นิราศรักสองนครา บทที่ 34 : เห็นหน้าค่าตา

นิราศรักสองนครา บทที่ 34 : เห็นหน้าค่าตา

โดย : ปรียนันทนา

Loading

นิราศรักสองนครา โดย ปรียนันทนา เรื่องราวของโชติ หญิงสาวชาวสยาม กับทางเลือกสองทาง ความรักของชายหญิงกับความรักหวงแหนแผ่นดินเกิด เธอจะเลือกทางใด และหากไม่สามารถเลือกได้  จะมีหนทางใดที่ใจสองดวงจะมาบรรจบพบกัน ณ จุดที่ลงตัวได้หรือไม่ นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านพร้อมกันที่นี่ anowl.co

ห้องโถงรับประทานอาหารมีจำนวนผู้ร่วมโต๊ะเพียงสามคนหลังจากที่เจ้าคุณลุงของหญิงสาวกลับมาจากการเข้าเฝ้าพระเจ้านโปเลียนที่ 3 ที่ปราสาทแซงต์คลู ชานเมืองปารีส สภาพอากาศที่แตกต่างจากบ้านเกิดเมืองนอนทำให้สมาชิกผู้ร่วมทางต่างมีอาการเพลียไปตาม ๆ กัน ทั้งที่ก่อนหน้านี้มื้อเย็นจะเป็นมื้ออาหารที่คณะผู้ร่วมภารกิจราชทูตต่างร่วมหารือเรื่องงานกันอย่างพร้อมเพรียง แต่วันนี้ทุกคนต่างพร้อมใจกันให้พระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ได้อยู่กับครอบครัวคือภรรยาของท่าน อันประกอบด้วยคุณหญิงอ่วมผู้เป็นภรรยาเอก และโชติผู้เป็นหลานสาว

“ได้ยินว่าพ่อหนุ่มฝรั่งเศสคนนั้นจะเชิญพวกเราไปรับอาหารเย็นที่บ้านเขาอย่างนั้นกระนั้นหรือแม่โชติ” เสียงคุณลุงเอ่ยกับหลานสาวของภรรยาอย่างสุขุม ไร้วี่แววแปลกใจทว่าเต็มเปี่ยมไปด้วยความห่วงใย

“เจ้าค่ะ คุณลุง” โชติตอบรับอย่างไม่แปลกใจนักเพราะทราบดีว่าคุณหญิงอ่วมผู้เป็นป้าคงถ่ายทอดคำเชิญของชายหนุ่มให้ผู้เป็นสามีรับทราบแล้ว

“พวกเขาจะเชิญคณะราชทูตไปเพื่อเลี้ยงต้อนรับเจ้าค่ะคุณพี่ แต่อิฉันเกรงว่าจะเป็นการขอดูตัวหลานของเราเสียมากกว่า” ผู้เป็นป้าเอ่ยอย่างตรงไปตรงมาจนโชติไม่ทันตั้งตัวทำให้มือที่กำลังจับขวดไวน์ขณะบรรจงรินน้ำสีองุ่นลงแก้วสั่นไหวด้วยใจที่กำลังระทึก

“เห็นจะจริงดังน้องพูด” พระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์มองหน้าหลานสาวของภรรยาที่กำลังส่งตะกร้าขนมปังฝรั่งเศสให้แล้วเอ่ยออกมาอย่างที่ใจคิด “แม่โชติ ปีนี้หลานอายุเท่าไหร่”

“สิบเก้าย่างยี่สิบแล้วเจ้าค่ะ”

“อายุขนาดนี้อีกไม่นานก็เรียกได้ว่าเป็นสาวทึนทึกแล้ว” เสียงคุณหญิงเอ่ยอย่างไม่เห็นเป็นสำคัญนัก

“พูดเช่นนี้แม่โชติมิเก้อแย่หรือ แม่อ่วม”

“ไม่ดอกเจ้าค่ะคุณลุง หลานหาได้เห็นเป็นเรื่องสำคัญไม่ที่ลูกผู้หญิงจะต้องรีบออกเรือน” โชติยิ้มน้อย ๆ อย่างย้ำเตือนสิ่งที่ตนคิด

“หากยังมิได้ปักใจรักใครจริงก็ยังไม่ต้องคิดมีคู่ดอก” เสียงผู้เป็นป้าสำทับสนับสนุน

“ให้ท้ายกันดีจริงป้าหลานคู่นี้” พระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์เอ่ย “ว่าแต่การที่เราตอบรับคำเชิญหรือไม่นั้นย่อมส่งผลต่อการที่เราเดินทางมาเจรจาความเมืองด้วยจริงหรือไม่แม่โชติ”

โชติมองหน้าคุณลุงเขยผู้ที่เธอเคารพรักประดุจบิดาอย่างเข้าใจพร้อมกับเอ่ยออกมาดังใจคิด “หลานก็คิดเช่นนั้นเจ้าค่ะ ด้วยว่าคุณลุงเดินทางมาในฐานะราชทูต ได้รับมอบหมายให้มาเจรจาเรื่องท่านกงสุลโอบาเรต์แลดินแดนที่ยังเป็นปัญหาอยู่ ที่สำคัญบ้านของมิเชลก็ยังสนิทสนมกับท่านกงสุลพอสมควร”

