นิราศรักสองนครา บทที่ 39 : นิราศรักสองนครา

นิราศรักสองนครา บทที่ 39 : นิราศรักสองนครา

โดย : ปรียนันทนา

Loading

นิราศรักสองนครา โดย ปรียนันทนา เรื่องราวของโชติ หญิงสาวชาวสยาม กับทางเลือกสองทาง ความรักของชายหญิงกับความรักหวงแหนแผ่นดินเกิด เธอจะเลือกทางใด และหากไม่สามารถเลือกได้  จะมีหนทางใดที่ใจสองดวงจะมาบรรจบพบกัน ณ จุดที่ลงตัวได้หรือไม่ นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านพร้อมกันที่นี่ anowl.co

ลมพัดเอื่อยระเรื่อยลิ่วกระทบผิว ราวกับกำลังต่อสู้กับแสงแดดที่ส่องแรงอย่างกล้าแกร่งคล้ายท้าทายหญิงสาวผู้กำลังหยัดยืนอยู่ เมื่อทอดสายตาไปยังสายน้ำก็พบกับประกายระยิบระยับอันไหวไปตามระลอกคลื่น หญิงสาวชาวสยามผมประบ่า ซึ่งต่างจากสาวสยามทั่วไป หันหลังกลับมาพร้อมถอนหายใจอย่างคนตกอยู่ในห้วงกังวล เมื่อหมุนตัวกลับมาก็พบว่าสายตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองมาด้วยความคิดคะนึงหาอยู่เป็นแรมเดือน

โชติคิดว่าเธอควรยินดีเมื่อได้พบหน้าเขา และในใจของเธอก็เพรียกร้องว่ากำลังคิดถึงเขาเช่นกัน ทว่าอากัปกิริยาที่แสดงออกนั้นช่างสวนทางกับความรู้สึก เพราะภายในใจกำลังต่อสู้กันอย่างหนักระหว่างหัวใจและความถูกต้อง

“ยินดียิ่งนักที่ได้พบคุณ ผมคิดถึงคุณเหลือเกิน” มิเชลเอ่ยได้เพียงเท่านั้นก็เงียบไป ขณะที่ใช้มือทั้งสองกุมมือของหญิงสาวไว้ ปล่อยให้แววตาได้ถ่ายทอดความในใจที่ท่วมท้นออกมา

“ค่ะ” โชติยิ้มน้อย ๆ อย่างไม่แน่ใจนัก ด้วยภายในใจเธอคิดถึงเขาไม่ต่างกัน เพียงแค่รู้สึกเหมือนมีม่านหมอกบาง ๆ กางกั้นความรู้สึกไว้ไม่ให้พูดออกมา หญิงสาวเพียงค่อย ๆ ดึงมือของตนเองออกจากการเกาะกุมของเขาช้า ๆ

“ฉันมิได้คิดว่าจะพบคุณวันนี้” โชติแปลกใจจริง ๆ เพราะเธอคิดว่าเขาคงหาทางพบเธอหลังจากวันพรุ่ง เนื่องจากทราบจากคุณลุงว่าคณะทูตฝรั่งเศสจะเข้าเฝ้าฯ ในหลวงอีกครั้ง

“ผมได้พบคุณหลวงที่หน้าออฟฟิศศาลต่างประเทศเมื่อตอนเช้า หลังจากได้เข้าเฝ้าฯ แล้วผมจึงมาที่นี่ ทั้งที่ตอนแรกคิดจะมาวันพรุ่งนี้เช่นที่คุณคิดนั่นแหละ” เขายิ้มอย่างสดใส ดวงตาเป็นประกายอย่างคนตื่นเต้น

“ทุกอย่างราบรื่นดีหรือไม่คะ แล้วตอนนี้คุณพักอยู่ที่ไหน” หญิงสาวถามเรื่อย ๆ พลางพาเขาเดินเข้าไปในเรือนพักของหมอเฮาส์ ที่ตอนนี้เด็ก ๆ เริ่มกลับบ้านกันแล้ว จะมีก็แต่กลอยที่รอกลับพร้อมกับหล่อน ส่วนแม่พุดตานนั้นได้ยินว่าจะรีบไปช่วยแม่เตรียมของสำหรับวันพรุ่งนี้

“ดีมากครับ เป็นครั้งแรกที่ผมได้เข้าไปเห็นความเป็นอยู่ของราชสำนักอย่างแท้จริง จากที่เพียงได้รับคำบอกเล่าจากท่านกงสุล” เขาหมายถึงท่านกงสุลโอบาเรต์ ที่ตอนนี้จะต้องย้ายออกจากสยามเนื่องด้วยเหตุการณ์หลายเรื่องที่ผ่านมา ซึ่งเป็นที่บาดหมางกับราชสำนักและชาวสยาม เมื่อครั้งที่มีข่าวว่าเขามีปัญหากับหมอบลัดเลย์ หรือ “ปลัดเล” ผู้เป็นที่นิยมชมชอบของชาวสยามมาแต่ก่อน “ตอนนี้ผมยังอยู่กับพวกคณะท่านราชทูตที่บ้านกงสุล แต่อีกไม่นานก็คิดว่าจะออกมาอยู่ที่เดิม”

