
นิราศรักสองนครา บทที่ 35 : อาคันตุกะจากแดนไกล
โดย : ปรียนันทนา
![]()
นิราศรักสองนครา โดย ปรียนันทนา เรื่องราวของโชติ หญิงสาวชาวสยาม กับทางเลือกสองทาง ความรักของชายหญิงกับความรักหวงแหนแผ่นดินเกิด เธอจะเลือกทางใด และหากไม่สามารถเลือกได้ จะมีหนทางใดที่ใจสองดวงจะมาบรรจบพบกัน ณ จุดที่ลงตัวได้หรือไม่ นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านพร้อมกันที่นี่ anowl.co
แสงจากโคมไฟส่องให้ห้องรับประทานอาหารภายในเรือนของเจ้าบ้านผู้เชื้อเชิญอาคันตุกะจากดินแดนตะวันออกดูน่าตื่นตาตื่นใจและมองเพลินตาไปเกือบทุกมุม แม้ว่าผู้มาเยือนมิได้ตื่นเต้นกับอาคารหลังใหญ่ที่จัดว่าเป็นเรือนของคหบดีไม่ต่างจากเรือนขุนนางตระกูลใหญ่ในสยาม ท่าทีของพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์มิได้แปลกใจกับความโอ่อ่าตรงหน้ามากนัก เจ้าของบ้านพบแต่ความนอบน้อมแต่แฝงไว้ด้วยความงามสง่าในอากัปกิริยาของทุกคนในคณะ ไม่เว้นแม้แต่สาวใช้ของคุณหญิงภริยาท่านทูตแห่งสยาม
เมื่อมิเชลผู้เป็นบุตรชายเจ้าของบ้านแสดงอาการต้อนรับอย่างออกหน้า เอแลนผู้เป็นมารดาก็อดไม่ได้ที่จะสนใจหญิงสาวจากสยามเป็นพิเศษ ด้วยว่าก่อนหน้านี้เธอตระหนักแน่ชัดว่ามิเชลไร้สิ้นเยื่อไยจากรักเก่าแล้ว เธอจึงอยากรู้ว่าหญิงสาวจากแดนตะวันออกผู้สามารถมัดใจบุตรชายคนเดียวของเธอมีรูปร่างหน้าตาและกิริยาเยี่ยงไร หลังจากที่ผู้มาเยือนส่งเสื้อคลุมให้สาวใช้นำไปแขวนเรียบร้อย จังหวะที่ท่านราชทูตและคุณหญิงหันไปแนะนำหลานสาวผู้อยู่ในชุดกระโปรงแบบหญิงสาวปารีเซียนทำให้เอแลนกระจ่างแจ้งแก่ใจว่าเหตุใดบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนจึงหลงใหลอัญมณีแห่งสยามอย่างมิอาจถอนใจ ด้วยว่าวงหน้างามกอรปด้วยเครื่องหน้าชัดเจนยิ่ง ดวงตาประกายสีนิลคู่นั้นมีน้ำหล่อเลี้ยงราวต้องแสงจันทร์ในคืนเพ็ญอยู่ทุกยาม ยิ่งสีผิวออกเหลืองน้ำตาลอมแดงอันเนียนตายิ่งกระทบแสงจากโคมในห้อง ยิ่งทำให้เธอดูน่ามองไปทุกขณะการเคลื่อนไหว
“บงชูร์ เมอร์ซิเออร์และมาดามเลอกอล์ฟ” โชติเอ่ยคำทักทายภาษาฝรั่งเศสก่อนจะยกมือประนมหว่างอกแล้วก้มศีรษะลงมาให้จมูกแตะตรงปลายนิ้วโป้งเพื่อแสดงออกถึงการคารวะในแบบของเธอ
“ที่สยามผู้คนที่มีอายุน้อยกว่ามักไหว้เมื่อพบกับผู้ใหญ่ครับคุณพ่อ คุณแม่” มิเชลหันไปอธิบาย เนื่องจากทั้งคุณหญิงและท่านราชทูตทักทายแบบฝรั่งเศส คือท่านราชทูตยื่นมือมาจับ ส่วนคุณหญิงก็สามารถเอาแก้มแนบแก้มกับเอแลนได้อย่างไม่เคอะเขิน
“งดงามมากจ้ะ” มารดาของมิเชลเอ่ยชมอย่างจริงใจ เธอรู้สึกถูกชะตากับหญิงสาวตรงหน้า ขณะพาเดินไปนั่งที่โต๊ะอาหารเธอยิ่งพบว่าหญิงสาวจากสยามพูดภาษาฝรั่งเศสได้พอสมควร จากคำบอกเล่าของมิเชลทำให้เอแลนไม่แปลกใจ เนื่องจากบุตรชายของเธอก็สามารถพูดภาษาไทยได้บ้าง เพราะทั้งสองคนต่างตกลงแลกเปลี่ยนสอนภาษาของกันและกันที่บ้านครูสอนภาษาอังกฤษของหญิงสาว มิเชลบอกว่าโชติเป็นหญิงสยามที่แตกต่างจากหญิงตะวันออกโดยทั่วไป
“เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ครอบครัวของเราได้ต้อนรับท่านราชทูตแห่งสยามผู้เป็นมิตรประเทศของเรา” เมอร์ซิเออร์เลอกอล์ฟ บิดาของมิเชลยกแก้วไวน์แดงขึ้นเพื่อเชิญชวนทุกคนดื่มพร้อมกัน ทั้งท่านราชทูตและภริยารวมถึงหลานสาวสามารถแสดงออกอย่างไม่เคอะเขิน เป็นที่พอใจของมิเชลที่กำลังคิดอยู่ในใจว่าโชติและคุณหญิงป้าของหญิงสาวจะมีอาการเช่นไร แต่ทั้งสองสามารถเข้าใจวัฒนธรรมของเขาได้ดีกว่าที่คิด รวมทั้งสามารถดื่มไวน์แดงได้อย่างปกติราวกับคุ้นชินวิถีชีวิตมาก่อน
