มนตราราหุล บทที่ 7 : ยาพิษที่ปลายนิ้ว

มนตราราหุล บทที่ 7 : ยาพิษที่ปลายนิ้ว

โดย : ณรัญชน์

มนตราราหุล นวนิยายออนไลน์โดย ณรัญชน์ เรื่องราวของ ‘ราหุลเวทย์’ มนตราศักดิ์สิทธิ์ที่รักษาโรคและอาการบาดเจ็บได้ทุกชนิด ทั้งยังชุบชีวิตคนตายได้และแม่หญิงวงตะวันคือคนเดียวที่รู้จักมนตรานี้ดีที่สุด เธอจะใช้มันแก้ไขเหตุร้ายในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาได้ไหมและเธอจะพบคำตอบเรื่องหัวใจของพ่อนาถหรือเปล่า อ่านสนุกๆ ได้ที่อ่านเอาทีเดียว

***************************

– 7 –

คลิกซื้อ E-Book ‘ในสวนอักษร’ ที่นี่

คุณคำหอมทำท่าจะค้าน แต่จมื่นวิเศษศิลป์ว่องไวกว่า “คิดเองเออเองไปหรือเปล่าคุณหลวง ดีจริงนะ ผัวตายก็โยนความผิดให้เมียเขา หากมีคนไปกราบบังคมทูล ระวังตำแหน่งที่เพิ่งได้รับพระราชทานจะถูกริบ”

นาถไม่เต้นไปตามคำขู่นั้น “ขอกระผมพูดให้จบก่อนเถิดคุณพระนาย จากนั้นหากกระผมคิดผิด ก็ยินดีให้แม่คำหอมฟ้องร้องได้ กระผมจะไม่แก้ตัวเลย”

“พ่อนาถ” ออกญาเทพโยธินกระตุกเสื้อหลานชาย “สัญญาอย่างนี้ไม่ดีนาหลาน”

นาถยิ้มรับความหวังดีของท่านเจ้าของเรือน แต่น้ำเสียงของชายหนุ่มยังคงแน่วนิ่งไม่หวั่นไหว เขากวาดสายตามองขุนนางผู้ใหญ่ทุกท่าน อธิบายช้าๆ

“ก่อนที่กระผมจะตามนายเปี่ยมลงไปข้างล่าง กระผมกับแม่วงตะวันกำลังพูดกันถึงแม่คำหอมอยู่พอดี จึงเห็นเธอแบ่งขนมรังไรจากจานใหญ่ใส่จานเล็กให้ออกขุนปริวรรต ตอนนั้นกระผมยังคิดว่าเหตุใดแม่คำหอมไม่ใช่ช้อน แต่กลับใช้มือหยิบขนม และยังเป็นมือซ้ายที่ไม่ถนัดอีกด้วย”

“ฉันใช้มือซ้ายจับขนมเพื่อไม่ให้สกปรกต่างหาก คุณหลวงคงไม่คิดว่าคุณพี่ตายเพราะเชื้อโรคที่มือฉันดอกนะ”

“ใช่ขอรับ ท่านขุนตายเพราะสิ่งที่อยู่ในมือแม่คำหอม เพียงแต่ไม่ใช่เชื้อโรค แต่เป็นยาพิษ” นาถสวนกลับ “ที่แม่คำหอมใช้มือหยิบขนมเพราะแม่ทายาพิษไว้ที่ปลายนิ้ว ขนมจึงติดยาพิษไปด้วย พอขุนปริวรรตรับไปกินต่อก็ถูกพิษจนตาย และที่ต้องทายาพิษไว้ที่นิ้วมือซ้ายเพราะระหว่างนั้นแม่ใช้มือขวาหยิบจับสิ่งต่างๆ หากไม่ระวังยาพิษอาจป้ายไปถูกอย่างอื่นเข้า”

ผู้ฟังทุกคนอุทานไม่ได้ศัพท์ คำกล่าวหาของนาถแม้จะร้ายแรงแต่ก็เริ่มมีมูลขึ้นมาบ้างแล้ว ออกญาเทพโยธินรีบถาม “แล้วแม่คำหอมเอายาพิษมาจากไหนล่ะพ่อนาถ หากจะหยิบห่อกระดาษมาเปิดเทอย่างไอ้ขาว คุณพระนายอยู่ใกล้แค่นั้นก็ต้องเห็น”

