ภาพภพ บทที่ 24 : ใจเอ็งก็คิดถึงข้า…ใช่ไหมเล่า?

ภาพภพ บทที่ 24 : ใจเอ็งก็คิดถึงข้า…ใช่ไหมเล่า?

โดย : ฟารุต

ภาพภพ โดย ฟารุต เรื่องราวของช่างศิลปะชาวอิตาลีที่เข้ามาในช่วงปลายสมัย ร.5 และต้องมาเกี่ยวพันกับเด็กหนุ่มและหญิงชาวไทยจนเกิดเรื่องราวความรักที่ไม่สมหวังนำมาซึ่งความพยาบาทข้ามภพ ตัวละครหลายตัวได้กลับมาเกิดใหม่ แต่ตัวละครหลักที่ผูกจิตไว้กับความแค้นยังตามราวีจนถึงภพปัจจุบัน นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

จิอานโนก้าวลงไปตามขั้นบันไดอย่างเชื่องช้า ทุกฝีก้าวดุจมีแรงดึงดูดชักพา จับจ้องยังร่างอรชรแน่วนิ่งคล้ายถูกสะกดตรึง ไม่อาจละสายตาไปมองอื่นใดได้เลย

“แม่วาด” ชายหนุ่มร้องเรียกแผ่วเบา

สตรีผู้นั้น ชะงักเล็กน้อย ค่อยๆเหลียวมามองด้วยกิริยาเนิบช้า เมื่อเห็นถนัดว่าเจ้าของเสียงเรียกคือใคร มือเรียวบางจึงยกขึ้นปิดริมฝีปาก ดวงตากลมฉายแววตื่นตระหนก

“อุ๊ย!” เสียงอุทานหลุดออกมา พร้อมกับร่างบอบบาง ถอยกรูดไปจนชิดราวระเบียง มือฉวยผ้าแพรบางซึ่งเลื่อนไหลไปคล้องแขน ขึ้นห่มคลุมไหล่อย่างรวดเร็ว

จิอานโนเพ่งพินิจวงหน้าอาบแสงเรืองนวลนั้นอย่างถ้วนถี่ ทุกส่วนเครื่องหน้าคือแม่วาด ทั่วสรรพางค์กายก็ไม่ผิดแปลกไปแม้แต่น้อย แต่เขากลับบอกตัวเองไม่ได้ว่า เหตุใดจึงรู้สึกไม่คุ้นเคยสตรีตรงหน้าเลย ยิ่งไปกว่านั้น ความสั่นไหวในอารมณ์ยามนี้ ไม่เคยเกิดขึ้นมานานแล้ว หวามไหวอิ่มเอิบใจ เหมือนดั่งได้พบเจอใครสักคนที่เฝ้าฝันถึงและตามหามาเนิ่นนาน

“เธอกลับมาแล้วรึแม่วาด” ชายหนุ่มถามเสียงพร่า ก้าวเข้าไปใกล้โดยไม่รู้ตัว รู้สึกถึงหัวใจเต้นรัวอยู่ในอก

“ท่าน..ยังไม่นอนรึ” เสียงหวานใสนี่ก็ใช่แม่วาด ต่างกันเพียงน้ำหนักเสียงสั่นเครือที่ได้ยิน  นุ่มนวลและเนิบช้ากว่า แววตาตระหนกแต่แรกจางหายไป แทนที่ด้วยแวววาววับอย่างยินดี

“ฉันนอนไม่หลับ..” จิอานโนหูอื้อ ไม่รับรู้ ไม่ได้ยินถ้อยคำที่เปล่งออกไป พลังประหลาดแรงกล้า ผลักให้ชายหนุ่มขยับเข้าไปจับมืออีกฝ่าย สัมผัสถึงนิ้วเรียวบางเย็นเฉียบและสั่นระริก กระแสร้อนแรงแล่นผ่านนิ้ว แล้วแผ่ซ่านไปทั่วร่างของเขา

