หนึ่งในหล้า บทที่ 21 : ทักษา

หนึ่งในหล้า บทที่ 21 : ทักษา

โดย : กฤษณา อโศกสิน

หนึ่งในหล้า นวนิยายชุดโหราศาสตร์ของ กฤษณา อโศกสิน เล่าถึง ‘ยุคทอง’ ชายหนุ่มผู้มีดาวพฤหัสเป็นดาวสำคัญที่มีอิทธิพลโน้มนำชีวิตของเขาจนได้พบกับหญิงสาวนาม ‘ปรางสี’ จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์เกิดขึ้นเพราะความตั้งใจหรืออิทธิพลของดวงดาว และเขาจะเลือกเดินบนเส้นทางใด นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

ในความฝันแห่งค่ำคืนนี้ เขาจึงแลเห็นดาวพฤหัสเต็มนัยน์ตา

มีเสียงของใครสักคนที่มิรู้ว่าคือใคร แต่เป็นเพศชาย หรืออาจเป็น ‘อาจารย์ใหญ่ผู้ล่วงลับ’ ไปแล้วของเขาก็เป็นได้ ดังแว่วๆอยู่ข้างหู

“ทำไมถึงไม่ตั้งชื่อว่า ‘หนึ่งในหล้า’ ล่ะอิน…ก็ดาวพฤหัสดวงนี้ท่านคือ จูปีเตอร์ไง”

นี่คือที่มาที่ช่วยเขาให้ชื่อดาวดวงนี้ว่า ‘หนึ่งในหล้า’

ใช่แล้ว…เป็นที่หนึ่งของโลกหล้าใบนี้อย่างแท้จริง

ในความเลือนรางแห่งราตรี อินทรีได้แต่รู้สึกอย่างชัดเจนว่า เส้นสายในกายตน รวมทั้งบนเนื้อนุ่มแห่งหัวใจ คล้ายชุ่มชื้นชื่นเย็น ความเป็นคนของเขา ดูราวจะแบ่งบานปานดอกไม้ไพรได้น้ำค้าง ชวนให้รำลึกได้ว่ากลางหาวนั้นมีมนตร์

เทพแห่งศุภเคราะห์องค์นี้ จึงเป็นเทวาแห่งความมีสติสัมปชัญญะ พรักพร้อมด้วยบุคลิกลักษณะของผู้นำหรือหัวหน้า เป็นผู้รอบรู้ระดับครูบาอาจารย์ ตุลาการ เป็นผู้ควบคุมความเจริญเติบโต การค้าพาณิชย์ ความเบิกบานในฤดี รวมทั้งการศึกษาขั้นสูงทุกสาขาที่เกี่ยวกับเหตุผลอันดลให้เกิดความยุติธรรม

แต่เขาจำเป็นต้องนำเอาหนึ่งในหล้าจาก ‘ราศีมีน’ มาเป็นหัวรถจักร

ด้วยว่า ยุคทองกำลังอาการหนักในสภาพรถด่วนขบวนพิเศษ

ยุคทอง…อินทรีแลเห็นดวงหน้าของชายหนุ่มลอยเข้ามาในความฝัน

ครั้นแล้วจึงสะดุ้งตื่น รีบฉวยมือถือมาดูเวลา

ตี 1 กับอีก 15 นาที

จึงรีบลุกขึ้น ย่องออกไปดูมนตรีที่ห้องรับแขก แต่ได้ยินเสียงกรนดังก็เลยกลับเข้ามา

คราวนี้ พยายามนอนให้หลับ แต่นัยน์ตากลับแข็งค้าง ก็เลยย่องขึ้นไปอาบน้ำที่ห้องติดกับบันได ลงมาเปิดไฟเปิดสมุดดวง ไล่รายชื่อตามหานามมนตรี พบแล้วจึงนิ่งพินิจพิจารณาก็แลเห็นว่า เรื่องรักใคร่ของเพื่อนร่วมซอยผู้นี้ช่างแสนเข็ญ

