงต่างหากที่น่าสงสัย มันอาจจะลวงให้ทองสุกเผลอแล้วแอบใส่ยาพิษลงไปในสำรับที่จะยกขึ้นมาให้คุณพี่ก็ได้ ขนาดพวกเถ้าแก่ส่งมีปากเสียงกันครั้งเดียวมันยังอาฆาตพยาบาท แล้วนี่คุณพี่จะไปแย่งคนรักของมัน มันจะไม่โกรธแค้นเชียวหรือ”

ออกญาเทพโยธินหันไปถามสาวใช้ของท่าน “ทองสุก ตอนที่เอ็งจะยกสำรับมาให้ขุนปริวรรต ไอ้เที่ยงได้มาชวนเอ็งพูดคุยหรือเปล่า” ท่านชี้หน้าด้วยท่าทางดุดัน “ตอบมาตามสัตย์จริง อย่าโกหกเชียวนะเอ็ง”

ทองสุกอึกอัก จะมดเท็จก็ไม่ได้เพราะหากนายเปี่ยมลงไปสอบถามบ่าวข้างล่าง อย่างไรก็ต้องได้ความจริงอยู่ดี สุดท้ายหล่อนก็ยอมตอบอย่างไม่เต็มใจนัก “บ่าวยกสำรับให้เจ้านายหลายคน พี่เที่ยง…เอ่อ..พี่เที่ยงแวะมาคุยกับบ่าวหลายครั้ง แต่มาตอนยกสำรับไปให้เจ้านายคนใดบ้าง บ่าวจำไม่ได้เจ้าค่ะ”

“พูดอย่างนี้แสดงว่าไอ้เที่ยงต้องมาพูดคุยตอนนางทองสุกจะยกสำรับมาให้พวกอิฉันแน่ๆ” คุณคำหอมสรุปทันควัน นายเที่ยงหน้าซีดไม่มีสีเลือด ยกมือไหว้แล้วไหว้อีก

“กระผมไม่ได้ใส่ยาพิษขอรับ สาบานให้ฟ้าผ่าตายตรงนี้ก็ได้ ไม่ได้ใส่จริงๆ”

ออกญาเทพโยธินแค่นเสียงดัง “เฮอะ” แล้วหันไปสั่งนายเปี่ยม “เอาเชือกมามัดมันไว้ แล้วคุมตัวตามพ่อนาถไป ไอ้นี่ละคนร้ายที่วางยาขุนปริวรรต”

คุณคำหอมเอนตัวซบบ่าคุณน้ำทิพย์ ท่าทางอ่อนล้าราวใจจะขาด “ที่แท้คนร้ายมีสองคน ไอ้ขาวเป็นคนฆ่าเถ้าแก่ส่งกับคุณนายพลับ ส่วนคนร้ายที่ฆ่าคุณพี่และนางเกิดก็คงเป็นไอ้เที่ยงนี่เอง มันวางยาเพราะโกรธที่คุณพี่จะเอานางทองสุกทำเมีย แต่ตัวมันเองก็คงไม่แคล้วถูกประหาร ก็ถือเสียว่าคุณพี่กับมันได้ชดใช้เวรกรรมกันไป” เธอสะอื้น “ขอบพระคุณทุกท่านที่เมตตาหาตัวคนร้ายออกมาจนได้ เพลานี้อิฉันไม่ต้องการสิ่งใดอีกแล้ว ขอกลับเรือนไปจัดเตรียมงานศพของคุณพี่ให้สมเกียรติที่สุด เท่านั้นก็พอ”

คุณหญิงน้ำทิพย์ลูบหลังเพื่อนรุ่นน้องของเธออย่างปลอบโยน “แม่คำหอมคงเหนื่อยมากแล้ว ทางนี้ก็ปล่อยให้พวกผู้ชายเขาจัดการกันต่อไปเถิด ฉันจะพาแม่กลับเรือนเอง”