นาถมองไปที่นิ้วเรียวยาวของภรรยาผู้ตาย “กระผมเดาว่ายาพิษคงอยู่ในแหวนของแม่คำหอมขอรับ”

คำหอมก้มลงมองนิ้วตัวเอง หล่อนสวมแหวนทองคำฝังอัญมณีที่นิ้วกลาง นิ้วนางและนิ้วก้อย พราวไปทั้งสองมือ ตามความนิยมในสมัยนั้นที่ชอบสวมแหวนหลายวง หญิงสาวถอดแหวนทั้งหมดส่งให้นาถ “เอาไปสิ จะตรวจสอบกระไรก็เชิญ”

นาถมองเครื่องประดับในมือ ชะงักนิดหนึ่งเมื่อเห็นว่าแหวนทองคำฝังทับทิมที่ถืออยู่ ไม่ใช่วงที่หมายตาไว้แต่แรก คุณคำหอมคงฉวยโอกาสระหว่างที่คนทั้งเรือนกำลังแตกตื่นเมื่อได้รู้ความจริงว่านายขาวเป็นคนร้าย แอบหย่อนแหวนสำคัญลงใต้ถุนเรือนไป แล้วหยิบวงใหม่ที่เตรียมไว้ขึ้นมาสวมกลบเกลื่อน เขาตัวคนเดียวไม่มีลูกน้องมาด้วย ไม่มีใครคอยจับตาดูคุณคำหอม จึงพลาดท่าปล่อยให้หล่อนทำลายหลักฐานจนได้

ใบหน้าชายหนุ่มยังคงราบเรียบ หากแต่ดวงตาทอแววหนักใจขึ้นมาครามครัน “ฉันจำได้ว่าแหวนทองประดับทับทิมที่แม่คำหอมสวมในตอนแรกไม่ใช่วงนี้นะ”

คุณคำหอมตอบเสียงเย็นชา “ฉันก็สวมแหวนมาเท่าที่เห็น คุณหลวงจะมาใส่ไคล้กระไรอีก” หล่อนหันไปสบสายตากังขาของทุกคน กิริยาวิงวอนนั้นน่าเวทนาระคนเจ็บปวด “ฉันเป็นผู้บริสุทธิ์จริงๆ นะเจ้าคะ ทุกท่านโปรดเมตตาช่วยฉันด้วย”

ออกญาเทพโยธินหรี่ตามองคนพูด ลางสังหรณ์จากประสบการณ์การทำงานนานปีบอกท่านว่าหญิงสาวมีพิรุธน่าสงสัย อีกทั้งการคาดคะเนของนาถก็ชวนให้เชื่อว่าทำได้จริงเสียด้วย แต่เพื่อความยุติธรรม ท่านจึงไม่ผลีผลามเข้าข้างฝ่ายใดทั้งสิ้น

“ไอ้เปี่ยม สั่งคนลงไปค้นใต้ถุนเรือนให้ทั่วว่ามีแหวนประดับทับทิมตกอยู่ไหม” ท่านสั่งเสียงห้วน นายเปี่ยมผลุนผลันลงไปทำตามบัญชาทันที เหลือแต่หมอพันเปรยที่เบาๆ

“พวกชาวบ้านเดินกันพลุกพล่านอย่างนี้ หากแหวนของแม่นายตกลงไป เกรงว่าคงหาย จับมือใครดมยาก”

ถูกของหมอพัน โอกาสที่จะพบแหวนทองคำล้ำค่านั้นดูจะริบหรี่เต็มทน ขุนนางทั้งหมดได้แต่มองหน้ากันไปมา บรรยากาศตึงเครียดราวกับรอเวลาระเบิด คุณคำหอมทรุดตัวลงนั่งบนตั่งไม้ด้วยท่าทางอ่อนระโหย กระนั้นนาถก็ยังไม่วายเห็นรอยยิ้มถือดีแกมเย้ยหยันที่ลอบส่งมาให้