“แล้วคุณคิดจะอยู่นานเท่าใดคะมิเชล” หญิงสาวเลียบเคียงถามอย่างไม่แน่ใจนักเพราะเกรงเขาจะรู้สึกไม่ดี

“สุดแท้แต่ว่าคุณจะกรุณาน่ะสิ คุณโชติ” เขามองเธอด้วยสายตาวาววับราวกับบังคับให้เธอพูดบางสิ่งออกมา

โชติกะพริบตาแล้วยิ้มน้อย ๆ พลางทอดถอนใจก่อนจะค่อย ๆ นั่งลงที่เก้าอี้ใต้ถุนเรือนที่ตอนนี้ว่างวายจากบรรยากาศครึกครื้นเพราะเด็ก ๆ กลับไปเกือบหมดแล้ว

“เรื่องนั้นฉันคิดว่า…” หญิงสาวยังมิทันเอื้อนเอ่ย ก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยทักทายมาแต่ไกล

“คุณมิเชล เป็นเยี่ยงไรบ้าง รู้สึกว่าคนทางนี้จะรออยู่นะคะ” เสียงของมิสซิสเฮาส์ทำลายความอึดอัดในใจของหญิงสาว เมื่อกลอยวางถาดน้ำชาพร้อมขนมฝรั่งที่มิสซิสเฮาส์เพิ่งอบเสร็จร้อน ๆ มาให้ชายหนุ่ม

“ดื่มชาก่อนสิ” มิสซิสเฮาส์รินชาใส่ถ้วยกระเบื้องที่วางตรงหน้าชายหนุ่มพลางชวนคุยเรื่อย ๆ “การเดินทางเรียบร้อยดีหรือไม่ คุณคงเหนื่อยสินะ”

“ไม่เหนื่อยเลยครับ ผมยินดีที่ได้กลับมาอีกครั้ง” เขาบอกอย่างสดชื่น ต่างจากร่องรอยบนใบหน้าที่เริ่มแสดงให้เห็นว่าเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางพอควร

“นั่นสินะ เหนื่อยกายคงมิต้องพะวงเพราะมิเหนื่อยใจ” มิสซิสเฮาส์เอ่ยยิ้ม ๆ อย่างรู้เท่าทัน ทว่าเมื่อลอบมองดวงหน้าของลูกศิษย์คนโปรดกลับไม่พบความสุกใสในแววตา เช่นนี้แล้วหญิงกลางคนผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควรจึงตระหนักได้ในนาทีนั้นว่า สิ่งที่ชายหนุ่มตรงหน้าหมายมาดในใจคงมิอาจกลายเป็นจริงได้

“ครูขอตัวก่อนก็แล้วกันนะแม่โชติ” มิสซิสเฮาส์หันไปบอกลูกศิษย์ “ขอไปเตรียมชุดให้พวกโรงเรียนชายก่อน หมอเฮาส์จะให้คนมารับเย็นนี้ เราไปกันเถอะแม่กลอย” มิสซิสเฮาส์หันไปบอกกลอยที่กำลังสงสัยใคร่รู้ความนัยระหว่างสองคน แต่เมื่อครูเรียกก็รู้ว่าคงอยากปล่อยให้เป็นเรื่องระหว่างพี่โชติกับคุณมิเชล กลอยจึงจำยอมเดินตามไปแต่โดยดี

“แม่กลอยคงอยากอยู่กับคุณ แต่โดนมิสซิสเฮาส์บังคับไปเสียก่อน” มิเชลพูดอย่างเอ็นดูเด็กคนนั้น

โชติไม่ตอบแต่กลับมองตามแผ่นหลังของเด็กหญิงที่เดินลับหายไปหลังบ้าน ก่อนจะหันมาสบตาชายหนุ่มแล้วยิ้มบาง ๆ พลางถอนใจออกมาอย่างหนักหน่วงด้วยความรู้สึกสับสน

“วันพรุ่งหลังจากเสร็จภารกิจเข้าเฝ้าฯ แล้ว ผมจะกราบเรียนท่านราชทูตให้ไปเข้าพบคุณพ่อคุณแม่และคุณลุงคุณป้าของคุณ คุณจะสะดวกที่ใดมากกว่ากัน”

