มนตราราหุล บทที่ 8 : คราวเคราะห์ของอโยธยา

มนตราราหุล บทที่ 8 : คราวเคราะห์ของอโยธยา

โดย : ณรัญชน์

มนตราราหุล นวนิยายออนไลน์โดย ณรัญชน์ เรื่องราวของ ‘ราหุลเวทย์’ มนตราศักดิ์สิทธิ์ที่รักษาโรคและอาการบาดเจ็บได้ทุกชนิด ทั้งยังชุบชีวิตคนตายได้และแม่หญิงวงตะวันคือคนเดียวที่รู้จักมนตรานี้ดีที่สุด เธอจะใช้มันแก้ไขเหตุร้ายในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาได้ไหมและเธอจะพบคำตอบเรื่องหัวใจของพ่อนาถหรือเปล่า อ่านสนุกๆ ได้ที่อ่านเอาทีเดียว

***************************

– 8 –

คลิกซื้อ E-Book ‘ในสวนอักษร’ ที่นี่

เรือขนข้าวที่อับปางมีต้นทางมาจากปากน้ำโพ จุดหมายเพื่อมาลงสินค้าในอโยธยา ทว่ามาถึงเพียงบางกะจะก็ประสบเภทภัยเข้าเสียก่อน นาถตรวจพบว่าใต้ท้องเรือถูกเจาะเป็นรูรั่วหลายแห่ง หากไม่ใช่ฝีมือพวกโจรที่หวังปล้นชิงทรัพย์ ก็คงเป็นคู่อริที่มีความแค้นกับคนเรือเป็นแน่

ซากศพของลูกเรือที่ถูกลากมานอนเรียงกันบนตลิ่งเป็นหลักฐานยืนยันในข้อสันนิษฐานของเขา เนื่องจากทุกศพมีบาดแผลฉกรรจ์ที่คอบ้างหน้าอกบ้าง บางรายถูกแทงทะลุหัวใจ ส่วนศพที่สยดสยองที่สุดถูกฟันคอขาดกระเด็น

เมื่อเกิดการฆ่าอย่างอุกอาจห่างจากเกาะเมืองเพียงไม่กี่กิโลเมตร นาถจึงต้องรายงานให้ออกญายมราชได้รู้ “รูรั่วใต้ท้องเรือนั้นคาดว่าเป็นฝีมือของคนเพียงคนเดียว เพราะรอยถากทุกรอยเบี่ยงไปทางขวา แสดงว่าคนร้ายน่าจะถนัดซ้ายขอรับ” นาถรายงานเสียงฉาดฉาน

“ไอ้เจ้าคนร้ายรายนี้สำคัญนัก ต้องรีบหาตัวมันมารับโทษให้เร็วที่สุด” กระนั้นยังมีเรื่องหนึ่งที่ออกญายมราชยังข้องใจ “ว่าแต่ศพที่หัวขาดนั่น อาว่ามันชอบกลอยู่นะ เหตุใดคนร้ายถึงต้องตัดหัว แล้วหัวของศพหายไปไหน พ่อนาถหาพบไหม”

นี่ละสิ่งสำคัญที่เขาอยากกราบเรียน นาถตอบกลับเสียงขรึม “ไม่พบขอรับ แต่ในข้าวของที่ผู้ตายพกติดตัว มีสร้อยพระอยู่เส้นหนึ่ง กระผมให้คนไปสอบถามแล้วได้ความว่าเป็นพระประจำตัวของออกขุนชาญณรงค์ กระผมเรียกคนที่เรือนขุนชาญณรงค์มาดูศพแล้ว ยืนยันว่าเป็นศพท่านขุนไม่ผิดแน่ เพราะรอยสักที่หลังและรูปร่างเหมือนกันทุกอย่าง”

“ขุนชาญณรงค์ ที่เขาลือว่าหมั้นหมายกับแม่หญิงเฟื่องแก้ว ธิดาออกญาสุรเดโชน่ะรึ”