ไฉนชีวิตจะราบรื่นดังเช่นใครอื่นได้เล่า ในเมื่อดาวพฤหัสในดวงเป็นประ อ่อนกำลังอยู่ในเรือนกาลกิณี มิหนำซ้ำดาวกาลกิณีก็อุตริแล่นไปอยู่เรือน ‘ศุภะ’ อันหมายถึงความดีงาม ความอยู่เย็นเป็นสุข รวมทั้งเกียรติยศอื่นอันพึงมี

ผู้ใดมีดาวกาลกิณีเข้าไปเบียนเรือนนี้ หรือเรือนนี้คือเรือนกาลกิณี โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีดาวคู่หรือดาวความรักเข้าไปปรากฏอยู่ ก็มักจะผลัดเปลี่ยนคู่ครองเป็นว่าเล่น

แล้วมนตรีจะไม่เป็นอย่างที่เห็นๆอยู่ได้อย่างไร

เพราะในเรือนศุภะของเขาก็มีทั้งเจ้าเรือนลัคน์ อังคารกุมกับดาวศุกร์คู่ครองรวมทั้งดาวพุธกาลกิณีเนื่องด้วยเขาเกิดวันเสาร์ มีมฤตยูอีกตัวร่วมด้วย

จะไม่ไปกันใหญ่ถึงกับหอบสังขารมาอาศัยโซฟาตัวเดียวที่บ้านเพื่อนนอนได้ไฉน

คิดๆแล้ว เจ้าตัวก็ได้แต่ทอดถอนใจ

กาเครื่องหมายไว้เลยว่า จะต้องนำดวงนี้มารวมไว้ เพื่อเขียนถึงดาวพฤหัส…

‘หนึ่งในหล้า’ ที่อยู่เรือนกาลกิณี เลยหมดสิ้นพละกำลังที่จะช่วยเจ้าชะตาให้สมกับความเป็นหนึ่ง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พฤหัสของคนวันเสาร์คือ ‘อายุ’ ของเจ้าชะตาอีกด้วย

เฮ้อ…อินทรีถอนใจยาวท่ามกลางแสงไฟที่นาฬิกาบอกเวลาใกล้ตี 2

ความสงสารแกมเวทนาเพื่อนร่วมซอยทยอยกันวิ่งแล่นขึ้นมาจนลำคอตีบตัน

คิดแต่เพียงในใจว่า…พี่ตรี…พี่นอนไปเลย หลับให้มากเท่าไรยิ่งดี จะกันห้องรับแขกไว้ให้ พรุ่งนี้เช้าค่อยขึ้นไปพักผ่อนที่ห้องชั้นบนเพราะยังมีห้องทั้งของลูกชายลูกสาวให้เลือกนอน

ที่จริง คู่ของพี่คือศุกร์ ก็เป็น ‘ศรี’ เป็น ‘ราชาโชค’ อีกด้วย ทั้งสวยทั้งรวยทั้งมีฐานะไม่รองใคร

แต่ก็อย่างว่า พอมีกาลกิณีเข้ามาเบียน ดีงามเท่าไรก็ไปไม่รอด

คิดยังไม่ทันจะแยกดวงของมนตรีรวมไว้ในสมุดอีกเล่ม ก็ได้ยินเสียงงัวเงีย

“อิน…นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ววะ” เพื่อนร่วมซอยเข้ามายืนหน้าตางัวเงียผมยุ่งอยู่ตรงปากประตูที่เขาแง้มไว้

“ตี 1.50 แล้วพี่”

“แล้วนั่นกำลังทำไรอยู่”

“ก็ดูดวงให้พี่ไงล่ะ…คราวนี้ดูละเอียดเลยนะ…กะจะขอเอาไปเขียนหนังสือด้วยน่ะพี่ ไม่ทราบพี่จะอนุญาตไหม”

