พันธรตี บทที่ 17 : ปลดปล่อย

พันธรตี บทที่ 17 : ปลดปล่อย

โดย : บุญฐิสา

พันธรตี นวนิยายแนวรักลึกลับ ข้ามภพข้ามชาติ โดย บุญฐิสา นวนิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์…เมื่อธรรมนูญได้พบกับหญิงสาวชาวบ้านคนหนึ่งที่เขารู้สึกว่าเธอไม่ใช่คนธรรมดา ขณะเดียวกันก็มีความลึกลับซ่อนลึกและความฝันประหลาดที่เริ่มติดตามรบกวนจิตใจของชายหนุ่ม

****************************

– 17 –

เจ้ามิ่งทิพย์เดินนำบริวารทั้งสองมุ่งไปยังสถานที่นัดหมาย หญิงสาวเปลี่ยนการแต่งกายมาเป็นชุดสีขาวตกแต่งด้วยการปักลวดลายสีทองที่ชายผ้ารับกับเครื่องประดับทองคำ ร่างบอบบางกลายเป็นเงาตะคุ่มๆ ท่ามกลางความมืดดูแล้วให้ความรู้สึกราวกับภูติพรายในยามราตรีกาล เมื่อถึงที่นัดหมายจึงพบว่าพ่อหมอมารออยู่ก่อนแล้ว ตรงหน้ามีเครื่องบัดพลีที่จำเป็นต่อพิธีกรรมมากมาย

‘ข้านึกว่าเจ้านางจะไม่มาเสียแล้ว’ ร่างบึกบึนดูแข็งแรงต่างจากวัยที่แท้จริงกล่าวออกมา

‘เห็นว่าข้าเป็นคนกลับกลอกเช่นนั้นหรือพ่อหมอ’ เธอมองอีกฝ่ายอย่างไม่พอใจ

‘หามิได้ๆ’ แม้จะรู้เห็นความกร้าวแกร่งเกินหญิงของเจ้ามิ่งทิพย์มานาน แต่ก็ยังไม่วายคิดว่าอีกฝ่ายอาจจะเกิดกลัวจนเปลี่ยนใจขึ้นมา…ใครเล่าจะกล้าเดินมาสู่ความตายเช่นนี้

ตลอดเวลาที่ผ่านมาเนื่องจากพ่อหมอเป็นบุคคลสำคัญมาตั้งแต่สมัยเจ้าหลวงองค์ก่อน จึงค่อนข้างจะหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีของตนมาก ด้วยวัยวุฒิและคุณวุฒิทำให้นอกจากผู้เป็นเจ้าหลวงแล้วเขาไม่เคยเห็นใครอยู่ในสายตา ไม่แม้กระทั่งเจ้านางแห่งเวียงแก้ว ความสัมพันธ์ของทั้งสองจึงไม่ค่อยดีนักอาจไม่ถึงกับเป็นศัตรูแต่ก็ไม่ใช่มิตร

มีเพียงครั้งหนึ่งที่ชายสูงวัยยอมอ่อนน้อมเข้าหาเพื่อขอให้ช่วยห้ามปรามเจ้าหลวงมังคละที่มีความคิดจะเป็นองค์อุปถัมภ์สร้างวัดและเจดีย์ขึ้นมาภายในเมือง หญิงสาวไปช่วยพูดให้จนกระทั่งมีการเปลี่ยนสถานที่เป็นบนภูเขานอกเมือง เธอเองก็ฉลาดพอเพราะไม่ได้ช่วยเหลือโดยเปล่าประโยชน์แต่แลกกับคำสัญญาว่าจะขอให้อีกฝ่ายทำอะไรก็ได้หนึ่งอย่าง…จนกระทั่งมาถึงวันนี้

‘ข้าจะไม่ทำให้เจ้านางผิดหวัง จะช่วยให้ทุกชีวิตในเวียงแก้วอยู่รอดปลอดภัย ผ่านพ้นอันตรายในคราวนี้ไปให้ได้ และทำให้ทุกคนได้รับรู้ถึงความเสียสละของเจ้านาง’ เป็นครั้งแรกที่เขาเกิดความเลื่อมใสอีกฝ่ายจากใจจริง

