หนึ่งในหล้า บทที่ 14 : คนช่างรู้สึก

หนึ่งในหล้า บทที่ 14 : คนช่างรู้สึก

โดย : กฤษณา อโศกสิน

หนึ่งในหล้า นวนิยายชุดโหราศาสตร์ของ กฤษณา อโศกสิน เล่าถึง ‘ยุคทอง’ ชายหนุ่มผู้มีดาวพฤหัสเป็นดาวสำคัญที่มีอิทธิพลโน้มนำชีวิตของเขาจนได้พบกับหญิงสาวนาม ‘ปรางสี’ จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์เกิดขึ้นเพราะความตั้งใจหรืออิทธิพลของดวงดาว และเขาจะเลือกเดินบนเส้นทางใด นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

เพียงแต่ชายตรงหน้าไต่ถามอินทรีขึ้นว่า

“ผมอยากรู้จังว่าคุณเรียนวิชานี้มาทั้งหมดกี่ปีแล้ว เคยดูผิดมั่งไหมฮะ…ผิดแล้วรู้ไหมว่าผิดตรงจุดไหน”

คุณเปล่งก็เกิดอาการขุ่นขวางตามมาทันใด

“คุณตือ…นี่เรามาขอให้คุณอินทรีดูดวงให้เรานะคุณ ไม่ใช่ให้คุณมาไล่เบี้ย”

“โอย…ท่านครับ…ไม่ใช่ยังงั้นเลยฮะ…ไม่ได้นึกยังงั้นเลย เพียงแต่ผมอยากรู้เท่านั้นว่า วิชานี้มันยากขนาดไหน ถ้าไม่ยากนัก ผมก็ชักจะอยากเรียนมั่งเหมือนกัน”

“ยิ่งไม่ไหวใหญ่เลย” เจ้าของบ้านส่ายหน้า “ใจคอจะไม่ยอมพูดจากันเรื่องอื่นเลยหรือไง…”

แต่ชัยเดชแค่หัวเราะปะเหลาะ

“เดี๋ยวผมก็กลับแล้วครับท่าน ต้องไปเตรียมตัวไปสนามบินพรุ่งนี้ไงฮะ…เครื่องออกเที่ยงเศษๆ” อีกฝ่ายทำท่าเป็นต่อ ไม่สนใจสีหน้าคุณเปล่ง เพราะเพียงแต่เอ่ยเรื่องใหม่ เขาก็ราวกับหายหงุดหงิดเป็นปลิดทิ้ง “ไปคราวนี้ผมขออนุญาตเอาของหายากที่ผมมีอยู่ในกรุผมไปให้ท่านชมด้วยนะครับ…แล้วก็ขออนุญาตตามคุณอินทรีไปรู้จักบ้านด้วย หวังว่าคงไม่ขัดข้อง เพราะผมนี่ แค่ตาพบตาแล้วชอบก็ถือว่าใช้ได้แล้วละฮะ”

“พ่ออยากดูดวงมากครับคุณลุง ผมก็เหมือนกัน” ทนงเดชเสริมความ

ครั้นแล้วก็ได้เวลาลากลับ

ทุกคนจึงเดินออกมาส่งอย่างโล่งอกไปอีกวัน

“แล้วนี่จะทำยังไงกันดี มันกะไปกวนคุณถึงบ้านหน้าตาเฉยขนาดนี้”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ…ผมรับได้”

“ท่าทางคุณใจเย็นจัง” ผู้อาวุโสชมเชย

ครั้นแล้วจึงเชื้อเชิญให้กลับไปนั่งที่เดิมขณะที่ประทินหายเข้าไปข้างในสักครู่ ก็กลับมาพร้อมญาติหญิงถือถาดของว่างตามหลัง

“กินอะไรนิดหน่อยแก้หิว แล้วเย็นนี้ไม่ต้องถึงค่ำค่อยกินมื้อหนัก” คุณเปล่งบอกกล่าวด้วยสีหน้าสดชื่นขึ้นบ้าง เพราะแม้รำคาญก็จริง หากก็ใคร่ชมของโบราณจากกรุของชัยเดช

ของว่างที่ในครัวนำมาวางเรียงตรงหน้าคือขนมลากรอบ กับกาละแม ซึ่งเมื่อต่างก็ลองส่งเข้าปากแล้ว ชายหญิงจากกรุงเทพฯก็ติดใจไปตามกัน

“อร่อยมากเลยครับคุณปู่” นภากาศยกนิ้ว “ที่ในครัวทำกันเองหรือคุณป้าสอนฮะ”

“ป้าสอน แต่เขาก็ชอบทำ เลยทำกันได้ทุกคน” ประทินบอกกล่าว “เป็นไงมั่ง ยุค ไม่ค่อยพูดเลย”

