พรางพัสตรา บทที่ 6 : สมรภูมิ   

พรางพัสตรา บทที่ 6 : สมรภูมิ  

โดย : พงศกร

พรางพัสตรา นวนิยายออนไลน์เรื่องล่าสุดโดย พงศกร ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เมื่อผ้าคลุมผมเจ้าสาวไม่ได้เป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งในชุดเจ้าสาว แต่คือสิ่งที่นำ ‘ลดานิดา’ ไปเห็นบางสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม ความรักของเขาคือความจริงหรือความลวง ผ้าคลุมผมเจ้าสาวนี้มีคำตอบ

***************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

“เบนจะฝากของอะไรไปให้คุณลุงขจรไหม” ก่อนจากกันที่สถานีรถไฟ ลดานิดาก็เอ่ยถามบทจร ด้วยเพิ่งจะนึกขึ้นได้ “นิดาตั้งใจว่ากลับบ้านแล้วจะไปแวะเยี่ยมคุณลุงสักหน่อย”

คุณลุงขจรที่ลดานิดาเอ่ยถึงคือ ร้อยเอกขจร บิดาของบทจร

ขจรเป็นทหารชั้นผู้น้อย มีหน้าที่ขับรถประจำตัวของพ่อตั้งแต่ยังมียศแค่จ่า จนกระทั่งได้เลื่อนยศเป็นร้อยเอกเอาเมื่อตอนเกษียณอายุราชการ

ที่จริงแล้วพ่อของบทจรกับพ่อของเธอเป็นเพื่อนกัน ทั้งสองเคยเรียนหนังสือมาด้วยกัน พอจบชั้นมัธยม นิพัทธ์สอบเข้าเรียนโรงเรียนนายร้อย ขณะที่ขจรสอบเข้าโรงเรียนนายสิบ เมื่อต่างคนต่างเรียนจบก็ได้มาทำงานในหน่วยเดียวกัน ร้อยตรีนิพัทธ์บิดาของลดานิดากลายมาเป็นผู้บังคับบัญชาของสิบตรีขจร

เพราะความที่เป็นเพื่อนกันมานมนาน ด้วยเหตุนี้ทหารหนุ่มทั้งสองจึงสนิทกันมากกว่าเจ้านายและลูกน้อง หากเป็นเพื่อนที่เคยร่วมรบในสมรภูมิเดียวกัน เคยร่วมเป็นร่วมตายกันมา

หลังจากเกษียณอายุราชการแล้ว ลุงขจรก็ยังตามมาขับรถให้ จนกระทั่งอายุมากขึ้นขับรถไม่คล่องตัวเหมือนเดิม พ่อเลยสั่งให้ลุงขจรหยุดพักอยู่กับบ้านเฉยๆ สองครอบครัวก็ยังไปมาหาสู่กันอย่างสม่ำเสมอ

“ไม่เป็นไรครับ” บทจรว่า ชายหนุ่มมองดูข้าวของสัมภาระกองโตของลดานิดาด้วยสายตากึ่งจะขบขัน “ไม่กวนดีกว่า แค่ของตัวเอง นิดาก็ขนกลับแทบไม่ไหวแล้ว อีกอย่าง…อีกสองเดือนผมก็กลับไทยละ เอาไว้ผมรอเอาไปให้พ่อตอนนั้นเองก็ได้”

“จริงด้วย” ลดานิดาพยักหน้า “นิดาลืมไปได้ยังไงนะ อีกสองเดือนเบนก็ต้องบินกลับไปช่วยนิดาดูแลเรื่องอาหารในงานแต่งงานนี่นะ…จริงสิ…”

ลดานิดาเอ่ยต่อไปโดยไม่ทันได้สังเกตสีหน้าที่เปลี่ยนไปของชายหนุ่ม ร่องรอยร่าเริงบนดวงหน้าคมสันเลือน มีความเคร่งขรึมเข้ามาแทนที่

“นี่เบนไม่ได้กลับบ้านนานแค่ไหนแล้ว…สามปีได้ไหม”

“ประมาณนั้นครับ” บทจรพยักหน้า “นิดาก็รู้ว่างานผมยุ่งมาก วางแผนจะกลับมาตั้งหลายหนแล้ว แต่ไม่มีจังหวะสักที”

“เบนไม่คิดจะกลับไปทำงานที่บ้านเราบ้างหรือ” หญิงสาวถามเสียงจริงจัง “คุณลุงคุณป้าก็แก่ตัวลงทุกวัน เบนจะได้กลับไปดูแล”

