หนึ่งในหล้า บทที่ 7 : มันคือใคร!!

หนึ่งในหล้า บทที่ 7 : มันคือใคร!!

โดย : กฤษณา อโศกสิน

หนึ่งในหล้า นวนิยายชุดโหราศาสตร์ของ กฤษณา อโศกสิน เล่าถึง ‘ยุคทอง’ ชายหนุ่มผู้มีดาวพฤหัสเป็นดาวสำคัญที่มีอิทธิพลโน้มนำชีวิตของเขาจนได้พบกับหญิงสาวนาม ‘ปรางสี’ จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์เกิดขึ้นเพราะความตั้งใจหรืออิทธิพลของดวงดาว และเขาจะเลือกเดินบนเส้นทางใด นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

เมื่อได้เวลาอำลากลับโรงแรมนั้น แค่สองทุ่มครึ่ง แต่ดร.นภากาศเห็นว่า พรุ่งนี้จะต้องมารับทั้งสามรายหลังอาหารเช้า จึงอยากให้ปู่ได้เข้านอนผ่อนพักจะได้หายอารมณ์เสียเกี่ยวกับชายผู้เข้ามาติดพันหลานสาวที่รักและหวงแหนประหนึ่งของมีค่า ต่อจากนั้นก็จะต้องรอดูกันว่าท้ายที่สุด ชายชราผู้เสียงดังฟังชัดจะอนุญาตให้เพื่อนชายของปรางสีร่วมทางไปเที่ยวด้วยหรือไม่

นภากาศก็เลยช่วยหยอดไว้

“ถ้ายังไง คุณปู่ก็ให้เพื่อนน้องปรางไปด้วยก็แล้วกันครับ เราจะได้ช่วยดูให้ด้วยว่าเหมาะกับน้องปรางแค่ไหน” ผู้เป็นญาติทำท่ายิ้มๆพร้อมกันไป ด้วยไม่เห็นว่าเรื่องแค่นี้จะถึงแก่ตัดเป็นตัดตาย “ที่จริง น้องก็ทำถูกแล้วนะฮะ…พี่ว่า…คบกันไว้เป็นมิตรกันได้ ดีกว่าเป็นศัตรู”

“หนูก็คิดยังงี้เหมือนกันพี่กาศ แต่คุณตา…ถ้าไม่ชอบก็ไม่เอาเลย ไม่ให้คบเลย”

“กูคบคนมามากแล้วเว้ย ขอให้รู้” คุณเปล่งออกประกาศ “แค่เห็นหน้ามองตาฟังเสียงก็รู้แล้วว่ามันแค่ไหน”

ครั้นทั้งสามลาจากมาขึ้นรถกลับโรงแรม หลานชายปู่เดินออกมาส่งพลางบอกอินทรี

“คุณปู่ใหญ่ก็ยังงี้ละฮะ คุณลุง ถ้าท่านพูดอะไรที่คุณลุงคุณป้าฟังไม่ไหว ก็ขออภัยแทนท่านด้วยนะครับ”

“โอย” อีกฝ่ายก็เลยร้องเสียงยาว “ตรงกันข้าม ผมชอบท่านมากเลยละคุณ คุยกับท่านสนุกมาก ไม่ต้องกังวล คุยกับท่านสนุกจริงๆ ไม่ได้แกล้งพูด”

“น้องยุคล่ะฮะ เห็นนั่งนิ่ง”

“ชอบมากฮะพี่ คุยกับท่านสนุกมาก พี่สบายใจได้เลย ไม่มีอะไรไม่ชอบตั้งแต่มาถึงกระบี่” ชายหนุ่มตอบคำ ลงน้ำหนักจากใจจริง

ถึงโรงแรมแล้วจึงต่างก็แยกกันเข้าห้อง อาบน้ำนอนเลย เพื่อจะตื่นให้ทันกินอาหารเช้า แล้วขึ้นรถโรงแรมไปสมทบกับผู้อาวุโสและลูกหลานของเขา

