หนึ่งในหล้า บทที่ 24 : ลูกปัดมงคล

หนึ่งในหล้า บทที่ 24 : ลูกปัดมงคล

โดย : กฤษณา อโศกสิน

หนึ่งในหล้า นวนิยายชุดโหราศาสตร์ของ กฤษณา อโศกสิน เล่าถึง ‘ยุคทอง’ ชายหนุ่มผู้มีดาวพฤหัสเป็นดาวสำคัญที่มีอิทธิพลโน้มนำชีวิตของเขาจนได้พบกับหญิงสาวนาม ‘ปรางสี’ จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์เกิดขึ้นเพราะความตั้งใจหรืออิทธิพลของดวงดาว และเขาจะเลือกเดินบนเส้นทางใด นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

คุณเปล่งตื่นพอดี จึงลุกขึ้นนั่ง หากก็ยังงงๆ เมื่อเห็นทุกคนมองตากัน

“ใครมา”

“อาจจะเป็นคุณสองคนนั่นก็ได้นะครับ”

“ไอ้เวรตะไล” ผู้เฒ่าก็เลยส่งเสียงเบาๆอย่างเหลืออด

“คุณตาเข้าห้องน้ำล้างหน้าก่อนดีกว่าค่ะ” ปรางสีไม่อยากสนใจใครแล้วนาทีนี้ หากก็ได้ยินอินทรีสั่งชะอม

“ไม่ต้องเปิดประตูนะ…ถามชื่อก่อน ถ้าชื่อชัยเดชกับทนงเดชก็บอกว่าไม่ว่าง…ไว้พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ แต่ถ้าชื่อนภากาศละก็เปิดให้เข้ามา”

เพียงไม่กี่อึดใจ ชะอมก็นำถุงผ้าที่ผูกหูหิ้วไว้แน่นมาส่งให้อินทรี พลางบอกกล่าว

“คุณตือให้เอาของมาส่งคุณเปล่งค่ะ”

ผู้อาวุโสจึงรับมา ประทินก็เลยช่วยแก้หูหิ้วที่ผูกไว้แน่นออกจากกัน หยิบของในนั้นขึ้นดู

มีกล่องยาวอยู่ในซองสีน้ำตาล พร้อมจดหมายปิดผนึกหนึ่งฉบับ หน้าซองเขียนว่า

กราบเรียน คุณเปล่ง ไชโยชีวิน

อินทรีก็เลยส่งกรรไกรเล็กๆที่เสียบอยู่ในโถกระเบื้องรวมกับดินสอและปากกาเมจิคให้หญิงสาว

“อ่านให้ตาฟังซิมันว่ายังไงถึงได้ทำมาดแม้นถึงกะส่งจดหมาย”

“กราบเรียนท่านที่เคารพ…พร้อมจดหมายฉบับนี้ ผมมีของที่ตั้งใจนำมามอบให้ท่าน แต่ก็ยังไม่ได้จังหวะพอดีกัน เพราะขณะที่ท่านกำลังอ่านนี้ ผมและลูกก็คงถึงกระบี่เรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อของมีค่าที่ติดตัวมา ยังไม่ถึงมือท่าน เนื่องจากท่านไม่ยอมรับ ฝ่ายผมก็จำเป็นต้องเดินทางกลับแล้ว ก็เลยใช้คนของโรงแรมที่เจ้าของไว้ใจ นำมามอบให้ถึงมือ โดยขอร้องท่านว่าอย่าได้ถือว่าเป็นของกำนัลเลยครับ…เพียงแต่ผมอยากให้เพราะเป็นของมีค่าของกระบี่ที่แม้ว่าท่านจะไม่ใช่เลือดเนื้อชาวใต้โดยตรง แต่ท่านก็เป็นผู้สูงส่งที่คนกระบี่เคารพนับถือมาหลายสิบปี จนถือว่าคือชาวกระบี่คนหนึ่ง