หญิงสาวไม่แปลกใจนักที่เขาแสดงเจตนารมณ์ชัดเจน เพราะมิเชลเคยเผยความนัยมาตั้งแต่คราวที่เขาพาเธอไปเดินเล่นริมแม่น้ำแซนครั้งสุดท้ายก่อนเดินทางกลับสยาม แต่เป็นตัวเธอต่างหากที่ไม่เคยแสดงท่าทีตอบรับ มีเพียงความรู้สึกที่เขาย่อมสัมผัสได้ด้วยใจว่า หญิงสาวไม่เคยปฏิเสธไมตรีที่มากกว่าความเป็นมิตร

โชตินิ่งไปอึดใจเดียว ก่อนจะหลับตารวบรวมความกล้าที่มีอยู่ แต่เมื่อได้พบหน้ามิเชล ได้มองแววตาที่อ่อนโยนและจริงใจของเขา คล้ายว่าความกล้าหาญนั้นจะแปรเปลี่ยนไป เหมือนแสงไฟปลายเทียนที่ลุกโชนแต่ถูกแรงลมโหมลงชั่วคราว ทว่าอย่างไรไฟนั้นก็มิได้มอดดับ เมื่อลืมตามองคนตรงหน้า โชติจึงเอื้อนเอ่ยแผ่วเบาทว่าหนักแน่น

“คงมิจำเป็นดอก”

ความสงสัยพาดผ่านแววตาของบุรุษผู้อ่อนโยนที่สุดเท่าที่โชติเคยพบมา ในใจของเธอรู้สึกร้าวระทมแต่กลับแสดงออกมาภายใต้ดวงหน้าเรียบเฉย

“มีเหตุขัดข้องอันใดฤา เราได้ตกลงกันแล้วมิใช่หรือ” เขาทวงถามสัญญาที่เคยให้ไว้

“ฉันมิได้ตกลงกับคุณนะคะมิเชล คุณพูดเพียงคนเดียว จำได้หรือไม่”

“ใช่… แต่ว่าคุณก็ไม่ปฏิเสธ” เขาเอ่ยเสียงเบาอย่างประหลาดใจ

“เพียงแค่การที่ฉันไม่ปฏิเสธ ทำไมคุณกลับคิดว่าฉันตกลงเล่าคะ” หญิงสาวถามกลับอย่างจริงจัง “การที่ฉันไม่พูด มิได้หมายความว่ายอมรับนะคะ”

“โอ ผมลืมไปว่าควรถามความเห็นของคุณก่อน” ดูเหมือนสิ่งที่เธอแสดงออกจะทำให้เขายิ่งเข้าใจไปอีกทาง “ถ้าเป็นเช่นนั้น ผมขอคุณแต่งงานที่นี่เลยก็แล้วกัน” มิเชลพูดจบก็ขยับจากเก้าอี้ลงมาคุกเข่า พร้อมกับหยิบแหวนออกมาจากกระเป๋าเสื้อส่งให้หญิงสาว

โชติรู้สึกหูตาพร่ามัวอย่างสับสน พลันก็ได้ยินเสียงอุทานแว่วมาแต่ไกลราวกับตื่นเต้นในอากัปกิริยาของชายต่างชาติผู้กำลังคุกเข่าลงตรงหน้าหญิงสาวชาวตะวันออกผู้ดงาม ซึ่งเปรียบเสมือนภาพวาดที่มิเคยมีใครบนแผ่นดินสยามได้พบเห็นมาก่อน

“คุณทำสิ่งใดกันคะมิเชล”

เมื่อรวบรวมสติได้ หญิงสาวก็เอ่ยออกมาอย่างตกใจ แม้ไม่เคยพบเห็นท่าทางแบบนี้ แต่ด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่ถ่ายทอดออกมาผ่านความรักอันลึกซึ้ง ก็ทำให้เธอคาดเดาได้ว่าสิ่งที่เขาปฏิบัติต่อเธอนั้นช่างอ่อนหวานและให้เกียรติ แต่อนิจจา… ความรู้สึกของหญิงสาวกลับมิได้เอนเอียงไปตามทางที่ควรเป็น เพราะในใจเธอยังเปี่ยมด้วยความแน่วแน่ตามที่เคยตั้งมั่นนับแต่วันที่บอกลาเขา ณ ริมแม่น้ำแซนครานั้น

“ผมอยากใช้ชีวิตทั้งหมดที่เหลือร่วมกับคุณตราบจนลมหายใจสุดท้ายนะครับคุณโชติ” เขาสบตาเธออย่างจริงใจ สายลมอ่อนพัดพาผมหยักศกสีน้ำตาลเข้มประกายทองของชายหนุ่มให้พลิ้วไหว เผยให้เห็นดวงตาสีน้ำตาลที่เป็นประกาย