วงตะวันมองคิ้วเข้มที่กำลังขมวดมุ่นของสามี ก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังคุณคำหอม หญิงสาวยิ้มหวานพลางแนะนำเสียงนุ่ม “แม่นายร้องไห้จนหน้าตาเปรอะเปื้อนไปหมดแล้ว ไม่เอาผ้าเช็ดหน้าเช็ดตาเสียหน่อยหรือเจ้าคะ”

โดยไม่รอคำตอบ หล่อนเดินสไบปลิวไปหยิบขันเงินบรรจุน้ำลอยส้มป่อยที่วางอยู่ข้างสำรับของออกขุนปริวรรตมายื่นให้ “เอาผ้าชุบน้ำในขันนี้เช็ดหน้าก็ได้เจ้าค่ะ จะได้สดชื่นขึ้น”

นั่นน้ำล้างมือนะแม่คุณ ใครจะอุตริเอามาล้างหน้า ไม่ได้เพี้ยนอย่างหล่อนนี่…

ผู้ฟังทุกคนคันปากอยากพูดคำนี้กันเป็นทิวแถว มีเพียงนาถที่มองภรรยาด้วยดวงตาวาวโรจน์ กระนั้นเขาก็ยังรักษาน้ำเสียงไม่ให้แข็งกร้าวเมื่อบอกกับคุณคำหอม “แม่คำหอม ขอผ้าเช็ดปากของแม่ให้ฉันด้วย หากแม่บริสุทธิ์ใจ หวังว่าจะไม่ขัดข้อง”

ผ้าเช็ดปากที่หญิงอโยธยาโดยทั่วไปพกกันจะทำจากผ้าแดงเนื้อหยาบ แต่เมื่อออกงานใหญ่ ผ้าเช็ดปากที่คุณคำหอมเหน็บไว้กับเข็มขัดทองจึงถูกเลือกมาอย่างพิถีพิถัน เป็นผ้าเนื้อละเอียดสีใกล้เคียงกับผ้านุ่ง เมื่อพกติดตัวจึงกลมกลืนเข้ากับเครื่องแต่งกายงามหรูของเธอโดยไม่ขัดตา เมื่อนาถพูดถึงมันหญิงสาวก็หน้าเสีย รีบแหวออกมา

“เรื่องกระไรจะมาขอข้าวของส่วนตัวฉัน ฉันไม่ให้”

น้ำเสียงนั้นฉุนเฉียวราวกับนาถกำลังหยาบหยามล่วงเกินเธอ วงตะวันก้าวเข้าไปหา ท่าทีคล้ายจะปลอบให้อีกฝ่ายคลายโทสะ แต่เพียงหญิงสาวจ้องไปที่เข็มขัดของฝ่ายตรงข้าม ฉับพลันผ้าเนื้อดีที่คุณคำหอมเหน็บไว้ก็ร่วงสู่พื้นโดยที่เจ้าตัวไม่ทันรู้สึก วงตะวันก้มลงเก็บมันขึ้นมาอย่างว่องไว แล้วส่งให้สามี

“นี่เจ้าค่ะ ออกหลวงก็คงอยากให้แม่นายคำหอมล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นเหมือนกันใช่ไหมเจ้าคะ”

นาถรับผ้าไปยื่นให้หมอพัน “เอาผ้านี้ไปตรวจว่ามียาพิษหรือเปล่า”

เขาหันไปอธิบายกับทุกคน “หลังจากหยิบขนมรังไรแล้ว แม่คำหอมคงต้องหาทางล้างยาพิษออกจากมือ ไม่เช่นนั้นจะใช้มือซ้ายหยิบจับสิ่งใดอีกไม่ได้ แต่จะล้างมือในขันน้ำก็ไม่ปลอดภัยอีกนั่นละ เพราะหากมีคนจุ่มมือในขันต่อจากเธอ มือของคนคนนั้นจะติดยาพิษไปด้วย ฉะนั้นก็เหลือทางเดียวคือเช็ดมือกับผ้าเช็ดปากที่ติดตัวมา”

นาถเหลือบมองหญิงสาวที่เขากำลังพูดถึง เห็นความแค้นเคืองระคนหวาดหวั่นเต้นระริกอยู่ในแววตาคมวาวของหล่อน “หากผ้านี้ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ แม่ร้องไห้มากมายขนาดนี้ เหตุใดไม่ใช้ผ้าซับน้ำตาบ้างเลย มันไม่แปลกหรือแม่คำหอม”