หญิงสูงศักดิ์ทั้งสองทำท่าจะหันไปอำลาเจ้าของเรือน แต่เสียงทุ้มของนาถดังขัดขึ้นเสียก่อน “หากคุณหญิงจะกลับกระผมไม่ขัดข้อง แต่แม่คำหอมยังกลับไม่ได้”

คุณหญิงน้ำทิพย์มองหญิงสาวที่เพิ่งเสียสามีอย่างเวทนา ท่าทางหล่อนอ่อนระโหยหมดเรี่ยวแรงแทบจะยืนไม่อยู่ด้วยซ้ำ “ถ้ายังมีสิ่งใดก็พูดคุยกับพวกผู้ชายเถิดคุณหลวง ฉันขอพาแม่คำหอมไปพักก่อน ต่อไปยังมีธุระปะปังต้องจัดการอีกมาก”

“ไม่ได้ดอกขอรับ” คำตอบของนาถผิดความคาดหมายของทุกคน “แม่คำหอมต้องอยู่ เพราะกระผมสงสัยว่าแม่คำหอมคือคนร้ายที่ฆ่าขุนปริวรรต”

คุณหญิงแสงรู้สึกว่าหัวใจของท่านทำงานหนักเกินไปเสียแล้ว ท่านยกมือทาบอกเป็นครั้งที่เท่าไรก็ไม่ทราบของวัน ท่ามกลางเสียงอุทานจากทุกคนมีเพียงคุณคำหอมที่ยังตั้งสติได้ เธอปล่อยน้ำตาไหลอาบแก้มนวล มองนาถอย่างไม่อยากเชื่อหู

“คุณหลวงเอาสิ่งใดมาพูด อิฉันน่ะหรือจะฆ่าคุณพี่ คนร้ายก็จับได้อยู่โทนโท่ จะมากล่าวหาอิฉันทำกระไร”

“นายเที่ยงอาจมีโอกาสวางยาในสำรับของขุนปริวรรตก็จริง แต่ยังมีอีกคนที่มีโอกาสมากกว่านายเที่ยง คนคนนั้นมีเวลามากมายบนเรือนใหญ่ และอยู่ใกล้สำรับพอที่จะไม่มีใครสังเกต นั่นก็คือตัวแม่คำหอมเอง”นาถยืดตัวตรง ด้วยท่าทีมีสง่าน่าเกรงขามที่ข่มขวัญคนร้ายมานักต่อนัก

“เดิมทีฉันเห็นว่าทองสุกเป็นคนที่น่าสงสัยที่สุด เพราะเป็นคนยกสำรับขึ้นมา แต่อย่าลืมว่าตอนนี้นางเกิดตายไปแล้ว ขุนปริวรรตบังคับให้ทองสุกเป็นเมียอีกไม่ได้ จึงไม่มีเหตุผลเลยที่ทองสุกจะต้องเสี่ยงอันตรายฆ่าท่านขุน ส่วนนายเที่ยงแม้จะเป็นคนใจร้อน แต่ปัญญาทึบและไม่กล้าพอจะฆ่าคน ถ้าอย่างนั้นคนที่จะใส่ยาได้จึงเหลือแต่แม่คำหอมคนเดียว”

คุณคำหอมมีอาการดังจะล้มทั้งยืน แต่เธอยังฝืนประคองตัวมั่น เชิดหน้าขึ้นน้อยๆ บอกความทระนง “หาตัวคนร้ายไม่ได้ก็คิดจะให้ฉันเป็นแพะรับบาปกระนั้นรึ  ตำรวจเขาทำงานกันเช่นนี้เอง ฉันเพิ่งรู้”

จมื่นวิเศษศิลป์นั้นคุ้นเคยกับคุณคำหอมดี เมื่อเห็นเธอตกที่นั่งลำบากก็อดสอดขึ้นมาไม่ได้ “เอากระไรมาพูดคุณหลวง เมียที่ไหนจะฆ่าผัวตัวเอง ฉันคนหนึ่งละไม่เชื่อ”