ปกตินาถไม่ใคร่จะคบค้ากับขุนนางในราชสำนัก และไม่สนใจจะจดจำความสัมพันธ์ของบรรดาผู้ดีมีตระกูล ว่าลูกสาวบ้านไหนจะถูกจับคู่กับขุนนางคนใด ทว่า ‘แม่หญิงเฟื่องแก้ว’ เป็นข้อยกเว้น แม่หญิงเฟื่องแก้ว บุตรีโฉมงามของออกญาสุรเดโช เป็นกุลสตรีที่เพียบพร้อมราวกับกล้วยไม้ล้ำค่า หากชื่อของวงตะวันเรียกเสียงดูแคลนจากคนฟังได้มากเท่าใด ชื่อของแม่หญิงเฟื่องแก้วก็เรียกเสียงสรรเสริญได้มากเพียงนั้น เรื่องที่หล่อนหมั้นหมายกับออกขุนชาญณรงค์จึงเป็นหัวข้อสนทนาในเชิงริษยาของชายหนุ่มทั่วอโยธยา แม้แต่นาถที่ไม่คิดจะใส่ใจก็ยังไม่พ้นที่จะได้ยินข่าวไปด้วย

“ขอรับ เห็นว่าขุนชาญณรงค์ไปราชการหัวเมืองเมื่อหลายวันก่อน แต่ไม่บอกว่าจะไปทำกระไร แต่กระผมคิดว่าเรื่องนี้มีเล่ห์กลซ่อนอยู่” นาถลดเสียงลง ความหนักใจพลุ่งขึ้นครามครัน “เรือลำนี้ภายนอกเป็นเรือค้าข้าว แต่ใต้กองกระสอบข้าวที่จมน้ำ กระผมพบหีบหลายใบ บรรจุดินปืนอยู่ข้างใน คิดว่าคงจะใช้การขนข้าวมาขายบังหน้าเพื่อขนดินปืนเข้ามาก่อเหตุร้ายในอโยธยามากกว่า และขุนชาญณรงค์ก็ยังเป็นคนสนิทคนหนึ่งของนายจัน บ้านมหาโลก”

เขาไม่ได้พูดต่อ แต่เพียงเอ่ยชื่อนายจัน ช่างตีเหล็กแห่งบ้านมหาโลกผู้เป็นน้องชายของขุนวรวงศาธิราช ออกญายมราชก็เดาเรื่องราวต่อได้ราวกับมานั่งอยู่ในใจนาถ

“พวกนายจันซ่องสุมผู้คนอยู่ที่ลุ่มน้ำป่าสัก ถ้าถึงขนาดให้ขุนชาญณรงค์ไปคุมการขนดินปืนด้วยตนเอง ชะรอยคงเตรียมนำมาไว้ใช้ต่อสู้กับตำรวจที่รักษาพระนคร” ออกญายมราชสูดหายใจลึกยาว สลดใจในความโลภโมโทสันของคน และห่วงใยชะตากรรมของบ้านเมืองไปพร้อมกัน “หรือมันจะกำเริบเสิบสานคิดการกบฏต่อพ่อเจ้าอยู่หัว”

เป็นคราวเคราะห์ของอโยธยาแน่แท้ จึงมีคนใจคดเยี่ยงนี้ถือกำเนิดขึ้นมาได้…

นาถเองก็หดหู่ไม่ผิดกับเจ้านายของเขา “กระผมก็กังวลเช่นเดียวกับเจ้าคุณอา แต่การที่ขุนชาญณรงค์ถูกตัดหัวนับว่าพิกลนัก หัวก็หายไปหาไม่พบ ไม่รู้คนร้ายจะเอาไปทำกระไร”

ศพไร้หัวของออกขุนชาญณรงค์เตือนให้นาถคิดถึงคดีอุกฉกรรจ์ที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณสองปีก่อน และยังปิดไม่ได้จนถึงทุกวันนี้

“อีกประการหนึ่ง คุณอายังจำคดีศพถูกถลกหนังหัวเมื่อเกือบสองปีก่อนได้ไหมขอรับ กระผมลองสืบดูแล้วได้ความว่าการถลกหนังหัวและตอกลิ่มลงอักขระในลักษณะนี้ เป็นพิธีกรรมของพวกไสยดำ กระผมสังหรณ์ใจว่าศพเหล่านี้น่าจะเกี่ยวพันกับอโยธยา เพราะศพลึกลับบังเกิดขึ้นคราใด ไม่นานก็จะเกิดเหตุร้ายครั้งใหญ่ตามมาทุกครั้ง”