“ฉัน..ตามหาเธอมานาน” จิอานโนเอ่ยวาจาซึ่งกลั่นจากอารมณ์อัดอั้นภายใน เขาเลื่อนมืออีกข้างขึ้นประคองเอวบาง รั้งกายหอมกรุ่นนั้นเข้าหาตัว ซึ่งอีกฝ่ายก็อ่อนระทวยดุจขี้ผึ้งถูกลนด้วยเปลวร้อน นายช่างหนุ่มก้มหน้าลงจนเกือบชิดดวงหน้าเนียนผ่อง สัมผัสได้ถึงไออุ่นของลมหายใจหอมกรุ่นดุจมะลิแรกผลิ

รอบกายพลันเงียบงันอย่างน่าประหลาด โลกทั้งใบหยุดหมุนไปชั่วขณะ สองหนุ่มสาวจมดิ่งลงสู่ห้วงลึกแห่งปรารถนาแสนงดงามและหอมหวาน

“จิอานโน!” เสียงเรียกจากด้านหลัง กระชากความรู้สึกให้หลุดจากห้วงภวังค์ นายช่างหนุ่มผละมือจากการเกาะกุม หันขวับไปมองต้นเสียง

สตรีในชุดเสื้อสีดำ นุ่งโจงกระเบน สวมถุงเท้ารองเท้าสีเดียวกัน กำลังยืนมองอยู่บนพื้นปูนเหนือศาลา แม้ตรงนั้นจะค่อนข้างสลัว แต่เขาก็มองเห็นใบหน้าเจ้าของเสียงดังได้ชัดเจน

“แม่วาด” จิอานโนร้องเรียกออกไป คิ้วเข้มขมวดมุ่นด้วยความพิศวง หันกลับมามองคนที่ยืนอยู่ข้างกายอีกครั้ง

“โอ..แล้วนี่” ชายหนุ่มคราง ตาเบิกกว้าง มองสตรีทั้งสองสลับไปมา “นี่มัน..อะไรกัน”

เจ้าของอาภรณ์สีดำก้าวเดินลงมาหยุดยืนใกล้จิอานโนซึ่งยืนตัวแข็งทื่อ เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ตกใจทำไมรึ ทำเหมือนเห็นฉันเป็นผีสาง”

ชายหนุ่มนิ่งอึ้งกับภาพตรงหน้า ใบหน้าและรูปร่างของสตรีทั้งสองเหมือนกันราวเป็นคนคนเดียว แม้กระทั่งน้ำเสียงก็ยังแทบแยกไม่ออก ต่างกันเพียงอาภรณ์ที่สวมใส่เท่านั้น

“นี่แม่วง พี่สาวของฉัน” วาดแนะนำ หันไปทางหญิงสาวอีกคน เอ่ยถามรัวเร็วด้วยภาษาชาวสยาม “เธอมาตั้งแต่เมื่อไหร่ มาพร้อมกับคุณป้ารึ แล้วนี่ยังไม่นอนรึ”

หญิงสาวชื่อวงพยักหน้า สีหน้าเจื่อนจางนั้นทำให้จิอานโนนึกสงสาร พอคาดเดาความหมายในถ้อยคำถามได้ จึงชิงตอบแทน

“ฉันกับ..เอ้อ..แม่วง ออกมาเดินเล่น แล้วพบกันที่นี่” นายช่างหนุ่มตอบไม่เต็มเสียง เหลือบมองวง แล้วต้องสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินวาดเอ่ย

“ฉันถามแม่วงนะจิอานโน ฉันอยากให้แม่วงตอบ” ชายหนุ่มจับกระแสความขุ่นในน้ำเสียงได้ มองเห็นอาการกร้าวในท่าทีของวาด

“ฉันนอนไม่หลับ ก็เลยเดินออกมาที่นี่” วงตอบบ้าง เสมองไปในความสลัวของลำคลอง

“ช่างบังเอิญเสียจริง มาพร้อมกันเลยเทียว” แม้ฟังไม่ออก แต่จิอานโนก็พอจับความจากน้ำเสียงของวาดได้