“ฉันรับรู้ถึงความจริงใจของคุณ มิได้สงสัยแม้แต่น้อยนะคะมิเชล เพียงแต่…” หญิงสาวชะงักคำพูดลง เมื่อเห็นดวงตาที่เป็นประกายนั้นเริ่มฉายแววฉงนและไม่แน่ใจ โชติมองตอบเขาด้วยความรู้สึกปวดร้าวไม่แพ้กัน แต่เธอต้องรีบจบการสนทนานี้ก่อนที่หัวใจจะแหลกราญไปมากกว่านี้

“ฉันมิอาจตกลงสิ่งใดโดยปราศจากความรักแห่งบ้านเมืองเป็นที่ตั้งได้ หวังว่าคุณคงเข้าใจนะคะ” หญิงสาวได้ยินเสียงของตนเองที่เปล่งออกไปอย่างเย็นเยียบ ราวกับปลายมีดแหลมที่ทิ่มแทงเข้ากลางใจชายหนุ่ม

“ผมไม่เข้าใจ” เขาส่ายหน้าอย่างงงงันในท่าทีพลางทรุดลงกับพื้น จนโชติต้องเอื้อมมือไปแตะบ่าของเขาเบา ๆ

“คุณลุกขึ้นมานั่งก่อนเถิดค่ะ”

เมื่อนั้นมิเชลจึงค่อย ๆ พยุงกายที่แทบหมดแรงกลับมานั่งที่เดิม

“ผมทำผิดสิ่งใด คุณบอกผมได้นะคุณโชติ” มิเชลเอื้อนเอ่ยราวกับพยายามปัดความจริงที่ได้รับรู้ไป

“คุณมิได้ทำสิ่งใดผิด ฉันขอยืนยันว่าคุณเป็นคนดีและจริงใจที่สุดคนหนึ่งเท่าที่ฉันได้เคยพบเจอ” ภาพของเขาตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกันวนเวียนเข้ามาในมโนสำนึกราวกับกล้องบันทึกความทรงจำที่ตราตรึงแน่นแฟ้นจนเธอนึกแปลกใจ

“เพียงแค่เราอาจมิใช่คนที่ควรคู่กันในฐานะคนรัก” เอ่ยได้เท่านั้นโชติก็นิ่งไป หญิงสาวทอดสายตามองไปยังแม่น้ำเจ้าพระยา สายน้ำแห่งชีวิตของเธอ

เบื้องหน้าไกลออกไป แม้ไม่เห็นเด่นชัดแต่แสงเรืองรองสีทองลิบ ๆ นั้นคือส่วนหนึ่งของพระบรมมหาราชวัง ที่สถิตแห่งดวงใจแผ่นดิน แม้เธอจะเป็นเพียงหญิงธรรมดาที่ไม่มีบทบาทในการปกป้องบ้านเมืองเยี่ยงชาย แต่โชติมิเคยลืมว่าดินแดนแห่งนี้มอบความร่มเย็นเป็นสุขให้แก่บรรพบุรุษสืบมา ครอบครัวเธอก็เป็นหนึ่งในนั้น แล้วเหตุใดเธอจึงต้องรั้งรอที่จะแทนคุณแผ่นดินยามมีโอกาส แม้การกระทำนี้จะเสมือนการเอามีดกรีดลงบนหัวใจตนเองก็ตาม

“บอกผมสักนิดว่าคุณมีเหตุผลใด ในเมื่อใจเราก็ตรงกัน หรือผมเข้าใจผิดไป” มิเชลทำลายความเงียบขึ้น

“คุณรู้ดีเกินกว่าที่ฉันจะต้องอธิบาย” หญิงสาวมองตาเขานิ่งนาน ราวกับต้องการบอกเล่าเรื่องราวที่ต่างฝ่ายต่างรู้ดีแต่มิอาจพูดออกมาตรง ๆ

เพียงพริบตาแต่ดูราวกับยาวนาน ก่อนที่มิเชลจะก้มศีรษะลงช้า ๆ อย่างยอมรับว่าเขาเข้าใจสิ่งที่เธอสื่อ พลันความหม่นหมองก็เข้าครอบงำความรู้สึกเสมือนมิตรสนิทมายาวนาน

“ผมเสียใจจริง ๆ ที่คุณพ่อคุณแม่พูดออกไป” เขายอมรับอย่างผู้เข้าใจโลก แต่ก็ยังมีความไม่ยินยอมพร้อมใจ ด้วยตนเองมิได้ทำผิด เขาไม่ใช่บิดามารดาที่คิดจะมาหาผลประโยชน์กับเธอหรือครอบครัว “แต่อย่างไรเสียผมก็ไม่เห็นด้วยกับท่าน คุณน่าจะรู้ดี”

“ค่ะ ฉันรู้”

“แล้วทำไม…” มิเชลตัดพ้อ

“เพราะลึกลงไปแล้ว คุณเห็นว่าเราเข้ากันได้เพราะฉัน ‘เหมือน’ คุณ”