“แม่หนู เธอดื่มไวน์แดงเป็นด้วยหรือ” พ่อของมิเชลถามโชติยิ้ม ๆ อย่างเอ็นดู เพราะเขาได้ยินมาว่าหญิงสยามที่ดีส่วนใหญ่ไม่ใคร่ดื่มของมึนเมา พวกหล่อนค่อนข้างเก็บตัวและไม่ออกหน้ารับแขกร่วมกับผู้ชายนัก แต่ครอบครัวนี้ถือว่าแปลกแต่นับว่าเป็นข้อดี
มิเชลหันไปแปลภาษาให้โชติฟังอีกครั้งอย่างช้า ๆ จนหญิงสาวเข้าใจมากขึ้น เนื่องจากเธอยังไม่คุ้นสำเนียงเมื่ออีกฝ่ายพูดเร็วกว่าชายหนุ่ม
“ค่ะ ฉันพอดื่มได้บ้าง เนื่องจากเห็นบ่าวที่บ้านหมักดื่มกันเองแต่ไม่เคยลอง ที่ดื่มเป็นเพราะได้ลองชิมที่บ้านคุณลุงน่ะค่ะ” โชติพยายามอธิบายทั้งสองภาษาและมิเชลช่วยแปลอีกทำให้บทสนทนาราบรื่นพอควร
“บ้านของเรามีพวกฝรั่งนำเหล้าองุ่นมาให้บ่อย ๆ น่ะ กระผมให้ลูกหลานลองดื่มบ้างตามควรในเวลาที่มีเทศกาล” ท่านราชทูตอธิบายช้า ๆ
“ดีครับ ผู้หญิงหรือผู้ชายก็สามารถออกงานรับแขกได้ไม่ต่างกัน ว่าแต่บุตรชายของท่านที่เคยร่วมทางมาด้วยเมื่อคราวก่อนมิได้เดินทางมาด้วยหรือครับ” เจ้าบ้านถามอย่างสนใจ เพราะการเข้าเฝ้าของคณะราชทูตสยามเมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้เป็นที่สนใจในสื่อสังคมชาวฝรั่งเศสถึงขนาดลงหนังสือพิมพ์หลายฉบับ คนฝรั่งเศสสนใจไม่ใช่น้อยรวมทั้งตัวเขาที่นิยมของแปลกตาจากต่างเมืองยิ่งสนใจเป็นพิเศษ
“พ่อชายมิได้มา เวลานี้กำลังจะทำงานจึงอยู่เรียนรู้งานกับปู่ของเขา” พระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์เอ่ยถึงบิดาของเขาผู้เป็นที่รู้จักดีในหมู่ชาวต่างชาติ
“ผมได้ยินว่าบุตรชายของท่านอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเจ้าชายดอแฟ็งแห่งสยาม” อีกฝ่ายเอ่ยถึงเจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์ในฐานะรัชทายาท
“ใช่แล้ว พ่อชายอายุไล่เลี่ยกับพระองค์ท่าน ฉันจึงยินดีให้เขาติดตามรับใช้พระองค์ชาย”
“เป็นเรื่องน่ายินดียิ่ง” เจ้าของบ้านเอ่ยอย่างมีนัยยะ ด้วยว่าการที่ครอบครัวของหญิงสยามผู้ที่บุตรชายสนใจคนนี้ค่อนข้างใกล้ชิดกับราชวงศ์มากทีเดียว ที่เขาได้ยินพวกนักหนังสือพิมพ์คุยกันว่าท่านราชทูตผู้นี้สืบเชื้อสายมาแต่เฉกอะหมัดผู้รับราชการมาแต่สมัยกรุงเก่า เมื่อย้ายมาตั้งราชวงศ์ใหม่ที่เมืองบางกอก ลูกหลานของตระกูลนี้ก็ยังถือเป็นผู้ใกล้ชิดราชวงศ์จนชาวต่างชาติต่างเคารพเกรงใจเพราะช่วยบริหารราชการแผ่นดินมายาวนาน
“หากมิเชลของเราเดินทางไปสยามอีกครา คงจะสามารถทำความรู้จักสนิทสนมกับครอบครัวของท่านราชทูตได้มากกว่าเดิม ใช่หรือไม่ครับ”
ท่านราชทูตรู้สึกคล้ายกับว่ารสชาติของเนื้อที่ย่างมาสุกกำลังดีที่กำลังเคี้ยวอย่างออกรสในปากค่อนข้างชืดลงทันใดเมื่อได้ยินบทสนทนาของเจ้าบ้าน จนเขาต้องรีบหยิบแก้วไวน์แดงมาดื่ม ก่อนจะหันไปแปลความให้ภรรยาและหลานสาวฟังซึ่งทั้งสองเพียงยิ้ม คุณหญิงอ่วมนั้นเข้าใจว่าเจ้าของบ้านคงเพียงอยากให้บุตรชายได้สนิทสนมกับหลานสาวมากขึ้น ส่วนโชตินั้นก็คิดเห็นไปในทางเดียวกัน มีแต่ท่านราชทูตเท่านั้นที่รู้สึกถึงนัยยะอันแฝงบางสิ่งที่มีความรักของหนุ่มสาวฉาบหน้าเอาไว้ แต่เพียงแค่เขายังไม่รู้ว่าสิ่งที่แอบซ่อนอยู่นั้นคืออะไร