ทุกคำของชายหนุ่มไม่ต่างจากอุ้งหัตถ์ของพญามัจจุราชที่เอื้อมมากระชากวิญญาณหญิงสาว คุณคำหอมยืนตัวแข็งทื่อ ทั่วสรรพางค์กายเย็นเฉียบ พยายามจะอ้าปากพูดแต่เสียงอึกอักกลับติดอยู่เพียงลำคอ ใบหน้างามที่ซีดจนเกือบจะเป็นสีเทานั้นเป็นเครื่องสารภาพความจริงอยู่ในที คุณหญิงน้ำทิพย์ค่อยๆ ขยับตัวออกห่างจากเพื่อนรุ่นน้องของเธอ แม้แต่จมื่นวิเศษศิลป์ที่เคยออกรับแทนก็ยืนมองเฉยชา ไม่ช่วยพูดแก้ต่างให้หญิงสาวแม้แต่คำเดียว

หมอพันใส่ผ้าเช็ดปากเนื้อดีผืนนั้นลงในขันที่มีน้ำสะอาดอยู่เกินครึ่ง ล้วงเข็มเงินออกมาจากย่าม จุ่มตามลงไป สักพักก็ชูเข็มที่ดำไปครึ่งเล่มขึ้นมาให้ทุกคนดู ร้องว่า “ในน้ำนี้มียาพิษจริงๆ ด้วยขอรับ”

หัวเข่าของคุณคำหอมอ่อนยวบจนทรงกายไม่อยู่ ร่างระหงล้มลงบนพื้นกระดานอย่างหมดแรง!

“แม่คำหอมกับนายขาวสารภาพแล้วขอรับ ทั้งสองคนร่วมมือกันฆ่าคนในงานทำบุญอายุของเจ้าคุณลุง เพราะเป็นวันที่มีแขกเหรื่อมาก หากมีคนตายพร้อมกันหลายคนก็จะต้องสับสนวุ่นวาย และตามธรรมชาติของคนเรา เมื่อพบว่านายเที่ยงวางยาคุณนายพลับกับเถ้าแก่ส่ง แล้วขุนปริวรรตยังตายอยู่ในงานเดียวกัน ก็จะต้องคิดว่านายเที่ยงวางยาขุนปริวรรตไปด้วย ไม่มีใครนึกสงสัยเมียของผู้ตายกับบ่าวชายที่รับใช้ทั่วไปแน่นอน”

นาถยกถ้วยชาร้อนหอมกรุ่นขึ้นจิบ เล่าอย่างไม่รีบร้อน ตรงหน้าเขาคือคุณละมุนที่กำลังนั่งพิงหมอนขวานอยู่บนตั่งไม้ตัวโปรด มีวงตะวันนั่งตำหมากอยู่ใกล้ๆ ส่วนกุดั่นนั่งหน้าแฉล้มอยู่ข้างกายสามี กลิ่นน้ำอบจากกายหล่อนหอมกรุ่นเย้ายวน

“คดีนี้ต้องแยกเป็นสองส่วน ในส่วนของแม่คำหอม หล่อนต้องการฆ่าขุนปริวรรตเพราะเกลียดชังมานานแล้ว ส่วนนายขาวใส่ร้ายนายเที่ยงเพราะเขาหลงรักทองสุก ไม่ใช่รักอย่างพี่ชายแต่เป็นในเชิงชู้สาว จึงคิดกำจัดนายเที่ยงด้วยการวางยาเถ้าแก่ส่งและคุณนายพลับ แล้วใส่ร้ายนายเที่ยงว่าเป็นคนฆ่า เพราะสองคนนั่นเคยมีเรื่องทะเลาะกับนายเที่ยงมาก่อน”

กุดั่นเลื่อนตัวเข้ามาชิดแทบว่าจะแนบร่างอวบอิ่มลงไปกับท่อนแขนสามี ทำหน้าตาเสียวไส้ประกอบคำพูด “น่ากลัวเหลือเกินเจ้าค่ะคุณพี่ คนพวกนี้ใจร้ายไส้ระกำนัก ฆ่ากันเหมือนเป็นผักปลา”