ได้โปรดอย่าได้นำมาคืนผมเลยนะครับ อยากให้ท่านเก็บไว้เป็นที่ระลึกแห่งมิตรจิตมิตรใจที่สองตระกูลมีต่อกันมากกว่าครับ – ด้วยความเคารพอย่างสูง – ชัยเดช”

ครั้นแล้วหญิงสาวจึงเปิดถุงสีน้ำตาล ดึงกล่องสี่เหลี่ยมยาวที่เมื่อเปิดออกก็แลเห็นลูกปัดหลากหลาย ทั้งเม็ดที่ห่อสำลีไว้ และที่ร้อยเป็นสร้อยข้อมือเส้นงาม พร้อมกระดาษชิ้นเล็กเขียนกำกับพับเสียบไว้

‘สร้อยเส้นนี้คือลูกปัดตระกร้อทอง เม็ดไข่ปลาหลายแบบที่ผมเอามาให้ช่างเขาร้อยเข้าด้วยกัน’

งดงามจนปรางสีต้องยกขึ้นชูให้ทุกคนชม พลางสูดปาก

“หนูยังไม่เคยเห็นที่เซฟคุณตาเลยค่ะ สวยมากเลย หนูอยากใส่เลยนะเนี่ย”

สีหน้าคุณเปล่งก็เลยซีดไปทันควัน

ไม่อยากตื่นตาตื่นใจกับของของเจ้าสองคนพ่อลูก หากก็มิอาจบังคับไว้ได้

ส่วนเม็ดที่อยู่ในสำลีอีกหนึ่งเม็ดนั้นเล่า ก็มีคำบรรยายถัดลงมา

‘ลูกปัดมงคลทองคำแห่งท่าชนะ’

เม็ดที่นายตือนำไปมอบให้คุณเปล่งตอนไปเที่ยวเกาะห้องด้วยกันนั่นละ

บัดนี้ เขาจึงคืนมาพร้อมด้วยอีก 2 ชิ้น นั่นก็คือ

‘ลูกปัดตราประทับทองคำ’ สำหรับนายเรือชนชั้นพราหมณ์ นามว่า พฤหัสบดี

ที่คุณเปล่งถึงแก่เบิกตากว้างอย่างตื่นตาเมื่อคลี่สำลีให้แผ่ออก ปรากฏเหรียญโบราณงดงามวางเรียงกันอยู่ตรงหน้า จึงถึงกับเผลอออกอุทาน

“มันมีแต่ของหายากทั้งนั้น” พลางผู้เฒ่าก็ค่อยๆหยิบชิ้นแรก ชิ้นที่สอง ชิ้นที่สามขึ้นมาวางเรียงเทียบกันบนฝ่ามือ ขณะที่ปรางสีหยิบกระดาษขาวชิ้นยาวเล็กที่สอดอยู่ข้างใต้วัตถุอีกสองชิ้นขึ้นอ่าน

“เหรียญทองคำของอาณาจักรศรีวิชัยรูปปลา ด้านหลังเป็นรูปอักษรเทวนาครี พุทธศตวรรษที่ 16-18 ส่วนชิ้นที่สามเป็นเหรียญเงินบริสุทธิ์สมัยอาณาจักรทวารวดี รูปแม่วัวกับลูกวัว ด้านหลังเป็นรูปอักษรสันสกฤต ประมาณพุทธศตวรรษที่ 12” ปรางสีอ่านคำอธิบายจากลายมือบนกระดาษแต่ละชิ้นให้ทุกคนฟัง

หากก็มีเพียงคุณเปล่งหนึ่งเดียวเท่านั้นที่ออกอาการตื้นตัน เนื่องด้วยล่วงรู้ถึงความมีค่าหาได้ยากของเหรียญโบราณจากกรุของชัยเดช

“ยกนิ้วให้มันจริงๆ” หากในที่สุดผู้เฒ่าแห่งกระบี่ก็พึมพำออกมา พร้อมกับวางสำลีที่มีของสามชิ้นลงในกล่องอย่างทะนุถนอม “มันช่างไปเสาะหามาจากไหน ถึงได้หาได้หาเอา”