โชติลอบมองมิเชลที่นั่งตรงข้ามก็พบว่าหน้าเขาแดงก่ำ หญิงสาวคิดว่าอาจเพียงฤทธิ์ของเหล้าองุ่น แต่ในแววตาของชายหนุ่มกลับไม่ได้อ่อนหวานเมื่อยามสบตาเธอเช่นเมื่อครู่ หญิงสาวพบความอึดอัดขัดข้องบางอย่างในแววตาที่คงรบกวนจิตใจเขา ซึ่งพาให้ใจเธอฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้ จากนั้นมื้ออาหารที่ควรเป็นเวลาแห่งความสุขก็กลับยาวนานเกินคาด กว่าจะล่วงเข้าจานสุดท้ายคือขนมหวานที่เจ้าของบ้านฝ่ายหญิงภูมิใจนำเสนอ เนื่องจากกำลังเป็นที่นิยมและทำจากข้าวอันเป็นวัตถุดิบที่เจ้าของบ้านคาดว่าจะเป็นการเอาใจแขกผู้มาเยือนจากดินแดนอันอุดมไปด้วยวัตถุดิบชนิดนี้
“Riz à l’impératrice” (ริซ อะ ลามเปราทริซ) เอแลนแม่ของมิเชลเอ่ยชื่อขนมขณะที่สาวใช้กำลังวางจานของหวานลงตรงหน้าอาคันตุกะแต่ละคน
“ขนมข้าวจักรพรรดินีใช่ไหม” มิเชลเอ่ยด้วยท่าทางไม่แน่ใจก่อนจะอธิบายต่อ “เป็นขนมที่สมเด็จพระจักรพรรดินีเออเฌนีทรงตั้งชื่อจากที่เดิมทีเรามีขนมข้าวคล้ายแบบนี้แต่เพียงแค่ต้มใส่นมอยู่ก่อน แต่เมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้เองมีการคิดนำผลไม้เชื่อมหมักด้วยเหล้าแล้วเติมครีมบาวาเรียนลงไปครับ”
“แล้วเหตุใดขนมข้าวนี้จึงแข็งตัวได้ล่ะคะ” โชติถามพลางมองหน้าตาขนมตรงหน้าอย่างสงสัย ด้วยในบ้านเมืองของเธอนั้นข้าวที่นำมาทำขนมจะเป็นข้าวเหนียว สำหรับของหวานหญิงสาวนึกไม่ถึงว่าข้าวที่รับประทานอยู่ทุกวันจะมีรสชาติเยี่ยงไรเมื่อเข้ากับน้ำตาล
“น่าจะเป็นน้ำแข็งใช่หรือไม่พ่อมิเชล” คุณหญิงอ่วมผู้มีความสนใจโลกภายนอกและเรียนรู้เรื่องราวของต่างชาติพอจะทราบเรื่องฝรั่งสามารถทำน้ำเป็นก้อนที่สามารถเก็บเอาความเย็นไว้ได้
“ใช่ขอรับ คุณหญิงเก่งมากทีเดียว ขนมนี้นำไปกวนหรือตีเร็ว ๆ บนก้อนน้ำแข็งก่อนนำมาใส่พิมพ์ขอรับ”
“น่าสนใจมากทีเดียว” คุณหญิงอ่วมยิ้มแล้วนำช้อนเล็กสำหรับของหวานบรรจงตักขนมเข้าปากแล้วทำหน้านิ่ง ๆ ขณะเคี้ยว “หวาน”
“ก็ขนมหวานนี่คะคุณป้า” โชติบอกก่อนทำเช่นเดียวกัน พลางเคี้ยวรับรสชาติที่เพิ่งเคยลิ้มลอง ก่อนลอบสบตากับคุณป้าแล้วไม่พูดสิ่งใด กระทั่งมาดามเลอกอล์ฟแม่ของมิเชลเอ่ยถาม
“เป็นอย่างไรบ้างจ๊ะ ถูกปากหนูหรือไม่”
“ก็รสชาติหวานแหลมค่ะ”
“หนูชอบหรือไม่จ๊ะ เคยรับประทานมาก่อนหรือเปล่า ที่เมืองสยามมีข้าวมากมาย มิใคร่มีขนมข้าวเช่นนี้หรือ”
โชติมองหน้ามิเชลอย่างขอความช่วยเหลือ เพราะเธอกำลังคิดว่าแม่ของชายหนุ่มน่าจะถามว่าที่บ้านเมืองของเธอนั้นมีขนมหน้าตาเช่นขนมตรงหน้าหรือไม่ ซึ่งดูเหมือนชายหนุ่มเข้าใจดีจึงรีบอธิบายให้หญิงสาวหายข้องใจ
“มิใคร่มีดอกค่ะ ที่สยามเรากินข้าวก็จริง แต่ของหวานนั้นเราไม่ได้นำข้าวที่กินมาทำขนม จะมีก็จำพวกข้าวเหนียว หรือข้าวตากแห้งแล้วนำไปทอดกินกับเครื่องจิ้มเป็นของว่างค่ะ” หญิงสาวอธิบายช้า ๆ ทั้งภาษาไทยปนภาษาฝรั่งเศสเท่าที่เธอนึกออกโดยมีมิเชลช่วยแปลให้มารดาของเขาฟัง
เอแลนยิ้มรับก่อนมีท่าทีเชิญชวนทุกคนลิ้มลองขนมที่เจ้าภาพเช่นเธอตั้งใจนำเสนอให้ครอบครัวหญิงสาวได้รู้จัก
“ได้ยินว่าหนูสอนหนังสือด้วยเหรอจ๊ะ” เอแลนถามโชติอย่างเอ็นดู เพราะมิเชลเล่าให้เธอฟังว่าหญิงสาวเรียนหนังสือกับมิชชันนารีอเมริกัน รวมทั้งช่วยสอนภาษาให้กับเด็กหญิงสยามด้วย
“เพียงแค่ช่วยครูของฉันค่ะ มิได้เก่งกาจนัก” โชติเอ่ยอย่างถ่อมตัว
“สอนภาษาอังกฤษได้ หนูเก่งมากเลยนะจ๊ะ” อีกฝ่ายเอ่ยชมอย่างจริงใจ ก่อนที่เห็นแขกเริ่มอิ่มแล้วจึงชวนกันไปยังห้องนั่งเล่นเพื่อจิบเครื่องดื่มหลังอาหาร ซึ่งสามีของเธอลุกขึ้นเดินนำท่านราชทูตไปพร้อมกับสนทนาเรื่องทั่วไปด้วยอย่างมีมารยาทดี