“ฉันจะขึ้นเรือนละ ดึกแล้ว” วงเดินอ้อมวาดไป ชายตามองจิอานโนเพียงแวบเดียว กลิ่นกรุ่นอบร่ำซึ่งหอมติดจมูกนับตั้งแต่พบกันที่ตลาดในรั้ววังโชยผ่าน ดึงหัวใจชายหนุ่มให้หลุดลอยตามไป เขาขยับตัว แต่เสียงของวาดดังขึ้น ชะงักเท้าของเขาซึ่งกำลังจะก้าวเดิน

“จะกลับแล้วรึจิอานโน”

“ฉันจะกลับไปนอน พรุ่งนี้ต้องตื่นทำงานแต่เช้า” ชายหนุ่มตอบโดยไม่หันไปมอง ความน้อยใจแล่นเป็นริ้วเข้าสู่ความรู้สึกของวาด ขับน้ำอุ่นเอ่อซึมขอบตา

“มาก็มาในคราเดียว จะกลับก็ต้องกลับพร้อมกัน” จิอานโนไม่ใส่ใจกับเสียงสั่นเครือนั้น ก้าวฉับขึ้นบันไดไปอย่างรวดเร็ว วาดเดินตามพลางส่งเสียงไล่หลัง

“รอประเดี๋ยวสิ เรายังไม่ได้พูดคุยอะไรกันเลยนะ”

“รอวันพรุ่งเถิดแม่วาด ฉันอยากพักผ่อนแล้ว” นายช่างหนุ่มตอบ ก้าวเดินออกไป

วาดถูกทิ้งให้จมกับเพลิงร้อนรุ่มในใจเพียงลำพัง ยืนนิ่งเหมือนถูกสาปอยู่ในความสลัวบนศาลา ดวงตาวาววับมองตามร่างสูงเดินลับหายไปในความมืดหน้าตึก หญิงสาวเม้มปากแน่น มือสั่นเทิ้มบีบด้ามพัดแน่นจนลืมความเจ็บปวดไปสิ้น ความผิดหวังโถมเข้าใส่ดุจพายุ หัวใจราวถูกบีบอัดด้วยแผ่นเหล็กเผาไฟจนแทบขาดรอน

“จิอานโน..แม่วง..” เสียงรำพึงผะแผ่ว แต่เจือความเคียดแค้นเต็มเปี่ยม นาทีนั้น ฝูงหิ่งห้อยโฉบมาบินวนเวียนอยู่รอบกาย วาดตวัดสายตามองขวับ

“ออกไป๊!” เสียงตวาดด้วยโทสะ มือที่ถือพัดยกขึ้นฟาดแมลงตัวน้อยจนร่วงพรู ดวงแสงวาบวับอยู่บนพื้นเพียงครู่เดียว ก่อนดับมอดไปในที่สุด

 

จิอานโนกลับเข้าห้อง ทิ้งตัวลงบนฟูกพร้อมความรู้สึกมากมายในใจ ความง่วงไม่มาเยี่ยมกรายแม้แต่น้อย เขานอนลืมตาโพลงมองเพดาน ฟังเสียงลมหายใจแผ่วเบาของทับซึ่งนอนขดตัวงอภายใต้ผ้าผวย แมลงราตรีกรีดปีกระงมอยู่รอบเรือน คล้ายเสียงอื้ออึงในหัวของเขายามนี้