“กำลังอร่อยมากครับคุณป้า” ยุคทองบอกกล่าว ขณะที่รู้สึกเหมือนกับว่าเขาเองไม่คิดจะพูดคุยกับชายทั้งคู่ มากไปกว่านั่งฟังนั่งดูบทบาทของพ่อกับลูกที่มีต่อครอบครัวคุณเปล่งว่าจะไปถึงไหน

เดือดร้อนนิดๆตรงที่พ่อลูกคู่นี้กำลังจะย่างกรายเข้าไปเกี่ยวข้องกับลุงป้าของเขาเท่านั้น

ก็หวังเพียงว่า ทั้งคู่จะอยู่กรุงเทพฯไม่นาน น่าจะมีธุรกิจการงานให้ทำที่กระบี่นี้อีกมาก

“น้องยุคไม่ค่อยพูด…แค่ฟัง แล้วก็คิด” นภากาศสะกิดหน่อยๆ พร้อมยิ้มในหน้า

พบกันนาทีแรก และชั่วโมงต่อมา ต่างก็ต้องศึกษากันและกัน

คนหนึ่งนั้น เป็นผู้มาค้นหา ครั้นพบแล้ว ยังมีหน้าที่ส่งต่อให้ลูกค้าซึ่งเชื่อมั่นในเครดิตของบริษัทนี้มาช้านาน ดังนั้น จึงต้องระแวดระวังสังเกตเลศเล่ห์กันทุกด้าน เนื่องด้วย เมื่อถึงกรุงเทพฯ เขาก็จะต้องพาผู้บริหารที่ค้นพบใหม่ไปสู่การสัมภาษณ์ใหญ่กับผู้จัดการใหญ่

ฝ่ายผู้บริหารที่มีผู้มาพบ ก็จำต้องคอยดูทีท่าผู้มาใหม่ซึ่งจะต้องพาเขาไปนำเสนอบริษัทธุรกิจแห่งนั้นว่า…น่าพึงพอใจและน่าร่วมงานด้วยเพียงไหน ทั้งตำแหน่ง เงินเดือนเปอร์เซ็นต์ โบนัส และอื่นๆ

สองสามวันนี้ ทั้งนภากาศและยุคทองจึงต้องคอยพินิจทีท่าของกันและกัน

อันปรากฏแล้วว่า ไปด้วยกันได้ดี

“ยุคพูดน้อยค่ะ” อัจฉราปริปาก “แต่รู้สึกมาก”

“งั้นหรือ” คุณเปล่งถามด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย จับจ้องชายหนุ่มผู้นั่งซ้าย อินทรีอยู่ขวา “เซ็นซิทีฟมากไหม”

“ก็…เอ้อ…” ชายหนุ่มจึงได้แต่ยิ้มเขิน “ก็มีมั่งครับ”

“ดีแล้ว ปู่ชอบคนช่างรู้สึก” อีกฝ่ายยิ้มๆอย่างเอ็นดู จนปรางสีสัพยอก

“คุณยุคโชคดีมากเลยนะคะที่ถูกใจคุณตา”

“อ้าว…อ้าว…นังหนู กะจะว่าตาว่าไม่ค่อยถูกใจกะใครงั้นใช่ไหม”

“ก็ช่าย-ยน่ะซีค้า” หลานสาวลากเสียงอย่างเย้ายั่ว “เล่นกะใครเล่นได้ โม้ด-ด แต่อย่าเผลอเล่นกะคุณเปล่ง นักเลงควนลูกปัดแห่งกระบี่”

คราวนี้ เจ้าตัวได้แต่หัวเราะคักๆชอบใจ แลเห็นฟันปลอมสีธรรมชาติเรียงแน่น ช่วยให้วัยเก้าสิบห้ายังดูคล้ายแปดสิบ

ขณะที่ประทินลุกขึ้น หายไปครู่หนึ่งจึงกลับมานั่งที่เดิม พร้อมรายงานบิดา

“หนูจองห้องเรียบร้อยแล้วนะพ่อ จองกับตัวเจ้าของเลยเชียว ปรากฏว่า ห้องสวีทเหลือห้องเดียว…อะไรจะโชคดีขนาดนั้น” ลูกสาวผู้มีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขคอยจัดหาทุกสิ่งมาบริการอย่างเพียบพร้อมบอกกล่าว พลางแลเลยมาทางนภากาศ “เธอก็รู้ คุณปู่ไม่ชอบพักบ้านใคร ไปไหนก็ให้จองแต่โรงแรม…ก็เลยมีแต่คนถามว่า ทำไมถึงไม่คิดซื้อที่ปลูกบ้านที่กรุงเทพฯไว้มั่ง…ป้าก็เลยบอกทุกคนซ้ำๆ…คือพ่อไม่ชอบมีภาระ”