“เงินเดือนผมสูงขนาดนี้ ไม่มีโรงแรมหรือร้านอาหารไหนในเมืองไทยกล้าจ้างหรอกครับ อีกอย่าง…มีไอ้กระรอกอยู่กับพ่อ ผมก็ไม่มีอะไรต้องห่วง” บทจรหัวเราะในลำคอ และลดานิดารู้สึกได้ว่านั่นเป็นเสียงหัวเราะที่ออกจะฝืนๆ

‘ไอ้กระรอก’ ที่ชายหนุ่มเอ่ยถึง คือเด็กหญิงกำพร้าที่บิดาของเขารับมาเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม หากจะพูดว่าเขาคือลูกไล่ของลดานิดาแล้วละก็ ไอ้กระรอกหรือปัทมาศก็คือลูกไล่ของเขาเฉกเช่นเดียวกัน

“ยังไงก็ไม่เหมือนเบนหรอก ถึงแม้กระรอกจะดูแลคุณลุงคุณป้าเป็นอย่างดี แต่คุณลุงคุณป้าก็คิดถึงเบนมากนะ” ลดานิดาพึมพำ ทุกครั้งที่เธอไปเยี่ยมคุณลุงขจรที่บ้าน ฝ่ายนั้นจะต้องพูดถึงลูกชายด้วยความชื่นชมเสมอ แต่ลดานิดามองออกว่าภายใต้น้ำเสียงชื่นชมนั้น ทั้งร้อยเอกขจรและนางบัวลา เฝ้าคิดถึงและรอคอยลูกชายคนเดียวของพวกเขาเสมอมา

“อย่ามัวแต่คุยเพลิน รถไฟจะออกแล้ว…เดินทางปลอดภัยนะนิดา” บทจรตัดบท “อีกสองเดือนพบกันที่เมืองไทยครับ”

เขาโบกมือให้หญิงสาวและยืนรอจนรถไฟเคลื่อนออกไปจากสถานี จนกระทั่งลับหายไปจากสายตา ร่างสูงใหญ่จึงเดินไปยังชานชาลารถไฟขบวนที่จะเดินทางกลับฟลอเรนซ์ด้วยอาการเงื่องหงอย…

 

กุหลาบอังกฤษสีชมพูในแจกันแก้วส่งกลิ่นหอม…กรุ่นอวลไปทั้งห้อง แดดสายอ่อนจางส่องลอดม่านลูกไม้เข้ามา บรรยากาศน่าจะสงบสบาย หากหญิงสาวที่นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์กลับร้อนจนนั่งแทบไม่ติด

“เป็นแบบนี้ได้ยังไง”

ลดานิดาเพิ่งกลับมาถึงเมืองไทยเมื่อคืนที่ผ่านมา นอนหลับไปได้ไม่กี่ชั่วโมงก็รีบมาทำงานทันที

ยอมรับว่าการพบกับคุณยุพาพักตร์ที่เวนิสโดยบังเอิญ สร้างความกังวลใจลึกๆ ให้กับตนเองมาตั้งแต่วันนั้น เมื่อมาถึงคลินิก สิ่งแรกที่หญิงสาวทำก็คือเรียกข้อมูลคนไข้เดือนที่ผ่านมาขึ้นมาดู และพบความผิดปกติบางอย่าง ครั้นพอตรวจสอบย้อนหลังไปอีกสามเดือน ลดานิดาก็ยิ่งขมวดคิ้ว เมื่อพบว่ายอดคนไข้ของคลินิกกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง

“คนไข้หายไปมากขนาดนี้ ทำไมเพชรไม่บอกนิดาเลย อย่างน้อยก็ควรเตือนให้นิดารู้ไว้สักหน่อย”

เธอหันไปหาเพชรพธู หนึ่งในหุ้นส่วนที่ลงทุนทำคลินิกด้วยกัน น้ำเสียงและสายตาเหมือนจะตำหนิกลายๆ

“เพชรนึกว่านิดาเห็นแล้ว ข้อมูลพวกนี้ไม่ใช่ความลับ” น้ำเสียงของเพชรพธูราบเรียบเหมือนกับสีหน้า “ทั้งนิดา เพชรหรือณัฐ พวกเราเปิดดูได้ทุกคน ใครจะไปรู้ว่านิดาไม่เคยเปิดข้อมูลสถิติคนไข้ดูเลย…เพชรกับณัฐนึกว่านิดารู้แล้ว แต่ไม่ได้ว่าอะไร”