“ปู่เปล่งนี่มันจังเลยพ่อ” อัจฉราบอกอินทรี พร้อมหัวเราะนิดๆ ก่อนจะเอนกายสอดตัวเข้ากับซองผ้าห่ม “แข็งแรงขนาดนี้อยู่ไปได้ถึงร้อยยี่สิบแน่เลย”

อีกฝ่ายได้แต่พยักหน้าขณะที่อัจฉราดับไฟหัวเตียง

อินทรีไม่สนใจใดอื่นนอกจากนึกถึง ‘ดวง’ ของชายชราที่ได้รู้จากเพจผูกดวงชะตาในมือถือ

“คุณเปล่ง ไชโยชีวินเป็นคนราศีสิงห์” อีกฝ่ายพึมพำ “ราศีเดียวกับนภากาศ ฉะนั้น ต่อไปก็ไม่แน่ว่ามรดกพวกนี้จะตกอยู่แค่หลานสาว ถ้าดูท่าว่าหลานเขยไม่ดี”

 

เมื่อทั้งสี่ไปถึงบ้านคุณเปล่งในเช้าวันนี้ จึงแลเห็นเพื่อนชายของปรางสีนั่งอยู่แล้วในห้องรับแขกที่มีเพียงประทินและนภากาศ ไม่มีปู่กับหลานหญิง เนื่องด้วยปู่ดูเหมือนจะประวิงเวลาให้ลงมาพบอีกฝ่ายช้าพอดีกับสามคนจากโรงแรมมาถึง

ต่อจากนั้นจึงลงจากบันไดโดยมีหลานพยุงลงมา พร้อมกับตนเองเกาะราว

ได้ยินประทินบอกกล่าวชายหนุ่มผิวคล้ำจัดผู้นั่งรอด้วยทีท่าอึดอัด

“คุณตาไม่ยอมนอนข้างล่าง…ชอบนอนชั้นบน คงชินกับอยู่ข้างบนมานาน”

หากอีกฝ่ายไม่ตอบว่ากระไร ยังคงเวียนมองไปทางบันได จนกระทั่งมีอีกสามคนพร้อมหน้า

ประทินจึงแนะนำ

ก็พอดีปรางสีพยุงปู่โผล่ออกมาจากเชิงบันได

นภากาศก็เลยเข้าไปช่วยพยุงอีกข้าง

หญิงสาวจึงเอ่ยกับเพื่อนชาย

“เต็น รู้จักคุณลุงอินทรีคุณป้าอัจฉรากับคุณยุคทอง…แต่นี่พี่ชายปราง…สามท่านเพิ่งมาจากกรุงเทพฯเมื่อวาน จะมาเที่ยวกระบี่” หญิงสาวบอกนามทีละคน ครั้นแล้วจึงเอ่ยถึงเพื่อนชาย “เต็นชื่อจริงว่าทนงเดชค่ะ เรียนชั้นเดียวกัน จบมาพร้อมกัน”

เช้านี้ นายทนคนขับรถประจำบ้านจะขับรถตู้แปดที่นั่งไปส่งจนถึงท่าเรือที่เกาะกลางเพื่อขึ้นเรือหางยาว มีหลังคาพาไปยังตัวเกาะ ครั้นแล้วจึงจะกลับมารับนายหลังจากเที่ยวกันอย่างสบายเสร็จสรรพ

ส่วนทนงเดชขับคันของเขามีปรางสีและประทินนั่งไป

พักใหญ่ต่อมา รถก็พามาถึงท่าเรือ

ยุคทอง และนภากาศต่างก็ช่วยกันพยุงชายชราลงไปนั่งบนที่นั่งหน้าเรือ จัดให้ประทินนั่งคู่ ส่วนผู้มาด้วยก้าวเลยเข้าไปข้างใน