‘ไม่ต้องสรรเสริญข้าหรอก ข้าไม่ใช่ผู้เสียสละอะไร’ ผู้พูดเผยยิ้มอันจืดจางออกมาวูบหนึ่ง

เพราะที่ข้าต้องการช่วยจริงๆ…คือคนๆ เดียวเท่านั้น

หลังจากนั้นพ่อหมอก็เริ่มพิธีด้วยการสวดคาถาแปลกๆ บางอย่างด้วยน้ำเสียงและจังหวะฮึกเหิม กองฟืนที่ถูกสุมเอาไว้บนพื้นจู่ๆ ก็ติดไฟลุกพรึ่บขึ้นมาโดยที่ไม่มีใครไปแตะต้อง…ร่างบอบบางยังคงสงบนิ่งในขณะที่จำปากับจำปีนั้นพากันสะดุ้งเฮือก

เวลาผ่านไปนานเท่านาน…เสียงสวดหยุดลงพักหนึ่งแต่แล้วก็เริ่มสวดใหม่ คราวนี้เป็นท่วงทำนองเนิบช้าอันชวนขนลุก ชายสูงวัยเอาสิ่งของบางอย่างโยนลงไปในกองไฟอันลุกโชน มีตั้งแต่ของใช้ประจำตัวอย่างเช่นชุดสีกลีบบัวตัวโปรด หรือแม้กระทั่งชุดเครื่องยศประจำตำแหน่งเจ้านางซึ่งได้สวมใส่ในวันทำพิธีสถาปนา อาวุธและของมีคมต่างๆ สุดท้ายจึงจบลงด้วยดาบด้ามหนึ่ง ฝักและด้ามจับทำจากทองคำสุกปลั่งแกะมีลวดลายอันละเอียดลออ น่าแปลกที่ดาบด้ามนั้นพลันหลอมละลายแล้วหายไปจนสิ้น

ชายสูงวัยวาดลวดลายอักขระโบราณด้วยหมึกสีชาดลงตรงกึ่งกลางหน้าผากของเจ้ามิ่งทิพย์จากนั้นจึงกล่าวว่า

‘เจ้านางจงก้าวผ่านกองไฟนี้ไป…แล้วอย่าหันกลับมามองข้างหลังอีก’

ได้ยินดังนั้นจำปาจำปีก็พากันส่งเสียงร้องไห้ ถึงเธอจะบอกตัวเองให้ทำใจยอมรับความจริงที่จะเดินเข้าไปในกองไฟแต่พอเอาเข้าจริงแล้วก็ยังไม่อาจทำใจรับไหวอยู่ดี

‘จำปา…จำปี ตลอดเวลาที่ผ่านมาข้าอาจไม่ใช่เจ้านายที่ดีนัก สร้างความลำบากใจลำบากกายต่อพวกเจ้าก็มาก’

หญิงสาวนึกย้อนถึงอดีตตั้งแต่ตอนที่ยังเยาว์วัย ตนเองมักจะทำตัวไม่สมเป็นกุลสตรีนักชอบหนีออกไปเที่ยวเล่นนอกบ้านบ่อยๆ ทุกครั้งที่บิดารู้ต้องมีการลงโทษเกิดขึ้น และคนที่โดนหนักสุดเป็นสองเท่าก็ไม่พ้นจำปาและจำปีนั่นเอง พอมาสำนึกได้ตอนนี้ก็ดูเหมือนจะสายเกินไปเสียแล้ว

‘ไม่หรอกเจ้าค่ะ สำหรับจำปาไม่มีใครดีเท่ากับเจ้านางอีกแล้ว’

‘จำปีดีใจที่ได้เกิดมารับใช้เจ้านาง’