“ก็…” ลดานิดาอึกอึก เพราะเธอก็เป็นอย่างที่เพชรพธูว่าจริงๆ นั่นละ

ว่าไม่ได้…หญิงสาวพยายามหาข้ออ้างเพื่อให้ตัวเองรู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง…มีเรื่องยุ่งให้ทำตั้งหลายอย่าง

หลายเดือนที่ผ่านมาลดานิดามัวแต่เพลิดเพลินไปกับพีธันดร เช้ามาทำงาน ตรวจคนไข้เฉพาะรายที่นัดเอาไว้ คนไข้ที่เข้ามาเลยโดยไม่ได้นัดล่วงหน้า ลดานิดาปัดไปให้เพื่อนสองคนตรวจแทน

ตกเย็นหลังเลิกงาน ก็วุ่นวายอยู่กับการหาร้านอาหารอร่อยๆ พอถึงวันหยุดก็ไปเที่ยวที่นั่นที่นี่กับดาราหนุ่ม จะว่าไปเธอแทบจะปล่อยกิจการต่างๆ ในคลินิกให้เพชรพธูกับอาณัฐดูกันอยู่แค่สองคน

“นิดา…นึกไม่ถึง…ว่าจะเป็นแบบนี้นี่นา ที่จริงถ้าเพชรเห็นอะไรแปลกๆ ก็บอกนิดาได้ เผื่อยังไงเราจะได้ช่วยกันแก้ไข”

พอรู้ว่าตัวเองก็มีส่วนผิด ที่ปล่อยปละละเลยการงาน เสียงของลดานิดาจึงอ่อนลง

“ก็เพชรเห็นว่านิดากำลังยุ่งเรื่องงานแต่งงาน” สีหน้าของเพชรพธูดูไม่กังวลเท่าลดานิดา “อีกอย่าง…เพชรไม่ห่วงนะ เดี๋ยวนี้คลินิกเสริมความงาม เสริมสุขภาพแบบเราก็มีเยอะจะตาย ธรรมชาติของคนไข้กลุ่มนี้ชอบจะไปลองของใหม่อยู่แล้ว นิดาก็ไม่ต้องห่วงหรอก ถ้าไปลองที่ใหม่แล้วไม่ดี ประเดี๋ยวเขาก็กลับมาหาเราเองละ”

“แต่เราเพิ่งลงทุนซื้อที่ดินใหม่ สร้างโรงพยาบาลใหม่…ถ้าคนไข้ยังคงลดลงไปอย่างต่อเนื่องแบบนี้ เราแย่แน่”

แวบหนึ่งนั้นเธออดนึกไปถึงคุณยุพาพักตร์มิได้ หญิงวัยกลางคนผู้นั้น เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า คนไข้บางส่วนของคลินิกกำลังย้ายไปรักษาที่อื่นจริงๆ

“ไม่หรอกน่ะ” เพชรพธูยืนยันความคิดของเธอ “เชื่อเพชร…เดี๋ยวคนไข้ก็กลับมา จะมีคลินิกไหนใช้ยาดี มีอุปกรณ์ดี มีหมอดีๆ อย่างคลินิกของเรา…”

ลดานิดาเม้มริมฝีปากแน่น ดวงหน้าของหญิงสาวเต็มไปด้วยความครุ่นคิด คำพูดของเพื่อนที่นั่งดื่มกาแฟด้วยความสบายใจตรงหน้าแทบจะไม่เข้าหู ลดานิดาเอื้อมมือไปกดปุ่มข้างตัว ส่งเสียงบอกเลขานุการว่า

“จันทร์เจ้า…เรียกทุกคนมาที่ห้องประชุมเดี๋ยวนี้”

“นิดา” เพชรพธูนิ่วหน้า “ถึงกับต้องเรียกประชุมเลยหรือ จะทำให้เป็นเรื่องไปทำไม เพชรว่าเด็กๆ จะตกใจกันเปล่าๆ”

“ก็นิดาอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคลินิกของเรา และเด็กของเราก็ควรจะต้องรู้เช่นกัน” คิ้วเรียวยาวของลดานิดายังคงขมวดมุ่น “เพราะถ้าเกิดจากบริการไม่ดี เราจะได้รีบแก้ไขก่อนจะสายเกินไป เหมือนเรื่องวุ่นวายเมื่อปีก่อน”

เพชรพธูถอนใจยาว ยังจำเรื่องวุ่นวายที่ลดานาดาเอ่ยถึงได้ดี

ปัญหาเกิดขึ้นเพราะลดานิดา ตัวเธอ และอาณัฐ ชำนาญแต่เรื่องการรักษาคนไข้ ไม่ถนัดเรื่องบริหารจัดการ โดยเฉพาะบริหารการเงินเอาเสียเลย