“ปัทโธ่เอ๊ยอิน” อีกฝ่ายเสยผม…พลางก้าวเข้ามาเลื่อนเก้าอี้ลงนั่ง “เอาไปเลยอิน…เอาไปเลย…แต่อย่าบอกชื่อนามสกุลละกัน เดี๋ยว ‘พวกมัน’ จะมาหัวเราะเยาะพี่ตายห่า”

“ไม่หรอกน่าา…ขอบอกแค่การงาน ฐานะ แค่นั้น”

“อย่าบอกนะว่า สมบัติได้จากเมียเก่าเยอะเหมือนกัน”

“อ้าว…จริงหรือพี่” อินทรีค่อนข้างตะลึง

“จริง…” อีกฝ่ายยอมรับ “อินก็เคยเห็นเขาแล้วไง ก็เขาเองเขาก็มีคนอื่น เราก็มี…ต่างคนต่างมีเลยหย่า…เขาก็ฝากลูกสองคนไว้เพราะถึงไงก็ถือว่าคือบ้านของเขา เป็นชื่อลูกหมดเลย ไม่เหลือชื่อเราเลย แต่เขาก็ไม่ว่านะ ถ้าจะเอาเมียใหม่เข้ามาอยู่ มาเลย เอาเข้ามาเลย…เอ้อ…เมียใหม่นี่…ตอนแรกๆก็รักว่ะ…แต่ตอนหลังไม่รัก…ไปรักคนใหม่…”

“พี่เอ๊ย…” อินทรีครางเสียงยาว ขณะที่ดีใจที่ได้มีโอกาสสัมภาษณ์จากเจ้าของชีวิตจริง การเขียนของเขาที่กำลังจะเริ่มต้นจะได้ไม่ปะปนกับหลักการอันตายตัว “โลดโผนจนน่าตกใจ”

“แต่อย่าเอาอย่าง…ไม่มีดีอันใด” เจ้าตัวก็เลยเอ่ยอย่างจริงจัง สีหน้าสลดหมดสิ้นทั้งความรักความหวัง

อินทรีแลเห็นน้ำใสๆเอ่อขึ้นมาเต็มขอบตาของชายอายุเต็ม 62 ย่าง 63 ที่เขาคำนวณแล้วเมื่อสักครู่

 

พร้อมกับนึกถึงดวงยุคทอง

ดาวพฤหัสของหลานภรรยาก็ตกอยู่ในราศีเดียวกับมนตรี แต่ความมีคุณภาพกลับไกลกัน

นั่นก็เนื่องด้วยพฤหัสในดวงยุคทองคือพฤหัสอันผ่องใส ด้วยว่ามาอยู่ในเรือน ‘มูละ’ อันหมายถึงหลักฐานบ้านช่อง เมื่อกุมเดช คือดาวจันทร์ ราชาโชคเข้าไปด้วย จึงกลายเป็นคู่ธาตุยิ่งใหญ่

ไหนเลยจะเหมือนดวงของมนตรีที่พฤหัสสถิตเรือนกาลกิณีอย่างเดี่ยวโดด

กลายเป็นทุกข์โทษเหลือพรรณนา

หากก็ชวนให้เขาใคร่ค้นคว้าจนพานพบ…ว่าตำแหน่งของพฤหัสทั้ง 12 ราศีเมื่อใช้ ‘ทักษา’ หรือเรียกง่ายๆว่า ‘เลข 7 ตัว’  เข้ามาสมทบ จะทำให้เกิดความแปลกแยกแตกต่างจากดูดวงอย่างฝรั่งอย่างไรบ้าง

แต่เขาคงจะต้องเริ่มบอกกล่าวเสียก่อนว่า

‘ทักษา’ คืออะไร จำเป็นต้องใช้ประกอบการทำนายด้วยหรือไม่

ถ้าไม่จำเป็น เหตุไฉนผู้ที่ใช้ทักษาหรือเรียกง่ายๆว่า ‘เลข 7 ตัว’ จึงทำนายดวงชะตาเขาได้อย่างแม่นยำ แม่นมาจนถึงทุกวันนี้