คุณเปล่งนิ่งฟังพลางทำตาเขียว

“ดู…ดูมันเสกสรรปั้นแต่งเอาหน้า…” พร้อมกับชี้นิ้ว “ที่แท้แล้วก็คือกูกลัวมึงจะหาเรื่องบินไปบินมาไงล่ะ…เดี๋ยวก็ได้ไปแรดที่กรุงเทพฯ จนลืมกลับบ้านหรอกน่ะ จริงไหม นังหนู”

ทุกคนก็เลยต้องหัวเราะหัวใคร่พร้อมกันไปกับประทิน

 

ในที่สุด คณะค่อนข้างใหญ่ที่มีทั้งคนชอบกันและเอือมกัน ก็มาถึงโรงแรมใจกลางกรุงเทพฯ อันเป็นโรงแรมชั้นรองลงไป แต่ก็เป็นที่พักที่คุณเปล่งและครอบครัวยามมาเยี่ยมเยือนพระนครคุ้นเคยชิดใกล้ รวมทั้งมีความรู้สึกเป็นกันเองเหมือนอยู่บ้าน ด้วยว่า การจัดระเบียบภายในตึกใหญ่นั้นเพียบพร้อมทุกด้าน ตั้งแต่ล็อบบี้เล็กๆไปจนถึงห้องอาหารที่เหมือนห้องในบ้านโบราณอันระเหยอวลด้วยกลิ่นอายอบอุ่น อาหารไทยแต่ละอย่างรสชาติสุนทรีย์ที่เริ่มหากินยากขึ้นทุกขณะเมื่อวันเวลาผ่านไป จึงช่วยให้ผู้คนที่เคยเสพชิมลิ้มรสเฉพาะโภชนาเพียบฝีมือ ต่างก็หลั่งไหลกันเข้ามาอุดหนุนคับคั่ง แต่ส่วนใหญ่ มักจะเป็นบุรุษสตรีสูงวัย

“สวัสดีค่ะ คุณลุง” ผู้จัดการโรงแรมคือลูกสาวของเจ้าของผู้ล่วงลับ วันนี้มาต้อนรับด้วยตนเอง “ดีใจจังที่ได้พบคุณลุงอีกน่ะค่ะ…นี่หนูก็ให้เขาเตรียมห้องไว้เรียบร้อยแล้วนะคะ พี่ทิน…หนูปรางสวยมากเลยนี่…”

คุณเปล่งวันนี้สดชื่นตื่นเต้นเต็มเนื้อตัว เดินเหินก้าวย่างไม่มีสั่นระรัวดังเช่นวัยเก้าสิบห้าบางราย มีแต่มั่นใจกระฉับกระเฉง พลางแนะนำให้ผู้จัดการสาวใหญ่รู้จักผู้ที่ยืนเป็นตับอยู่ข้างหลัง

“นภากาศเป็นหลานลุงเองหนู…ไม่ได้เจอกันหลายปี…นี่เขาก็แค่มาส่ง คุณอินทรี คุณอัจฉรา คุญยุคทองเป็นเพื่อนของหลาน แล้วสองพ่อลูกนี่ก็อยู่กระบี่ด้วยกัน”

“มีห้องคู่สักอีกห้องไหมฮะ” ชัยเดชถามดื้อๆ กะตื๊อเท่านั้นครองโลก

“มีค่ะ…ถ้าไงเดี๋ยวให้พนักงานจัดให้เลยนะคะ อยู่ชั้นเดียวกับคุณลุง แต่คนละฟาก”

“อือ…ดีใจจังปราง” ทนงเดชเอ่ยดังๆอย่างมีชัย

คนมันหน้าด้าน…คุณเปล่งนึกในใจอย่างไม่เดือดมากมายกระไรนักเมื่อนึกไปถึงสมบัติของแผ่นดินในกระเป๋าเดินทางของทั้งคู่

 

เพียงแต่เปิดห้องเข้าไปพบเตียงคู่ตัวใหญ่ ถัดลึกเข้าไปคือเตียงเดี่ยว มีพนักงานลากกระเป๋าสามใบมาวางแล้วประทินส่งทิปให้พร้อมกับปิดประตู ปรางสีก็พาผู้เป็นตาไปยังห้องน้ำ ล้างมือ ล้างหน้า ฉีดโคโลญจน์ขวดเล็กที่พกติดกระเป๋าให้อีกฝ่าย ต่างก็ชมเชยสบายใจในห้องกว้างที่แลเห็นอยู่ตรงหน้า