ศพที่นาถพูดถึงเป็นศพนิรนามที่ถูกนำมาทิ้งไว้บนลานกว้าง ห่างจากกำแพงวังไปไม่ไกล หนังหน้าผากของศพตั้งแต่โคนผมจรดคิ้วถูกถลกออก มีลิ่มเหล็กสีดำมะเมื่อมตอกตรึงอยู่กลางบาดแผล ปรากฏขึ้นในพระนครสองครั้ง ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ เดือนสี่ ขึ้นสิบสามค่ำ พ.ศ.2089 ขณะนั้นสมเด็จพระไชยราชาธิราชทรงประทับอยู่ ณ นครเชียงใหม่ ทรงนิมิตเห็นโลหิตปรากฏอยู่ตามบ้านเรือนเป็นลางอัปมงคลน่าวิตกนัก จึงรีบกรีธาทัพกลับอโยธยา แต่หลังจากเสด็จกลับมาถึง และได้เสวยน้ำนมที่แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์นำมาถวาย ผ่านไปเพียงห้าราตรีก็ทรงสิ้นพระชนม์ หลังจากจัดงานพระศพแล้วขุนนางอำมาตย์ก็อัญเชิญพระราชบุตรขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ มีแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ พระราชมารดาเป็นผู้สำเร็จราชการแทน

ศพนิรนามศพที่สองปรากฏขึ้นหลังจากศพแรกไม่นานนัก หลังจากนั้นแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ก็เสด็จดำเนิน ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา และทอดพระเนตรเห็นขุนวรวงศาธิราช ซึ่งขณะนั้นกินตำแหน่งเป็นเพียงพันบุตรศรีเทพ ทำหน้าที่เฝ้าหอพระข้างหน้าอยู่ที่นั่น แม่อยู่หัวทรงมีพระทัยสนิทเสน่หาในชายรูปงามตั้งแต่แรกเห็น ทรงรับสั่งให้นางกำนัลนำเมี่ยงหมากไปพระราชทานให้ พันบุตรศรีเทพเองก็เข้าใจถึงความนัยของเมี่ยงหมากนั้น จึงฝากดอกจำปาให้นางกำนัลนำกลับไปถวาย หลังจากนั้นก็แม่อยู่หัวก็ทรงเลื่อนตำแหน่งพันบุตรศรีเทพขึ้นเป็นขุนชินราช ทำหน้าที่ผู้รักษาหอพระข้างใน แล้วความสัมพันธ์ลับของทั้งคู่ก็เริ่มต้นขึ้น

หากจะบอกว่าแม่อยู่หัวมีจิตปฏิพัทธ์ในขุนวรวงศาธิราช หลังจากศพลงอาคมศพที่สองปรากฏขึ้นก็คงจะไม่ผิด…

เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ออกญายมราชก็รู้สึกคล้ายลมหายใจติดขัด ให้อึดอัดกระวนกระวายราวอกจะระเบิด “เราตามหาร่องรอยของจอมขมังเวทที่ทำไสยดำนั่นมาร่วมสองปีแล้ว ยังไม่พบแม้แต่เงา หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่รู้วันข้างหน้าจะมีเรื่องใดเกิดขึ้นอีก”

“นี่ละขอรับที่กระผมเป็นห่วง” นาถยอมรับ “พวกขุนชาญณรงค์ไปขนดินปืนเข้ามาในพระนครเที่ยวนี้ หากมันคิดก่อการใหญ่จริง กระผมเกรงว่าอีกไม่ช้าอาจจะเกิดศพที่ถูกทำไสยดำเป็นศพที่สาม”

“พ่อนาถหมายความว่ามันฆ่าคนเพื่อสังเวยก่อนก่อการใหญ่อย่างนั้นรึ”

“กระผมก็สันนิษฐานไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่หากไม่คิดเช่นนี้ก็ไม่เห็นว่าศพที่ถูกทำคุณไสยจะทำขึ้นด้วยจุดประสงค์ใด”