ชายหนุ่มถอนลมหายใจ ไล่เรียงความรู้สึกไม่ถูก ทั้งประหลาดใจและดีใจ อารมณ์ถวิลหาใครบางคนซึ่งวนเวียนภายในใจมานาน ที่สุดก็กระจ่างเสียที สองพี่น้องฝาแฝดที่เหมือนกันจนแยกไม่ออก ทำเขาสับสนและจมอยู่กับคำถามมากมาย จากนี้ไม่ต้องโทษความรู้สึกตัวเองอีกต่อไป สตรีที่เฝ้าคะนึงหาทุกเมื่อเชื่อวัน คือวงนั่นเอง เขายิ้มคนเดียวในความสลัวเมื่อหวนนึกถึงใบหน้าผ่องละมุน ไม่ได้รู้สึกไปเองว่าแววตาซึ่งจ้องมองกลับมานั้น ฉายความยินดีชัดแจ้งยามเมื่อเห็นหน้าเขา นึกเสียดายยิ่งนัก วาดไม่น่าเข้ามาขัดขวางช่วงเวลานั้นเลย เขาพยายามเร่งเดินตามแล้ว แต่ก็ทันได้เห็นเพียงแค่วงเดินเข้าประตูบ้านไป ใจนึกอยากจะร้องเรียก แต่เห็นว่าไม่ควร จึงต้องกลับเข้าเรือนไปด้วยความเสียดาย

จิอานโนเผลอหลับไปเมื่อใกล้รุ่ง สะดุ้งตื่นขึ้นมาพบว่ารอบกายยังสลัวอยู่ มองไปบนพื้นข้างเตียง เห็นผ้าผวยพับเป็นระเบียบวางบนหมอน ทับคงตื่นและกลับไปเรือนบ่าวแล้ว ความคิดคำนึงผุดขึ้นในใจทันที ป่านนี้ แม่วงคงตื่นนอนแล้วเช่นกัน อากาศเย็นเยือกยามเช้าต่างจากหัวใจเขาที่ร้อนรุม จึงรีบออกจากห้อง บนโต๊ะตรงชานหน้าห้อง วางโถแก้วใส่น้ำสะอาด เคียงกันคือชามเซรามิคปากกว้าง ผ้าสีขาวพับไว้เรียบร้อย ทับเตรียมทุกสิ่งไว้ให้ ชายหนุ่มทำความสะอาดใบหน้าเสร็จแล้วรีบเดินเลาะหลังเรือนใหญ่มา แว่วเสียงคนคุยกันมาจากเรือนบ่าวด้านหลัง ได้กลิ่นควันฟืนหอมอ่อนเคล้าไอหอมของข้าวหุงสุกลอยมา

จนเมื่อพ้นมุมตึก มองไม่เห็นใครในบริเวณนั้น ดอกไม้บานรับอรุณกระจายกลิ่นหอมฟุ้งชวนสดชื่นไปทั่ว เขาชะลอฝีเท้าลง ทำทีออกมาเดินชมตันไม้ แต่สายตาลอบมองไปยังเรือนสีเหลืองอ่อนเป็นระยะ อาคารหลังใหญ่ยังจมอยู่ในสีเทาน้ำเงินของบรรยากาศเช้าตรู่ แสงเหลืองเรื่อเรืองลอดผ่านหน้าต่างบนชั้นสอง จุดความหวังให้สว่างโพลงขึ้นในใจ จนเมื่อก้าวมายืนกลางลานใต้ต้นไม้ใหญ่ มองขึ้นไปอีกครั้ง หัวใจก็พลันไหวสะท้านเมื่อเห็นใครคนหนึ่งเดินมายังริมหน้าต่าง แสงนวลอาบเรือนร่างและใบหน้าที่เขาเฝ้าใฝ่หาทุกวินาที วงเบือนหน้ามามองด้านล่าง สองสายตาจึงสบกัน หัวใจนายช่างหนุ่มพองโต ยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว สีหน้าวงเปี่ยมด้วยความยินดี รอยยิ้มนั้นสว่างไสวดุจแสงตะวัน ไล่ความสลัวรางให้มลายไปจนสิ้น สองหนุ่มสาวจ้องมองกันและกันเนิ่นนาน จิอานโนกำลังอ้าปากจะเอ่ยทัก

“อะแฮ่ม!” เสียงกระแอมจากด้านหลังทำให้ชายหนุ่มสะดุ้ง เย็นวาบไปทั่วกาย หันขวับมาพบพระยารามภูดิศยืนห่างไปไม่ไกลนัก สีหน้าชายกลางคนเรียบเฉยจนใจคอไม่ดี “”นายช่างตื่นแต่เช้าตรู่เหมือนกันรึนี่”