“ก็ใช่น่ะสิครับ เราเหมือนกันจึงเหมาะสมกัน” เขาขมวดคิ้วอย่างงงงัน

“แต่หากวันใดคุณคิดว่าเรา ‘ต่าง’ กันเล่าคะ ฉันอาจมีความรู้สึกนึกคิดอีกมากมายที่ต่างจากคุณ และมีความคิดบางอย่างที่ไม่อาจเป็นที่ยอมรับจากครอบครัวของคุณ”

ชายหนุ่มนิ่งไปอึดใจอย่างผู้จำนนต่อคำพูด เขามั่นใจว่ารักที่ทั้งสองมีต่อกันนั้นไม่ต้องเอ่ยคำใดก็เข้าใจดี แต่สิ่งที่โชติตั้งคำถามให้เขาไตร่ตรองนั้นไม่ใช่เรื่องหัวใจระหว่างคนสองคน แต่เป็นเรื่องอื่นที่เขารู้ดีว่าโชติรักและหวงแหนยิ่งกว่าสิ่งใด กระทั่งยอมเสียใจเพื่อรักษาสิ่งนั้นไว้

ไม่ว่าเขาจะรักเธอมากเพียงใด เขาไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าส่วนหนึ่งในใจเขาก็อยากเป็นผู้ครอบครองเธอทั้งตัวและหัวใจ มิเชลทบทวนสิ่งที่เขาเคยตอบเธอและสำรวจลึกเข้าไปในใจตนเองอีกครั้ง จึงเข้าใจว่ารักของเขาแม้จะจริงแท้ แต่มิอาจยิ่งใหญ่ไปกว่าสิ่งที่เธอกำลังยืนหยัด

ไม่ต่างจากประเทศชาติของเธอที่กำลังยืนหยัดอย่างสง่างามท่ามกลางผู้มาเยือนจากนานาอารยประเทศที่เข้ามาเพื่อแลกเปลี่ยนบางสิ่ง

ณ วินาทีนั้น เขาเข้าใจถ่องแท้ถึงสิ่งที่โชติพยายามบอกแล้ว

เรือนหลังใหญ่ตั้งตระหง่านท่ามกลางอาณาบริเวณกว้างขวาง เสียงพูดคุยจากห้องรับรองแขกทำให้หญิงสาวที่เดินตามทางมาสงสัยเล็กน้อย ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าผู้เป็นเจ้าของเสียงนั้นได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานของวังหลวงแล้ว ราชการใดที่เกี่ยวข้องกับท่านผู้นั้นก็คงต้องมาหารือกันที่เรือนนี้ ซึ่งเป็นที่ที่โชติคุ้นเคยมาแต่เยาว์วัยประหนึ่งเรือนนอนของตนเอง

เสียงบุรุษที่คุ้นเคยนอกเหนือจากบิดาและคุณลุงมิได้ทำให้โชติประหลาดใจ ยิ่งมีเสียงคนช่างเจรจากระซิบข้างหู ก็ยิ่งทำให้เธอมั่นใจว่าคุณหลวงผู้ตกพุ่มม่ายคงกำลังสนทนาเรื่องสำคัญอยู่บนเรือน

“คุณโชติจะเข้าไปไหว้คุณลุงเลยหรือไม่คะ”

“ฉันว่าปล่อยให้ท่านเจรจางานราชการก่อนดีกว่าพี่บัว”

“แต่อีกประเดี๋ยวคุณหญิงก็จะเตรียมเครื่องว่างแล้วนะคะ” บัว—คนสนิทของคุณหญิงอ่วมเอ่ยอย่างรู้ความเป็นไปในเรือนดี

“แหมพี่บัว หากพี่มิได้เป็นคนสนิทคุณหญิง ฉันออกจะกลัวนะจ๊ะ” กลอยที่เร่งฝีเท้าตามมาเอ่ยอย่างอารมณ์ดี แม้เมื่อวานพี่โชติจะดูเศร้าหมอง แต่เช้านี้ดูผ่องใสขึ้นและชวนมาบ้านฟากนี้อย่างกระตือรือร้น ทำให้กลอยคลายกังวล

“ว่าไปนั่นนะแม่กลอย พี่น่ะรึจะน่าระแวงเช่นนั้น” บัวหยอกล้อกับเด็กหญิงอย่างสนุกระหว่างทางไปหาคุณหญิง “ว่าแต่ คุณโชติดูหน้าหมอง ๆ ไปนะคะ” บัวทักอย่างเป็นห่วง จนกลอยเริ่มลังเลว่าตนเองคิดไปเองหรือไม่ว่าพี่โชติดีขึ้นแล้ว เพราะคนนอกย่อมสังเกตเห็นได้ชัดเจนกว่า