แม้แต่ออกญาเทพโยธินก็ยังอดไม่ไหว ท่านกระซิบหลานชาย “นั่นสิพ่อนาถ อาว่าไม่น่าเป็นไปได้นา”

นาถอธิบายต่ออย่างใจเย็นคล้ายไม่เห็นสายตาของทุกคน “ไม่สังเกตหรือขอรับว่าพอเรียกตัวคนที่ยกอาหารขึ้นมา แม่คำหอมก็เล่นงานนายเที่ยงทันที ทั้งๆ ที่ทองสุกเป็นคนยกสำรับมาให้ขุนปริวรรตแท้ๆ คนแรกที่แม่คำหอมควรจะสงสัยว่าใส่ยาพิษควรจะเป็นทองสุกมากกว่า”

ความเงียบชวนให้อึดอัดปกคลุมไปทั่วเรือน นั่นสิ มีเหตุผลอะไร ทำไมคุณคำหอมถึงไม่สงสัยทองสุก…

“เพราะเธอกับนายขาวร่วมมือกันอย่างไรขอรับ” เสียงทุ้มของนาถยังคงดังต่อไป “เธอวางยาขุนปริวรรตบนเรือนนี้ ส่วนนายขาวก็ฆ่าคนที่มีเรื่องกับนายเที่ยงอยู่ที่โรงเลี้ยง พอมีเหตุร้ายสองเรื่องเกิดขึ้นพร้อมกัน ทุกคนจะได้ตื่นตระหนกจนมองข้ามรายละเอียดสำคัญไป”

คุณคำหอมกรีดร้องก้อง “ไม่จริง ฉันจะฆ่าผัวตัวเองเพื่อกระไร ยิ่งคบคิดกับไอ้ขาวฉันยิ่งไม่มีวันทำ ฉันไปทำกระไรให้คุณหลวงหมางใจรึ ถึงได้เอาเรื่องระยำตำบอนมาป้ายสีฉัน”

หญิงสาวซบหน้าสะอื้นจนตัวสั่นอยู่กับบ่าของคุณหญิงน้ำทิพย์ ดูน่าเวทนาราวกับนกน้อยที่ต้องธนูของนายพรานใจร้าย คนอย่างนี้น่ะหรือจะเป็นผู้ร้ายใจฉกรรจ์…สีหน้าของทุกคนบนเรือนบอกความสงสารจับใจ จนนาถสัมผัสได้ถึงความเป็นปฏิปักษ์ที่อวลไออยู่รอบตัว

นาถเดินไปที่สำรับของออกขุนปริวรรต ชี้ให้ดูจานที่ยังมีอาหารเหลืออยู่

“ทุกคนโปรดดูสำรับนี่นะขอรับ ขุนปริวรรตกินขนมจีนซาวน้ำไปเพียงไม่กี่คำ ก็เปลี่ยนมากินขนมรังไร” เขาใช้ช้อนตักขนมสีสวยขึ้นมาชูให้เห็นชัดๆ “ตอนนั้นท่านขุนมัวแต่คุยกับจมื่นวิเศษศิลป์ และแม่คำหอมก็เป็นคนใกล้ชิด ออกขุนย่อมจะไม่ระแวง หรือที่จริงก็คงไม่ได้ใส่ใจเลย จมื่นวิเศษศิลป์เองก็คงเช่นกัน คงไม่ได้ดูว่าแม่คำหอมทำสิ่งใดอยู่”

นาถมองจมื่นวิเศษศิลป์เป็นเชิงถาม อีกฝ่ายจึงตอบอย่างไม่เต็มใจนัก “เรามัวแต่คุยกันเพลิน ฉันเองก็ไม่ทันสังเกตแม่คำหอมดอก”

“นั่นสิขอรับ หากตอนนั้นแม่คำหอมใส่ยาลงในขนมรังไร ก็คงไม่มีใครเห็นเป็นแน่”

Don`t copy text!