ชายสองวัยมองตากันเงียบงัน ต่างฝ่ายต่างจมดิ่งอยู่ในภวังค์แห่งความคับข้องอันไร้ทางออก เป็นครู่ออกญายมราชก็ถอนใจ “เร่งหาเบาะแสคนร้ายที่ทำไสยดำให้ได้โดยเร็วที่สุดนะพ่อนาถ ก่อนที่อโยธยาจะมีอันเป็นไปเสียก่อน”

 

นาถออกจากกรมนครบาลด้วยจิตใจหนักอึ้ง ความห่วงใยบ้านเมืองถาโถมเข้าใส่ กดดันดวงจิตให้เครียดขมึงหนักหน่วงดั่งมีตุ้มเหล็กถ่วงไว้ที่ขาทั้งสองข้าง เขาแหงนหน้ามองไปทางพระบรมมหาราชวัง เห็นยอดพระปรางสีทองเหลืองอร่าม สว่างเรืองรองอยู่ท่ามกลางแสงตะวัน ประกาศความเกรียงไกรและสง่างามแห่งมหาอาณาจักรที่ยืนยงมานับร้อยปี

นาถกระพุ่มมือพนม สำรวมจิตถึงพระมหาบูรพกษัตราธิราชเจ้า ขอได้โปรดคุ้มครองอโยธยาศรีรามเทพนครให้แคล้วคลาดจากภยันตรายทั้งปวงด้วยเถิด หากแม้นความปลอดภัยนั้นจะหมายถึงการสังเวยชีวิตตนเอง ข้าพระพุทธเจ้าก็ยินดี…

จะเป็นด้วยอุปาทานหรือไรชายหนุ่มก็สุดจะรู้ หากอากาศรอบตัวเหมือนจะร้อนผะผ่าวกว่าทุกวัน ท้องฟ้าสีน้ำเงินไม่มีเมฆขาวแม้สักก้อน แสงแดดเริงแรงส่องลงมาปะทะผิวกายเต็มที่ ไอร้อนที่สัมผัสคล้ายไม่ใช่ความระอุของอากาศเพียงอย่างเดียว แต่ผะผ่าวแสบร้อนราวกับแผ่นดินทองจะลุกเป็นไฟ

อนาคตของบ้านเมืองสุดจะแก้ไขแล้วหรือไร…

“ออกหลวงกำลังทำกระไร ยืนชมสาวๆ อยู่หรือเจ้าคะ” เสียงคุ้นหูทักขึ้น แทบไม่ต้องหันไปมองก็บอกได้ว่าใคร จริงดังคาด แม่วงตะวันยืนยิ้มสดใสอยู่ข้างตัวเขา ความร้อนซับแก้มบางจนแดงระเรื่อ ผิวนวลผ่องรับกับสไบสีฟ้าใสที่สวมอยู่

วงตะวันมองตามสาวชาวบ้านหุ่นขนาดตุ่มสามโคก กระเตงลูกเข้าเอวคนหนึ่ง อีกมือจูงเด็กผมแกละขี้มูกกรังเดินผ่านหน้าไปแล้วอมยิ้ม “ผู้หญิงแถวนี้สวยๆ ทั้งนั้น ออกหลวงคงได้อาหารตาเพลินไปเลย”

นาถมองตาม ‘สาวสวย’ ที่ภรรยาพูดถึงแล้วเกือบจะหลุดยิ้มออกมา แต่พอเห็นสายตาล้อเลียนของหล่อนก็เปลี่ยนใจ ทำหน้าดุใส่แทน “ใครบอกว่าฉันมองผู้หญิง ฉันเพียงแต่ยืนคิดกระไรเรื่อยเปื่อยเท่านั้น ว่าแต่เจ้าเถิดทำไมไม่อยู่เรือน มาเดินเตร็ดเตร่คนเดียว บ่าวไพร่ก็ไม่พามาด้วย”

“ฉันแวะไปเรือนเจ้าคุณพ่อเพิ่งจะกลับมา แล้วฉันก็ไม่ใช่เด็กๆ จะไปไหนมาไหนไม่ต้องมีคนติดตามดอกเจ้าค่ะ”