“มิมีอันใดน่ากังวลดอกจ้ะพี่ แค่นอนน้อยเท่านั้นเอง” โชติตอบขณะก้าวขึ้นเรือนเพื่อไปพบคุณป้า น่าแปลกที่เหตุการณ์เมื่อวานมิได้ทำให้จิตใจรวดร้าวอย่างที่คิด คล้ายกับฝันที่มีทั้งดีและร้าย แต่สุดท้ายก็จบลงอย่างเศร้า เมื่อตื่นขึ้นมาแม้ความหม่นหมองยังอยู่ลึก ๆ แต่กลับมิได้ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปนัก

กลอยกระซิบกระซาบกับแม่บัวอยู่ห่าง ๆ เล่าเรื่องที่คุณมิเชลไปหาที่เรือนครูเมื่อวานเป็นฉาก ๆ ปล่อยให้โชติเข้าไปหาคุณหญิงที่กำลังเตรียมเครื่องว่างให้พวกผู้ชาย

“แม่โชตินั่นเอง มีกระไรเล่าจ๊ะ วันนี้มิใช่หน้าที่ที่หล่อนจะต้องมาเรือนนี้มิใช่หรือ” คุณหญิงทัก แต่ในใจกลับยินดีที่หลานสาวมาได้ถูกจังหวะ

“หลานคิดถึงคุณป้าน่ะสิคะ”

“กระไรกัน จู่ ๆ จะมานึกถึงคนแก่ มิไยคิดถึงคนหนุ่มคนสาววัยเดียวกันดอกรึ” คุณหญิงสัพยอกด้วยรู้ดีเรื่องคณะราชทูตและการมาของใครบางคน คุณหญิงคิดว่าแม่โชติควรรอพบคนรักมากกว่ามาที่เรือนนี้

“หลานไม่คิดถึงใครทั้งนั้นนอกจากคนในบ้านค่ะ” โชติเดินตามผู้อาวุโสไปดูบ่าวไพร่ที่กำลังลำเลียงของว่าง ซึ่งวันนี้มีซาโมซาและสะเต๊ะไก่ พร้อมอาจาดเคียงกัน

โชติช่วยจัดโต๊ะมุมเล็ก ๆ เมื่อหญิงสาวเข้ามาพร้อมนายผู้หญิง คุณหญิงจึงให้บ่าวเพิ่มที่นั่งอีกหนึ่งที่สำหรับหลานสาว

“ถ้าเช่นนั้นก็ดีแล้ว มากินของว่างด้วยกันเลย”

“ขอบพระคุณค่ะ แรกทีเดียวหลานจะให้แม่ทำข้าวตอกน้ำกะทิมาฝาก แต่เห็นว่ายังมิได้คั้นกะทิ จึงผลัดเป็นวันหน้าคะคุณป้า”

“จ้ะ วันนี้ก็คงมากมายจนกินไม่หมดดอก”

“อะไรกัน ของว่างสองอย่างจะมิหมดเชียวหรือคะ” โชติแปลกใจ

“ที่ไหนได้เล่า คุณหลวงน่ะให้คนนำหมี่กรอบและเมี่ยงลาวมาด้วย มิรู้จะนำมามากมายก่ายกองทำไม”

“คงเป็นของว่างที่คุณจอมเตรียมไว้สินะคะ”

“เห็นว่าเป็นอย่างนั้นแหละ ช่วงนี้เธอมาอยู่กับหลานสาวใช่หรือไม่แม่โชติ”

“ใช่ค่ะคุณป้า เห็นว่าจะมาช่วยเลี้ยงแม่เพ็ญ รอเวลาให้คุณหลวงจัดการอะไรต่ออะไรให้เรียบร้อยก่อน”

“ไอ้อะไร ๆ ที่ว่านี่ หมายถึงรอให้คุณหลวงมีแม่เรือนคนใหม่รึ” คุณป้าถามเรื่อย ๆ พลางลอบสังเกตหลานสาว แต่ไม่พบความผิดปกติ

“คงไม่ถึงขนาดนั้นดอกค่ะคุณป้า คุณหลวงคงยังมิมีใครใหม่ คุณน้าเพิ่งเสียได้เพียงไม่นาน” โชติบอกเรื่อย ๆ ขณะช่วยจัดชุดน้ำชาสมุนไพรใบสะระแหน่และตะไคร้ที่คุณหญิงนำมาบุบใส่กาน้ำชา “หอมนะคะคุณป้า” โชติคิดว่าคุณป้าคงจำวิธีมาจากบ้านของมิเชล

“จ้ะ ก็เอาวิธีมาจากพวกฝรั่งเขาละ” คุณหญิงมองหน้าหลานสาวตรง ๆ ก่อนถาม “แล้วนี่ยังไงกันแม่โชติ เรื่องพ่อมิเชลนั่น หลานจะว่าอย่างไร”

“ว่าอย่างไร กระไรกันคะ”