“กระ..ผม มาดูกระรอก บน..ต้นไม้โน่นแน่ะครับ” นายช่างหนุ่มตอบไปเท่าที่จะคิดได้ในเวลานั้น พลางชี้นิ้วขึ้นไปด้านบนวุ่นวายอย่างหาปลายทางไม่เจอ

“ย่านนี้ต้นไม้เยอะ กระรอกชุกชุม” เจ้าของบ้านตอบเสียงเรียบ กวาดสายตามองขึ้นไปด้านบน ทำเอาหัวใจนายช่างหนุ่มหล่นวูบ แล้วต้องลอบถอนใจออกมาแผ่วเบา เมื่อชำเลืองมองตรงหน้าต่างชั้นสอง ไม่เห็นวงอยู่ที่นั่นแล้ว

“ที่นี่มีกระรอกหลายสีอยู่ ว่าแต่นายช่างชอบตัวไหนรึ สีขาวหรือสีน้ำตาล” คำถามทำให้จิอานโนสะดุ้งอีกครั้ง

“เอ้อ..กระผมชอบทุกตัวครับ” อารามตกใจทำให้ตอบไปโดยไม่ทันไตร่ตรอง

“เออแน่ะ! ใจคอไม่คิดจะเลือกเลยรึ” เสียงเจ้าพระยารามภูดิศอ่อนลง มองหน้าอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มจาง จิอานโนเปิดรอยยิ้ม แต่รู้สึกได้ว่าคงเจื่อนเต็มที ชายกลางคนเดินเข้ามาใกล้ เอ่ยขึ้นขณะมองขึ้นไปบนบ้านสีเหลืองอ่อน

“ อย่าใจโลเลนัก เมื่อใดถึงคราต้องเลือก อย่าใช้เพียงหัวใจและอารมณ์ แต่ให้ใช้สติและเหตุผลด้วยนะนายช่าง”

จิอานโนยืนนิ่ง  ก้มศีรษะรับ ผู้สูงวัยเอื้อมมือมาแตะต้นแขนพลางบอก

“ไปอาบน้ำแต่งตัวเถิด เดี๋ยวสำรับเช้าก็คงจะมาแล้วละ จะได้ไปรับประทานด้วยกัน” ท่านเจ้าคุณบอกส่งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

 

วาดนอนกระสับกระส่ายทั้งคืน ไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้ ภาพแม่วงอยู่ในอ้อมแขนของจิอานโน เหมือนภูตผีตามหลอกหลอนอยู่ทุกขณะจิต เมื่อฟ้าเริ่มสาง หญิงสาวแต่งตัวอย่างเร่งรีบ อยากพบหน้านายช่างหนุ่มใจจะขาด มีคำถามมากมายอัดแน่นในสมอง พร้อมจะพรั่งพรู่ไต่ถามให้คลายความกลัดกลุ้ม แต่ความทุกข์ถูกตอกย้ำยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อพระยารามภูดิศออกปากให้เธอต้องตามไปช่วยงานเจรจาการค้าขายผลไม้ในสวนที่บางกอกน้อย

“ลูกไม่ไปไม่ได้รึเจ้าคะ” วาดเสียงห้วน ยืนมองไปนอกหน้าต่าง หน้าสะสวยบึ้งตึง “แดดก็ร้อน ตัวเหนียวเหนอะ มีแต่ป่ากับพวกบ่าวไพร่ตัวเหม็นสาบ”

