หนึ่งในหล้า บทที่ 6 : อาหารปักษ์ใต้แสนจัดจ้าน

หนึ่งในหล้า บทที่ 6 : อาหารปักษ์ใต้แสนจัดจ้าน

โดย : กฤษณา อโศกสิน

หนึ่งในหล้า นวนิยายชุดโหราศาสตร์ของ กฤษณา อโศกสิน เล่าถึง ‘ยุคทอง’ ชายหนุ่มผู้มีดาวพฤหัสเป็นดาวสำคัญที่มีอิทธิพลโน้มนำชีวิตของเขาจนได้พบกับหญิงสาวนาม ‘ปรางสี’ จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์เกิดขึ้นเพราะความตั้งใจหรืออิทธิพลของดวงดาว และเขาจะเลือกเดินบนเส้นทางใด นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

อาหารค่ำวันนี้วางเรียงรายเต็มโต๊ะสี่เหลี่ยมยาวแปดที่นั่ง โคมไฟคริสตัลขนาดกลางรูปร่างเหมือนจานคว่ำนำแสงสวยจากเพดานส่งลงมา สมทบกับไฟช่อบนผนังที่ติดห่างๆ ไว้ทุกมุม ผ้าเช็ดมือขลิบลูกไม้ถักเนื้อนุ่มพับสอดไว้ในห่วงเงินขาววับ เคียงข้างแก้วน้ำเจียระไนอายุยาว

“ลองอาหารปักษ์ใต้ดูนะคะ” ประทินเชื้อเชิญแทนบิดาผู้ค่ำนี้ท่าทางอารมณ์ดีแจ่มใส ถึงกับพยักพเยิดตามกันไปกับลูกสาว

“เคยกินอาหารปักษ์ใต้มั่งไหมล่ะ คุณๆ”

“ทานครับ” อินทรีตอบรับอบอุ่น

คุณเปล่งนั่งหัวโต๊ะ มีเขาและนภากาศขนาบซ้ายและขวา เห็นได้ชัดว่าผู้สูงวัยสนใจบุรุษหนุ่มวัยเยาว์ผู้มาเป็นแขกของเขาวันนี้เกินความคาดหมาย ที่ตรงใจชายชราที่สุดก็คงได้แก่นำงานมาให้หลานรักสุดสวาท

“ชอบไหมล่ะ คุณ…เอ…ยุคใช่ไหม ยุคทอง” อีกฝ่ายย้ำซ้ำขณะพยักหน้า

“ชอบมากครับคุณปู่…อย่างแกงไตปลาก็ทานบ่อยฮะ…ส่วนมากทานกับขนมจีน”

“ดี” อีกฝ่ายพยักหน้า “เราเอง…ตอนมาอยู่นี่ใหม่ๆ ก็ไม่ค่อยชิน…คือมันเผ็ดเกินไป…ก็เลย…บอกนังทินให้ลดเผ็ดลงหน่อย…เออ…พอลดลงแล้วก็…ดีเลย…ชอบเลย จะกินกะข้าวหรือหนมจีนก็อร่อยทั้งสองอย่าง”

นอกจากแกงไตปลา ก็ยังมีสะตอกุ้งสดผัดกะปิ หมูทอดเกลือ ใบเหลียงผัดไข่ ปลาหมึกผัดไข่เค็ม ปลาเต๋าเต้ยทอดซีอิ๊ว…แต่ละอย่างล้วนแล้วเป็นอาหารที่คนกรุงเทพฯ ไม่ค่อยได้รับประทานนอกจากแกงไตปลา

ดังนั้น ทุกคนที่เริ่มหิวจึงได้แต่ตักอาหารเข้าปากท่ามกลางความเงียบทั่วหน้ากัน จนกระทั่งคุณเปล่งเงยหน้าขึ้นหลังจากรับประทานได้ครึ่งจาน

“นานแล้วที่ผมไม่มีแขกมาหา…วันนี้ก็เลยดีใจมาก…แล้วก็…เกิดอยากขึ้นมาอีกอย่าง…ไม่รู้ว่ากาศจะร่วมมือกะปู่ได้รึเปล่า…จะไปทำให้เป็นภาระแค่ไหน”

“คือยังไงครับคุณปู่” นภากาศยกผ้าขึ้นซับริมฝีปากพลางไต่ถาม

“คือปู่อยากไปเที่ยวด้วยพรุ่งนี้…ขอเอานังทินกะหนูปรางไปด้วยแค่นั้น…หรือถ้ากลัวปู่จะไปเป็นภาระต้องให้แบกหามก็เอาไอ้ใจไป” ผู้พูดหมายถึงคนสวนหน้าประตู