ส่วนคุณหญิงและหลานสาวลุกขึ้นพร้อม ๆ กันโดยมีสาวใช้นำไปยังห้องนั่งเล่น ส่วนเอแลนเดินรั้งท้ายไปพร้อมกับบุตรชาย ผู้เป็นมารดากระซิบให้บุตรชายฟังอย่างชื่นชม
“แม่หนูคนนี้สวยน่ารักมากทีเดียว คุณพ่อของลูกคงพอใจ เห็นว่าอยากให้ท่านราชทูตช่วยอำนวยความสะดวกเรื่องงานของเราที่อยากได้สินค้าจากสยามด้วย”
“สินค้าจากสยาม สิ่งใดหรือครับคุณแม่” เขาเข้าใจไปถึงพวกอาหารและของสวยงามพื้นบ้านที่กำลังจัดแสดงอยู่ที่งานเอ็กซ์โปจึงฟังอย่างสนใจเช่นกัน
“วัตถุโบราณแลพวกหินสวย ๆ น่ะ” เอแลนกระซิบกระซาบเสียงเบาด้วยแน่ใจว่าผู้ที่เดินนำหน้าคงฟังไม่เข้าใจ เพราะเธอเห็นว่าโชติยังพูดภาษาฝรั่งเศสได้ไม่มากนัก
“ของโบราณสิ่งใดกันครับคุณแม่ พวกถ้วยชามหรือ” เขาไพล่ไปคิดถึงพวกเครื่องถ้วยซึ่งเห็นชาวสยามมีงานฝีมือหลายแบบอยู่ ทั้งงานปั้นและจำพวกงานถ้วยชามเขียนลายที่เป็นงานฝีมือ แต่เขาไม่เคยเห็นของโบราณว่าสวยงามเช่นไร คุณพ่อของเขาเป็นพวกนิยมของหายากจากแดนไกลอาจมีข้อมูลว่าควรสรรหาของเก่าเก็บมาอย่างไร
“มิใช่ดอกจ้ะ อาจเป็นพวกศิลปะเช่น เศียรพระ หรืองานเทวรูปสยามที่อยู่ตามเมืองเก่า”
สิ่งที่คุณแม่พูดทำให้เขาฟังไม่เข้าใจถนัดนัก ด้วยของจำพวกนั้นอาจหายากเกินไปแลอาจไม่มีในเมืองบางกอกที่เขาเคยใช้ชีวิตอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง มิเชลจึงเงียบเสีย ปล่อยให้มารดาเข้าใจว่าเขาเห็นดีด้วยไปดีกว่าขัดใจท่าน แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้นเพราะคุณแม่ของเขายังคงพูดเรื่อยไป
“ยังมีพวกอัญมณีอีก ได้ยินว่าสยามมีพวกเพชรพลอยงามนัก”
“ผมไม่เคยเห็น”
“ลูกจะไปรู้เรื่องใดเล่า มิเชล ลูกน่ะเป็นผู้ชาย ดูทีรึนั่น” มารดาพูดพลางปรายตาไปเบื้องหน้าที่หญิงต่างวัยกำลังเดินนำอยู่ “เห็นหัวแหวนที่คุณหญิงท่านราชทูตสวมหรือไม่”
“ครับ ทราบว่าเป็นมรดกจากต้นตระกูลของท่าน” มิเชลมองตามไปยังมือขวาของคุณหญิงที่นิ้วชี้ ซึ่งมีแหวนทองคำสีสุกประดับด้วยเพชรรูปแบบแปลกตาหากก็งดงามยิ่ง
“นั่นไปอะไรเล่า นี่ล่ะของหายากในกาลข้างหน้า”
“แต่ชาวสยามเริ่มหันมานิยมของจากทางยุโรปมากแล้วนะครับคุณแม่”
“นั่นมันเรื่องการค้าขายทั่วไป คนที่มีเงินจะนำของงดงามเท่าใดไปขายก็ย่อมได้ เนื่องจากพระเจ้ากรุงสยามได้ทำสนธิสัญญาค้าขายกับหลายประเทศ”
“ผมยังไม่ใคร่เข้าใจนัก เพียงแต่รู้ว่าคุณพ่ออาจทำให้ท่านราชทูตขุ่นหมองใจได้หากเราเชิญท่านมาเพื่อการนี้” เขามีสีหน้ายุ่งยากใจก่อนที่บทสนทนาจะจบลงที่หน้าห้องนั่งเล่นแล้วทุกคนก็เข้าไปในห้อง
“มิมีใครเสียเปรียบดอก ครานี้มีแต่เราทั้งสองครอบครัวที่ควรสมประโยชน์กันเสียมากกว่า”
เอแลนยิ้มหวานอย่างพึงใจในความคิดของสามีที่ได้ถ่ายทอดให้ฟังก่อนหน้านี้ ทีแรกเขาหวังให้บุตรชายหวนคืนดีกับคู่หมายเก่าด้วยครอบครัวของเธอคงจะเอื้อประโยชน์ให้กับครอบครัวเขาได้ แต่เมื่อได้ฟังภรรยาเล่าว่าหญิงสาวจากแดนไกลที่มิเชลหมายปองหาใช่หญิงชาวบ้านธรรมดา แต่เป็นคนในครอบครัวขุนนางชั้นสูงแห่งแดนสยาม ที่แม้นอยู่ไกลแสนไกลจากความคิดคำนึงของเขาก่อนหน้านี้ แต่การสนทนากับพวกนักข่าวและนักเขียนหลายคนทำให้เขาทราบว่าดินแดนไกลโพ้นนั้นน่าสนใจมิน้อยกว่าอินเดียและจีนเลยสักนิด ด้วยอารยธรรมที่หลากหลายและสายพระเนตรอันกว้างไกลของพระมหากษัตริย์ที่ทรงปรับตัวรับการเจริญสัมพันธไมตรีจากนานาประเทศทำให้สยามโดดเด่นยิ่งนักในความรู้สึกของเขา อาจเป็นความท้าทายที่ทำให้เขารู้สึกว่าประเทศเล็ก ๆ รายรอบไปด้วยอาณาจักรที่ทั้งฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักรหมายปอง แต่สยามกลับยังหยัดยืนอย่างทระนงในสภาวะที่ตนเองกำลังจะเพลี่ยงพล้ำเสียเมืองในปกครองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