นาถเหลือบมองมารดา เห็นท่านกำลังจ้องกิริยารุ่มร่ามของแม่กุดั่นด้วยสายตาตำหนิ ก็ทำเป็นยกมือเสยผม อาศัยจังหวะนั้นผลักภรรยาไปออกอย่างนุ่มนวล

“ที่นายเที่ยงใส่บอระเพ็ดลงไปในจานขนมจีน ก็เกิดจากการยุแหย่ของนายขาวขอรับ นายเที่ยงเป็นคนตื้นเขินคิดอ่านเหมือนเด็กๆ นายขาวไม่ได้ยุแหย่โดยตรง แต่แกล้งพูดว่าถ้าอาหารที่แม่คำหอมทำมาช่วยงานไม่อร่อย เธอก็จะเสียชื่อ คุณนายพลับก็จะหมดโอกาสเยาะเย้ยทองสุกได้อีก นายเที่ยงก็เชื่อตาม เลยใส่น้ำบอระเพ็ดลงไปในขนมจีน ก่อนจะยกไปส่งที่โรงเลี้ยง กระผมให้คนไปสอบถามแล้ว มีชาวบ้านสี่ห้าคนบอกว่าขนมจีนวันนั้นขมมาก แต่เพราะเห็นว่าแม่คำหอมทำมาช่วยงาน เลยไม่กล้าพูด”

“แล้วไอ้ขาวจะหลอกให้ไอ้เที่ยงใส่บอระเพ็ดลงไปเพื่อกระไรล่ะลูก” คุณละมุนสงสัย

“นายขาวต้องหลอกล่อให้นายเที่ยงใส่สิ่งใดก็ได้ลงไปในสำรับ เพื่อให้มีคนเห็น จะได้คิดว่าสิ่งที่ใส่ลงไปเป็นยาพิษ ทีนี้ถึงนายเที่ยงจะแก้ตัวว่าไม่ได้วางยาขุนปริวรรตก็ฟังไม่ขึ้นเสียแล้ว” เสียงของนาถหนักแน่นสม่ำเสมอ อาการเหมือนจะมองมารดาแต่สายตามักเลื่อนมาจับที่วงตะวันบ่อยครั้ง คล้ายดั่งตั้งใจเล่าให้หล่อนฟังมากกว่าคนอื่น กุดั่นมองตามสายตาของสามีอย่างหงุดหงิด อารมณ์หึงหวงระคนน้อยใจทำฤทธิ์จนอดเคืองเขาไม่ได้

คุณพี่นี่ละก็ แม่วงตะวันนั่งตำหมากป๊อกแป๊กฟังบ้างไม่ฟังบ้าง จะมองกระไรนักหนา ได้ยินว่าหล่อนไปทำเปิ่นไว้ในงานเสียด้วยซ้ำ โง่อย่างนี้จะฟังรู้เรื่องหรือเปล่าก็ยังสงสัย…

“อุบายของไอ้ขาวร้ายกาจนัก นี่ถ้าไม่ได้พ่อนาถ เห็นทีไอ้เที่ยงคงต้องเป็นแพะรับบาปเป็นแน่” คุณละมุนชมลูกชาย “แล้วแม่คำหอมล่ะ หล่อนกับขุนปริวรรตออกจะรักใคร่กลมเกลียวกันดี ไม่เคยมีข่าวว่าระหองระแหง แล้วเหตุใดถึงอยากจะฆ่าผัว”

วงตะวันตำหมากเสร็จพอดีจึงเก็บตะบันหมากใส่ตะกร้า ก่อนเข้าร่วมวงสนทนา “ฉันว่าแม่นายคำหอมคงเคืองที่ขุนปริวรรตอยากได้ทองสุกเป็นเมีย เธอคงจะหึงกระมัง”

กุดั่นค้อนขวับ สะบัดเสียงตอบ “ใช่สิ เมียคนไหนจะอยากให้ผัวมีเมียน้อย”