ถึงอย่างไร มนตรีก็ไม่กลับไปนอน…เนื่องด้วยติดใจไถ่ถอนพิษบาดแผลที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆร้อนๆ

อินทรีก็เลยชวนอีกฝ่ายหวังให้คลายทุกข์ทน

“เดี๋ยวพี่อาบน้ำก่อนดีกว่าจะได้สบายเนื้อสบายตัว แล้วเราไปเดินออกกำลังกันแถวนี้”

“แล้วอินล่ะ”

“ผมอาบก่อนแล้วละครับ…ว่าแต่ว่าจะกลับไปเอาเสื้อผ้าใหม่ไหมล่ะพี่”

“ก็ดีนะ…มันไปแล้วก็แล้วกันไป”

“พี่เอากุญแจบ้านมาด้วยหรือเปล่า”

“เอามาทั้งรีโมททั้งกุญแจ”

“งั้นไปกัน ผมไปเป็นเพื่อน”

เดือนเบื้องบนใกล้เต็มดวง แลเห็นสุกสกาวเหลืองนวลกลางเวหา แนบสนิทชิดเด่นเย็นนัยนา ขณะที่สองชายเดินช้าๆไปปากซอย

“ผมรออยู่หน้าบ้านก็ได้พี่”

“ได้…ถ้างั้น พี่จะรีบเข้าไปแล้วรีบกลับ”

อินทรีตอบรับพลางถอนใจ

กำแพงสูงเป็นแนวยาว หน้ากว้าง ข้างในตื้นกางกั้นความไม่ราบรื่นของชีวิตไว้ภายใน จนมองไปแล้วไม่ติดใจความใหญ่โตโอ่อ่าของหลังคาตึกสองหลังที่แลเห็นจากแสงไฟหัวเสา

ชวนให้เศร้าแทนในวัตถุใหญ่หัวใจเล็กที่ไม่สัมพันธ์กัน

เพียงไม่กี่นาที มนตรีก็กลับออกมาพร้อมถุงผ้าใบย่อม

“ก็เลยเอาชุดเบาๆออกมาเปลี่ยน…”

ใครเลยจะนึกออกว่า เพียงไม่กี่วันหลังปลดเกษียณ จะเกิดเหตุการณ์หลากหลายจนชายวัยหกสิบถึงแก่แปลกใจ

เหตุไฉนมนุษย์เราจึงเพียบด้วยชีวิตอันเต็มไปด้วยวงเวียน…เป็นวงเวียนเล็กๆหลายวงส่งทอดต่อกันไป

ทันใดนั้นก็มีเสียงมือถือ อินทรีจึงกดดู

“พ่อเหรอ…อยู่ไหนนั่นน่ะ” เสียงอัจฉราร้อนรนสั่นรัว “ตื่นขึ้นมาจะไปห้องน้ำไม่เห็นพ่อ ก็เลยลงมาดูข้างล่างก็ไม่มี”

“อยู่นี่แหละ ไม่ได้ไปไหน กำลังจะกลับแล้วแม่ ไม่ต้องตกอกตกใจไปหรอกน่า”

“แหม…นี่เดี๋ยวคงต้องขอโทษคุณอัจซะหน่อย” มนตรีก็เลยบอกอ่อยๆ เพราะเริ่มรู้สึกว่าตนเองกวนใจเพื่อนบ้านเกินไป “แต่มันบังคับตัวเองไม่อยู่จริงๆ”

“ไม่เป็นไรหรอกพี่ ยามมีทุกข์ ถ้าช่วยได้ก็ต้องช่วยกันอยู่แล้ว” อินทรีบอกกล่าวอย่างค่อยๆหายรำคาญ