“อย่ามาทำไขสือไปหน่อยเลย ก็เขามาครานี้คงจะมาทาบทามสู่ขอเรากับพ่อแม่ใช่หรือไม่เล่าจ๊ะ”

“เขาก็ว่าอย่างนั้นแหละค่ะ” โชติบอกสีหน้าจริงจังก่อนเอ่ยในที่สุด “แต่หลานปฏิเสธไปแล้ว”

“หล่อนก็เป็นเสียอย่างนี้นะแม่โชติ แบบนี้อีกไม่นานคงไม่พ้นเป็นสาวทึมทึกเป็นแน่แท้” คุณหญิงรู้สึกโล่งใจอยู่ลึก ๆ แม้จะรู้ว่าหลานสาวคงทุกข์ใจไม่น้อย

“หลานก็ไม่ได้รู้สึกเสียดายแต่อย่างใดนี่คะ” โชติมีสีหน้าผ่อนคลายที่อีกฝ่ายมิได้ซักไซ้ให้ใจต้องอึดอัด “ดีเสียอีก จะได้มาทานข้าวที่เรือนนี้ได้บ่อยกว่าเดิม”

“จ้ะ ทุกวันนี้ฉันแทบจะลืมไปแล้วว่าหล่อนมีเรือนของตนเอง”

สิ้นประโยค เสียงฝีเท้าบุรุษสามคนก็ก้าวเข้ามาในห้อง โชติหันไปไหว้พระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ (ลุงเขย) พระนรินทรราชเสนา (บิดา) และหลวงภูบดินทร์พิทักษ์ที่เดินตามมาเป็นคนสุดท้าย

“แม่โชติมาด้วยรึ” พระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์เอ่ยอย่างยินดี

“เจ้าค่ะคุณลุง” โชติกุลีกุจอตักของว่างให้ทุกคน เริ่มจากคุณลุง คุณพ่อ และสุดท้ายคือหลวงภูบดินทร์พิทักษ์

“ขอบใจนะแม่โชติ” เสียงที่คุ้นเคยและรอยยิ้มอบอุ่นยังเหมือนเดิมตั้งแต่เธอยังเป็นเด็กหญิง เขายังคงเป็นคุณน้าผู้ใจดีเสมอ หญิงสาวรู้สึกตื้นตันที่ได้กลับมาอยู่ในบรรยากาศเก่า ๆ อีกครั้ง

“วันนี้ดีเสียจริง ขาดก็แต่แม่แสงสินะ” บิดาของโชติกล่าวอย่างอารมณ์ดี

“รายนั้นเขาคงยุ่งนับเงินน่ะสิไม่ว่า” คุณหญิงพูดกระทบแม่ของหลานสาว แต่โชติรู้ดีว่านั่นคือความชื่นชม

“แม่รวยรึคะคุณป้า” โชติสัพยอกนึกสนุก

“ย่ะ รวย… แม่หล่อนน่ะรวย ถึงมิอนาทรร้อนใจเรื่องลูกสาวจะเทื้อคาบ้านอย่างไรเล่า ใช่หรือไม่คุณพระ” คุณหญิงถามน้องชาย

“รวยน่ะกระผมมิขัดดอกขอรับคุณพี่ ว่าแต่อีกไม่นานแม่โชติคงมิเป็นสาวเทื้อคาบ้านเช่นที่คุณพี่หาความหลานนะขอรับ” บิดาโชติเอ่ย เพราะได้ยินภรรยาเปรยว่าหนุ่มฝรั่งเศสผู้นั้นจริงจังกับบุตรสาวมาก

“นั่นสิ เมื่อวานพ่อพร้อมก็เจอเขามิใช่หรือ ฉันเพียงพบผ่าน ๆ มิได้สนทนาด้วย” พระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ถามอย่างสนใจ

“ขอรับ พบกันครู่หนึ่ง เขาดูท่าว่าจะมาพบหล่อน ใช่หรือไม่แม่โชติ” คุณหลวงหนุ่มใหญ่มองปราดมายังโชติด้วยแววตาคมกริบ จนหญิงสาวรู้สึกเหมือนเด็กที่กำลังทำผิด ทั้งที่หล่อนควรเกรงใจคุณลุงคุณพ่อมากกว่า แต่แววตาของคุณหลวงในวันนี้กลับแตกต่างจากที่เคย จนเธอไม่กล้าสบตาตรง ๆ

“ค่ะ… เมื่อวานพบกันแล้วที่บ้านครู”

“นั่นปะไร แล้วไปตอบเขาอย่างไรจนเขาหนีไปเสียเล่าจ๊ะแม่คนงาม” คุณหญิงเอ่ยประชดด้วยความยินดี ส่วนบุรุษทั้งสามสบตากันอย่างสงสัย

