หนึ่งในหล้า บทที่ 11 : ดวงใครจะดีกว่ากัน

หนึ่งในหล้า บทที่ 11 : ดวงใครจะดีกว่ากัน

โดย : กฤษณา อโศกสิน

หนึ่งในหล้า นวนิยายชุดโหราศาสตร์ของ กฤษณา อโศกสิน เล่าถึง ‘ยุคทอง’ ชายหนุ่มผู้มีดาวพฤหัสเป็นดาวสำคัญที่มีอิทธิพลโน้มนำชีวิตของเขาจนได้พบกับหญิงสาวนาม ‘ปรางสี’ จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์เกิดขึ้นเพราะความตั้งใจหรืออิทธิพลของดวงดาว และเขาจะเลือกเดินบนเส้นทางใด นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

 

หลังจากส่งคุณเปล่งและครอบครัวขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว อินทรี อัจฉราและยุคทองจึงขอตัวเดินกลับที่พักซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกล เท่ากับเดินย่อยอาหารโดยนัดกันไว้แล้วว่า พรุ่งนี้รถจากบ้านคุณเปล่งจะมารับตอน 9 นาฬิกา พาไปยังท่าเรือ

อากาศยามค่ำอันชื้นด้วยไอน้ำช่วยให้เย็นฉ่ำกำลังดี ลุงป้าและหลานชายจึงเดินคุยกันไปพลางอย่างรู้สึกสบายทั้งกายและใจ พร้อมด้วยหมายเหตุเกี่ยวกับคนรู้จักใหม่ๆที่ทยอยกันเข้ามาในสายตา เพียงแค่วันครึ่ง ก็มีเรื่องราวชวนให้คิดคำนึงถึงมากมาย

“อยากรู้จังเลยคุณลุงว่าดวงนายอะไรสองคนนั่นเป็นไง”

อินทรีได้แต่ทำเสียงหึในลำคอ

“เขาก็มีเค้าเจ้าพ่ออยู่เหมือนกันนะ หมายถึงนายตืออะไรนั่น แต่ลูกชายดวงไม่เด่นเท่าไหร่” ญาติผู้ใหญ่บอกกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่สนใจ “ดวงหลานเราดีกว่าเยอะ”

“อ้าว…ทำไมคุณลุงต้องเอาผมไปเทียบกะเขาด้วยล่ะฮะ”

“ก็ต้องเทียบกันหน่อยยย” อินทรีลากเสียง พลางวางมือลงบนไหล่หลานภรรยา “หนุ่มหล่อพอกันเลยนี่นา มาพอดีกันยังกะจับวาง จะไม่เทียบยังไงได้ ไม่เทียบก็คงไม่ใช่ลุง”

อีกฝ่ายก็เลยหัวเราะ

“เทียบแล้วสบายใจไหมล่ะฮะ”

“สบายใจ” อินทรีลงเสียง แต่ก็ยังขยักบางประโยคไว้ ไม่ลำเลียงออกมาสาธยาย ตามวิสัยประจำตนของเขา คือต้องไม่บอกเล่าก่อนเวลาอันควร ด้วยว่าเขาจะไม่นำคำทำนายของตนเองชี้ชวนผู้ใดล่วงหน้า โดยเฉพาะเรื่องชอบหรือชัง

ปล่อยให้เจ้าของดวงชะตาชังหรือชอบด้วยน้ำเนื้อจากกายใจของตนเองล้วนๆ

“สบายใจตรงที่ว่าหนูปรางของคุณปู่จะย้ายไปอยู่กรุงเทพฯ ไปทำโทต่อที่นั่นหรือไงฮะ”

“ก็ทำนองนั้น”

อัจฉราก็เลยหัวเราะพลางเหนี่ยวคอหลานชายเข้ามาใกล้ด้วยรักและเอ็นดู

“รู้สึกแปลกๆมั่งหรือยัง…ระวังนาลูกนา…คุณปู่ตาคมเหมือนกันนา”

“ก็ไม่เป็นไรนี่ครับป้า” ยุคทองบอกอย่างถือสนิท “เราน่าไว้ใจที่ซูดก็แล้วกัน”