แน่ละ ตอนเรียนแพทย์ บรรดาหมอๆ ทั้งหลายร่ำเรียนแต่วิชาความรู้ทางการแพทย์ สำหรับมารักษาคนไข้ ไม่เคยเรียนวิชาชีวิต ไม่เคยเรียนเรื่องการบริหาร การเงิน หรือแม้แต่เรื่องการสื่อสาร – Soft skill เหล่านี้ เป็นเรื่องที่หมอส่วนมากจะต้องออกมาเรียนรู้ด้วยตัวเอง เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว

ด้วยเหตุนี้คลินิกจึงจ้างเอกภูมิ ซึ่งเคยเป็นหัวหน้าแผนกบัญชีของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ให้มาเป็นผู้จัดการทั่วไป มีหน้าที่ดูแลพนักงานและจัดการเรื่องการเงินของคลินิก

แรกๆ ทุกอย่างก็ดำเนินไปด้วยดี จนกระทั่งเกิดเรื่องขึ้น เมื่อเช็กที่ลดานิดาสั่งจ่ายบริษัทยาแห่งหนึ่งกลายเป็นเช็คเด้ง ขึ้นเงินไม่ได้ ถึงตอนนั้นหญิงสาวจึงเพิ่งรู้ว่าสภาพคล่องทางการเงินของคลินิกกำลังมีปัญหา

ลดานิดาจ้างคนนอกมาตรวจสอบบัญชีอย่างละเอียด จนจับได้ว่าเอกภูมิโกงเงินคลินิก ด้วยการโยกเอาเงินในบัญชีของคลินิกที่ใช้หมุนเวียน โอนไปเข้าบัญชีส่วนตัว ครั้นพอใกล้จะถึงสิ้นเดือน เอกภูมิก็จะโอนเงินเดือนของตัวเองกลับคืนมา แรกๆ ก็ไม่มีใครรู้เรื่องนี้ เพราะเอกภูมิไม่เคยโอนเงินช้า จึงไม่มีอะไรผิดสังเกต

ครั้นพอเขาเริ่มชะล่าใจว่าสิ่งที่เขาทำ ไม่มีใครจับได้ เอกภูมิก็เริ่มดึงเงินออกไปใช้ส่วนตัวมากขึ้น และโอนเงินกลับคืนมาช้าลง ความมาแตกเมื่อเดินนั้นลดานิดาเซ็นเช็คสั่งจ่ายเงินก้อนใหญ่ให้กับบริษัทยา แต่เงินในบัญชีคลินิกมีไม่พอ เช็คขึ้นเงินไม่ได้ เรื่องก็เลยแดงขึ้นมา

ด้วยความใจดี ลดานิดาไม่แจ้งความจับผู้จัดการคลินิก เธอแก้ปัญหาด้วยการบอกให้เอกภูมิหาเงินมาคืน แล้วเขียนใบลาออกไปเอง ขณะที่อาณัฐยืนยันจะให้เอาเรื่องให้ถึงที่สุด แต่ลดานิดาไม่เห็นด้วย สุดท้ายเอกภูมิเลยลาออกจากคลินิกไป โดยที่ไม่มีใครรู้ต้นสายปลายเหตุว่าเกิดอะไรขึ้น นอกจากหุ้นส่วนทั้งสาม

จันทร์เจ้าเรียกพนักงานทุกคนมาประชุมกันอย่างเร่งด่วน บ่ายวันนั้นมีพนักงานอยู่ไม่ถึงสิบคน นายแพทย์อาณัฐไม่อยู่ เขาลาพักร้อนพอดี ทั้งคลินิกมีหมอแค่สองคนคือลดานิดาและเพชรพธู ที่เหลือเป็นพนักงานต้อนรับ พยาบาลและผู้ช่วยแพทย์

พอทุกคนมากันพร้อมหน้า ลดานิดาก็เริ่มต้นพูดโดยไม่อ้อมค้อม

“ทุกคนคะ หมอตรวจข้อมูลของคลินิกย้อนหลังสามเดือน พบว่าคนไข้ของเราหายไปเยอะมาก…เกือบสามสิบราย…เลยอยากถามพวกเราว่าเกิดอะไรขึ้น มีใครอธิบายเรื่องนี้ได้ไหม”