“ลูกไม่ไปแล้วจะให้พ่อไปคนเดียวรึ” ท่านเจ้าคุณมองลูกสาวด้วยแววตาสงสัย

“เจ้าคุณพ่อก็ชวนแม่วงไปสิเจ้าคะ” วาดปัดเรื่องไปหาพี่สาว

“แม่วงเขาต้องไปกับคุณป้า” ท่านเจ้าคุณเดินเข้ามาใกล้ลูกสาว “ฟังพ่อนะแม่วาด แม่วงเขาอยู่กับคุณป้ามาตั้งแต่เล็ก ส่วนลูกอยู่บ้านหลังนี้กับพ่อ ลูกควรไปเรียนรู้การค้าการขายไว้บ้าง เบี้ยอัฐที่มีใช้อยู่ทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ก็มาจากการขายพืชผลจากสวนทั้งสิ้น ลำพังเงินเดือนหลวงของพ่อไม่เพียงพอดอก เรือกสวนไร่นาทั้งหมด ต่อไปภายหน้าก็จะเป็นของเธอทั้งสิ้นนะแม่วาด” ชายกลางคนเห็นท่าทีปั้นปึ่งของวาดคลายลง จึงเอ่ยต่อ “วันนี้ พ่อนัดเจรจากับพ่อค้าที่จะมารับผลไม้ ไปช่วยพ่อเถิดนะแม่วาด”

วาดจำต้องรับคำด้วยจนปัญญาจะบ่ายเบี่ยง ตลอดเวลาบนโต๊ะ จิอานโนนั่งรับประทานอาหารด้วยกิริยาเงียบนิ่ง แทบไม่มองกรายมาที่เธอแม้แต่น้อย นั่นยิ่งเพิ่มความอึดอัดกลัดกลุ้มขึ้นอีกเป็นทวีคูณ จะหาโอกาสเจรจาเพียงลำพังก็ยากเย็น เพราะพระยารามภูดิศยังนั่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วย ที่สุด ความหวังก็ต้องดับมอดเมื่อต้องออกเดินทางทันทีหลังเสร็จสิ้นสำรับเช้า

 

เขียบเดินเลาะริมพุ่มพู่ระหง เหลียวมองซ้ายขวาอย่างระแวดระวัง พอถึงเรือนไม้ริมคลอง ก็รีบผลุบเข้าไป จ้ำไปยืนแนบฝา ร้องเรียกแผ่วเบาราวกลัวว่าเสียงจะเล็ดลอดออกไปข้างนอก

“อีเผื่อน เปิดประตูให้ข้าที”

แว่วเสียงย่ำมาบนพื้นจากข้างใน ครู่เดียวประตูก็เปิดออก หน้าจิ้มลิ้มโผล่ออกมามอง เขียบรีบดันร่างเจ้าของห้องเข้าไป ผลักประตูปิด ลั่นกลอนแน่นหนา แล้วหันมารวบกอดร่างอวบอัด ปากพร่ำขณะก้มลงซุกซอนไหล่กลมกลึงของอีกฝ่าย

“ขอข้าหอมให้ชื่นใจสักทีเถิด”

“อุ๊ย! ปล่อยข้าก่อน” เผื่อนร้องไม่เต็มเสียง มือผลักใบหน้าผู้มาเยือนออก “นี่เอ็ง มาหาข้าทำไมรึ”

“ก็ข้าคิดถึงเอ็งนะสิ” บ่าวสาวร่างล่ำสัน ก้มหน้าลงเคลียคลึง

“ระวังเถิด ใครมาเห็นเข้า ความถึงหูคุณวาด เอ็งจะเดือดร้อน”

“คุณวาดเธอไม่อยู่ ไปบางกอกน้อยกับท่านเจ้าคุณ” มือเขียบป่ายเปะปะ เค้นคลึงด้วยแรงอารมณ์

“พวกบ่าวคนอื่นอีกล่ะ เอ็งอย่าวางใจ ปากพวกมันสว่างยิ่งกว่าไฟฉลองพระนครเสียอีก”

เขียบคลายมือ ดันตัวเผื่อนออก จ้องมองหน้าด้วยแววตาหวานเยิ้ม “ข้ารู้ว่า ใจเอ็งก็คิดถึงข้าไม่น้อยไปกว่าข้าดอก”

“อย่ามาแสร้งพูดจาหวานให้ข้าหลง ว่าแต่เอ็งมาหาข้าทำไม”