อินทรีก็เลยหัวเราะ…หัวเราะทั้งนอกใจและในใจ

“ยุคว่าเขาจะไปกรุงเทพฯไหม”

“ไปครับ”

“เหรอ…ดูยุคมั่นใจจังเลยนะ”

“แล้วคุณลุงไม่มั่นใจหรือไงฮะ…เห็นแต่คุณลุงยิ้มๆ…ยิ้มอยู่เรื่อย ตอนทายดวงเขาน่ะ…มีความหมายอะไรมั่งไหมครับ”

“มีซี…ต้องมีอยู่แล้ว” คุณลุงว่า หากมิได้ขานไขว่ายิ้มนั้นคือฉันใด เพียงแต่เอ่ยต่อไป “แต่ลุงก็ชอบนะ…คือดวงของแต่ละคนมันก็ต้องมีเนื้อหาที่น่าเรียนรู้ทั้งนั้นแหละ ดวง…ยิ่งแปลกมากก็ยิ่งน่าศึกษา…คือมันช่วยให้นักโหราศาสตร์เก่งขึ้นไงยุค…เหมือนยุคทำงานแบบนี้แหละ…แบบเสาะหาผู้บริหารไปบริหารงานตามบริษัทต่างๆนี่แหละ…ลุงคนรุ่นเก่าไม่เคยรู้เลยจริงๆว่ามันมีอยู่ หรือวิศวกรรมโลจิสติคส์ที่หนูปรางอยากเรียนก็เหมือนกัน…มันคือของแปลกของใหม่ที่ลุงจะต้องเอาไปเทียบไปผสมให้ตรงกับดาวทั้งสิบดวงในจักรวาล…ยังไม่ถึงกับเอาเนปจูนพลูโตเข้ามาปนก็ยังได้ เพราะแค่สิบดวงนี่ก็ทายให้ถูกก่อนเถอะ”

“นั่นน่ะซีนะครับคุณลุง” ชายหนุ่มเห็นด้วยว่าความรู้ในพิภพนี้ เป็นที่น่าพิศมัยมิใช่น้อย ด้วยว่าช่วยให้ผู้ได้สัมผัสสามารถเดินทางท่องชีวิตให้กว้างไกลออกไป “แล้วหนูปรางของคุณลุงก็ยังอยากเรียนวิชาโหรเสียอีกแน่ะ คุณลุงว่าเขาพูดจริงไหมฮะ”

“พูดจริง เขาอยากเรียนจริงๆ…”

“คุณลุงว่า…” ชายหนุ่มเท้าความสืบไปด้วยใจอันอบอุ่น “เขาจะไปหาคุณลุงไหมฮะ”

“ไป”

“คุณลุงแน่ใจมากจัง”

“ก็ดวงเขากับดวงลุงสมพงศ์กันไงยุค”

“สมพงศ์อีกแล้ว” วัยหลานทอดเสียงพร้อมยิ้มพราย

พอดีก้าวขึ้นบันไดตึกถึงหน้าลิฟต์

“ก็จะทำไงได้ในเมื่อมาเที่ยวนี้ เจอแต่คนดวงดีที่ต้องเจอกันโดยกรรมบันดาล” อินทรีหัวเราะนิดๆขณะก้าวตามกันเข้าห้องลิฟต์

ครั้นแล้วจึงนัดไปกินอาหารเช้าพรุ่งนี้เพราะคุณเปล่งจะพารถมารับตอน 9 นาฬิกา

 

ดังนั้น เก้านาฬิกาวันนี้ ทุกชีวิตจึงพร้อมหน้าทักทายกันอย่างร่าเริงภายในรถตู้คันเก่า คนขับหน้าเดิมพาทั้งหมดไปถึงท่าเรือ

ฝนที่หวั่นๆว่าน่าจะตกโปรยกลับเลยลับไปจนเผยให้เห็นท้องฟ้าใสสว่าง แม้ทางด้านโน้น…โน้น…ไกลออกไป จะแลเห็นหมู่เมฆค่อนข้างคล้ำเงื้อมง้ำราวภูผาแต่ลมบนก็พัดพาจนเหินห่างจากกลางหาว