‘ขอบใจที่คอยอยู่เคียงข้างข้ามาตลอด แม้กระทั่งในวาระสุดท้ายของชีวิต’ กล่าวจบเธอก็หันกายเดินจากไปท่ามกลางเสียงร้องโฮๆ ของคนทั้งคู่ ยิ่งเดินก็ยิ่งสัมผัสถึงกระไอร้อนระอุ แต่เมื่อก้าวข้ามกองไฟทั้งกองกลับไม่มีเปลวไฟลามเลียชายผ้าหรือแผดเผาเนื้อตัวเลยแม้แต่น้อย

ร่างบอบบางหยุดยืนนิ่ง คำพูดของเจ้าหลวงมังคละดังขึ้นมาในความคิด

‘ธรรมดาของคนเรา…ใครเล่าจะอยากตาย’

‘คนๆ นั้นย่อมมีสิเจ้าพี่…ก็เพราะมีสิ่งล้ำค่ายิ่งกว่าชีวิตของตนเองที่ต้องการปกป้องอย่างไรเล่า’ เจ้ามิ่งทิพย์เอ่ยอย่างแผ่วเบาราวอยากฝากสายลมไปกระซิบบอกคนๆ นั้น

หญิงสาวเผยยิ้มอันอ่อนหวาน ทว่าดวงตาคู่นั้นดูเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก ไม่มีแม้เศษเสี้ยวของความลังเลใจ ก่อนจะดึงมีดสั้นที่เหน็บไว้ตรงชายพก หันคมมีดเข้าหาตัวแล้วแทงภายในครั้งเดียว…บัดนั้นอาภรณ์ขาวราวถูกย้อมด้วยสีชาด

 

ธรรมนูญต้องหลับตาลงและตั้งสติอยู่นานพักหนึ่ง ยกมือกุมศีรษะที่กำลังปวดตุบๆ เหมือนมันกำลังจะระเบิด…ในใจของเขากำลังเจ็บปวดทรมานอย่างที่ในชีวิตนี้ไม่เคยสัมผัสมาก่อน ราวกับจิตใต้สำนึกยังคงจดจำความรู้สึกในตอนนั้นได้เป็นอย่างดี

ดวงจิตดวงหนึ่งผ่านชาติภพมามากมาย อาจจะนับร้อยนับพันชาติ มนุษย์ได้รับโอกาสในการเริ่มใหม่ ลืมสิ่งที่เคยเกิดขึ้นไม่ว่าดีหรือร้ายเพื่อการเริ่มต้นอีกครั้ง แต่ในความเป็นจริงแล้วทุกเรื่องที่เคยเกิดขึ้นไม่ได้ถูกลบไปโดยสิ้นเชิง ไม่ได้สะอาดราวกับผ้าขาว บางอย่างยังคงตกค้างและติดตรึงอยู่ในดวงจิต ซ้อนทับกันไปเรื่อยๆ จนคนเราแทบจะไม่สังเกตเห็นถึงการคงอยู่ของมัน ทว่าเมื่อถึงเวลาอันสมควรและมีบางอย่างเข้าไปกระตุ้น ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่ความทรงจำจากอดีตชาติเหล่านั้นจะหวนกลับคืนมาอีกครั้ง

ชายหนุ่มอาจจะจำไม่ได้ทั้งหมดแต่ก็พอรู้แล้วว่าที่ไม่เคยรู้สึกรักใครอย่างแท้จริงมาก่อนเป็นเพราะคำสัญญาที่ว่าจะรักเจ้ามิ่งทิพย์เพียงคนเดียวเท่านั้น และผูกพันกับทิพย์เหมือนเคยรู้จักกันมานานแสนนานก็เพราะเธอคือคนที่เขารอคอยมาตลอดทั้งชีวิตนั่นเอง

เมื่อลืมตาขึ้นมาทิพย์ไม่ได้อยู่ในรูปลักษณ์วัยสิบแปดปีเหมือนที่เขาเคยเห็นจนชินตา แต่กลับกลายเป็นหญิงสาวในวัยสวยสะพรั่ง ใบหน้าเรียวเล็กลงมีแววสุขุมหลายส่วน งามสง่าเปี่ยมรัศมีสูงส่งสมเป็นเจ้านางแห่งเวียงแก้ว เจ้ามิ่งทิพย์สวมชุดโบราณสีกลีบบัวงามตระการตา…เหมือนผู้หญิงที่เขาเคยฝันถึงมาโดยตลอด