เอแลนคิดว่าสิ่งที่สามีบอกเล่านั้นน่าสนใจยิ่ง เธอหวังว่าหากมิเชลต้องการลงเอยกับหญิงต่างแดนจริงจังก็อาจไม่ใช่เรื่องเสียหายแต่ประการใด เธอเข้าใจว่าบางทีการจะครอบครองสิ่งของล้ำค่าอาจต้องใช้เวลายาวนานทีเดียว แต่สำหรับเธอและสามีแล้ว ไม่ได้สำคัญว่าของเหล่านั้นจะมีที่มาอย่างไรหรืออยู่แห่งไหนในโลกนี้ ขอเพียงแค่เราได้มันมาครอบครอง เมื่อนั้นก็เท่ากับว่าเราคือเจ้าของโดยสมบูรณ์แล้ว
เหล้าหลังรับประทานอาหารกับของว่างอีกนิดหน่อยทำให้คณะผู้มาเยือนจากสยามดูอิดโรยเกินคำว่าอิ่มหนำ อาจด้วยระยะเวลารับประทานอาหารเย็นที่ยาวนานกว่าสามชั่วโมง โชติมองคุณป้าของเธออย่างเป็นห่วง ด้วยอาการอ่อนเพลียที่เพิ่งดีขึ้นไม่นานอาจกลับมาได้หากผู้สูงวัยอดนอนติดต่อกัน
“คุณหญิงดูเหนื่อยนะขอรับ” มิเชลเอ่ยอย่างห่วงใยราวกับรู้ใจหญิงสาว
“น่าจะเพลียแล้วล่ะค่ะ ใช่หรือไม่คะคุณป้า” หญิงสาวหันไปถามคุณหญิงอ่วมที่กำลังมองหน้าสามี ซึ่งกำลังสนทนากับเจ้าบ้านฝ่ายชายอย่างเคร่งเครียดเกินกว่าที่ควรเป็น
“นิดหน่อยน่ะแม่โชติ เหล้านี้ช่างทำให้ป้ามึนเสียจริง” คุณหญิงพูดพลางยกมือกุมขมับเล็กน้อย “แต่หากไม่ดื่มก็จะรู้สึกหนาวข้างในนะ”
“เปลี่ยนเป็นเครื่องดื่มอุ่น ๆ ดีกว่าไหมคะ” หญิงสาวหันไปถามแม่ของมิเชลด้วยภาษาของเจ้าบ้านว่าขอเครื่องดื่มร้อนสักถ้วย
“ได้จ้ะ เดี๋ยวฉันไปเตรียมสมุนไพรร้อนมาให้ดีกว่า จะเอาเป็นพวกช่วยให้คลายเครียดและหลับสบายด้วย ดีหรือไม่จ๊ะ”
“ขอบพระคุณยิ่งค่ะคุณน้า” หญิงสาวเอ่ยขอบคุณพร้อมกับเรียกอีกฝ่ายอย่างสนิทสนมมากขึ้นจนเอแลนสงสัย
“คนสยามมักเรียกขานกันเป็นพี่น้องเยี่ยงนี้ครับคุณแม่ พวกเขานับคนอาวุโสกว่าเป็นพี่ ป้า น้า อา ส่วนคนอายูน้อยก็มักเรียกว่าน้องครับ”
“จ้ะ แหม แม่หนูช่างน่าเอ็นดู”
เอแลนยิ้มก่อนเดินนำสาวใช้ไปหลังบ้าน เธอผละจากของขวัญที่คุณหญิงอ่วมและท่านราชทูตนำมามอบให้เจ้าของบ้านวางอยู่ตรงโต๊ะกลาง มีทั้งเครื่องถ้วยดินเผาจากสยามลวดลายงดงามแปลกตาจากที่เจ้าของบ้านเคยเห็น อีกทั้งยังมีผ้าแพรพรรณสีสันสวยงามที่ไม่ว่าหญิงชาติใดเห็นแล้วก็ย่อมเกิดความรู้สึกร่วมคือถูกตาต้องใจแน่นอน
ถ้วยกระเบื้องเคลือบแบบยุโรปที่โชติพบเห็นจากห้างร้านของต่างชาติในสยามถูกลำเลียงมาวางบนโต๊ะ กลิ่นหอมของสมุนไพรที่ไม่คุ้นเคยหากทว่าสร้างความรู้สึกผ่อนคลายเมื่อแรกกระทบโสตประสาท
“หอมจังเลยค่ะ” โชติเอ่ยชมเมื่อเจ้าบ้านฝ่ายหญิงกำลังรินน้ำใสใส่ลงถ้วย กลิ่นหอมเฉพาะตัวของสมุนไพรสดสักชนิดที่มีสีม่วงอ่อนจาง
“ลาวองด์ (ลาเวนเดอร์) แห้งนำมาชงดื่มช่วยให้ผ่อนคลาย ลองให้คุณป้าของหนูดื่มสิจ๊ะ” เอแลนเชิญชวนให้อีกฝ่ายได้ลองรสชาติของเครื่องดื่มที่เธอตั้งใจนำมาให้
“น้ำลาวองด์เหรอคะ มิเชล” หญิงสาวหันไปถามมิเชลอย่างสงสัย ด้วยสีและกลิ่นแปลกไม่คุ้นเคยทว่าก็หอมผ่อนคลายช่วยให้รู้สึกคลายความเหนื่อยล้าได้อย่างดี
“ใช่ครับ คุณหญิงลองดูสิครับ ต้นลาวองด์มีดอกสีม่วง นิยมปลูกในแคว้นโปรวองซ์ นอกจากนำมาทำเป็นพวกเครื่องหอมแล้วก็นำมาชงดื่มได้”
“ทุ่งดอกลาวองด์คงสวยมากนะคะ” หญิงสาวกล่าวกับมิเชล