อันปัญหาชีวิตนั้น ไม่เข้าใครออกใคร

ผู้ใดที่ยังไม่เป็นทุกข์เรื่องนี้ ก็อาจจะไม่มีสุขเรื่องอื่น

อินทรีตั้งใจไว้ว่า หนังสือเล่มใหม่ของเขาเรื่องนี้ จะรวมแบบอย่างของชีวิตอันเกิดจากดาวพฤหัสทั้งที่เสียและที่ดีไว้ให้ได้อย่างครบถ้วนทีเดียว

ดังนั้น เมื่อพากันมาถึงบ้าน พบอัจฉรายังอยู่ในชุดนอนมีเสื้อคลุม ยืนรออยู่หน้าประตู มนตรีก็ถึงแก่ยกมือไหว้

“คุณน้องสาว…ไงๆพี่ต้องขอโทษสักพันครั้งที่บังอาจมาพาเอาพระเอกหายไปในความมืดจนคุณขวัญหาย…ขอโทษจริงๆเลยคุณอัจครับ ถ้าคุณรู้ว่าผมลำบากยังไงเวลานี้ คุณอาจสลดใจจนสมเพชหรือไม่ก็สมน้ำหน้า…แต่ก็เชิญเลยนะ ตามสบาย” มนตรีรำพันเรื่อยไปจนถึงห้องรับแขก วางถุงผ้าไว้บนโต๊ะกลาง พลางบอกกล่าว “แต่เดี๋ยวผมจะขอตัวออกไปเดินสูดอากาศเช้ามืดอีกนิดหน่อย น้องอัจอยากทานอะไรที่ตลาดก็บอกมา จะได้ซื้อมาฝาก”

“มีแล้วค่ะ พี่ตรี” อัจฉราหายตกใจก็เลยยิ้มออกมาได้ “เดี๋ยวอาบน้ำทานอะไรนิดหน่อยก็ไปทำงานแล้วค่ะ”

“เอาไว้เย็นค่ำ เราค่อยคุยกัน” ผู้มายามวิกาลก็เลยตัดบท พลางหันมาพยักหน้ากับอินทรี “ขออาบน้ำก่อนก็ไปกันได้แล้วใช่ไหม”

“เดี๋ยวค่อยไปก็ได้พี่ ยังไม่ตีสาม ใกล้ตีสี่ค่อยไป” เจ้าของบ้านเองก็ตาแข็ง ค้าง “พี่ไปอาบน้ำแล้วผมจะชงกาแฟไว้ให้ ดีไหมฮะ เคาน์เตอร์กาแฟก็อยู่ใกล้ๆนี่เอง”

ครั้นแล้วอินทรีจึงพาอีกฝ่ายขึ้นบันได

อัจฉราก็เลยเป็นฝ่ายทำกาแฟจากเครื่องเพียงไม่กี่อึดใจ ก็นำกาแฟสองถ้วยมาวางลงบนโต๊ะกินข้าว

มนตรีอาบน้ำสวมเสื้อผ้าใหม่กลับลงมา

“เฮ้อ…ดูน้องสองคนแล้วอิจฉา” ชายวัยกลางคนทอดถอนใจ ขณะยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบ “อยู่กันมายังไงถึงแสนดี”

“ไม่ดีก็มีนะคะพี่” วัย 57 ทิ้งท้าย ก่อนจะขึ้นบันไดลับหายไป

“มันก็ลิ้นกับฟันทั้งนั้นละฮะ” อินทรียกถ้วยขึ้นจิบเช่นกัน “เพียงแต่เราต่างคนต่างไม่มีคนอื่น มันก็เลยโกรธแค่ไม่นาน เรื่องเงินก็ไม่มีอะไรเพราะต่างคนต่างก็มีแค่เงินเดือน ถึงเป็นหนี้ก็เป็นหนี้ธนาคาร ดีหน่อยที่ยังมีที่ดินค้ำประกัน ไม่ต้องไปกู้เขา ดอกรายเดือนรายอาทิตย์รายวัน แค่ส่งดอกก็หมดตัว…เพราะงั้น…พอลูกเรียนจบมีงานทำ เราก็หมดหนี้…ถอนจำนองออกมา…ผมลำบากแค่นั้น เรื่องอื่นก็เป็นไปตามปกติทุกเรื่อง…คือ แม้ว่ามีออนไลน์ เราก็ไม่เล่นด้วย ผมกับอัจกลัวทุกประเภทที่เป็นออนไลน์…เรี่ยไรออนไลน์งี้ ไม่ยอมเลย ไม่สงสารเห็นใจใครทั้งนั้น กลัวพวกมิจฉาชีพที่เดี๋ยวนี้เต็มเมือง”