ธรรมนูญแทบจะดับดิ้นลงไปในวินาทีต่อมาเมื่อตระหนักถึงความจริงที่ว่า…หญิงสาวไม่ได้มีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้

เขาเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ในขณะที่เธอเป็นเพียงวิญญาณเท่านั้น

ทั้งที่อยู่ใกล้กันถึงเพียงนี้ แต่แท้จริงแล้วกลับห่างไกลกันเหลือแสน

“เจ้าพี่…” ร่างบอบบางสั่นสะอื้นจนตัวโยน ก้มลงกราบกรานแทบเท้าของอีกฝ่าย เทิดทูนไม่ต่างอะไรกับตอนที่ยังเป็นเจ้าหลวงมังคละ

มาถึงตอนนี้ชายหนุ่มรู้แล้วว่าทำไมตลอดเวลาที่ผ่านมาทิพย์ถึงไม่ยอมเรียกว่าพี่ เพราะถ้าหากเอ่ยออกมาแล้วก็คงจะฝืนทำเหมือนไม่รู้จักกันมาก่อนไม่ได้เลย เขาเอื้อมมือไปยังอีกฝ่าย อยากกอดให้สมกับการรอคอยมาเนิ่นนาน ทว่าสิ่งที่สัมผัสได้ก็คือความว่างเปล่าเท่านั้น น้ำตาลูกผู้ชายหยดหนึ่งพลันไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว

“ทำไมถึงเป็นแบบนี้”

ร่างบอบบางเงยหน้าขึ้นมา…เล่าต่อด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย

ผ่านพ้นพิธีกรรมอันโหดร้ายทารุณนั้นมาได้วิญญาณของเจ้ามิ่งทิพย์มีพลังอำนาจอันกล้าแข็งเปี่ยมฤทธิ์เดช ร่วมมือกับพ่อหมอปิดทุกทางเข้าออกของเวียงแก้วแล้วแผ่พลังครอบคลุมทั้งเมืองเอาไว้ กำบังจากสายตาของพวกข้าศึกทำให้ไม่อาจมองเห็นที่ตั้ง หลังจากปิดการเชื่อมต่อกับโลกภายนอกสุดท้ายเวียงแก้วจึงกลายเป็นเมืองลับแลโดยสมบูรณ์ แม้จะค่อนข้างลำบากกว่าเมื่อก่อน แต่ชาวเมืองก็สามารถผ่านยุคแห่งทุกข์เข็ญและภัยสงครามไปได้

ถึงจะเป็นอย่างนั้นแต่เวียงแก้วกลับไม่อาจรอดพ้นชะตากรรมแห่งการล่มสลาย…หนึ่งปีต่อมาเกิดโรคระบาดร้ายแรง ลุกลามรวดเร็วจนคร่าชีวิตผู้คนจำนวนมากภายในเวลาอันสั้น แต่คราวนี้หญิงสาวไม่อาจช่วยเหลือใคร ทำได้เพียงคอยเฝ้ามองดูผู้คนล้มตายไปเรื่อยๆ เวียงแก้วจึงถูกลบเลือนไปจากหน้าประวัติศาสตร์ ไม่มีใครจำได้แล้วว่าเคยมีเมืองเล็กๆ แห่งนี้ดำรงอยู่

คนอื่นๆ ข้ามผ่านภพชาติไปตามเส้นทางของตน ทว่าเธอไม่อาจไปผุดไปเกิดด้วยวิญญาณถูกผูกติดไว้กับเวียงแก้วซึ่งล่มสลายไปแล้ว ไม่ใช่แค่นั้นวิญญาณของพ่อหมอเองก็ยังไม่จากไปไหน ตลอดเวลาเจ็ดร้อยปีที่ผ่านมาจึงถูกควบคุมบงการให้ต้องเป็นทาสรับใช้พ่อหมอผู้เก่งกาจด้านไสยเวทมาโดยตลอด