“หวังว่าฝนคงไม่จั้กๆลงมาอีกนะทน” ประทินส่งเสียงถามคนขับ

“คงบ่ายๆมังครับ” นายทนตอบกลับมา “แต่ถึงตกก็มีที่หลบฝนนี่ฮะ…”

เขาหมายถึงสำนักงานที่ทำการอุทยานแห่งชาติธารโบกขรณีที่อยู่อีกด้านของเกาะห้อง มีหน้าที่ดูแลผืนป่าอันหนาแน่นโดยรอบ ตั้งอยู่แนบชิดติดเชิงเขาโดยทางเดินและบันไดที่วนลงมายังหาดด้านล่างได้

ส่งทุกคนแล้ว นายทนก็จะพารถกลับไป จะย้อนมารับอีกครั้งก็ต่อเมื่อบ่ายโมง

แต่ทันทีที่ก้าวลงจากรถ ต่างก็ประจันหน้ากับสองพ่อลูกผู้มานั่งรออยู่ก่อนแล้วที่ท่าเรือ

เสียงพูดคุยร่าเริงภายในรถเมื่อสักครู่เปลี่ยนเป็นเงียบกริบ

ประทินเพียงแต่ทักทายหัวเราะๆ

“มาจนได้นะคุณตือ”

“ไม่ได้ซีพี่ ไงๆก็ต้องมาต้อนรับให้สมกับเป็นเจ้าของสถานที่ไงฮะ” ชัยเดชตอบคำพลางชำเลืองมองหญิงสาวผู้วันนี้สวมหมวกสานด้วยไม้ไผ่ปีกกว้าง สวมแว่นกันแดดสีเข้ม เช่นเดียวกับพี่ชายและเพื่อนชาย เลยไม่อาจแลเห็นแววนัยน์ตาของหล่อน หากก็ทักทายทนงเดชเหมือนเคย

“พี่ก็อุตส่าห์มา…มาจนทรายเปื่อย ไม่เบื่อหรือไง”

“ไม่เบื่อ” อีกฝ่ายยังคงยืนยันไม่พรั่นพรึง “คือวันนี้ พอดีพ่อมีของดีมาฝากคุณตาไง…ไม่มาจะได้ไหมล่ะ…ไม่ได้อยู่แล้ว…แค่รอให้กลับถึงบ้านยังรอไม่ได้ คิดดู”

“ของดียังไง”

“ยังไม่ให้ดู เดี๋ยวจืดหมด ใช่ไหมพ่อ” ลูกชายหันไปพยักพเยิดกับบิดาผู้กำลังยิ้มๆ หากก็มองสองชายผู้ยื่นแขนให้คุณเปล่งเกาะ พาไปลงเรือลำยาวติดเครื่องให้ลงนั่งหน้าเรือกับปรางสี ทุกคนนั่งถัดไปข้างใน ปล่อยให้สองเดชนั่งอยู่กับคนหัวเรือ

เรือก็พาออกจากท่ามุ่งสู่เกาะห้องหรือชื่อดั้งเดิมว่า ‘เกาะเหลาบิเละ’ อันสวยสดงดงามท่ามกลางท้องทะเลสีมรกตใส เนื่องด้วยมีแสงระเรื่อเจือจางสว่างบางๆกลางพื้นผิวที่เรือกำลังแล่นลิ่วฝ่าไป…ข้ามผืนน้ำกว้างใหญ่ที่มีเกาะผุดพราวทั้งขวาซ้าย แลเห็นสะพานเหมืองแร่ทอดยาวอยู่ทางขวา ซ้ายมือมีเกาะใหญ่ผุดเด่นเห็นโขดสูง จนกระทั่งถึง ‘ทะเลใน’ เขียวใสสดสวย ประดุจสระน้ำกว้างใหญ่ที่มีผนังหน้าผาสูงโดดตั้งชันล้อมไว้ มีเพียงทางเข้าด้านเดียวอันเสมือนปากประตูที่เปิดให้เรือเข้าไปได้ ตรงไปข้างหน้าแลเห็นเรือจอดเรียงกันสามสี่ลำ ณ เว้าเวิ้งที่บ่งบอกว่าคือชายหาด นักท่องเที่ยวกำลังแหวกว่ายโผไปแล้วโผกลับอยู่ภายในวงล้อมของลูกทุ่นสีส้มสดซึ่งเจ้าหน้าที่กั้นไว้เป็นเขตปลอดภัย ห้ามว่ายออกไปลึกกว่านั้น