“ข้ามีของมาให้เอ็ง” เขียบคลายชายพก เงยหน้าขึ้นยิ้ม หยิบแหวนทองเนื้อสุกปลั่ง สลักลายรอบวงออกมาชูขึ้นตรงหน้า

“สวยแท้ เอ็งเอามาจากไหน” เผื่อนถาม จับจ้องด้วยสายตาวาววาม

“รับไปเถิด ข้าตั้งใจเอามาให้เอ็ง”

บ่าวร่างอวบอัดรับมาแล้วสวมลงบนนิ้วนางอย่างรวดเร็ว วงแหวนสอดรับนิ้วกลมกลึงขาวเนียน เหมาะเจาะราวจับวัดไว้แล้ว

“เอ็งเก็บไว้ให้ดี อย่าให้ใครเห็น หรือเอาไปฝากพ่อเอ็งไว้ก็ได้”

“เอ็งก็พูดพิกล ของสวยของงาม ใส่อวดใครไม่ได้ แล้วจะเอามาให้ข้าทำไม หนก่อนก็ห้ามข้า ไม่ให้เอาสร้อยมาใส่ หนนี้ก็อีก” เผื่อนหันมาถามด้วยความสงสัยในคำบอกของอีกฝ่าย “รึเอ็งลักของคุณวาดมา”

“อย่าถามให้มากความ เชื่อข้าเถิด ไม่ว่าอย่างไร ข้าไม่เคยคิดร้ายกับเอ็ง” เขียบพร่ำคำริมหู พรมจูบซอกคอนวลเนียน “ไปอยู่กับข้าเถิดอีเผื่อน ไปทำสวนทำไร่กันแถวหัวเมือง เหนื่อยเพียงใด ข้าทนได้ ขอเพียงมีเอ็งอยู่กับข้าก็พอแล้ว”

“ข้าก็อยากไป แต่เกรงท่านเจ้าคุณ ไม่รู้จะเอ่ยบอกท่านอย่างไร” เผื่อนตอบ ยกมือขึ้นมอง แหวนทองล้อแสงวิบวับ

“รึเอ็งรักท่านเจ้าคุณ” เสียงบ่าวร่างล่ำสันเครียดเข้ม เผลอบีบเนื้ออีกฝ่ายแรงขึ้น

“โอ๊ย! ข้าเจ็บนะ” เผื่อนสะบัดตัว แต่ไม่อาจต้านแรงจากอ้อมแขนของเขียบได้ เจ้าของอ้อมกอดซบลงบนไหล่ เอ่ยเสียงออดอ้อน

“ข้าไม่ได้ตั้งใจทำเอ็งเจ็บ แต่ข้าหวง เอ็งรู้รึไม่ ทุกคราที่ท่านเจาคุณเรียกหาเอ็ง หัวใจข้าเจ็บปวดเหมือนโดนทุบจนแหลกเหลว”

“ข้าบอกไปกี่หนแล้ว ข้าทำไปเพราะอยากให้พ่อข้าสบาย อีกอย่าง ข้าขัดคำสั่งท่านไม่ได้ เอ็งก็รู้ ท่านเจ้าคุณใจดี มีเมตตาก็จริง แต่ถึงคราท่านโกรธขึ้นมา อะไรก็ขวางไม่อยู่” เขียบหน้าหม่นหมอง มือที่ตระกองกอดอ่อนแรงไหลตก เผื่อนเอื้อมมือจับต้นแขนอีกฝ่ายพลางว่า “เอ็งไม่ต้องคิดมากไปดอก อย่างไรเสีย ใจข้าก็เป็นของเอ็งคนเดียวเสมอ”

“ชื่นใจไอ้เขียบยิ่งนัก” สีหน้าบ่าวสาวใจชายแช่มชื่นขึ้นทันที รั้งร่างเผื่อนลงนอนบนเสื่อ พรมจูบไปทั่วร่าง มือปลดผ้าแถบให้คลาย ดึงปลายสะบัดทิ้งให้ห่างตัว เรือนหลังเล็กเย็นฉ่ำด้วยสายลมจากลำน้ำและเงาร่มรื่นของแมกไม้ แต่ภายในห้องน้อยแห่งนี้ กลับร้อนระอุด้วยเพลิงปรารถนาลุกโหมแทบผลาญเผาทุกสิ่งให้มอดไหม้