“กระไรกันแม่อ่วม อธิบายให้ฉันฟังทีเถิด” พระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ถามภรรยา เพราะเห็นสีหน้าหลานสาวที่อาจยังไม่พร้อมพูด

“ก็หลานสาวตัวดีของเรานั้นปฏิเสธการแต่งงานกับเขาไปแล้วน่ะสิคะคุณพี่ เสียดายไหมเล่าคุณพระ อดได้ลูกเขยฝรั่งกับเขาเลย” คุณหญิงหันไปบอกน้องชาย แต่ก็แอบมองคุณหลวงที่เพิ่งตกพุ่มม่าย เห็นแววตาเขาสว่างวาบขึ้นขณะยกถ้วยน้ำตะไคร้ขึ้นดื่ม

“เหตุใดเป็นเช่นนั้นเล่า หลานชอบพอกับเขาดีอยู่นี่แม่โชติ”

“เจ้าค่ะคุณลุง หลานถูกใจนิสัยของเขามาก ส่วนเขาก็รักใคร่หลานดีอย่างที่คุณลุงเข้าใจ มิผิดสักนิด” หญิงสาวสูดหายใจลึก ก่อนอธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้คนในครอบครัวฟังอย่างไม่ปิดบัง เมื่อสิ้นคำพูด คุณลุงก็เอ่ยขึ้นเสียงเรียบ

“หากหลานไม่คิดแต่งงานแล้ว ลุงว่าก็เป็นเรื่องดี ลุงคิดอยู่แล้วว่าครอบครัวของมิเชลไม่ค่อยน่าไว้ใจนัก แต่เห็นว่าหลานรักกันจึงมิคิดห้ามปราม แต่เมื่อหลานตัดสินใจเยี่ยงนี้ ลุงก็เห็นว่าหลานมั่นคงต่อสิ่งที่ครอบครัวเรายึดถือมากกว่าความรู้สึกส่วนตัว และยิ่งไปกว่านั้น ลุงอยากให้หลานตามไปอยู่กับแม่แพมากกว่า”

สิ้นคำนั้น โชติรู้สึกเหมือนฟ้าผ่ากลางวันแสก ๆ แม่แพ (เจ้าจอมแพ) ลูกสาวของคุณป้าอิ่ม กำลังจะให้กำเนิดพระหน่อ และต้องย้ายไปอยู่ที่พระราชวังนันทอุทยาน การที่คุณลุงพูดเช่นนี้ย่อมหมายถึงอยากให้เธอไปดูแลเจ้าจอมแพ แต่โชติรู้ดีว่าตนเองมิใช่คนที่จะไปอยู่ในสภาวะเช่นนั้นได้แน่

“จริง ๆ แล้วหลานอยากช่วยเรื่องการศึกษาของเด็กผู้หญิงค่ะ ก่อนหน้านี้ที่ช่วยครูก็เป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ เพราะมิได้เข้ารีต”

“อย่าบอกนะว่าอยากเป็นนางชี เพียงเพราะไม่สมหวังในรักจะไปขนาดนั้นเลยรึ” คุณหญิงอุทานอย่างตกใจ

“หามิได้ค่ะคุณป้า หลานยังเลื่อมใสศรัทธาในคำสอนของพระพุทธเจ้าเหมือนเดิม เพียงแต่อยากช่วยให้เด็กผู้หญิงอ่านออกเขียนได้ มีวิชาติดตัวเท่านั้น”

“นับว่าเป็นความคิดที่ดีมากนะ ผมเห็นด้วย” หลวงภูบดินทร์พิทักษ์เอ่ยออกมาพร้อมแววตาชื่นชม

“ดี… แต่ไปอยู่ในพระราชวังนันทอุทยานกับแม่แพก็ช่วยสอนหนังสือได้นะหลาน” คุณลุงยังคงเมตตา

“แต่จะมิได้ช่วยเด็กชาวบ้านทั่วไปนะเจ้าคะ หากเราต้องการเปลี่ยนระบบสังคมที่ในหลวงท่านทรงริเริ่มให้ผู้ชายเลิกขายลูกหลานหรือเมียได้ เราต้องให้การศึกษากับผู้หญิงให้มากที่สุดนะเจ้าคะคุณลุง”

สิ่งที่อยู่ในใจโชติคือ การอ่านออกเขียนได้ของหญิงสยามนั้นกระจุกตัวอยู่เพียงชนชั้นสูง เธออยากเห็นหญิงทั่วไปพึ่งพาตนเองได้อย่างอิสระ แม้สังคมจะมีค่านิยมให้บุรุษเป็นผู้นำ แต่การมีคู่ชีวิตนั้นควรเป็นไปเพื่อเกื้อกูลและเห็นคุณค่าของกันและกัน มิใช่เพื่อครอบครองหรือตกอยู่ภายใต้การพึ่งพาแต่เพียงฝ่ายเดียว



Don`t copy text!