หนึ่งในหล้า บทที่ 16 : ร้อยห้า หรือ ห้าร้อย

หนึ่งในหล้า บทที่ 16 : ร้อยห้า หรือ ห้าร้อย

โดย : กฤษณา อโศกสิน

หนึ่งในหล้า นวนิยายชุดโหราศาสตร์ของ กฤษณา อโศกสิน เล่าถึง ‘ยุคทอง’ ชายหนุ่มผู้มีดาวพฤหัสเป็นดาวสำคัญที่มีอิทธิพลโน้มนำชีวิตของเขาจนได้พบกับหญิงสาวนาม ‘ปรางสี’ จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์เกิดขึ้นเพราะความตั้งใจหรืออิทธิพลของดวงดาว และเขาจะเลือกเดินบนเส้นทางใด นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

 

ความอบอุ่นเมื่อคืนช่วยให้ยามตื่นนอนเช้าวันนี้ในสถานที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำกับห้องที่บ้าน จึงดูราวงามตระการจนคุณเปล่งเกิดความเบิกบานสดชื่นโดยมิยาก อาบน้ำแต่งตัวไปรับประทานอาหารเช้าที่ห้องข้างล่างอย่างกระปรี้กระเปร่า มีทั้งลูกและหลานเคียงข้างคอยพยุง

แต่พอเห็นหน้าพ่อลูกที่นั่งอยู่แล้วอีกโต๊ะหนึ่ง…ก็ถึงแก่อึ้งอั้นไปเป็นครู่

อารมณ์กำลังดี จึงเปลี่ยนเป็นหดหู่ทันใด

“วันนี้ ท่านไปไหน ผมขอตามไปด้วยนะครับ” ชัยเดชลุกจากโต๊ะเขามาที่โต๊ะคุณเปล่งทันที มีทนงเดชหันมาพนมมือไหว้

‘มึงสองคนนี่ จะตามรังควานกูไปถึงไหน’ อีกฝ่ายนึกในใจ ‘ก็ยังดีที่ประทินมันจองโต๊ะนี้ไว้ล่วงหน้า ขอที่นั่งแค่สามคนพอดิบพอดี จะได้ไม่มีใครมาสมทบ’

หากเมื่อตอบดังๆอย่างสั้นแกมสีหน้าเรียบเฉย อีกฝ่ายก็เลยเงียบไป

“นี่…ขอทีนะ ตือกับเต็น…ขอวันนี้ไว้วัน เพราะเรามีงานสำคัญที่ต้องทำ…ถ้ารักชอบกันจริง…ต้องขอวันนี้ไว้เลยนะ…อย่าตามไป…ตามไปตามมานี่มันเหมือนเด็กไง เราโตแล้ว พูดอะไรต้องยอมเข้าใจ”

ชายสองคนก็เลยอมยิ้ม

“ต้องขออภัยท่านอย่างยิ่งครับผม” ชัยเดชว่าพลางพนมมือไหว้ หากก็ยังนึกขำ พลางสบตากับสองหญิง

ประทินกับปรางสีจึงยิ้มตอบด้วยไมตรี ด้วยว่าคำอันศักดิ์สิทธิ์ช่วยให้สัมฤทธิ์ผลในการใช้ชีวิตตลอดมา

นั่นก็คือ ‘อย่าเพาะศัตรู’

“เย็นๆกลับค่อยเจอกันน้องตือ” เธอก็เลยตอบคำอย่างประนีประนอม

แม้สายตาทนงเดชจะยังจับอยู่ที่ดวงหน้างดงามของสาวน้อย เชิงบอกกล่าวด้วยถ้อยคำ ‘พี่คงไม่เป็นอันทำอะไรทั้งวันเลยนะน้องปราง’

หากหล่อนก็ปลอบใจอย่างไม่หักหาญ

“พี่ก็ไปหาซื้ออะไรของพี่กับของคุณน้าแถวที่พี่เคยชอบก็แล้วกัน…อย่างจตุจักรก็ของเยอะ แล้วก็มีพวกลูกปัดสวยๆขาย พี่จะได้เทียบดูว่า มันผิดกับของที่พี่มีแค่ไหน”

อีกฝ่ายจึงจำใจพยักหน้า

ก่อนเดินจากไปนั่งที่โต๊ะของเขาซึ่งไกลออกไปสุดมุมห้อง

คุณเปล่งก็ได้แต่ถอนหายใจยาว

“ไอ้สองพ่อลูกนี่มันจะตามเป็นมารตาอีกนานเท่าไหร่ หนูปราง”