บนโลกใบนี้ ความรักลอยล่องอยู่ในทุกอณู ไม่มีใครรู้ว่าวันใด ละอองรักจะปลิวมากระทบใจ เพราะรักไม่เคยเลือกเพศ วัย ชาติเชื้อ ความรักสำคัญต่อมนุษย์ ไม่ต่างจากลมหายใจ อากาศทำให้ชีวิตดำรงต่อไปได้ โดยมีความรักหล่อเลี้ยงหัวใจเคียงคู่กันไปเสมอ

 

วาดร้อนใจ ผุดลุกผุดนั่งอยู่บนตั่งหน้าชานของเรือนไม้กลางสวนกว้างใหญ่ ลมเย็นระรื่นพัดโชยผ่านท้องร่องและแนวไม้ผลยืนต้นเป็นทิวแถว ไม่ช่วยคลายความร้อนรุ่มลงได้เลยแม้แต่น้อย ใจลอยลิ่วไปยังบ้านริมคลองราชบุตรีตั้งแต่วินาทีแรกเมื่อเหยียบย่างมาถึงที่นี่ บ่าวคนสนิทอย่างเขียบก็ไม่ได้ติดสอยห้อยตามมารับใช้ เพราะอ้างว่าปวดท้อง อย่างน้อยถ้ามันอยู่ ยังพอระบายความทุกข์ใจไปลงที่มันได้บ้าง ธิดาท่านเจ้าคุณทอดสายตามองบรรดาบ่าวซึ่งกำลังแบกกระบุงบรรจุผลไม้ ทยอยลงเรือซึ่งจอดในคลองอย่างขมีขมัน แต่เธอกลับรู้สึกว่าเชื่องช้าไม่ทันใจ อยากเร่งธุระให้เสร็จสิ้นไปโดยเร็ว แต่การเจรจาซื้อขายของพระยารามภูดิศกับพ่อค้าก็แสนจะยืดยาดยาวนาน ยามนี้ทุกอย่างดูขวางหูขวางตาไปหมด

“อากาศร้อน คุณวาดรับน้ำมะพร้าวไหมเจ้าคะ บ่าวจะให้คนไปเอามาให้” บ่าวหญิงวัยกลางคนซึ่งโบกพัดไล่ลมร้อนให้นายสาวเอ่ยถาม

“เอาไปล้างหน้าเอ็งไป๊! ข้าไม่อยากกิน” วาดตวาดเสียงดัง หน้าเง้างอ หันไปยังผู้เป็นพ่อเมื่อเห็นคนที่มาติดต่อ ยกมือไหว้แล้วเดินออกไป

“กลับเถิดเจ้าค่ะคุณพ่อ”

“จะเร่งไปไหนกันแม่วาด พ่อกำลังสั่งให้คนเก็บชมพู่กับมะละกอใส่กระบุง จะเอาไปฝากเจ้านายในกระทรวง ยังไม่แล้วเสร็จเลย” พระยารามภูดิศมองลูกสาว ความคลางแคลงผุดขึ้นในใจ จึงเอ่ยถามต่อด้วยความห่วงใย “เป็นอะไรรึแม่วาด ตั้งแต่มาที่นี่ พ่อเห็นลูกนั่งไม่ติดพื้นเลย รออีกประเดี๋ยวนะลูก”

วาดไม่ตอบ ชะเง้อมองไปยังแนวคลองซึ่งเรือเอี้ยมจุ๊นกำลังแล่นเป็นแถวออกไป จนบ่ายคล้อย ทุกอย่างจึงเสร็จสิ้น วาดเร่งรีบลงเรือก่อนใคร ตั้งแต่เรือบรรทุกผลไม้ยังเคลื่อนไม่พ้นหัวคลอง

 



Don`t copy text!