“พี่กับอินส่วนใหญ่ใช้ชีวิตคนละอย่าง” อีกฝ่ายพึมพำ “ปัญหา…ถ้ามี…ก็ไม่ใช่ปัญหาเดียวกัน”

“นั่นน่ะซีพี่…ผมก็เลยจะเขียนหนังสือไง…คือการเขียนหนังสือนี่ จุดประสงค์ก็คือจะหยิบปัญหาที่แตกต่างกันออกมาแจกแจงให้คนอ่านที่อาจยังนึกไปไม่ถึง หรือถึง แต่เมื่อยังไม่ใกล้ตัวก็ยังไม่สนใจ จะได้มาเสริมไว้ โดยใช้โหราศาสตร์เป็นสะพานเชื่อมสองฝั่งให้เดินถึงกันได้ไงฮะ”

“เป็นเรื่องที่พี่ไม่ถนัดแล้วก็ไม่เคยคิดเอาเลย ดีแต่มาหาอินทุกทีที่ยุ่งยากแค่นั้น” มนตรีสารภาพ “พี่ไม่ถนัดคิดเรื่องพวกนี้ พี่เอาแค่อ่านเรื่องที่อินเขียนว่าใช่หรือไม่ใช่เรื่องเดียวกับพี่ เอาเท่านี้จริงๆ”

จิบกาแฟหมดถ้วยแล้วออกจากบ้านเมื่อถึงตีสามครึ่ง

ทุกหนทุกแห่งยังคงมืดสนิท เดือนคล้อยดวงไปข้างโน้นแล้วหลังตีสองกว่าผ่านไป

ผู้คนที่มีอาชีพอยู่กับตลาดเริ่มไปมากันขวักไขว่ โดยพาหนะใช้งานของพวกเขา ขณะที่สองชายชวนกันเดินลัดเลาะผ่านดวงไฟหัวเสาของแต่ละบ้านที่มีทั้งตึกใหญ่เรือนเล็กสลับสับหว่างกันไปจนผ่านถนนซอยที่เชื่อมระหว่างซอยใหญ่กับถนนกว้างของอีกด้าน

แต่อารมณ์ของมนตรีจะชื่นบานด้วยบรรยากาศสงบสงัดยามใกล้รุ่งก็หาไม่ กลับรู้สึกร้อนผ่าวแกมว้าเหว่ขึ้นมาเป็นพักๆจนเปรยออกมา

“ไม่รู้ว่าอีกคนเขาจะหลับลงไหมคืนนี้”

อินทรีก็เลยต้องย้อนถาม

“คนไหนอีกล่ะพี่”

“ก็…เอ้อ…คนใหม่ของพี่ไง…คือดวงที่พี่ให้อินไว้แต่อินคงยังไม่ได้ดูให้น่ะ…แต่กลัวอินจะสับสน ก็เลยยังไม่ทวง”

“ไม่หรอกพี่ ไม่สับสน เพียงแต่ยังไม่มีเวลาอยู่บ้านเลย ถึงกลับเข้าบ้านก็มีแขกตามมา”

มนตรีก็เลยนิ่งไป…แต่แค่สองสามนาทีก็อดใจไว้มิได้ จึงหยุดเดินก้มลงกดมือถือ ส่งไลน์

อินทรีก็เลยต้องหยุดมองอาการหนักของอีกฝ่าย



Don`t copy text!