มีเพียงชายผิวคล้ำจัดเท่านั้นที่นั่งอยู่ทางหัว ข้างคนเรือซึ่งต้องคอยดูแลผู้โดยสารตอนเรือเข้าเทียบท่า

สายตาทุกคนภายใต้หลังคาจึงต้องจับอยู่ที่ชายนั่งหน้าผู้สวมกางเกงยีนส์ เสื้อยืดดำ ผู้นั่งหันหลังให้ทุกสายตา

อินทรีอยากรู้ขึ้นมาทันใดว่า วัน เดือน ปี เวลาตกฟากของหนุ่มสาวคู่นี้คืออย่างไร

ใช่คู่แท้หรือไม่

แต่ยุคทองกำลังนึก

‘ถ้าผู้หญิงคนนี้เลือกไอ้หมอนี่ จะถือว่าตาถั่วที่สุด’

เพราะตนเองยังรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา เพียงแต่เห็นหน้า

ด้วยว่า แววนัยน์ตาคมดำค่อนข้างใหญ่คู่นั้น ช่างไม่สบอัชฌาสัยกับเขาเอาเสียเลย

ดูเหมือนอีกฝ่ายก็เช่นกัน ยุคทองแอบเห็นเพื่อนของปรางสี มองเขาด้วยวี่แววขุ่นขวาง

จนกระทั่งเรือเทียบท่าภายใน 20 นาที

ท่าเรือเกาะกลาง คึกคักด้วยรถรับจ้างอันคือรถสี่ล้อเครื่องมีที่นั่งพ่วงข้าง กับจักรยานยนต์ที่รับผู้โดยสารซ้อนท้าย สมาชิกเรือข้ามฟากกลุ่มนี้ค่อนข้างใหญ่ จึงต้องใช้รถสี่ล้อสองคัน

“ปู่จะนั่งกับยุคกับกาศ” คุณเปล่งส่งเสียงดังอย่างไม่เกรงใจหนุ่มผู้มาใหม่ เพื่อนของหลานสาว

 

ยุคทองคิดเอาเองว่า ปู่ของหล่อนคงไม่ชอบหมอนี่เอามากๆ จึงพูดได้พูดเอา รวมทั้งไม่เคยปริปากถามทุกข์สุข จนอีกฝ่ายซีดไป

จึงเป็นอันว่า ประทิน ปรางสี และทนงเดชนั่งคันเดียวกัน ปล่อยปู่ไปนั่งกับ ‘คนโปรด’ ตามที่ลูกสาวกระซิบข้างหูแม่เมื่อกี้ โดยปู่นั่งเคียงคู่กับชายหนุ่ม ตรงข้ามคืออินทรีและอัจฉรา ส่วนที่นั่งห้อยข้างเป็นของนภากาศ

“คุณปู่เหงาไหมครับ ไม่มีคุณปราง” ยุคทองก็เลยถามผู้อาวุโส

สายตาชายวัยเก้าสิบห้าผู้เอี้ยวตัวมามองขณะนี้ส่องแสงชื่นชมปิดไม่มิด

“ไม่มีก็ไม่เป็นไร” อีกฝ่ายตอบด้วยน้ำเสียงแจ่มใสชื่นบาน “เดี๋ยวรถก็แวะที่เดียวกันนี่ละ…ยังไงๆก็ต้องเป็นห่วงคนมาเยี่ยมมากกว่า…อุตส่าห์เอางานมาให้…กาศ…อย่าลืมขอบใจน้องมากๆนา…”

“ครับ คุณปู่…ต้องขอบคุณกันมากมายอยู่แล้วละฮะ” นภากาศผู้นั่งข้างขวาบนที่นั่งที่ยื่นออกไป จับแขนปู่ใหญ่ของเขาบีบเบาๆให้อีกฝ่ายเข้าถึงความรู้สึกของตนเองในคราวนี้