“แต่การที่เราจะมีมิตรในต่างแดนก็หาได้เป็นเรื่องต้องห้าม หลานอย่ากังวลไปจนเกินควรเลยนะแม่โชติ”

“เป็นอันว่าแม่อ่วมเห็นว่าพวกเราควรรับคำเชิญของพ่อหนุ่มนั่นในฐานะมิตร กระนั้นใช่หรือไม่”

“เจ้าค่ะคุณพี่” ฝ่ายภรรยาตอบสามีอย่างจริงใจและส่วนลึกนั้นมีความจริงที่ยิ่งกว่าอีกหนึ่งข้อที่เธอมั่นใจว่าเป็นความนัยอันไม่สามารถซ่อนเร้นได้ที่ฉายชัดออกมาทางแววตาของหนุ่มฝรั่งเศสท่าทางจิตใจดีผู้นั้น ผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายปีเช่นคุณหญิงอ่วมย่อมคาดเดาได้ไม่เกินความคาดหมายว่าเป็นการส่งสัญญาณการเชื่อมความสัมพันธ์ที่อาจก้าวหน้าขึ้นไปอีกหนึ่งขั้นนับจากนี้ เพราะเธอได้รับคำบอกเล่าจากคนสนิทที่ให้ติดตามแม่โชติว่าหลานสาวคนโปรดเพิ่งรับของกำนัลจากชายหนุ่มเป็นน้ำปรุงที่สกัดกลิ่นขึ้นมาเป็นพิเศษบรรจุภายในขวดแก้วสวยงามอย่างที่แม่บัวไม่เคยเห็นจากห้างร้านใดในสยามมาก่อน

สิ่งนี้เป็นเครื่องยืนยันแล้วว่าแม่โชติเป็นที่หมายปองกระทั่งอาจไปถึงต้องการจับจองโดยที่เจ้าตัวเองก็ดูจะมีใจเอนเอียงไปในทิศทางเดียวกันกับอีกฝ่ายไม่ใช่น้อย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่คุณหญิงอ่วมคาดคิดหากแต่มีบางอย่างที่เธอยังรู้สึกติดอยู่ในใจลึก ๆ อย่างที่ไม่อาจรู้ได้ว่าปลายทางของความรู้สึกทั้งสองฝ่ายจะจบลงเช่นไร

สายลมเอื่อยปะทะผิวกายที่กำลังคลายความร้อนซึ่งกำลังระอุในยามบ่ายคล้อย ใบหน้าของผู้คนที่กำลังทยอยเดินเข้ามาในบริเวณโบสถ์แซงต์ฟรังเพื่อร่วมพิธีรำลึกถึงผู้วายชนม์ดูสงบนิ่ง เด็กหญิงผู้บัดนี้มีผิวพรรณผุดผ่องอย่างคนก้าวเข้าสู่วัยสาวกำลังเดินตามคุณนายแสงและสังเกตผู้คนรอบข้างระหว่างทางอย่างสนใจภายใต้ท่าทีสำรวม หลายเดือนที่เธอได้เข้ามาอยู่ร่วมชายคาบ้านคุณพระนรินทรราชเสนาทำให้ปรับตัวได้ดีเมื่อยามต้องเข้าพบผู้คนหลายระดับตั้งแต่พ่อค้าไปจนกระทั่งคุณข้าหลวงในวัง

“คุณนายแสงคะ มิเห็นคุณหลวงเลยนะคะ”

กลอยกวาดสายตามองหาไปทั่วพื้นที่เล็ก ๆ ตั้งแต่แท่นบูชาไปจนผนังรอบโบสถ์ที่ ‘วัดแซงต์ฟรังซัวซาเวียร์’ ซึ่งมีรูปปั้นพระรูปแม่พระและรูปนักบุญฟรังซัวซาเวียร์จากที่นำมาจากเมืองมะนิลา กลอยกวาดตามองไปทางใดก็ปะทะกับผู้คนในชุดขาวดำด้วยผู้ล่วงลับนั้นอยู่ในวัยสาวใหญ่ยังมิได้ชรา และดูเหมือนว่าเป็นการจากไปอย่างกะทันหันและไม่คาดคิดของหมู่ญาติ

“นั่นสิ ฉันก็มิใคร่คุ้นเคยกับใครนักดอก นอกจากปวารณาว่าคนตายเป็นน้องสะใภ้ด้วยว่าฉันนั้นใกล้ชิดกับคุณจอมพี่สาวของคุณหลวง” นางแสงพูดเบา ๆ กับกลอยซึ่งบัดนี้สนิทสนมเสมือนเป็นบุตรสาวคนเล็กมากกว่าจะเป็นเพียงเด็กหญิงที่แม่โชติอุปการะ