“เขาคงหามานานแล้วละค่ะพ่อ” ประทินบอกกล่าวอย่างเห็นภาพแห่งกาลก่อน “ก็ปักษ์ใต้ของเราไม่ใช่ถิ่นลูกปัด เหรียญ สมบัติโบราณพวกนี้หรอกหรือคะ…”

“ไม่ใช่แค่ปักษ์ใต้” คุณเปล่งรู้ดี “ลูกปัด เหรียญอะไรพวกนี้ แถวสุพรรณ ลพบุรีก็มี ไม่ใช่มีแต่บ้านเรา”

“เมื่อก่อนก็ใช้เหรียญเงินเหรียญทองซื้อสินค้าไงพ่อ” ประทินพอจะมีความรู้ที่ถูกบิดากรอกหูอยู่ทุกวัน “สมัยรัชกาลที่ 1 ถึง ที่ 5 ยังใช้พดด้วงอยู่เลยใช่ไหมล่ะคะ”

คุณเปล่งพยักหน้า หากนัยน์ตาก็ลอยไป ขณะที่รำพึงออกมาเบาๆ

“ก็พดด้วงทองคำสมัยรัชกาลที่ 5 นี่ละที่พ่ออยากได้ แต่ไม่เคยมีหลงหูหลงตามาถึงมือเราเลย ขอแค่ราคาสองบาทอันเดียวก็พอ…ไม่ขอราคาอื่น”

ประทินแทบทนฟังไม่ได้ก็เลยพยักพเยิดกับอินทรี

“พ่อของพี่นี่ก็มักจะฝันถึงของที่ไม่มีอยู่นั่นละ”

เสียงพ่อก็เลยดังขึ้นมา

“นังทิน นังนี่ พอพูดดีกะมันหน่อยก็เอาละนะ…กำเริบละ”

“ก็หรือไม่จริงล่ะ…พอได้ยังงี้ก็อยากได้ไอ้ที่มันแสนจะไม่มีอีกแล้วจนได้”

 

คุณเปล่งทนไม่ไหวเลยชี้หน้า

“คุณอินอย่าลืมดูดวงนังนี่ว่ามันเป็นยังไงถึงได้เถียงผมคำไม่ตกฟากมาตั้งแต่เล็กเลยน่ะ…เพราะอะไร”

“ก็พ่อดีแต่ทูนหัวทูนเกล้าลูกชายคนโตไง” ประทินขัดคอกับบิดาจน ‘อยู่ตัว’  จึงได้แต่หันไปหัวเราะกับเจ้าของบ้าน “กับฉันละก็รังแครังคัดทุกอย่าง ใช้งานสารพัดเลยค่ะ ตั้งแต่ไม่กี่ขวบก็ใช้แล้ว ปล่อยพี่ชายนั่งอ่านหนังสือเป็นเจ้าสัวใหญ่ พูดแล้วก็ขำ…แล้วเป็นไง พอหมดพี่ชายกะน้องสาวเหลือเราคนเดียว พ่อก็ยังเฮี้ยวเช้าเฮี้ยวเย็น คือพ่อเป็นพวกรักลูกไม่เท่ากันค่ะ”

ปรางสีก็เลยสงสารแม่ รีบยื่นมือออกไป พลางลากเสียงยาว

“แม่ขา-า-า”

คราวนี้ คุณเปล่งก็เลยผ่อนเสียงลง บอกอินทรีอย่างนึกสงสารลูกสาวขึ้นมาบ้าง

“คือผมก็เบื่อที่มันเถียงเก่งไงคุณ” ต่อจากนั้นจึงเล่าแกมฟ้อง “แล้วกระบวนเล่นตัวละก็ไม่มีใครเกินมันกับผัวมัน โรจน์น่ะ มันก็ยอมแสนยอม แต่กว่าจะแต่งงานได้ก็ปาเข้าไปสี่สิบห้า แก่เกินแกงเป็นไหนๆ นึกว่าจะไม่มีลูกแล้วด้วยซ้ำ ก็ยังโชคดีที่หนูปรางหลุดออกมาคน…อยากได้หลานชายอีกสักคนก็ไม่มีหวัง”