ขณะที่ทุกสายตาต่างก็มองไปทางซ้ายมือ แลเห็นท้องทุ่งผืนกว้าง สลับสล้างด้วยไม้ยืนต้นไกลออกไปโดยรอบขอบคาม เพิ่มความหรรษาร่ารื่นท่ามกลางแดดสายที่ค่อยๆแรงขึ้น หากก็ไม่รู้สึกร้อนมากมาย ด้วยสายลมที่ผ่านมาช่วยโกรกดวงหน้าเรือนกายของผู้มาเยือนคณะใหม่ซึ่งไม่เคยสัมผัสกระบี่มาก่อน

จนกระทั่งรถชะลอลงพลันจอดสนิทหน้าลานดินที่ลึกเข้าไปเป็นเรือนแถวชั้นเดียว แขวนตัวอย่างสินค้าที่มีทั้งผ้าปาเต๊ะและผ้ามัดย้อม รวมทั้งผ้าพันคอและเสื้อสำเร็จรูปให้เลือก แค่สี่ห้าผืน เสื้อสองสามตัว

“อุดหนุนเขามั่งก็ดีนะพ่อ” อัจฉรากระซิบเบาๆเมื่อหญิงและชายกลางคนเจ้าของบ้านเชื้อเชิญ

“ดี” อินทรีเห็นด้วยว่าควรช่วยกันซื้อหาศิลปหัตถกรรมของท้องถิ่น เพื่อต่อยอดความนิยมยินดีให้ยืนยาวสืบไป เกื้อกูลกันและกันมิให้งานฝีมือสูญหาย

ดังนั้น ทั้งสามชายจึงช่วยกันเลือกผ้าพันคอกับเสื้อมัดย้อมอันย้อมด้วยไม้ฝาง ออกสีน้ำตาลอมเหลือง ที่มีทั้งสีจัดและสีจืด สุดแต่ผู้ใดจะชอบสีไหน

ในที่สุด อัจฉราก็เลือกได้ผ้าพันคอสี่ผืน เสื้อสำเร็จรูปแขนกว้างหนึ่งตัว

“ผืนละเท่าไรคะป้า” เธอถามขณะรวบรวมผ้าพันคอมากองไว้ มีเสื้อในขอแขวนถือค้าง

ป้าผู้เป็นเจ้าของจึงบอกราคา

“ผ้าผืนละ 300 จ้ะ สี่ผืนก็ 1200 เสื้อตัวนึง 380 รวมทั้งหมดก็ 1580 บาท”

อัจฉราก็เลยนับเงินส่งให้ ยุคทองจึงรับถุงผ้ามาช่วยถือ เหลือบมองผู้เป็นป้าเห็นทำท่าสบายใจ…คงสบายที่ได้ช่วยชาวบ้าน

ฝ่ายลุงของเขาดูจะพอใจของที่ภรรยาซื้อไปฝากเพื่อนที่กรม

“เสื้อนี่ให้ใคร” เขาก็เลยถามยิ้มๆ

“ใส่เอง”

อีกฝ่ายจึงพยักหน้า

“คงสวยดี สีดีมาก ไม่แจ๊ด สีแจ๊ดเกินไปแล้วไม่สวย”

อัจฉราก็เลยหันมาทางหลานชาย

“ลุงเขาตาแหลม เลือกของเก่ง”

ปู่เปล่งจึงเอ่ยขึ้น…เขายืนเกาะแขนชายหนุ่มไม่คลาดไป

“คุณโชคดี ผัวเมียปรองดองกัน ไม่เหมือนผม” เขาคุยเสียงดัง “อีเมียตะละคนมันบ่นบ้าอยู่ทั้งวัน…เดี๋ยวนั่นเดี๋ยวนี่…เลยเลิกไปหมด”

ผู้ฟังต่างก็หันมายิ้มหัวให้กัน

นภากาศได้ทีจึงยั่วเย้า

“ได้ข่าวว่าคุณปู่เมื่อหนุ่มๆเจ้าชู้ไม่ใช่เล่นเหมือนกันนี่ครับ…พ่อเล่าให้ฟัง”