แต่หลานสาวยิ้มสว่างสดใส…มั่นใจในตนเองมากกว่าเดิม ด้วยว่าบัดนี้คล้ายๆกับมีผู้มาเติมรสใหม่ ให้เกิดความรู้สึกชื่นชุ่มขึ้นมาในใจ

“ก็คงอยากจะให้ลูกปัดมงคลท่าชนะที่รูปร่างเหมือนแหวนนั่นมังคะ…คุณตาเองก็ชอบไม่ใช่หรือ”

ประทินจึงรีบตัดบทลุกขึ้น เดินไปที่เคาน์เตอร์อาหาร ทั้งไทยและฝรั่ง…ไทยก็มีพวกข้าวต้ม โจ๊ก ผัดไทย ข้าวสวยและกับข้าวรสดีหลากหลาย ส่วนอาหารฝรั่งก็มีขนมปัง ไข่ดาว ออมเล็ต แฮม เบคอน สปาเก็ตตี้ และอื่นๆตามขนบของอาหารเช้าทุกโรงแรม น้ำส้มคั้นสดๆ น้ำสตรอว์เบอรี่ น้ำแอ็ปเปิ้ล มีให้ดื่ม ประทินจึงเลือกหลายอย่างทั้งโจ๊ก ไข่ดาว เบคอน ผัดไทย ให้พนักงานช่วยยกทั้งถาดมาวางลงตรงหน้าบิดา เนื่องด้วยปรางสีจะต้องอยู่เป็นเพื่อนคอยดูแลคุณตาของหล่อนมิให้รู้สึกอ้างว้างแม้เพียงหนึ่งนาที

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สองชายที่ตามมาจนแทบเรียกได้ว่าประกบข้าง ทำให้หล่อนเองก็เหลือจะฝืนพอใจ

ครั้นทั้งคู่กลับไปที่โต๊ะตนเองพร้อมกับเดินไปเลือกอาหาร จึงช่วยให้โล่งอกไปได้มาก

“ที่จริง ตาก็ชอบลูกปัดมงคลนั่นมาก…” ในที่สุดคุณเปล่งก็เอ่ยขึ้นอย่างจริงใจ “แต่ถ้าให้แลกกับหลาน ตาก็ต้องตอบเด็ดขาดว่าไม่เอา”

ยังไม่ทันเสร็จสิ้นการรับประทาน ดร.นภากาศก็พารถของเขามาจอดในที่จอดหลังโรงแรมพร้อมกับส่งเสียงตามสายมาบอกกล่าวว่า เขาจะเลยไปนั่งรอที่ล็อบบี้

เมื่อเสร็จสิ้นจากห้องอาหารแล้ว ทั้งสามจึงได้ก้าวขึ้นนั่งรวมหมู่สนทนากันภายในพาหนะส่วนตัว โดยประทินนั่งคู่กับชายหนุ่ม ปรางสีนั่งตอนในกับคุณตา

“เป็นไงมั่งเช้านี้ กาศ” ปู่ของเขาทักถามเสียงดังจากเบาะหลังขณะที่หลานชายพารถเคลื่อนออกจากที่ ฝ่าไปในแพรถหนาแน่นคับคั่ง

“ก็ค่อนข้างตื่นเต้นพอใช้เหมือนกันฮะ…แต่พอนึกถึงคำทำนายของคุณลุงอินทรี เลยมั่นใจขึ้นมาเต็มๆเลยครับคุณปู่” นภากาศเอ่ยตอบอย่างแจ่มใส

“ปู่ก็มั่นใจแทนเหมือนกัน” บุพการีของเขาตามสมัยตามความเข้าใจของผู้คนปัจจุบันได้ราวกับเครื่องคิดเลข “ใคร้จะมองข้ามกาศไปได้…ยังนึกไม่ออก…ยิ่งบอกว่าซีอีโอเป็นฝรั่งยิ่งมั่นใจร้อยสิบเปอร์เซ็นต์”

พลางผู้สูงอายุก็ยกหัวแม่มือชูขึ้นแล้ววาดลงแล้วชูขึ้นสองสามครั้ง

ปรางสีก็เลยจับนิ้วของคุณเปล่งไว้

“เรื่องทันคน ทันยุค ไม่มีใครเกินคุณตา”