“ตลอดเวลาที่ผ่านมาทิพย์คงต้องลำบากมากสินะ” ธรรมนูญเอ่ยด้วยความเวทนาจับใจ พอนึกถึงการที่จำต้องทนอยู่มาถึงเจ็ดร้อยปีโดยไม่อาจไปผุดไปเกิด จะทุกข์ทรมานมากแค่ไหนไม่อาจจินตนาการได้เลย “พี่ต้องทำอย่างไรถึงจะช่วยทิพย์ได้”

“พ่อหมอเคยให้สัญญาไว้ว่า ถ้าหาดวงวิญญาณมาเพื่อทำการแลกเปลี่ยนได้ครบหนึ่งพันดวงก็จะปลดปล่อยน้องไป”

“ถ้าอย่างนั้นแสดงว่าอาถรรพ์ของโป่งก็เกี่ยวกับทิพย์และพ่อหมอสินะ”

ร่างบอบบางเบือนหน้าหนี หลับตาลงแล้วพยักหน้าออกมาน้อยๆ

“น้องไม่ได้อยากทำอย่างนี้แต่ถูกพ่อหมอบังคับอีกที ตลอดเวลาที่ผ่านมาหากไม่ยอมทำตามคำสั่งพ่อหมอหาวิญญาณคนอื่นมาให้ก็จะถูกทรมานต่างๆ นานา เจ้าพี่คงเคยเห็นแล้วว่าเขาโหดร้ายเพียงไร”

“ไม่มีทางอื่นแล้วหรือนอกจากเอาวิญญาณของคนอื่นไปแลก”

“ไม่มี…ถึงน้องจะมีพลังอำนาจมากแค่ไหนก็ไม่อาจอยู่เหนือพ่อหมอ เพียงผู้ทำพิธีเท่านั้นที่จะคลายมนตร์แล้วปลดปล่อยให้เป็นอิสระ” เจ้ามิ่งทิพย์บอกอย่างปลดปลง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงสะเทือนอารมณ์ “น้องหาวิญญาณมาเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นจำนวนเก้าร้อยเก้าสิบเก้าดวงแล้ว เหลือเพียงแค่ดวงเดียวก็จะเป็นอิสระ แต่ว่า…พอได้กลับมาพบเจ้าพี่อีกครั้ง มันทำให้น้องไม่อยากทำเรื่องร้ายๆ อีกต่อไป”

“โธ่เอ๋ย…ทิพย์”

“เจ็ดร้อยปีที่ผ่านมาน้องเหมือนจมอยู่ในความมืดมิดมาตลอด จนกระทั่งเราได้พบกันน้องก็เหมือนได้เห็นแสงสว่างอีกครั้ง จนอดไม่ได้ที่จะอยากเข้ามาคอยอยู่ใกล้ๆ เจ้าพี่ได้โปรดอย่าถือโทษโกรธน้องเลย”

“พี่ไม่ได้โกรธ…ไม่เคยโกรธทิพย์เลย”

เมื่อเอ่ยมาถึงตอนนี้ก็มีเสียงมอเตอร์ไซค์แล่นเข้ามาใกล้เรื่อยๆ เจ้ามิ่งทิพย์ชะงักก่อนจะบอกเขาอย่างเร่งร้อนว่า

“มีคนกำลังมา น้องไม่มีพลังพอที่จะปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าคนจำนวนมาก และไอร้อนจากกายมนุษย์ก็มีแต่จะทำให้อ่อนแอลงมากกว่าเดิม น้องต้องไปแล้ว”

“อย่าเพิ่งไป” ถึงจะรีบร้องห้ามเอาไว้แต่ก็ไม่เป็นผล

“อีกสามวันน้องจะกลับมา”