“อะแฮ่ม” คุณละมุนกระแอม เป็นสัญญาณว่าไม่ต้องการให้มีการประชดประชันกันเกิดขึ้น

“ไม่ใช่ดอกแม่วงตะวัน อันที่จริงแม่คำหอมไม่ได้รักขุนปริวรรตเลย เธอแต่งงานกับท่านขุนเพราะความจำเป็น แต่มารู้ทีหลังว่าถูกท่านขุนหลอกแต่งงานเพื่อเอาตัวเธอมาแก้แค้น แม่คำหอมเลยเกลียดขุนปริวรรตมาก” นาถชี้แจง

เขาคิดถึงคุณคำหอมด้วยความเวทนา ชีวิตของเธอนับเป็นความวิปโยคแสนสาหัสที่สุดเท่าที่ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งจะพึงประสบ ทุกอย่างคงไม่เป็นเช่นนี้หากคุณคำหอมจะไม่ถูกจับให้หมั้นหมายกับออกขุนปริวรรต ขุนนางหนุ่มที่เธอไม่เคยเห็นหน้า ทั้งยังมีอายุมากกว่าถึงสิบปีเต็ม หมื่นกิจจำนง บิดาของคุณคำหอมเชื่อว่าเขาได้ปูทางเดินที่งดงามและเปี่ยมสุขไว้ให้ลูกสาวแล้ว หารู้ไม่ว่าการคลุมถุงชนเหนี่ยวรั้งได้แต่กายแต่ผูกมัดหัวใจหาได้ไม่ เพราะความรักทั้งหมดของคุณคำหอมได้ทุ่มเทให้ชายอีกคนไปเสียแล้ว ถึงแม้ว่าเขาผู้นั้นจะต่ำต้อยเป็นเพียงไพร่สมในสังกัดบิดาของเธอเอง

ครั้นถึงกำหนดวิวาห์ คุณคำหอมก็ตัดสินใจเก็บเครื่องทองของมีค่ามัดรวมเป็นห่อ แล้วหนีออกจากเรือนไปพบชายคนรัก ทิ้งความสับสนวุ่นวายปานฟ้าจะถล่มทลายไว้เบื้องหลัง หมื่นกิจจำนงสั่งคนออกตามล่าตัวลูกสาวทันที พร้อมกันนั้นก็แต่งเรื่องตบตาแขกที่มาร่วมงาน ว่าคุณคำหอมตกบันไดขาหัก ไม่อาจเข้าพิธีวิวาห์ได้

‘ถ้าไม่สุดวิสัยจริงๆ เจ้าสาวที่ไหนจะอยากเลื่อนงานแต่งงาน จริงไหมล่ะ’ ท่านหมื่นตีหน้าขึงขังใส่แขกที่มาสอดรู้สอดเห็น จนคนถามหน้าม้านไม่กล้าซักไซ้ต่อ

คำโกหกนี้อาจจะช่วยให้บิดาเจ้าสาวรอดตัวไปได้ก็จริง ทว่าไม่อาจปิดบังขุนปริวรรตได้ ยิ่งเมื่อรู้ว่าชายที่ว่าที่เจ้าสาวของเขาหนีตามไปต่ำศักดิ์เพียงใด ออกขุนหนุ่มก็เจ็บแสบไปทุกรูขุมขน ขุนปริวรรตรอจนหมื่นกิจจำนงลากตัวลูกสาวกลับมาได้ ก็ตีหน้าเศร้ามาเจรจาสู่ขอคุณคำหอมอีกครั้ง

‘กระผมรักแม่หญิงคำหอมด้วยใจจริง ไม่ว่าแม่หญิงจะเป็นเช่นไรกระผมก็ไม่รังเกียจ ยังคงรักและภักดีดังเดิม’

ขณะนั้นหมื่นกิจจำนงกำลังมืดแปดด้านว่าจะจับลูกไม่รักดีใส่ตะกร้าล้างน้ำได้อย่างไร เมื่อขุนปริวรรตยื่นข้อเสนอมาให้ บิดาของคุณคำหอมจึงรีบสนองด้วยความยินดีเป็นล้นพ้น ขณะที่คุณคำหอมเองก็มีเหตุผลให้ต้องรีบแต่งงาน เพราะเธอตั้งท้องได้เดือนกว่าแล้ว