“เจ้าชู้คืออะไร” ปู่ถามเมื่อเกาะแขนชายหนุ่มทั้งคู่คนละข้าง พากลับไปขึ้นรถ “คือเราไปเกี้ยวเขาหรือเขามาเกี้ยวเรา หรือทั้งเขาทั้งเราเกี้ยวกัน มันคือยังไง”

“ก็ทั้งเขาทั้งเราน่ะแหละฮะ” นภากาศตอบคำ ดีใจที่เสียงของปู่เริ่มดังขึ้น เนื่องด้วยเมื่อครู่ที่อยู่ในรถ ต่างคนต่างก็พิจเพ่งเล็งดูหมู่ไม้กับไร่นา ชื่นใจกับสายลมรอบกาย จึงไม่ชวนกันคุยสักเท่าไร “ตบมือข้างเดียวจะดังได้ไงล่ะคุณปู่”

“ปู่ไม่รู้…รู้แต่ว่า…” ผู้ชราแล้วอมยิ้มอยู่ในหน้า “แค่เรายืนนิ่งๆ…มันก็ทิ้งตาแล้วละ”

“แสดงว่าคุณปู่ตอนหนุ่มๆคงมีเสน่ห์ไม่เบา” นภากาศบอกกล่าว ช่วยให้ผู้เฒ่าอมยิ้ม นัยน์ตาเป็นประกาย

อินทรีกำลังคิดถึงดวงชะตาของชายชรา

ไม่จำเป็นต้องกดมือถืออีกครั้ง เลขทุกตัวในวงกลมก็เลื่อนขึ้นมาชัดอยู่ตรงนัยน์ตา

ปู่เปล่งจะไม่มีเสน่ห์อย่างไรได้…เพียงแต่เสน่ห์ของชายชราเป็นเสน่ห์ของสุภาพบุรุษนักเลงแบบโบราณ มิใช่หน่วยก้านประมาณดาราชายสมัยใหม่ ในเมื่อเขาเกิดวันอังคาร ‘ดาวพฤหัสเป็นศรีเป็นมหาจักร’ เล็งดาวอาทิตย์อันเป็นดาวเจ้าเรือนลัคน์ของเขา

แต่ชายวัยหกสิบ แค่เข้าถึงและตรึงใจกับตัวเลขภายในใจของตนเองเท่านั้น มิอาจปริปากบรรยายให้ผู้กำลังฟังได้

ขณะที่รถของประทิน ปรางสีและทนงเดชขับเลยไปนานแล้วเพราะหลานสาวของปู่บอกไว้ ‘หนูจะเลยไปรอปู่ที่บ้านประธานฯเลยนะคะ หนูหิวน้ำ’

บ้านประธานฯก็คือบ้านหัวหน้ากลุ่มเกษตรกรของที่นี่ ด้วยว่ามีร้านเครื่องดื่มอยู่หน้าบ้าน

แต่แท้จริงแล้ว ปู่ก็รู้…ทนงเดชไม่อยากวิสาสะกับชายหนุ่มผู้เพิ่งมาจากกรุงเทพฯ

“มันมาทำไมกันตั้งหลายคน” เขาหันมาบ่นกับหญิงสาว สีหน้าคล้ายจะเอาเรื่อง “ถ้ารู้ล่วงหน้าว่าคุณตาจะเอาใจพวกมันขนาดนี้ คงไม่มาให้เสียเวลา”

ประทินก็ได้แต่อึ้งไป ด้วยนึกเกรงตระกูลของเพื่อนลูกสาวอยู่ครามครัน ยิ่งอีกฝ่ายเปล่งวาจาก็ยิ่งหวั่นไหว

“ไอ้คนชื่อยุคทองนี่มันใครกันคุณป้า”

 



Don`t copy text!