หากแต่คุณเปล่งคอยเตือน

“อ้าว…อย่าช้านะหนู คุณอินทรีเขาคอยอยู่ข้างล่าง”

นั่นเอง คนสามรุ่นจึงลงลิฟต์ตามกันมา พบทุกคนนั่งรออยู่แล้วที่ล็อบบี้ มีผู้จัดการคอยดูแลให้พนักงานช่วยเรียกแท็กซี่ให้สองคัน เพราะอินทรีจะชวนไปแวะบ้านเขาก่อน แล้วจึงจะเลยไปบ้านนภากาศซึ่งมีพี่สาวโสดวัยสี่สิบสาม กับคนรับใช้สองคนเป็นแม่บ้าน คอยจัดการให้ทุกอย่างระหว่างที่เขากับพ่อแม่อยู่ต่างประเทศ

ชัยเดชกับลูกชายก็เดินไปเดินมารออยู่ ครั้นแล้วจึงโดดผลุงขึ้นแท็กซี่ตามไป รวมเป็นสามคัน

“เห็นความบากบั่นของมันไหม นังหนู” ผู้เป็นตาบ่นพึม แต่ก็ทำท่าว่าบ่นไปอย่างนั้นเอง เหมือนเคยปาก อยากทำอะไรกับพ่อลูกคู่นี้สักตั้ง ก็ต้องยั้งไว้ ยั้งเพราะถึงอย่างไร ‘มันก็มีของดี’

สามคนต้องนั่งเบียดกัน ประทินจึงรับหน้าที่คอยบอกสารถีให้ตามดีๆอย่าหลงทาง จนกระทั่งถึงบ้านอินทรีภายในหนึ่งชั่วโมงเนื่องจากรถติดหนัก

“เชิญข้างในเลยครับ คุณปู่…ทีนี้จะคุยอะไรก็คุยกันตามสบายเลยฮะ เพราะผมอยู่ด้วยกันแค่สามคน เด็กรับใช้อีกคน อยากทานอะไรให้เด็กออกไปแป๊บเดียวได้ทาน มีร้านอาหารหลายร้านแถวนี้ครับ”

คุณเปล่งก็เลยโบกมือ

“โอย…ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอกคุณอินทรี อยากมารู้จักบ้านคุณมากกว่า”

อินทรีก็เลยพาทุกคนเข้าไปในห้องรับแขกที่ชะอมปัดกวาดเช็ดถูไว้อย่างสะอาด

“เอ…สบายมากนี่คุณ สบายมากๆ”

อัจฉราจึงเดินไปเปิดเครื่องปรับอากาศที่มักจะเปิดในยามแขกไปใครมา จะประหยัดค่าไฟโดยใช้พัดลมแทนก็ต่อเมื่ออยู่ด้วยกันตามลำพัง รวมทั้งอากาศไม่ร้อนเกินไป นั่นก็เนื่องด้วยเงินเดือนข้าราชการมีจำกัด

หลังจากเชิญคุณเปล่งและครอบครัวนั่งโดยมีสองพ่อลูกตามมาพร้อมทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ว่ายังมีนภากาศและยุคทองรวมอยู่ ทั้งคู่ก็เอ่ยชมเมื่อมองไปรอบๆบ้านไม้ที่มีหน้าต่างกระจกโดยรอบ ซ้อนทับด้วยมู่ลี่อลูมิเนียม

“บ้านคุณอินทรีสบายมาก” ชัยเดชปะเหลาะขณะพยักพเยิดกับลูกชาย “แล้วนี่ ถ้าผมกลับกระบี่ไปแล้วมาอีก จะมาดูดวง คุณจะดูให้ไหมฮะ”

“ก็…ก็ต้องดูอยู่แล้วละครับ” อีกฝ่ายตอบรับพร้อมยิ้มจืดนิดหนึ่ง

“ใจคอคุณตือจะไม่ให้คุณอินพักผ่อนมั่งเลยหรือไง” คุณเปล่งก็เลยขัดจังหวะอย่างชังน้ำหน้าขึ้นมารำไร “ทั้งหมดที่นั่งหน้าไม่เสบยกันอยู่นี่ ก็หวังมากวนใจคุณดูดวงเท่านั้นเอง เอาปัญหามารดน้ำสังข์เจ้าของบ้าน คิดหรือว่าเขาจะสบาย”

นายตือก็เลยยกมือท่วมหัว

“ยังไงๆก็เมตตาผมหน่อยละกัน…คือผมมีเรื่องสำคัญอยากรู้น่ะ คุณอินทรี”

 



Don`t copy text!