คนในเรือจึงต่างก็พิจเพ่งเล็งดูสันผาอันสูงตั้งขึ้นเป็นผนังทั้งสองข้าง ขนาบปากทางเข้าด้วยดงทึบของไม้ป่า

สมฉายา ว่า เกาะห้อง

“เดือนนี้ คนน้อยแล้วฮะ” ชัยเดชบอกกล่าวจากหัวเรือ “เดือนมิถุนาถึงเดือนตุลา เป็นเดือนคนน้อยเพราะเป็นฤดูมรสุมน่ะฮะคุณกาศ” อีกฝ่ายคุยผ่านจากคุณเปล่งไปยังหลานชายของบุรุษอาวุโส เนื่องด้วยดูท่าว่าจะเป็นผู้มีอัชฌาสัยกว่าใครที่แปลกหน้าอีกสามคน แม้ว่าชายวัยหกสิบที่นภากาศเรียกคุณลุงและภรรยาของเขาจะดูเรียบเรื่อยอารมณ์ดี ที่สำคัญก็คือเขาดูดวงได้

แต่หนุ่มค่อนข้างขรึมหลานเขานั่นสิ ที่ดูวางมาดอย่างไรชอบกล จนไม่นึกอยากต่อความด้วย

“สวยมากๆเลยฮะ…คนน้อยก็ดีไปอย่าง” นภากาศตอบอย่างสมานไมตรี

มาสู่ถิ่นที่แปลกเช่นนี้ แม้ขัดนัยน์ตาตรงไหนกับผู้ใด ก็ต้องสงบใจให้ผ่านพ้น

เขาหรือจะมิรู้ว่าคนสองคนทางหัวเรือทำท่าไม่ชอบหน้ายุคทอง

นั่นคงเป็นเพราะขัดข้องเรื่องหน้าตาท่าทีกับดีกรีของอีกฝ่าย

“ภาวนาขอให้ฝนอย่าตกเท่านั้นครับ” ชัยเดชต้อนรับผู้มาเยือนเป็นอย่างดี “ถ้าฝนไม่ตก เดี๋ยวเรือกลับไปที่ทำการอุทยาน มีร้านค้า มีที่นั่งพัก มีที่ว่ายน้ำ คุณก็จะทราบเลยว่าทะเลแถวหัวหิน พัทยาต้องชิดซ้ายไปทันทีเลยละฮะ”

“ยุคชอบกระบี่ไหม” คุณเปล่งหันมาถาม

“ชอบมากมากครับคุณปู่” ชายหนุ่มตอบรับอย่างจริงใจ

ปรางสีนั่งกับประทินด้านใน มองมาแลเห็นบ่าไหล่ของชายหนุ่มจากกรุงเทพฯผู้นั่งเคียงข้างลุงและป้าของเขา ก็ได้แต่รู้สึกว่า ท่าทางเขาเป็นคนเอาการเอางาน ไม่ลุกลนหลุกหลิก สมเป็นผู้ค้นหาคนมีคุณภาพไปรับใช้องค์กร…อือ…เป็นอาชีพที่หล่อนนึกไม่ถึงว่าจะมี หากก็มี…ดังเช่น ปริญญาวิศวกรรมโลจิสติคส์ หรือถ้าอยากเรียกให้ง่ายกว่านั้น จะเรียกว่า วิศวกรรมการขนส่งที่หล่อนอยากเรียน ก็คงตรงกับความหมายดีเหมือนกัน