เงียบ…

ไม่มีคำตอบจากพนักงานคนใด

บางคนเหลือบมองหน้ากัน ด้วยนึกว่าลดานิดาเรียกมา เพื่อให้มารับของฝาก เพราะเธอเพิ่งกลับมาจากไปเที่ยวอิตาลี แต่กลับกลายเป็นว่าทุกคนถูกเรียกมาเพื่อไล่สอบถามเรื่องปัญหาการทำงาน

“คุณคิตตี้กับคุณณิชชาพอจะอธิบายให้หมอฟังได้ไหมคะ”

พยาบาลสองคนที่ขึ้นเวรวันนี้ได้แต่หันไปมองหน้ากัน คิตตี้ก้มหน้ามองพื้นพรมตรงหน้า ขณะที่ณิชชาเอ่ยเสียงอ้อมแอ้มว่า

“ไม่ทราบค่ะ”

“คนอื่นล่ะคะ” ลดานิดากวาดสายตามองไปรอบห้อง เริ่มรู้สึกหงุดหงิด ด้วยมีแต่คนก้มหลบตา

เงียบ…

ไม่มีใครพูดอะไรออกมาสักคน ภายในห้องมีแต่เสียงแผ่วเบาจากเครื่องปรับอากาศเท่านั้น

“ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครสังเกตเห็นกันเลยหรือคะ” ลดานิดาถอนใจดังๆ ให้ทุกคนเห็น “นี่ทุกคนคิดอะไรกันอยู่…คลินิกแห่งนี้ก็คือครอบครัวของทุกคนนะคะ ถ้าบ้านเราพังทลายลงไป เราจะอยู่กันได้อย่างไร”

“เอาละค่ะ…หมอขอเสนอแบบนี้นะคะ” เพชรพธูพูดบ้าง หลังจากเห็นว่าพนักงานทุกคนเริ่มเครียด “ให้ทุกคนลองกลับไปทบทวนดูว่า ในส่วนงานของตัวเอง มีคนไข้คนไหนบ่นเรื่องบริการ หรือว่าแสดงท่าทางไม่พอใจอะไรให้เห็นบ้างหรือเปล่า ถ้ามีก็ขอให้ปรับปรุงตัวเอง แล้วมาดูกันใหม่ว่ายอดคนไข้ของคลินิกเราดีขึ้นไหม”

“คุณหมอลองพิจาณาปรับค่ายา ค่าบริการให้ลดลง พอจะได้ไหมคะ” คิตตี้ที่ก้มหน้านิ่งมาตั้งแต่แรก โพล่งออกมา “คนไข้ของหนูหลายคนบ่นว่าค่ายา ค่าบริการของเราแพงกว่าที่อื่น บ่นแบบนี้สองสามหนก็หายหน้าไปเลย…หนูคิดว่านี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนไข้ของเราหายไป”

“แต่ยาเกือบทุกตัวของเราเป็นยานอก เป็นยาของแท้ ราคาก็ต้องสูงกว่าที่อื่นสิ คลินิกพรีเมี่ยมอย่างเราจะต้องใช้ผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด ไม่มีทางที่เราจะลดคุณภาพลงเด็ดขาด” ลดานิดาแย้ง และคิตตี้ก็ขยับตัวด้วยความอึดอัด เธอทำท่าเหมือนอยากพูดอะไรออกมาสักอย่าง หากไม่กล้าพูด จนกระทั่งณิชชาที่นั่งอยู่ติดกันต้องเป็นฝ่ายพูดออกมาแทน

“แต่คุณหมอคะ…” ณิชชามองหน้าลดานิดาอย่างจะชั่งใจ

“ว่ามา” ลดานิดาหันไปทางณิชชา เธอเป็นหัวหน้าของพยาบาลในคลินิกที่ทำงานด้วยกันมานาน

“เคยมีคนไข้เอายาจากคลินิกอื่นมาให้ดู…เหมือนของเราทุกอย่าง แต่ราคาถูกว่ากันครึ่งหนึ่งเลยนะคะ” ณิชชาเอ่ยรวดเร็ว ราวกับกลัวว่าตนเองจะเปลี่ยนใจไปก่อน

“เป็นไปได้ยังไง” ลดานิดาฟังแล้วถึงกับผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ “ฉันขอหลักฐาน…คลินิกของใครกัน”

“ของ…เอ้อ..” ณิชชาอึกอัก หากคราวนี้เป็นคิตตี้ที่เอ่ยออกมาเสียงชัดถ้อยชัดคำ

“คลินิกคุณหมอภารดี…ที่เพิ่งลาออกจากคลินิกของเราไปยังไงคะ”



Don`t copy text!