นาถมองรอยยิ้มแจ่มใสเหมือนไม่รู้ร้อนรู้หนาวของภรรยาแล้วให้เอ็นดูนัก หากเปลี่ยนเป็นกุดั่น คงต้องรอให้พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกก่อนนั่นละ หล่อนจึงจะยอมเดินตากแดดโดยไม่กางร่ม ทั้งยังไร้ผู้ติดตามเพื่อรับใช้และเพิ่มสง่าราศีไปในตัวอย่างที่วงตะวันทำ

“เมื่อเสร็จธุระแล้วก็กลับเรือนกันเถิด ฉันจะไปส่ง”

ปกตินาถใช้ม้าเป็นพาหนะ แต่เมื่อมีภรรยามาด้วยเขาก็เลือกพาวงตะวันไปลงเรือที่ท่าน้ำ จ้างคนเรือพายไปจอดที่ท่าน้ำหน้าเรือนใหญ่ ทางสัญจรในยามบ่ายไม่แน่นขนัดเหมือนเวลาเช้า ผิวน้ำเขียวใสราวกับมรกตกระเพื่อมพลิ้วตามจังหวะการจ้วงของฝีพาย เห็นปลาสวายสีสวยว่ายแหวกผ่านไปเป็นเงารางๆ วงตะวันนั่งเท้าแขนชมทิวทัศน์ตามสบาย แดดยามบ่ายส่องกระทบสายน้ำเป็นประกายระยิบระยับ บางส่วนทอแสงลงจับเส้นผมดำมัน บ่มแก้มบางจนแดงระเรื่อ

“เจ้าออกเรือนมาแล้วยังมีแก่ใจแวะกลับไปเยี่ยมเยียนพี่น้องที่เรือนเดิม ตอนอยู่ที่บ้านเจ้ากับพี่น้องคงรักกันมากสินะ” นาถทำลายความเงียบขึ้น

วงตะวันแทบจะหัวเราะเมื่อได้ยินคำพูดของเขา “น้องๆ ไม่สนิทกับฉันดอกเจ้าค่ะ และปกติพวกพี่น้องไม่ใคร่ใส่ใจคำพูดฉันนัก ก็อย่างที่รู้กัน” หล่อนยิ้มจ้า ดวงตาพราวไสว “ฉันมันคนโง่ ใครจะมาฟัง”

คำพูดซื่อๆ นั้นยังผลให้หัวใจคนฟังอ่อนวูบ เวทนาจนบอกไม่ถูกเมื่อคิดถึงภาวะที่ภรรยาต้องประสบ…คนที่ถูกเหยียดหยามดูแคลนมาตลอดชีวิต ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ความผิดของเจ้าตัวเลยที่เกิดมามีสติปัญญาด้อยกว่าคนอื่น จะขมขื่นทรมานใจสักเพียงใดหนอ

“อย่าน้อยใจไปเลยนะแม่วงตะวัน ไม่มีใครเพียบพร้อมไปเสียทุกอย่างดอก เจ้าเองก็มีข้อดีที่คนอื่นไม่มี”

“อย่างเช่นเรื่องใดหรือเจ้าคะ” คราวนี้แววตาหล่อนเปลี่ยนเป็นขบขัน “ฉันทำกับข้าวไม่เอาไหน เย็บปักถักร้อยก็ไม่ได้เรื่อง แม้แต่จะพูดจาก็ปล่อยไก่ให้ออกหลวงขายหน้าผู้ใหญ่ทั้งเรือน เอ…นึกๆ แล้ว ฉันยังมองไม่ออกเลยว่าคนอย่างฉันมีข้อดีอันใดบ้าง”

“อย่าดูถูกตัวเองอย่างนั้นสิ” นาถปลอบ “รู้ไหมว่าเจ้าเป็นคนที่มีความสุขที่สุดที่ฉันเคยเห็นมา เจ้ายอมรับข้อบกพร่องของตัวเองอย่างหน้าชื่น ไม่อิจฉาริษยาใคร และไม่ตัดพ้อกล่าวโทษโชคชะตา ฉันว่าเจ้าเป็นคนฉลาดในการมองโลกมากคนหนึ่งเลยเชียวละ คนอื่นๆ รอบตัวฉันทำใจอย่างเจ้าไม่ได้สักคนเดียว พวกเขาถึงมีความทุกข์แตกต่างกันไปอย่างไรเล่า”