คราวนี้ ผู้ฟังทุกคนต่างต้องนั่งเงียบ…เพื่อกะการด้วยสายตา…ว่า…วัยนี้ของผู้พูดจะสามารถเดินทางโดยรถและเรือไปยังเกาะกลางทะเลได้โดยไม่เจ็บปวดป่วยไข้ระหว่างทางหรือไม่

เนื่องด้วยวัยเก้าสิบห้านี้มิใช่น้อยๆ แล้ว…แม้จะดูว่ายังแข็งแรงอยู่มากก็ตาม

“คุณตาจะไหวหรือคะ” ปรางสีเอ่ยถาม ขณะประทินปิดปากชั่วคราว

ถ้าเธอเป็นผู้ถาม คงตามด้วยคำตอบที่ทุกคนคงชอบใจไปตามกัน

“ไหวซีลูก ตาไหว…ก็ดูเอา คนให้เกาะแขนมีตั้งสองคน ทั้งกาศทั้งยุค…”

“แค่เกาะแขนแล้วเดินไป มันก็ไม่กระไรนะพ่อ แต่ถ้า…เอ้อ…หนูเองก็เพิ่งไปเที่ยวมาเมื่อเดือนที่แล้ว…ก็…น่าดูเหมือนกันนะคะ…”

“นังทิน…เอ๊ะ…นังนี่…” ครั้นนึกขึ้นได้ว่า กำลังกินอาหารร่วมกับแขกต่างเมือง จึงลดเสียงลง หากนัยน์ตาที่มีเปลือกตาเหี่ยวย่นพอประมาณยังคงเขียวใส่ลูกสาว ท้ายที่สุดก็หันมาทางอินทรีพลางบอกอ่อยๆ “เชื่อซี่ว่าผมยังไปได้ นี่ก็ว่าจะอยู่สัก 110 ปี…สู้กับนังทิน…ดูซิว่า มันจะแข็งแรงเท่าผมไหม”

แต่ประทินแค่ยิ้มๆ เพราะกำลังเคี้ยวข้าว

ยุคทองชอบคุณปู่มาก ด้วยว่าเขามิใช่คนสูงวัยผู้ล้าหลัง ดูเหมือนในสมองของชายผู้นั่งหัวโต๊ะจะบรรจุเต็มด้วยความรู้ความเข้าใจในยุคสมัยที่ผ่านไปมารวดเร็ว และผู้คนรุ่นหลังที่เกือบจะถึงเหลนรอมร่อ

“มื้อนี้เป็นไงมั่งคุณ” ปู่เปล่งถามทันทีที่อินทรีรวบช้อน

“อร่อยมากมากครับ…ถ้าจะเรียนว่าอร่อยกว่าทุกมื้อในรอบปีก็คงไม่ผิด” อีกฝ่ายชมเชยด้วยใจจริง “อาหารปักษ์ใต้ใครๆ ก็ชอบทั้งนั้นครับคุณปู่”

“รสชาติจัดจ้านพอๆ กับสติปัญญาของคนที่นี่” นภากาศเสริมคำหลังจากรวบช้อน ดื่มน้ำ ขณะที่ผู้ช่วยที่เป็นลูกชายหญิงของอรุณี หนึ่งในเครือญาติที่คุณเปล่งอุปการะมานานออกมาช่วยกันยกภาชนะใส่ถาดกลับออกไป นำของหวานมีกล้วยบวชชีกับลองกองลอกเปลือกแล้วเข้ามาแทน

“กาศก็ช่างพูด” ปู่คนใหญ่พึมพำอย่างพอใจ

“แต่จริงใช่ไหมล่ะฮะ” ฝ่ายหลานถาม

“จริง” ปู่ก็เลยพยักหน้าด้วยวี่แววว่าปีติ

อินทรีก็เลยได้โอกาสเอ่ยอ้อมๆ

“คุณปู่บอกว่าอายุเก้าสิบห้านี่ ทีแรกผมไม่เชื่อเลยนะครับ”

“อ้าว…แล้วคิดว่าสักเท่าไหร่”

“นึกว่าเจ็ดสิบครับ…ยังกับคุณปู่แก่กว่าผมแค่สิบปี”

“คุณหกสิบใช่ไหม ผมแก่กว่าคุณสามสิบห้าปี”

“คุณปู่เกิดพ.ศ….” เขาหยุดเว้นระยะรอฟัง

ผู้สูงอายุจึงเสริมขึ้นทันใด

“ผมเกิด พ.ศ.2467”

“น่าผูกดวงจังเลยคุณปู่ คุณลุงอินทรีดูดวงแม่นนะฮะ”