บรรยากาศภายในเรือที่ล้อมรอบด้วยน้ำสีเขียว ท้องฟ้าไม่ซีดเซียวดั่งวันวาน ตรงกันข้าม เหนือไม้ยืนต้นบนผนังภูผา ปรากฏแสงสีใสสะอาด ส่องลงมาผสานกับมรกตผืนใหญ่เบื้องล่าง มีหญิงชราสามสี่คนกำลังแหวกว่ายอยู่เบื้องหน้า ไกลออกไปใน ‘ลากูน’ อันเขียวสด

สิบห้านาทีต่อจากนั้น นายท้ายก็เดินเครื่องพาเรือวกออกมา ฝ่าผิวทะเลยามสายมาจนถึงท่าจอดเรือชายฝั่ง

มีห้องขายบัตรโดยสารอยู่บนแพลูกบวบใหญ่ที่มีสะพานทำด้วย ทุ่นลอยสี่เหลี่ยมเท่ากระเป๋าเดินทางขนาดกลาง ผูกติดกันยาวเหยียดต่างสะพาน

นักท่องเที่ยวที่มากับเรือจะขึ้นฝั่ง ต้องเดิน ‘โยกและคลึง’ ไปบนสะพานทุ่นลอยอันยึกยักประดักประเดิดด้วยแรงน้ำซึ่งกำลังเซาะซัดแม้เพียงเบาๆ แต่ก็ไม่อาจเข้ากันได้กับการก้าวขา โดยเฉพาะขาของผู้อาวุโสที่โยกไม่ไหวคลึงไม่ไป

ดังนั้น นภากาศกับยุคทองจึงอาสาประคองหรืออาจใช้อีกคำว่า ‘หิ้วปีก’ อย่างหลีกเลี่ยงมิได้ โดยช้อนใต้แขนชายชราคนละข้าง พาเดินบ้างเต้นบ้างไปตามทุ่นสีเทาอ่อนที่กำลังร่อนน้อยๆไปตามกระแสน้ำที่ไม่มีวันนิ่ง ด้วยว่า ต้องวิ่งเป็นริ้วเข้ากระทบกับชายหาดตรงโน้นแล้วโยนตัวกลับเป็นระยะ

“คุณตาไหวไหมครับ” ทนงเดชก้าวลุยๆผ่านทุกคนมาทันคนเดินนำ ทำท่ายื่นแขนออกมาเพื่อเสริมกับแขนของสองคน

แต่คุณเปล่งก็บอกกล่าว

“ขอบใจนะเต็น เดี๋ยวก็ถึงแล้ว”

“เพิ่งเห็นวันนี้ว่าคุณตาแข็งแรง…ยังแข็งแรงมากมาก”

อีกฝ่ายก็เลยตอบในใจ

‘ผิดหวังใช่ไหม นึกว่ากูจะตายเร็วละซีเนี่ย…จะได้มาเคลมหนูปราง…’

ท้ายที่สุด ชายหนุ่มทั้งคู่ก็พาคุณปู่ไปถึงปลายทางคือหาดทรายขาวสะอาดที่ทอดยาวไปตามชายฝั่งทะเลของอุทยานแห่ชาติธารโบกขรณีได้อย่างเรียบร้อยแกมทุลักทุเลเพราะก้าวลงแล้ว ต้องลุยน้ำสูงแค่หัวเข่า กว่าจะเข้าถึงตัวหาด

“มีที่นั่งพักอยู่ใต้ร่มไม้ตรงโน้นครับ” นายท้ายเรือคุ้นเคยกับประทินเดินนำไป จนกระทั่งถึงโต๊ะไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้ากับม้านั่งยาวสามสี่หมู่ หนึ่งในนั้นคือที่ที่เจ้าของเรือจองไว้ให้ เนื่องด้วยประทินสั่งเป็น ‘แพกเกจ’ คือบริการเรือทั้งไปและกลับ รวมอาหารกล่องครบจำนวนคนเข้าไว้ด้วย ช่วยให้สะดวกสบายไร้กังวล

ขณะที่ชัยเดชหยิบของขิ้นหนึ่งชูขึ้นตรงสายตาคุณเปล่ง



Don`t copy text!