คุณเปล่งก็เลยดึงบ่าของหล่อนเข้ามากอด พร้อมจุ๊บที่แก้มเบาๆ

“หนูว่า ตาจะอยู่ถึงอายุเท่าไหร่”

“105 ซีคะ”

“ฮ่าฮ่า…ขอร้องเลยนะว่าอย่ากลับคำ”

“ไม่กลับแน่ค่ะ ร้อยห้าแน่ๆ”

“ม่าย-ช่าย…กลับเป็น 500”

“ตายเลย…หนูจะลามปามขนาดนั้นได้ไง”

“คุณปู่สดชื่นมากเลยนะครับเช้านี้” นภากาศส่งเสียงจากพวงมาลัย

“ก็เพราะหลานจะได้งานแล้วไง…ปู่กะจะตามไปถึงบริษัทที่เขาจะส่งกาศไปอยู่เป็นซีอีโอเลยละนะ”

“ได้เลยฮะ ถ้าคุณปู่ไม่เบื่อ”

“โอ๋ย…จะเบื่อได้ไง จะเบื่อก็ตรงมีไอ้เวรสองตัวคอยตามเท่านั้นละ…”

ทุกคนก็เลยพร้อมใจกันหัวเราะหัวใคร่ ช่วยให้บรรยากาศท่ามกลางรถติดค่อยสนุกสนานขึ้นมา

“แล้วนี่ คุณอินกับคุณอัจเขาจะตามหลานเขาไปไหมเช้านี้”

“ว่าจะไปนะครับ คุณลุงอาจจะอยากเห็นผลคำทำนายทันทีทันใจว่าจะได้ตามนั้นหรือไม่น่ะฮะ คุณปู่”

“แต่เขาดูหนูปรางยังกะตาเห็นเลยนะ…เพียงแต่ยังไม่ได้ถามเรื่องคู่”

“คุณตาขาาา” ปรางสีก็เลยลากเสียงเขินๆ

กว่าจะถึงศูนย์การค้าที่มีอาคารสูงกว่า 40 ชั้นก็สิบนาฬิกาพอดี

แลเห็นยุคทอง อินทรีและอัจฉรายืนคอยอยู่ก่อนแล้ว จึงชวนกันขึ้นลิฟท์ไปยังชั้น 41

 

บริษัทอังกฤษแห่งนี้มีประธานเจ้าหน้าที่บริหารเป็นชายหนุ่มใหญ่อายุไม่เกิน 50 ปี บุคลิกลักษณะดีเด่น นัยน์ตาคมเป็นประกาย บ่งบอกความมีประสบการณ์ชั้นสูง นามว่า นายคาร์ล ฟีเตอร์เซิน ขณะที่ยุคทองก้าวผ่านประตูเลื่อนนั้น แลเห็นเขามาถึงแล้ว นั่งเป็นสง่าอยู่ ณ โต๊ะทำงาน พร้อมหน้าเลขานุการหญิงที่มีโต๊ะถัดออกไปทางมุมห้อง

เมื่อยุคทองเดินนำดร.นภากาศเข้าไป ชายเดนมาร์คเตรียมพร้อมอยู่ก่อนแล้ว จึงก้าวออกมา ยื่นมือจับมือกับผู้มาใหม่ด้วยดวงหน้าแจ่มใส

“ยินดีที่ได้รู้จัก เชิญนั่ง”

นภากาศเคยผ่านอาการกิริยาท่าทีของเพื่อนร่วมโลกทั้งไทยและต่างชาติมาแล้วเอนกอนันต์ จึงสามารถล่วงรู้ทันใดว่าเขาคงได้งานจากที่นี่แน่นอน

“ที่จริง ฉันก็รู้จักโปรไฟล์คุณอยู่แล้วจากออนไลน์ที่ยุคทองส่งมา รายละเอียดเกี่ยวกับตัวคุณมีมากพอที่ฉันจะคิดล่วงหน้าว่า…คุณกับเราคงจะไปด้วยกันได้ดี”

“ฉันก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน”

นายฟีเตอร์เซินอยากจะเอ่ยอย่างจริงใจเอาทีเดียวว่า

‘บุคลิกของคุณดีมาก เหมาะเป็นซีอีโอ’

แต่เขาก็เพียงแค่ถามเพื่อต้องการความรู้ที่ได้จากปากคำของเจ้าตัวโดยตรง

“คุณเคยทำงานที่ไหนมาก่อน”

“ที่สหเคมี”

“ทำตำแหน่งอะไร”

“ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร”

“ทำไมถึงลาออก”