“อ้อ…งั้นเรอะ…แล้วจะดูอะไรอีก อายุปูนนี้” คุณเปล่งหัวเราะ

“ดูได้ค่ะ…ดูว่าพ่อจะอายุถึงร้อยสิบแน่อ๊ะป่าว” ประทินแหย่เพื่อให้พ่อของเธอบริหารอารมณ์ ไม่จมอยู่กับความเหงา แล้วอาจเลยกลายเป็นสร้อยเศร้าขึ้นมาบางชั่วโมงนาทีหลังจากนั้น

“นังนี่มันคงแช่งทุกวันให้ผมตาย”

ประทินก็เลยส่งเสียงว้าย หากก็ไม่ตกใจ

 

ปรางสีจึงคั่นจังหวะ ขัดคอกันของสองพ่อลูกโดยลุกไปหยิบของโบราณที่ห่อทิชชูวางพักไว้บนกี๋ริมผนังชั่วคราว  กลับมาวางตรงหน้าชายสูงวัย

แต่เขากลับขอกระดาษมาจดวันเดือนปีส่งให้ผู้มาเยือน

“ขอเวลาตกฟากด้วยนะครับคุณปู่”

“อ้อ…จริง” อีกฝ่ายพยักหน้า

“เวลาเกิดนี่สำคัญมากครับ ถ้าไม่ทราบเวลาเกิดก็ดูได้แค่คร่าวๆ…แต่ถ้าเชี่ยวชาญเลข 7 ตัวด้วยถึงจะดูได้ค่อนข้างละเอียด

“ผูกได้เดี๋ยวนี้เลยหรือเปล่า”

“ได้ครับ…ในมือถือผมนี่มีผูกดวงสำเร็จรูปด้วยฮะ” อินทรีตอบพลางป้อนข้อมูล ภายในหนึ่งนาที ดวงชะตาคุณเปล่งก็ปรากฏขึ้นบนมือถือ…เขาก็เลยเซฟไว้ “แต่กลับกรุงเทพฯแล้ว คงต้องเช็คให้ตรงกันอีกที”

ท่าทางเจ้าของบ้านเริ่มเพลิดเพลินเจริญใจเป็นอันมากเมื่ออินทรีเอ่ย

“คุณปู่ชอบของโบราณนี่ถูกต้องที่สุดแล้วฮะ”

“มีตัวเลขบอกไว้หรือไง” อีกฝ่ายเข้าใจตั้งคำถาม คือถามได้ตรงกับความเป็นโหราศาสตร์

“มีครับคุณปู่…ตัวเลขทุกตัวในวงกลมนี่บอกถึงความเป็นไปในชีวิตทุกๆ ด้านของเรา” อินทรีบอกกล่าวอย่างง่ายๆ เพราะรู้ดี…ผู้มิได้เรียนวิชานี้จะไม่มีใครเข้าใจ นอกจากชี้แจงอย่างง่ายๆ คร่าวๆ โดยผู้ทำนายต้องไม่ใช้ศัพท์เฉพาะกิจใดๆ ให้งุนงง “นับตั้งแต่เกิดจนตายเลยละฮะ”

“ในชีวิต เคยดูหมอสองหนมั้ง” อีกฝ่ายเล่าเรียบๆ “แต่แรกก็ไม่อยากจะเชื่อ ทีนี้ มันเกิดแม่นขึ้นมา…ก็เลย…ต้องเชื่อ”

“ที่พ่อว่าต้องเชื่อน่ะเรื่องอะไร” ประทินก็เลยแหย่ต่อ “สงสัยน้าาา…”

“นังทิน” พ่อของเธอส่งเสียงแหว “เรื่องอะไรมึงก็รู้อยู่แล้ว…ถามทำไม…”

“พ่อขึ้นกูมึงอีกแล้ว เดี๋ยวไม่พาไปเที่ยวพรุ่งนี้นะ”

“ก็คอยดู” คุณเปล่งชูกำปั้น พลางบอกทั้งสามผู้กำลังยิ้มพราย “มีลูกเหลืออยู่คน ก็ไม่เป็นสับปะรดอะไร มันขัดคอผมทั้งวันทั้งคืน…”

“ขอให้จริงซักรายนะพ่อนะ” ประทินยิ้มกว้าง พลางปลอบใจ “เอาน่า…ไงๆ พรุ่งนี้หนูก็ต้องพาพ่อไปเที่ยวด้วยให้ได้เลย…ใคร้จะทิ้งพ่อไว้คนเดียว…ไม่ต้องใครอื่นหรอก ยายปรางนี่แหละ จะยอมไหม”

คุณเปล่งก็เลยส่งยิ้มให้หลานสาว

“สมแล้วที่คุณปู่โปรดปราน” ญาติหนุ่มจึงพยักหน้ากับหล่อน

ทันใดนั้น ก็มีเสียงมือถือของปรางสีดังเบาๆ หญิงสาวจึงมองหน้าปู่ พร้อมยิ้มนิดๆ ขณะลุกขึ้นพลางบอกกล่าวอาคันตุกะ