ร่างบอบบางพลันเลือนหายไปจากสายตา…ทิ้งไว้เพียงเสียงอ่อนหวานล่องลอยอยู่ในอากาศ

คนที่มาหาไม่ใช่ใครอื่นไกลนอกจากพรเพ็ญและชาคร แม้อารมณ์จะขุ่นมัวอยู่บ้างเพราะถูกขัดขวางการสนทนาแต่ธรรมนูญก็เชื้อเชิญทั้งสองเข้ามาพูดคุยกันในบ้านเป็นอย่างดี ฝ่ายแรกนั้นมักจะมาเยี่ยมเยือนบ่อยๆ อยู่แล้วจึงไม่น่าแปลกใจอะไร ตรงกันข้ามกับฝ่ายหลังที่เพิ่งมาเป็นครั้งแรกจึงคาดเดาสาเหตุของการมาครั้งนี้ไม่ได้เลย

“คุณมนูเป็นอย่างไรบ้างคะ” หญิงสาวเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง เพราะครั้งล่าสุดที่มาอีกฝ่ายอยู่ในสภาพไม่ค่อยดีนัก

“ผมไม่เป็นไรครับ ว่าแต่พวกคุณทั้งสองคนมีอะไรหรือเปล่า”

เธอหันมองยังเพื่อนตั้งแต่วัยเด็กเหมือนไม่รู้จะตอบอย่างไร ทั้งสองสบตากันวูบหนึ่งก่อนชาครจะเป็นฝ่ายเอ่ยออกมาแทน

“ผมเป็นคนชวนเพ็ญมาเองแหละ ถ้าไม่ได้ยินคำยืนยันจากปากคุณเองผมคงทำใจเชื่อไม่ลง”

“เรื่องอะไรหรือ” ชายหนุ่มถามแม้พอจะรู้อะไรลางๆ แล้วก็ตาม

“ผมเพิ่งได้คุยกับแม่เมื่อไม่นานมานี้เองเรื่องลูกจ้างของคุณที่ชื่อทิพย์ ผมจำได้ว่าคุณพาผู้หญิงคนนั้นไปด้วย แถมเรายังพากันไปถึงที่ตั้งของเจดีย์ร้างด้วยกันอีก แต่แม่ผมกลับมองไม่เห็น จำไม่ได้ เหมือนไม่เคยพบกันมาก่อน ในความทรงจำของแม่คนที่ไปเยี่ยมบ้านในวันนั้นมีแค่คุณกับเพ็ญเท่านั้น ถึงแม่จะเจ็บออดๆ แอดๆ แต่ผมไม่คิดว่าแม่จะมีความจำสั้นหรือสายตาไม่ดีจนถึงขั้นมองไม่เห็นคนทั้งคน ผมทนไม่ไหวเลยลองไปคุยกับเพ็ญแล้วเพ็ญก็เล่าเรื่องบางอย่างที่ไม่น่าเชื่อให้ฟัง…”

“คุณมนูไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ ฉันไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังอีก” เพราะกลัวถูกเข้าใจผิดพรเพ็ญจึงรีบอธิบาย หญิงสาวพอจะรู้อยู่แล้วว่าสังคมของที่นี่เป็นอย่างไร หากมีคนอื่นรู้เข้าข่าวลือคงแพร่สะพัดในเวลาไม่นาน ทว่าเธอไม่อาจรับมือกับชาครมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว พอถูกคาดคั้นหนักเข้าจึงหลุดปากบอกออกไป

“ผมจะไม่โกหกคุณแล้วกัน เพราะมันคือเรื่องจริง” เขายอมรับออกมาตามตรง

ถึงแม้จะรู้จักกันได้ไม่นานแต่ธรรมนูญก็ไว้ใจชาครมากพอ…รู้สึกเหมือนมีนิสัยคล้ายกันหลายอย่าง เป็นผู้ชายประเภทที่ว่าให้ใจต่อใจกัน คือหากเจอเพื่อนจริงใจก็พร้อมจะมอบความจริงใจให้เป็นการตอบแทน เขาเลยไม่อยากปิดบังอีกฝ่าย

“เรื่องแบบนี้มันยังมีอยู่จริงด้วยหรือนี่” เมื่อได้ฟังคำยืนยันอย่างนั้นแล้วคนฟังก็ถึงกับมีสีหน้าซีดเผือด

“ตอนแรกที่รู้ผมก็แทบไม่อยากเชื่อเหมือนกัน”