วงตะวันเริ่มสนุกกับการพูดคุย สิ่งหนึ่งที่หญิงสาวยอมรับหลังรู้จักกันได้ไม่นาน ก็คือออกหลวงเกรียงไกรฤทธิเป็นคนมีใจเมตตา ขัดกับหน้าดุๆ ที่เจ้าตัวมักทำจนติดเป็นนิสัย หากเป็นผู้ชายอื่นได้เมียโง่เขลา คงไม่พยายามมองวงตะวันในแง่ดีอย่างที่เขาพยายามทำอยู่เป็นแน่

“ฉันเป็นคนโง่ก็ต้องคิดตามประสาคนโง่นี่ละเจ้าค่ะ หากไม่ยอมรับข้อบกพร่องของตัวเอง ฉันก็ต้องทุกข์ใจไม่เว้นวัน ฉันไม่ชอบทุกข์ใจเจ้าค่ะ”

“นั่นละ ฉันถึงว่าเจ้าฉลาดอย่างไรเล่า”

“แล้วออกหลวงล่ะเจ้าคะ มีความทุกข์บ้างหรือเปล่า ถ้ามีเรื่องที่ฉันช่วยได้ บอกได้เลยนะเจ้าคะ”

ชั่วพริบตานั้น นาถเห็นประกายแจ่มกระจ่างในดวงตาภรรยาเปลี่ยนไป มันสะท้อนเงาแดดเป็นเหลื่อมเงาแหลมคมของคนเฉลียวฉลาดยามจ้องมองผู้ที่มีสติปัญญาทัดเทียมกัน แต่เขายังไม่ทันแน่ใจในสิ่งที่เห็น แววตาทันโลกนั้นก็สลายไปราวกับภาพฝัน

“ฉันจะไปกังวลเรื่องใด ก็คงมีแต่เรื่องบ้านเมือง เท่านั้นเอง”

“บ้านเมืองเราก็สงบสุข มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง และยังมีทหารหาญที่พร้อมจะปกป้องจากอริราชศัตรู ไม่เห็นมีสิ่งใดน่าเป็นห่วงเลยนี่เจ้าคะ”

นาถยิ้มบางเบา ซ่อนความกังวลที่รุมเร้าไว้มิดชิด “ฉันก็ภาวนาให้เป็นอย่างที่เจ้าว่า อย่าให้มีภยันตรายใดมาเยี่ยมกรายอโยธยาเลย”

“ต้องไม่มีอยู่แล้วละเจ้าค่ะ ต่อให้มีเหตุร้ายเกิดขึ้นจริงอโยธยาก็ต้องผ่านพ้นภัยพาลไปได้ด้วยดี แผ่นดินนี้ยืนยงมายาวนานนับร้อยปีแล้ว อโยธยาพิสูจน์ตัวเองว่ากล้าแกร่งและทรงพลังกว่าจิตสำนึกชั่วร้ายของผู้คนมากนัก”

วาจานั้นคมคายจนนาถอดทึ่งไม่ได้ เห็นทำตัวพิลึกพิลั่นอย่างนี้บทจะเฉียบแหลมขึ้นมา หล่อนก็พูดจาน่าฟังอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ความชื่นชมของชายหนุ่มยาวนานอยู่เพียงลัดนิ้วมือเดียว คนตรงก็หน้ายิ้มกว้าง สารภาพเสียงใส “คุณปู่ของฉันเคยพูดไว้เจ้าค่ะ ฉันเลยจำคำท่านมาพูด ถ้าออกหลวงอยากจะชมละก็ ชมได้เต็มที่เลยนะเจ้าคะ คุณปู่ท่านมีคนนับถือมากมาย ออกหลวงไม่เก้อดอกเจ้าค่ะ”