“ขอตัวประเดี๋ยวนะคะ”

สีหน้าคุณเปล่งจึงเปลี่ยนไปเป็นไร้รอยยิ้ม

“ช่างมันเถอะน้าพ่อ” ลูกสาวก็เลยปลอบใจ “มันก็ต้องคบกะใครต่อใครมั่งหรอกน่า…แต่คบใคร มันก็บอกพ่อทุกทีนี่นา…”

“นังทิน” ฝ่ายบิดาก็เลยหันมาเอ็ด “เอ็งนี่มีตาแต่ไม่มีแววเลยนะ บอกกี่หนแล้วว่ากูไม่ถูกชะตากะลูกชายไอ้ตือ ต่อให้มันซื้อกระบี่ทั้งเมืองได้ก็เถอะ แต่กูไม่ชอบ…”

“พ่อขึ้นกูมึงอีกแล้ว” ลูกสาวก็เลยขัดจังหวะ หากก็ยิ้มๆ

ชายทั้งสามกับหญิงอีกหนึ่งจึงนิ่งฟัง

นภากาศก็เลยถาม

“ใครหรือครับคุณปู่”

“ลูกชายคนรู้จักที่นี่แหละ” เสียงคุณเปล่งอ่อยไป หน้าตาคลายชื่นบาน เหลือแต่ความรำคาญหงุดหงิด “มันมาติดหนูปราง…เรียนจบมาด้วยกัน”

“ก็ดีแล้วนี่ฮะคุณปู่”

“แต่คนพวกนี้สันดานมันไม่ดี” ปู่เปล่งลงเสียงหนักอย่างเห็นได้ชัดว่าไร้ไมตรี “ถ้ารู้ประวัติพวกมันแล้วจะรู้ว่ารวยแค่ไหนก็ไม่อยากดองด้วย”

หลานของน้องชายก็เลยนิ่งไป

พอดีปรางสีกลับเข้ามา…เพียงแต่นั่งลงก็บอกปู่ว่า

“เต็นเขาขอไปด้วยพรุ่งนี้ คุณตาจะอนุญาตไหมคะ”

“ไม่อนุญาต”

“นึกแล้วววว” ฝ่ายหลานลากเสียงซึ่งทุกสายตายังคงลงความเห็นพร้อมกันอยู่ในใจว่า…หล่อนคงยังไม่ผูกพันมั่นใจในเพื่อนชายจากสายโทรศัพท์สักเท่าไร เนื่องด้วยยังแลไม่เห็นความขุ่นข้องหมองไหม้เมื่อถูกฝ่ายบุพการีปฏิเสธ “ตอนที่เขาขอไป หนูก็เลยบอกเขาไปว่า อย่าเพิ่งไปดีกว่า เพราะตอนนี้มีแขกมาบ้านหลายคน…เขาก็ว่า…แขกมาซีดี…เขาอยากรู้จัก…หนูก็เลยไม่ทราบจะว่ายังไง…ได้แค่บอกว่าถึงไงก็ต้องขอคุณตาก่อน คุณตาอนุญาตแล้วถึงจะไปได้ เขาก็เลยบอก พรุ่งนี้เขาจะมาขอเองค่ะ”

“อย่าหวังว่ากูจะให้ไป” อีกฝ่ายก็เลยเปรี้ยงกับหลาน เพราะเริ่มบันดาลโทสะ “โทร.ไปบอกมันเดี๋ยวนี้ว่ากูไม่ให้ไป”

“คุณตาขา-ขา” ปรางสีหน้าสลด พลางมองหน้านภากาศ “พี่กาศอนุญาตไหมล่ะคะ…เขาก็…ก็…คือหนูก็ลองคบเขาดูไงคะ…ที่จริงเขาก็ดีนะ…นี่เขาก็รับปากว่าเขาจะไปหาลูกปัดหายากมาให้”

“บอกมันด้วยว่า กูไม่เคยเห่อของกำนัล” ปูเปล่งลั่นวาจา…แต่เสียงก็คลายแข็งกล้าลงไปเมื่อได้ยินคำว่า ‘ลูกปัดหายาก’

หากสายตายุคทองยังคงจดจ้องอยู่ที่ดวงหน้าสาวตรงข้าม

ดวงตาใหญ่ดำงามรับกับคิ้วยาวจรดหางตา จมูกโด่ง ริมฝีปากบางดูพริ้มพราย

ก็น่าหรอกที่จะมีเพื่อนชายมาติดพัน ควรจะมากกว่าหนึ่งด้วยซ้ำไป

 



Don`t copy text!