“กาศอีกคนก็พอแล้วไงพ่อ ลดาก็ยังอยู่” ประทินบอกยิ้มๆ

“สงสัยนังนี่มันรอผมตาย”

อินทรีก็เลยนึกถึงวันเดือนปีเวลาตกฟากของประทินที่จดเอาไว้แล้ว แต่ยังไม่มีเวลาดู จึงเปิดสมุดเล่มบางตรงหน้า

“ดวงคุณพี่อยู่นี่เองครับ ผมก็กะว่าจะขออนุญาตนำมาเขียนลงหนังสือที่ผมกำลังรวบรวม ตำแหน่งดาวพฤหัสให้ครบทั้ง 12 ราศี แต่ยังไม่ทันคุยกันเรื่องนี้” เจ้าของบ้านเอ่ยพลางเพ่งพิศดูตัวเลขในแต่ละช่องอย่างเริ่มสนใจในฉับพลัน

ขณะที่คุณเปล่งยังคงเพลินเพ่งพิศรูปพรรณสัณฐานของลูกปัดและเหรียญที่วางเรียงไว้บนสำลี

ส่วนสร้อยข้อมือตะกร้อทองคำนั้น บัดนี้ เข้าไปอยู่ในข้อมือขวาของหญิงสาวเรียบร้อยแล้ว พร้อมกับเจ้าตัวชูแขนส่ายไปมา

งามจับตาจับใจทุกคนในที่นั้น

งามจนอินทรีเองก็ต้องเงยหน้าขึ้นเพ่งพิศ

“สวยมากจริงๆครับหนูปราง” เขาจึงเอ่ยชมอย่างจริงใจ

“หนูชอบมากค่ะคุณลุง ชอบมากมาก”

คุณเปล่งเองก็ยังต้องพยักหน้าเห็นด้วย

 

หากในที่สุดก็เอ่ย

“แต่ถึงยังไง ก็ต้องกัดฟันคืนมันไป เพราะถ้าไม่คืน เราจะเหมือนเป็นหนี้บุญคุณมัน ทีนี้มันจะฮึกเหิมขนาดไหน เราจะอ้าปากไม่ขึ้น”

“จริงของพ่อ” ประทินคล้อยตามทันใด นั่นก็เนื่องด้วยได้ถ่ายทอดนิสัยหลายอย่างจากบิดาจนกลายเป็นวัฒนธรรมประจำใจประจำตระกูล เรื่องการตอบแทนบุญคุณผู้ที่สมควรต้องตอบแทน “ถึงยังไงลูกก็ต้องตัดใจให้ได้ถ้าเราคิดว่าเราจะไม่ให้เขามาคอยตามหน้าตามหลังอีกแล้วน่ะนะ”

แต่ปรางสีก็ยังคงชูแขนสูง ชมเชยสร้อยลูกปัดทองคำอันมีรูปร่างต่างๆ นอกจากทรงตะกร้า ก็ยังมีทรงเม็ดไข่ปลา ทรงลูกปัดตาและทรงทุ่นอย่างไม่วุ่นวายในอารมณ์สักเท่าไร ขอเพียงแค่ได้ชมจนอิ่มใจอิ่มตาก็พอ

ตรงกันข้ามกับคุณเปล่งผู้รู้สึกกระสับกระส่าย เพราะเพียงแต่สัมผัสของโบราณที่รักชอบและอยากได้ ก็ใคร่จะได้เสียจนทนแทบไม่ไหว