ทว่าทันทีที่ได้หญิงสาวมาอยู่ในกำมือ ออกขุนปริวรรตก็โยนหน้ากากพ่อพระทิ้งไป คุณคำหอมแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอมีชีวิตต่อมาได้อย่างไร ในเมื่อถูกทรมานทั้งกายและใจแสนสาหัส ลูกในท้องของเธอแท้งไปในเวลาอันรวดเร็ว ทั้งขุนปริวรรตยังมีเมียบ่าวซ่อนไว้ในเรือนมากมาย เขาสนับสนุนให้เมียน้อยทั้งหมดช่วยกันรังแกเมียหลวง ราวกับคุณคำหอมเป็นเพียงสิ่งของไร้ค่า แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าคนภายนอก ออกขุนจะทะนุถนอมภรรยาจนใครต่อใครพากันสรรเสริญ จึงไม่มีใครระแคะระคายความจริงที่เกิดขึ้นเลย

คุณคำหอมตกอยู่ในนรกบนดินที่เรียกว่าการแต่งงานถึงสิบปีเต็ม เธอตั้งครรภ์และแท้งหลายครั้งจนร่างกายยับเยินไม่อาจมีลูกได้อีก ความสุขเพียงหนึ่งเดียวที่ช่วยยึดเหนี่ยววิญญาณของเธอไว้ไม่ให้เป็นบ้าไปเสียก่อน ก็คือการทำอาหาร แต่ทุกครั้งที่ประกวดประขัน คุณคำหอมกลับไม่เคยเอาชนะนางเกิดได้เลย ในงานทำบุญตลาดยอดปีนี้เธอจึงคิดเล่ห์กระเท่ขึ้นมา ด้วยการให้นายขาวเอามะลินรกให้นางเกิดกิน

‘ถ้าเอ็งช่วยข้า ข้าจะขอร้องคุณพี่ให้เลิกคิดเอานางทองสุกมาเป็นอนุ’ นี่คือข้อต่อรองที่เธอใช้เกลี้ยกล่อมนายขาว ‘ไม่ต้องห่วง ยานี่แค่ทำให้นางเกิดไม่สบายจนทำกับข้าวไม่ไหว รักษาไม่กี่วันก็หาย’

นางเกิดตายก่อนจะมีโอกาสได้บอกใครๆ ว่าอาหารมื้อสุดท้ายที่นางกินหาใช่ข้าวต้มที่นายเที่ยงยกมาให้ไม่ แต่เป็นน้ำฝนที่นายขาวนำมาให้ดื่มก่อนออกจากเรือนต่างหาก ทว่าคุณคำหอมไม่รู้จักพิษสงที่แท้จริงของมะลินรก กว่าจะได้ประจักษ์ว่ามันร้ายแรงเพียงใด นางเกิดก็ต้องสังเวยชีวิตไปเสียแล้ว เรื่องนี้ทำให้นายขาวเสียใจแทบจะเป็นบ้า ผิดกับคุณคำหอมที่มองเห็นหนทางปลดปล่อยตนเองจากขุมนรกที่เธอหายใจอยู่

“แม่คำหอมชวนนายขาวให้มาร่วมมือด้วย เพราะดูออกว่านายขาวหลงรักทองสุก สองคนเลยตกลงกันว่าจะวางยาพิษคนในงานทำบุญอายุออกญาเทพโยธิน แล้วป้ายความผิดทั้งหมดไปที่นายเที่ยง จากนั้นคุณคำหอมก็จะเป็นอิสระจากสามี ส่วนนายขาวก็จะได้ทองสุกไปครองขอรับ” นาถสรุป

คุณหญิงละมุนพนมมือไหว้ท่วมหัว “พุทโธ ธัมโม สังโฆ ฟังแล้วก็น่าเวทนาแม่คำหอมนัก แต่ก็นั่นละนะ คิดอีกทีก็โหดร้ายเหลือเกินที่กล้าฆ่าคนได้ลงคอ”

นาถมองภรรยาพระราชทานที่นั่งตาแป๋วฟังเรื่องที่เขาเล่าราวกับฟังนิทาน ก็ยิ้มเอ็นดู “ต้องขอบใจแม่วงตะวัน ถ้าไม่เพราะเจ้า ฉันคงมองแผนการของคุณคำหอมไม่ออก”