“นั่นสินะ ฉันก็ยังว่าความคิดของเจ้าเข้าท่านัก” นาถอมยิ้ม เกือบจะนึกไปว่าหล่อนมีความฉลาดซ่อนเร้นอยู่ในส่วนลึกแล้วเชียว ทั้งคู่มองหน้ากันแล้วหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ เรือน้อยล่องไปตามสายธารอย่างไม่รีบร้อน บรรยากาศร่มรื่นเย็นสบาย อีกทั้งแม่วงตะวันก็เป็นคู่สนทนาที่คุยสนุกเสียจนนาถอดเสียดายไม่ได้เมื่อเรือลอยพ้นคุ้งน้ำเข้าเทียบตลิ่ง

ชายหนุ่มช่วยจับมือภรรยาก้าวขึ้นจากเรือ ไม่ได้สังเกตเห็นสายตาขุ่นขวางของใครคนหนึ่งที่ยืนมองมาจากร่มเงาของต้นประดู่

“แม่วงตะวันร้ายกาจนัก ข้าเผลอหน่อยเดียวถึงกับแล่นไปหาคุณพี่ที่กระทรวง ดูสิ ยังเดินคุยกันมา ทำเหมือนจะเย้ยข้า นี่คืนนี้คุณพี่ก็คงจะไปค้างเรือนนั้น ไม่มาหาข้าเป็นแน่”

นางแววมองตามหนุ่มสาวทั้งคู่อย่างกระอักกระอ่วน นึกรู้ว่าอารมณ์ของนายสาวกำลังกรุ่นด้วยพายุเพชรหึง หากพูดจาไม่ถูกหู เห็นทีแววคงถูกหยิกเนื้อเขียวอีกตามเคย “อย่ากังวลไปเลยเจ้าค่ะ ถึงคืนนี้ออกหลวงจะไม่มาหาแม่นาย คืนพรุ่งนี้ก็ต้องมา”

กุดั่นคว้าพัดผ้าไหมเขียนลายลวดงดงามจากมือนางแววมากระพือแรงๆ ให้ตัวเอง “ข้ากลัวจะไม่เป็นอย่างนั้นน่ะสิ คุณพี่ให้แม่วงตะวันขึ้นมาอยู่บนเรือนใหญ่แล้ว ไม่รู้คืนนี้จะโอ้โลมปฏิโลมกันอย่างไร แม่วงตะวันอาจจะเป่าหูคุณพี่ให้ลืมข้าก็ได้”

เมื่อพูดถึงวงตะวัน นางแววไม่ได้คิดถึงใบหน้างามพิลาส รูปทรงอ้อนแอ้นดังนางกินรี สิ่งที่ผุดขึ้นในสมองกลับเป็นแววตาอบอุ่นที่ทอดมองมาเสมอยามพบกัน “บ่าวว่าแม่นายวงตะวันเป็นคนดี เธอไม่คิดร้ายกับแม่นายกุดั่นดอกเจ้าค่ะ แล้วบ่าวได้ยินว่าเธอขอพักอยู่เรือนด้านหลัง ไม่ได้ขึ้นมาอยู่บนเรือนใหญ่กับออกหลวงสักหน่อย”

“เอ๊ะ! นางนี่” กุดั่นฟาดพัดในมือลงบนบ่าสาวใช้ด้วยความหมั่นไส้ “ตกลงเอ็งจะเป็นบ่าวของข้าหรือบ่าวแม่วงตะวัน เข้าข้างกันนักนะ” คนถูกตียิ้มแหย ไม่กล้าออกความเห็นอีก

ราตรีนั้นยาวนานเหลือหลายในความรู้สึกของกุดั่น กว่าหญิงสาวจะข่มตาให้หลับได้ก็เกือบรุ่งสาง เพื่อจะตื่นขึ้นมารับรู้ว่าการอดหลับอดนอนของตนช่างเสียเปล่าโดยแท้ เนื่องจากนาถถูกตามตัวไปในตอนย่ำค่ำ และไม่ได้กลับมาเลยตลอดทั้งคืน

“เราพบร่องรอยที่สาวไปถึงคนร้ายฆ่าตัดหัวขุนชาญณรงค์แล้วขอรับ จึงอยากให้ออกหลวงไปดูด้วยตนเอง”