“โน่นแม่เพ็ญ ใช่หรือไม่คะคุณนาย” กลอยเอ่ยอย่างยินดีเมื่อเห็นร่างเล็ก ๆ เพิ่งมัดจุกได้ของเด็กหญิงกำลังเดินเตาะแตะมีพี่เลี้ยงกำลังจูงมือเข้ามาใกล้ ๆ

“จริงด้วย โถ แม่เพ็ญ” นางแสงเอ่ยได้เพียงเท่านั้นก็แทบจะกลืนน้ำตาอย่างสะท้อนในหัวอกคนเป็นแม่ที่มีลูกยังเล็กเพียงเท่านี้กลับจำต้องจากไปไม่มีวันหวนกลับ เพียงแค่คิดจิตใจของนางแสงก็หดหู่ลงยิ่งกว่าเดิม ทำให้ระหว่างที่ทรุดตัวลงเพื่อสวมกอดเด็กหญิงเพ็ญที่กำลังโถมตัวเข้ามาในอ้อมแขนแต่ดวงตากลับพร่าเลือนด้วยหยาดน้ำตาที่รื้นอยู่เมื่อครู่ไหลลงมาอาบแก้มราวทำนบแตก

“คุณป้า” เด็กหญิงส่งเสียงสำเนียงชัดเจนยิ่งเป็นที่น่าเอ็นดูระคนสงสารแก่ผู้ใหญ่หลายคนที่กำลังเดินอยู่ในงานซึ่งล้วนแต่เป็นญาติพี่น้องฝั่งแม่จันผู้เป็นมารดาของเด็กหญิง

“จ้ะ หนูเพ็ญ หนูเป็นเยี่ยงไรเล่า อยู่กันอย่างไรล่ะ” นางแสงหันไปถามคนเลี้ยงชื่อนางต่วน

“อยู่กับคุณตาของคุณหนูค่ะคุณนาย แต่คุณหนูพอเล่นกันเพลิน ๆ ก็จะหันไปเรียกคุณแม่ค่ะ ทั้งที่ไม่มีใครอยู่แถวนั้นเลย” เจ้าหล่อนหมายถึงบนเรือนที่เป็นบ้านคุณหลวง “พอพวกอิฉันบอกว่าไม่มีก็ไม่เชื่อ ร้องไห้ใหญ่เลยค่ะ พวกเราเลยต้องให้คุณตามาอยู่ด้วย ท่านก็เลยทิ้งเรือนตัวเองมาอยู่กันที่เรือนใหญ่”

“แล้วพ่อพร้อม เอ้อ ฉันหมายถึงคุณหลวงน่ะ ท่านกลับมาบ่อยหรือไม่”

“ก่อนหน้านี้ที่คุณจันเจ็บหนักท่านก็เวียนมามิได้ขาดค่ะ แต่งานข้างในคงยุ่งมากวันนั้นที่คุณจันจะไป” นางต่วนพูดพลางเอามือปาดน้ำตาอย่างกลั้นไม่อยู่ “ท่านออกมาจากวังหน้าคุณจันก็…”

“เอาละ ๆ พอเถิดจ้ะ ฉันเข้าใจแล้ว”

นางแสงกระซิบบอกอีกฝ่ายด้วยกลัวเด็กหญิงในอ้อมกอดได้ยินบทสนทนาระหว่างกัน ส่วนกลอยที่ได้ยินและกำลังมองดูแม่หนูเพ็ญที่กำลังน่ารักน่าชัง แววตาใสซื่อของแม่หนูตัวน้อยพากลอยให้น้ำตารื้นด้วยความคิดถึงมารดาของตนขึ้นมาทันที แม้ว่ากลอยได้จากบ้านมานานเพื่อมาอยู่กับพี่สาวใจดีเช่นโชติหัวใจของเธอเคยบอบช้ำจากการถูกผลักไสจากผู้เป็นบิดา แต่ลึกลงไปเด็กหญิงที่กำลังเข้าวัยสาวรู้อยู่เต็มอกว่าเธอไม่เคยขาดแคลนความรักของมารดาแม้แต่น้อย ความบอบช้ำที่เคยระทมในใจจึงยังมีความรักของมารดาถมอยู่ครึ่งหนึ่งนอกเหนือจากการเยียวยาที่ได้รับจากครอบครัวของโชติ ด้วยเหตุนี้กลอยจึงรู้สึกสงสารแม่เพ็ญอย่างสุดซึ้งเพราะความรักของแม่นั้นเป็นฐานให้ก่อเกิดความรู้สึกนึกคิดและจิตวิญญาณอันอ่อนโยนที่มนุษย์พึงมี

กลอยได้แต่หวังว่าความรักของคุณจันจะยังคงจำหลักในใจของแม่เพ็ญตราบจนเด็กหญิงเติบโต ไม่ว่าจะพบพานกับเรื่องราวใดใดแต่ยังมีหัวใจงดงาม สมดังความรักของผู้เป็นแม่ที่โอบกอดลูกน้อยไว้ตราบลมหายใจสุดท้ายแห่งชีวิต

 



Don`t copy text!