“แม่วงตะวันน่ะหรือเจ้าคะช่วยคุณพี่ แต่น้องได้ยินมาว่า…” เสียงแหลมของกุดั่นแทรกขึ้นมาด้วยความหมั่นไส้ทั้งสามีและหญิงสาวอีกคน แต่ถ้อยคำประชดประชันถูกเสียงกระแอมของแม่สามีขัดอีกครั้ง คุณหญิงละมุนยังสำทับด้วยการมองกุดั่นเป็นเชิงปราม ก่อนจะหันไปพูดกับวงตะวัน

“แม่วงตะวันช่วยพ่อนาถได้ก็ดีแล้วลูก แต่ช่วงนี้อย่าเพิ่งออกงานเลย เป็นผู้หญิงต้องอยู่กับเหย้ากับเรือน นานๆ ออกงานทีก็พอ”

คุณละมุนไม่ได้เล่าให้ลูกชายฟังว่าเธอได้ยินวีรกรรมที่ลูกสะใภ้ไปก่อไว้บนเรือนออกญาเทพโยธินแล้ว ฟังเสร็จก็ถึงกับทอดถอนใจด้วยความสงสารลูก ที่ถูกความฉลาดน้อยของเมียฉีกหน้าเสียไม่มีดี

คุณอุ่นเรือน เจ้ากรมข่าวลือ แจ้นมาเล่าให้คุณละมุนฟังถึงบ้าน “อิฉันไม่ได้ไปเห็นเองดอกนะเจ้าคะ แต่คนที่ไปช่วยงานเขาพูดกันว่าแม่วงตะวันปล่อยไก่ไปตั้งหลายหน น่าขายหน้านัก ออกหลวงก็ดีแสนดี ไม่ดุว่าเมียเลย”

พอคุณอุ่นเรือนลากลับ คุณละมุนถึงกับต้องเข้าห้องพระ สวดมนต์ไปหลายจบกว่าจะทำใจได้ ท่านตัดสินใจว่านับจากนี้จะต้องอบรมสั่งสอนแม่วงตะวันอย่างเข้มงวดที่สุด ขนาดลิงซนๆ ยังจับมาฝึกกันได้  นับประสาอะไรกับลูกสะใภ้ทั้งคน มีหรือท่านจะฝึกไม่ได้

“ช่วงนี้แม่จะสอนเรื่องงานบ้านงานเรือนให้ แม่วงตะวันเป็นสะใภ้แม่ทั้งที ต้องเก่งรอบด้านไม่น้อยหน้าใคร” คุณละมุนพูดอ้อมๆ เพื่อรักษาน้ำใจ

“แต่อิฉันเป็นคนโง่ สอนไปก็คงไม่ดีขึ้นดอกเจ้าค่ะ” วงตะวันอุทธรณ์

“เจ้าไม่ได้โง่ดอก อย่าว่าตัวเองอย่างนั้น” นาถปลอบภรรยา “สติปัญญาของคนเราหากหมั่นเรียนรู้ก็เพิ่มพูนได้ ขึ้นมาเรียนการฝีมือกับคุณแม่น่ะดีแล้ว พาทองสุกมาเรียนเป็นเพื่อนด้วย จะได้ไม่เหงา”

แค่คิดว่าจะต้องนั่งพับเพียบปักสะดึงกลึงไหมให้สมเป็นกุลสตรี วงตะวันก็รู้สึกเหมือนเหน็บกำลังคืบคลานมาบนขาทั้งสองข้างเสียแล้ว หล่อนตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะปฏิเสธหัวชนฝา แต่ยังไม่ทันได้ทำอย่างที่ใจคิด บ่าวก็เดินนำนายตำรวจคนหนึ่งขึ้นเรือนมาเสียก่อน พันทัพเป็นลูกน้องฝีมือดีของนาถ เมื่อมาถึงเขาก็รายงานเสียงขรึม

 “มีชาวบ้านมาแจ้งว่าพบเรือขนข้าวล่มที่บางกะจะขอรับ คาดว่าคงถูกโจรปล้น พวกมันฆ่าลูกเรือตายหมดแล้วทิ้งศพไว้ริมตลิ่ง เหมือนจะเย้ยกฎหมายเชียวขอรับ”

 

Don`t copy text!