“มีบางอย่างขัดข้องสำหรับฉัน”

“แล้วถ้าคุณไม่สามารถหางานในตำแหน่งเดิมได้จะว่าอย่างไร”

“ไม่เป็นไร ฉันก็ทำไปก่อน”

“คุณต้องการเงินเดือนเท่าไร”

นภากาศก็เลยบอกจำนวนเงินที่เขาต้องการ

“ก็ถ้าไม่ได้ คุณจะว่ากระไรไหม…หมายความว่าถ้าไม่ได้ตำแหน่งเก่า”

“แต่ฉันคิดว่าฉันควรจะได้ เพราะมีประสบการณ์มากพอ”

“ถ้างั้นก็ช่วยเล่าเรื่องที่คุณทำงานแล้วประสบความสำเร็จมาให้ฉันได้รู้บ้างสัก 3 เรื่อง” อีกฝ่ายบอกกล่าว “ที่เป็นผลงานเด่นของคุณ ทำไมคุณคิดว่าเด่น”

ดร.นภากาศจึงเริ่มบรรยายถึงการทำงานของเขาที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมเคมี พร้อมทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของอุตสาหกรรมนี้ รวมด้วยจุดแข็งและจุดอ่อนของตนเอง

“คุณอายุเท่าไร เวลานี้”

“38 ปี”

“กำลังดี”

“ที่นี่สนใจคนอายุเท่าไร”

“เท่าที่ผ่านมาผ่านไปแล้วฉันหมายเหตุไว้…ส่วนใหญ่จะราวๆ 30 ถึง 45 ปี เพราะอายุยังไม่มาก ยังอยู่ที่บริษัทนั้นได้อีกนาน คุ้มกับที่เขาต้องจ่ายเงิน ‘ค่าจ้างหา’ ให้บริษัทคนกลาง คือบริษัทอย่างเรานี่ละ”

“เขาให้ค่าหาคนนี่คนละเท่าไร” นภากาศจึงถามบ้าง

“อย่างต่ำ 2 แสน” อีกฝ่ายตอบเปิดเผย “แต่คนๆนั้นควรจะอยู่บริษัทที่แล้ว 3 ปีเป็นอย่างต่ำ ไม่เช่นนั้นลูกค้าเราจะมองว่าย้ายงานบ่อย…คุณก็คงรู้อยู่แล้วว่าใครที่ย้ายงานบ่อย มีนิสัยเช่นไร”

“ถูกของคุณ…ฉันเองก็ไม่อยากย้าย เพราะอย่างน้อยก็เสียประวัติ ฉะนั้น จึงอยู่จนถึงสามปีแล้วถึงลา”

“ดีแล้ว ควรจะสามปีเป็นอย่างต่ำ”

ทั้งนายฟีเตอร์เซินและยุคทองต่างก็พอใจคำตอบของดร.นภากาศเหมือนกัน ด้วยว่าท่าทางของเขาเปิดเผยจริงใจ

“ว่าแต่ว่า สองบริษัทที่ท่านจะส่งฉันไปให้เขาเลือกนี่ ทำงานสไตล์ไหน ฝรั่ง ญี่ปุ่น ไทย จีน”

คราวนี้ ผู้บริหารขั้น ‘ท็อป’ ที่เรียกภาษาอังกฤษว่า Country Head ชมเชย

“คุณละเอียดดีมาก” อีกฝ่ายยิ้มกว้างทีเดียว “ฉันชอบคำถามนี้ของคุณมาก…ก็แล้วคุณล่ะ ชอบสไตล์ไหน…ไท้-ไทย หรือไง”

แต่นภากาศรีบสะกัดไว้ มิให้อีกฝ่ายเกินเลยมากไป

“ฉันคิดว่า ปนๆกันก็คงดี จะฝรั่ง ญี่ปุ่น ไทย จีน ทั้งคุณและฉันก็ชอบพอๆกันมิใช่หรือ”

มิสเตอร์ฟีเตอร์เซินจึงยื่นมือออกมาทันที

สองบุรุษผู้มีปัญญาต่างก็มองหน้ากันแล้วยิ้มกว้าง

หัวหน้าฝรั่งประจำประเทศไทยพอใจผู้ให้สัมภาษณ์อย่างเห็นได้ชัดเจน พลางบอก

“ยุคทองจะเป็นผู้เริ่มดำเนินการเสนอตัวคุณทันที…กับทั้งสองบริษัท”



Don`t copy text!