“ดอกไม้กินได้ด้วยเหรอดอกหรือ” (แก้เป็น: ดอกไม้กินได้ด้วยเหรอเจ้าคะ หรือ ดอกไม้กินได้ด้วยหรือ)
“ขอรับคุณหญิง”
“สีม่วงแต่มิม่วงเท่าดอกอัญชัน รสชาติ กลิ่น ต่างกันมาก” คุณหญิงลองยกถ้วยชาขึ้นสูดกลิ่นควันจาง ๆ แล้วค่อย ๆ ดื่ม
“ขอรับ รสชาติต่างกันโดยสิ้นเชิง”
“แต่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายดีเชียว” สตรีอาวุโสเอ่ยชมพร้อมกับยิ้มให้เจ้าบ้านฝ่ายหญิง อีกฝ่ายพยักหน้าตอบเชิงรับรู้ได้ว่าเป็นคำชมก็รู้สึกปลื้มใจ
“เดี๋ยวไปจัดเตรียมให้คุณหญิงนำกลับไปด้วยนะ” เอแลนเอ่ยกับสาวใช้คนสนิทให้ไปเตรียมนำลาวองด์แห้งห่อกลับไปด้วย
“พ่อมิเชลบอกแม่เขาเถิดว่าป้ารู้สึกดีขึ้นมากแล้ว และขอบคุณท่านมากนะจ๊ะสำหรับดอกไม้แห้งที่จะมอบให้”
“ได้ขอรับคุณหญิง” มิเชลหันไปบอกมารดาอย่างรู้สึกยินดีที่ผู้ใหญ่ของหญิงสาวที่หมายปองชอบ เมื่อเอแลนได้ยินคำชมก็ยิ่งปลาบปลื้ม แต่เมื่อเหลียวมองไปยังโต๊ะสนทนาอีกโต๊ะที่สามีและท่านราชทูตกำลังคุยกันอย่างเคร่งเครียดก็ทำให้เธอแปลกใจ แต่เพียงแค่เสี้ยววินาทีความรู้สึกรบกวนจิตใจก็จางลงเมื่อหันมาจดจ่อกับการสนทนาในหัวข้อใหม่ที่คุณหญิงท่านราชทูตกำลังให้ความสนใจ
“เช่นนี้แล้วพวกใบไม้สมุนไพรหลายอย่างที่เมืองนี้คงมีคุณสมบัติช่วยแก้อาการได้อย่างดีสินะ” คุณหญิงถามอย่างสนใจ
“หลานคิดว่าเป็นเช่นที่คุณป้าบอกแน่ทีเดียว” โชติใคร่รู้คำตอบหลังจากถามอีกฝ่ายแทนคุณหญิงป้าของเธอ
“พวกใบแห้งของสมุนไพรต่าง ๆ นอกจากมีกลิ่นหอมยังช่วยหลายเรื่อง อย่างเช่นใบโรมาแร็ง (โรสแมรี่), ตีม (ไทม์), ออริก็อง (ออริกาโน)”
“ใช่แล้วจ้ะ ปกติพวกใบต่าง ๆ ที่มิเชลบอกมานั้นนำไปใช้ทำอาหารเพื่อช่วยลดกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ ส่งกลิ่นหอมเวลารับประทาน”
“อาหารจานหลักเมื่อครู่ที่เรากินก็มีใบพวกนี้ด้วย ใช่หรือไม่คะ”
“ใช่จ้ะ ปลาที่หนูกินนั้นฉันใส่ทั้งใบโรมาแร็งแลใบตีม ช่วยเรื่องดับกลิ่นคาว ทั้งยังช่วยเรื่องระบบย่อยอาหารด้วย”
“หอมนะคะ” โชติหันไปอธิบายให้คุณป้าฟัง ด้วยเธอเริ่มคุ้นชินกับสำเนียงของมารดามิเชล เมื่ออีกฝ่ายพยายามอธิบายช้า ๆ ทำให้หญิงสาวเรียนรู้อย่างรวดเร็ว
“เช่นนั้นฉันจะนำใบแห้งของเครื่องเทศสามชนิดนั้นห่อกลับไปให้หนูกับคุณหญิงลองชงดื่มนะจ๊ะ”
“ขอบพระคุณคุณน้าอย่างยิ่งค่ะ” หญิงสาวกล่าวขอบคุณมารดาของมิเชลพร้อมพนมมือไหว้อย่างเคยชิน เอแลนมองดวงหน้าหวานคมและแววตาเฉลียวฉลาดมั่นใจคู่นั้นอย่างนึกเอ็นดู ทำให้เธอค่อนข้างมั่นใจว่าหญิงผู้นี้อาจเป็นคนที่บุตรชายตามหามาตลอด พร้อมกันนั้นก็ได้แต่นึกประหวั่นใจว่าหากรักครั้งนี้ไม่เป็นเช่นที่มิเชลวาดหวังด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม มิเชลจะทำอย่างไรกับชีวิตที่ต้องดำเนินต่อไปของเขา ที่ซึ่งเป็นความหวังของครอบครัวด้วยไม่แพ้กัน
“คุณป้าเป็นเยี่ยงไรบ้างคะ” โชติกำลังสาละวนกับการช่วยพี่บัวเก็บเสื้อคลุมและของฝากจากการไปเยือนบ้านมิเชล ที่สุดท้ายแล้วไม่ได้มีเพียงแค่สมุนไพรอบแห้งดังที่มารดาของเขาตระเตรียมไว้ แต่ยังมีชุดเครื่องแก้วงดงามที่ท่านเจ้าของบ้านผู้เป็นบิดามอบให้เจ้าคุณลุงของเธอด้วยความยินดี หากหญิงสาวรับรู้ได้ทันทีที่ย่างเหยียบที่พำนักว่าเจ้าคุณลุงกำลังไตร่ตรองบางสิ่งอย่างลึกซึ้งอยู่