ประทินมองอาการบิดาแล้วนึกรู้ จึงเอ่ย

“ก็ถ้าพ่ออยากได้จริงๆก็ลองถาม ซื้อเขาดีกว่า…แต่มีปัญหาว่าเขาจะยอมขายไหมเท่านั้น…ถ้าเขาขายแล้วพ่อซื้อ มันก็หมดเรื่องไป ทีนี้มันก็อยู่ที่ว่าถ้าขาย เขาจะขายเท่าไหร่ แพงจนเราสู้ไม่ไหวไหม”

“ทำมั้ยย มึงถึงพูดมากยังงี้ฮะ นังทิน” ฝ่ายพ่อกำลังอารมณ์ไม่ดี เลยหันไปบอกเจ้าของบ้าน “คุณอินดูเอาเองละกัน ลองดูดวงมันก็ได้ จะได้รู้นิสัย”

อินทรีก็ได้แต่ยิ้มๆ…ขำพ่อกับลูก…เถียงกันไม่มีลดราวาศอก สงสัยว่าในดวงชะตาของทั้งคู่ น่าจะมี ‘คู่ศัตรู’ ตัวใดตัวหนึ่งเบียนอยู่

“ขืนหนูนั่งนิ่งๆ พ่อก็ถามอีกนั่นแหละว่า ไม่สบายเหรอวันนี้” ลูกสาวยังคงดักคอ

แต่อินทรีคอยตัดบทมิให้เรื่องโต้ตอบบานปลาย ก็เลยถาม

“คุณพี่กับหนูปรางนามสกุลอะไรครับ ผมจะได้ลงชื่อกับนามสกุลให้ถูกต้องตามที่เป็นจริง”

“ก็ไชโยชีวินนี่แหละค่ะ…คือ…หลังจากพี่โรจน์เสียแล้ว ฉันก็ไม่อยากใช้นามสกุลเขาค่ะ ปรางก็ไม่ชอบนามสกุลพ่อ เลยขอเปลี่ยนทั้งแม่ทั้งลูก”

แต่อีกฝ่ายก็ไม่บอกว่าโรจน์นามสกุลอะไร

“นี่ผมก็ได้ดวงตัวอย่างทั้งหมดมาเกือบครบ 12 ดวงแล้วนะครับ ได้มาอย่างเร็วมากเลย”

“เหรอคุณ…” คราวนี้ผู้อาวุโสละสายตาจากเหรียญโบราณบนสำลีที่ยังคงวางเรียงให้เชยชมทั้ง 3 เหรียญ หันมาสนใจคำบอกเล่า “หนึ่งในนั้นมีผมกะหนูปราง ประทินด้วยใช่ไหม”

“มีครับ…ท่านเป็นตัวอย่างเบอร์หนึ่งที่ได้มาตรฐานที่สุด อาจารย์นภากาศตามมาติดๆ แล้วก็ถึงหนูปรางกับคุณพี่”

“ดวงพี่พอจะมีดีมั่งไหมคะ” ประทินถามอย่างนึกรู้ว่าตัวเองก็ได้แค่นี้

“ดีมากเลยนะฮะพี่…เจ้าเรือนลัคน์เป็นราหูกุมลัคน์เป็นเกษตรนี่ ไม่ดีก็ต้องดีครับ จะไม่มีใครทำอะไรพี่ได้เลยในชีวิตนี้…มีอยู่นิดเดียวคือดวงคู่”

“เป็นยังไงหรือคะ”

“ดวงคู่ไปอยู่เรือนกาลกิณีครับ ยังไงเสียก็ต้องมีอันจากกันด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งจนได้”

“คงรับมรดกจากพ่อมากกว่า” ประทินอดยั่วบิดาไม่ได้ตามเคย “ใช่ค่ะ…เราอยู่ด้วยกันสั้นมาก แค่ 8 ปี”

“ก็ยังนับว่าดีนะครับ บางคนอยู่กันไม่ถึงปีก็ยังเลิกได้” อินทรีตอบอย่างไม่วายปลงอนิจจัง



Don`t copy text!