พันทัพซึ่งควบคุมลูกน้องตรวจหาร่องรอยคนร้ายอยู่ที่บางกะจะ กระหืดกระหอบมารายงานถึงเรือน นาถจึงล้มเลิกความคิดจะพักผ่อน รีบคว้าดาบคู่มือตามลูกน้องไปยังบริเวณที่เรือล่ม ร่องรอยที่พันทัพว่าคือรอยเท้าที่ประทับอยู่บนพื้นโคลนใกล้ดงต้นกก แม้จะถูกเหยียบย่ำจนสับสนไปบ้างแต่ก็ยังดูออกว่าเป็นรอยเท้าขนาดใหญ่ มีโลหิตสีคล้ำหยดอยู่ตลอดทางที่เจ้าของรอยเท้านั้นเดินผ่าน

นาถพิจารณาร่องรอยบนพื้นโคลน รู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่างของหลักฐานชิ้นนี้ “ตามรอยไป ดูซิจะไปถึงไหน”

รอยเท้าและหยดเลือดปรากฏอยู่บนดินริมตลิ่งซึ่งเป็นโคลนแข็ง จึงสังเกตได้ไม่ยากภายใต้แสงจากคบเพลิงที่เหล่านายตำรวจจุดขึ้น เมื่อเดินตามไป ร่องรอยก็มาหยุดที่สะพานไม้ซึ่งเชื่อมจากตลิ่งไปสู่เรือนแพหลังหนึ่ง บริเวณโดยรอบมืดสนิท แสงจันทร์สีเงินยวงของคืนข้างขึ้นทอแสงนวลเย็นตา ส่องให้เห็นเรือนแพลักษณะเดียวกันอีกหลายหลัง ตั้งอยู่ห่างกันพอประมาณ บอกให้รู้ว่าที่นี่เป็นชุมชนของผู้มีรายได้น้อยประเภทหาเช้ากินค่ำ ที่นิยมเช่าเรือนแพราคาถูกเป็นที่อาศัย

ลมราตรีจากสายน้ำโชยมาปะทะผิวกายเมื่อนายบุญช่วย ลูกน้องคนหนึ่งของนาถกระวีกระวาดเข้าไปเคาะประตูเรือนแพ ตามมาด้วยเสียงตะโกนของผู้ที่อยู่ภายใน

“กระไรกันโว้ย ดึกดื่นป่านนี้มาเคาะหาแม่เอ็งหรือไร”

ประตูเรือนเปิดออก หญิงผิวดำรูปร่างอ้วนใหญ่ยื่นหน้าออกมาตีหน้ายักษ์ใส่นายบุญช่วย แต่เมื่อเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์กลุ่มใหญ่มีอาวุธและคบเพลิงครบมือ นางก็ถอยกรูด

“พวกเอ็งเป็นใคร คิดจะมาปล้นหรือ อย่านาโว้ย! ไม่รู้เสียแล้วว่าเรือนนี้เป็นของใคร”

นายบุญช่วยลอยหน้าลอยตาตอบกลับเสียงแจ๋ว “แล้วเอ็งล่ะรู้หรือเปล่าว่าเจ้านายข้าเป็นใคร หลีกทางโว้ย นี่ตำรวจ ไปเรียกเจ้าของเรือนมา”

เขายังพูดไม่ทันจบคำ เสียงทุ้มกังวานเสียงหนึ่งก็ถามสวนออกมา เป็นเสียงที่นาถมั่นใจว่าเคยได้ยินมาก่อนและรู้จักเจ้าของเสียงเป็นอย่างดี “มีเรื่องกระไรกัน นางเมี้ยน ใครมาหาข้ารึ”

แสงเหลืองทองจากคบเพลิงสาดกระทบดวงหน้าคมสัน เห็นดวงตาวาวในเบ้าตาลึก จมูกใหญ่โด่งเป็นสัน และริมฝีปากหนาทว่าได้รูปของจมื่นวิเศษศิลป์ ริมฝีปากที่มักมีรอยยิ้มยียวนอยู่เป็นนิจเม้มสนิทเมื่อเห็นว่า หัวหน้าของกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ยืนอยู่หน้าเรือนตนเป็นใคร

“หลวงเกรียงไกรฤทธิ พาลูกน้องมาเรือนกระผมมากมาย มีเรื่องอันใดรึ”

Don`t copy text!