ความเงียบงันที่ครอบงำอยู่ยามนี้ หากทว่าดูเหมือนกำลังท้าทายบทสนทนาภายใต้ท่าทีเรียบเฉยของสมาชิกในบ้าน ก่อนที่โชติจะเป็นผู้ทำลายบรรยากาศอึมครึมด้วยคำถามง่าย ๆ แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทุกคนได้ถ่ายทอดความในใจออกมาหลังจากมื้ออาหารเพียงมื้อเดียวที่บ้านของ “มิเชล” ชายหนุ่มผู้กำลังเป็นที่สนใจของเจ้าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์
เพียงแค่หญิงสาวไม่อาจทราบได้ว่าความใส่ใจที่เกิดนั้นเป็นไปด้วยเหตุผลประการใด เพราะเมื่อหันไปมองคุณลุงก็พบว่าอีกฝ่ายนั่งมองภรรยานิ่ง ๆ แต่แววตาถ่ายทอดความห่วงใยออกมาอย่างเต็มที่ ทั้งที่ใบหน้าของท่านก็เหนื่อยไม่แพ้กัน
“ป้าของหลานคงเหนื่อยนิดหน่อยเท่านั้น แม่โชติ แล้วหลานเล่า เป็นเยี่ยงไร เมื่อได้พบหน้าค่าตาของทางพ่อแม่ของชายผู้นั้น”
“คุณลุงเล่าคะ คิดเห็นเยี่ยงไร” หญิงสาวยังสงวนท่าทีแม้ในใจจะอัดอั้นด้วยความรู้สึกบางอย่าง ช่างเป็นความรู้สึกที่ต่างจากครานั้น ที่ตรงริมน้ำแซนและร้านกาแฟที่ชายหนุ่มถือโอกาสมอบของที่ระลึกให้
ครั้งนี้ใจของเธอคล้ายจะสุขหากทว่าไม่รู้สึกถึงความยินดี ด้วยมีบางอย่างที่รบกวนจิตใจเพราะเข้าใจบทสนทนาที่มารดาของมิเชลได้คุยกับบุตรชายขณะกำลังเดินไปยังห้องนั่งเล่นที่บ้านของชายหนุ่ม
“ถ้าหลานเห็นว่าเขาเป็นคนดี” พระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์หลับตานิ่งอย่างครุ่นคิดก่อนเอ่ยออกมาว่า “ลุงก็คิดว่าการทำความรู้จักกันไว้ก็ไม่เสียหายในภายภาคหน้า”
“แหม คุณพี่คะ ขอให้พูดเข้าเรื่องเสียเถิด แม่โชติมิใช่โง่เง่า น้องมิเคยสอนหลานให้เป็นคนขี้ขลาดนะคะ” คุณหญิงที่นั่งเอนกายคล้ายจะพักผ่อนยืดตัวตรงขึ้นพร้อมส่งยาดมให้คนสนิทก่อนจิบยาลมที่เตรียมอีกรอบด้วยสีหน้าผ่อนคลายลง
“นั่นแม่อ่วมมิได้ป่วยดอกหรือ เมื่อครู่ฉันคิดว่าหล่อนจะนอนแล้ว”
“ก็เพลียนิดหน่อยค่ะแต่ก็มิถึงขนาดจะลมจับกระไรหรอก แค่อยากดูบางอย่างเท่านั้น”
“นี่คุณป้ามิได้ป่วยดอกเหรอคะ แหม หลานก็เป็นห่วง”
“มันก็เดี๋ยวหนาวเดี๋ยวร้อนตามประสาคนแก่นั่นแหละจ้ะ แต่ป้าก็มีหยูกยามาเอง ยาลมยาหอมของเราก็มิได้เคยขาด ใช่ไหมแม่บัว” อีกฝ่ายหันไปพยักเพยิดคนสนิท
“เจ้าค่ะ คุณหญิง”
“นั่นปะไร ฉันก็คิดอยู่ว่าคนเก่งเยี่ยงหล่อนจะมากระไรกับแค่กินข้าวเย็นดึกสักนิด อากาศเปลี่ยนเสียหน่อยเอาง่าย ๆ” ผู้เป็นสามีโคลงศีรษะอย่างนึกขำพลอยให้ในใจคลายความเครียดได้บ้าง “ว่าแต่อยากรู้อะไรเล่า”
“ก็หน้าตาคุณพี่ดูจริงจังราวกับมีสิ่งใด ฉันก็เลยอยากรู้แล้วก็แกล้งโง่ ๆ งก ๆ เงิ่น ๆ ให้แม่อะไรนะ เอนแรงอะไรนั่นพูด ๆ ออกมาเสียบ้าง”
“เดี๋ยวนะคะคุณป้า ใครเอนหรือคะ”
“ก็แม่เอนแรง แม่ของพ่อมิเชลอย่างไรเล่า”
“เธอชื่อเอแลนค่ะ หาใช่เอนแรงไม่” โชติหัวเราะเมื่อได้ยินชื่อที่อีกฝ่ายเรียกให้ง่ายแต่กลับมีความหมายพิลึกยิ่ง
“นั่นแหละ ๆ จะเอนแรงเอนเบาก็เอาเถิด ว่าแต่หล่อนน่ะ” คุณหญิงอ่วมมองหลานสาวอย่างจับผิด “ได้ยินสิ่งใดที่แม่คนนั้นพูดกับลูกชายของเขาหรือไม่ บอกป้ากับคุณลุงมาเถิดแม่โชติ หากมีสิ่งใดจะได้ช่วยกันคิดการได้ทันท่วงที”
โชติไม่แปลกใจที่ในบรรดาภรรยาทั้งหมดของคุณลุง เหตุใดคุณป้าคนโตของหล่อนจึงเป็นผู้สามารถปกครองคนในบ้านให้อยู่อย่างสงบร่มเย็นได้อย่างดี ความช่างสังเกตข้อนี้เป็นคุณอันดียิ่งที่อาจเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ซึ่งบางคนอาจปล่อยให้ผ่านเลยไป แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้นในสำนึกของคุณหญิงอ่วม และรวมถึงตัวเธอผู้เป็นหลานสาวคนสนิทด้วย

- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 36 : หัวใจที่หนักอึ้ง
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 35 : อาคันตุกะจากแดนไกล
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 34 : เห็นหน้าค่าตา
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 33 : โมงยามแห่งความทรงจำ
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 32 : ความในใจของบุรุษทั้งสอง
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 31 : หลานสาวภริยาท่านทูต
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 30 : หญิงสาวสองคนในเมืองใหญ่
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 29 : ต่างบ้านต่างเมือง
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 28 : ก่อนถึงจุดหมาย
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 27 : ห่างกันไปไกล
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 26 : เพียงชั่วเวลาพลิกฝ่ามือ
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 25 : ในความคิดคำนึง
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 24 : จังหวะของหัวใจ
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 23 : การเดินทางสู่โลกกว้าง
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 22 : เรื่องประหวั่นใจ
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 21 : อุปสรรคและทางออก
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 20 : โรงเรียนเด็กหญิงในสยาม
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 19 : ฤาดวงใจที่ไหวหวั่นอาจลับหาย
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 18 : ความไม่ลงตัวในจิตใจ
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 17 : หวั่นใจ
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 16 : มิอาจทำใจยอมรับ
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 15 : สยามกับคนในร่มธงฝรั่งเศสและความสัมพันธ์ที่เริ่มเปลี่ยนไป
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 14 : เรื่องที่ไม่อาจเอ่ย
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 13 : เรื่องดีและร้ายภายในหนึ่งวัน
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 12 : สัญญาณที่ดี
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 11 : อิสระทั้งกายใจ
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 10 : โอกาสของเด็กหญิง
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 9 : ท่าทีเริ่มดีขึ้น
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 8 : ความเป็นไปของชีวิต
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 7 : ผู้ก่อเหตุ
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 6 : พบกันอีกครา
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 5 : ความกังวล
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 4 : บทสนทนา
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 3 : บ้านลานย่านบางขุนพรหม
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 2 : ทุ่งสามเสน
- READ นิราศรักสองนครา บทที่ 1 : สองฝั่งน้ำ
- READ นิราศรักสองนครา : บทนำ