“แล้วคุณมนูได้เจอทิพย์อีกไหมคะ” ครูสาวเอ่ยถามด้วยลางสังหรณ์ว่าต้องมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นจนสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับอีกฝ่าย ความกังวลบางส่วนในใจเขาถูกคลี่คลายลงแล้ว ทว่าชายหนุ่มกลับไม่ได้ดีขึ้น กลายเป็นว่าเหมือนถูกห่อหุ้มเอาไว้ด้วยความเศร้าผสมกับความสิ้นหวัง

“ผมเพิ่งได้เจอทิพย์ก่อนหน้าที่พวกคุณจะมานี่เอง” เขาถอนหายใจออกมาอย่างยืดยาว

“เกิดอะไรขึ้นคะ”

ธรรมนูญเล่าเรื่องที่เพิ่งได้รับรู้มาให้ทั้งสองฟังอย่างคร่าวๆ จนกระทั่งเล่าจบแล้วทุกอย่างจึงตกอยู่ในความเงียบงัน…ทั้งเวียงโบราณล่มสลายหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ พิธีกรรมโบราณอันน่าสยดสยอง เจ้าหลวงและเจ้านางกับโศกนาฏกรรมแสนเศร้า วิญญาณซึ่งต้องวนเวียนโดยไม่อาจไปผุดไปเกิด ชาครและพรเพ็ญเคยได้ยินเรื่องอาถรรพ์ของโป่งมานานแต่ไม่คาดว่ามันจะมีที่มาที่ไปซับซ้อนขนาดนี้มาก่อน ไม่มีใครเอ่ยคำใดๆ ออกมา เนิ่นนานผ่านไปชายผู้เป็นเจ้าบ้านจะพูดขึ้นมาด้วยเสียงที่ไม่ดังไม่เบาจนเกินไปนัก

“ที่ผมเล่าเรื่องนี้ให้ฟังไม่ใช่แค่เพราะพวกคุณเป็นเพื่อน เป็นคนที่อยู่รับรู้มาด้วยกันตั้งแต่ตอนแรกเริ่ม แต่เพราะผมมีเรื่องอยากจะขอร้องบางอย่าง”

“เรื่องอะไรหรือ” ชาครเอ่ยถาม

“ถ้าหากเกิดอะไรขึ้นกับผม…พวกคุณจะช่วยจัดการเรื่องงานศพผมได้ไหม”

คนฟังต่างพากันชะงัก โดยเฉพาะพรเพ็ญที่ถึงกับอ้าปากค้างก่อนจะละล่ำละลักร้องออกมาว่า

“คุณมนูพูดอะไรออกมาคะ”

“ผมไม่ได้พูดเล่นๆ  ผมตัดสินใจแล้ว มีทางเดียวเท่านั้นที่จะช่วยทิพย์ได้”

“ลองค่อยๆ คิดดูก่อน อาจจะมีทางอื่นก็ได้นะคะ”

“ผมเกรงว่าจะไม่มีทางอื่น ทุกคนก็รู้ว่าทิพย์มีพลังมากแค่ไหน เธอไม่ใช่แค่วิญญาณธรรมดาๆ เท่านั้น แต่ตลอดเจ็ดร้อยปีที่ผ่านมาก็ยังต้องทนอยู่กับความทุกข์ทรมาน หนีไปไหนไม่ได้และไม่อาจเอาชนะพ่อหมออะไรนั่นด้วย”

“อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจ” ชาครเตือน

“ผมไม่อยากให้ทิพย์ต้องฆ่าแกงใครอีกแล้ว เรื่องทุกอย่างที่มันเกิดขึ้นก็มีต้นเหตุมาจากตัวผม ดังนั้นผมต้องเป็นคนจบเรื่องนี้เอง”

“คุณมนู…”

“ผมตัดสินใจแล้ว…อีกสามวันเมื่อทิพย์กลับมาที่นี่ ผมจะใช้ชีวิตของตัวเองแลกกับวิญญาณของทิพย์ เพื่อปลดปล่อยเธอให้เป็นอิสระเสียที!”

Don`t copy text!