พรางพัสตรา บทที่ 8 : ข้างในมีไส้กรอก

พรางพัสตรา บทที่ 8 : ข้างในมีไส้กรอก

โดย : พงศกร

พรางพัสตรา นวนิยายออนไลน์เรื่องล่าสุดโดย พงศกร ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เมื่อผ้าคลุมผมเจ้าสาวไม่ได้เป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งในชุดเจ้าสาว แต่คือสิ่งที่นำ ‘ลดานิดา’ ไปเห็นบางสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม ความรักของเขาคือความจริงหรือความลวง ผ้าคลุมผมเจ้าสาวนี้มีคำตอบ

***************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

แสงแดดสุดท้ายของยามสนธยาส่องสะท้อนผิวน้ำเกิดเป็นประกายพร่าพราย สายลมเย็นแผ่วผ่านมาเป็นระยะ ร่างโปร่งบางที่เอนกายพิงหมอนใบใหญ่ กึ่งนั่งกึ่งนอนบนศาลาท่าน้ำแห่งนั้นดูผ่อนคลาย

เลิกงานนานแล้ว แต่แทนที่จะกลับที่พัก เธอกลับขับรถจากคลินิกออกนอกเมือง มุ่งหน้ามาที่บ้านสวนแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจ

เหมือนเป็นสัญชาตญาณมากกว่า เพราะทุกครั้งที่เรื่องให้กลัดกลุ้มใจมากๆ ชนิดที่หาทางออกไม่ได้ บ้านริมคลองน้ำใสก็คือหลุมหลบภัยให้ลดานิดาได้พักใจ

หญิงสาวทอดสายตามองเป็ดฝูงใหญ่ที่ว่ายน้ำตามกันเป็นแถวทิว ก่อนจะเดินต้วมเตี้ยมตามกันขึ้นบนตลิ่ง และมุ่งหน้าตามจ่าฝูงกลับเล้า เสียงปลากระโดดน้ำดังจ๋อม เรียกสติของลดานิดาให้กลับคืนมา พร้อมๆ กับที่เสียงของใครคนหนึ่งดังขึ้นจากทางด้านหลัง

“คุณหนู…หิวหรือยังคะ”

“หิวแล้วค่ะป้า” ลดานิดายิ้มกว้าง ลืมเรื่องแย่ๆ ที่เกิดขึ้นไปได้ชั่วขณะ “วันนี้มีอะไรให้นิดากินบ้างคะ”

“ต้มกะทิสายบัว น้ำพริกกะปิกับชะอมทอดไข่…อาหารชาวบ้านน่ะค่ะ” หญิงวัยกลางคนที่มีดวงหน้าอ่อนโยนตอบสุ้มเสียงเกรงใจ “ดิฉันไม่ทราบมาก่อนว่าคุณหนูจะแวะมา เลยไม่ได้เตรียมอะไรไว้ต้อนรับ”

“อาหารชาวบ้านแบบนี้ละ นิดาชอบ” ฟังรายการอาหารที่บัวลาจาระไนแล้วลดานิดาถึงกับกลืนน้ำลาย นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้รับประทานอาหารเรียบง่ายเช่นนี้ “อีกอย่าง…ป้าเลิกเรียกแทนตัวเองว่าดิฉันสักที…นิดาบอกไม่รู้กี่หนแล้ว”

“ไม่ได้หรอกค่ะ” บัวลาส่ายหน้า “คุณหนูเป็นลูกของท่านนายพล…”

“ป้าคะ” ลดานิดาทำเสียงหนักๆ “ตำแหน่งนายพลก็แค่หัวโขน…ตอนนี้พ่อกับแม่ก็ไม่อยู่แล้ว…อย่ายึดติดอะไรเลยค่ะ”

พลตรีนิพัทธ์และคุณพรรณลดา…บิดาและมารดาของเธอเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว

หลังจากท่านทั้งสองเสียชีวิต ลดานิดาก็เห็นถึงสัจธรรม ทุกอย่างรอบตัวเปลี่ยนแปลงไปจนแทบตั้งตัวไม่ทัน

ในยามที่พ่อและแม่ยังอยู่ ครอบครัวของเธอจะมีผู้คนเพื่อนฝูงห้อมล้อมมากมาย มีเรื่องขอความช่วยเหลือจากใครก็เป็นเรื่องง่ายแสนง่าย

แต่หลังจากพ่อและแม่เสียไป ศพยังไม่ทันเผา เพื่อนฝูงเหล่านั้นก็หายหน้าหายตาไปหมด เวลามีเรื่องจะขอความช่วยเหลือจากใคร ลดานิดาแทบจะต้องกราบกราน เคราะห์ดีที่หล่อนเรียนจบแพทย์ และมีการงานที่มั่นคงแล้ว ไม่เช่นนั้น ลำพังตัวคนเดียวอย่างเธอ คงจะลำบากไม่น้อย

หากวิกฤติที่เกิดขึ้นกลับเป็นโอกาสที่ทำให้ลดานิดาได้เห็นถึงเนื้อแท้ของคน

ร้อยเอกขจรกับภรรยาของเขาคือสองคนที่ไม่เคยเปลี่ยน

บิดามารดาของบทจร เคยจงรักภักดีกับพลตรีนิพัทธ์เช่นไร พวกเขาทั้งสองได้ถ่ายเทความรักและความห่วงใยมามอบให้กับลดานิดาแทน สำหรับร้อยเอกขจรและบัวลาแล้ว ลดานิดาก็คือคุณหนูที่พวกเขาเห็นมาตั้งแต่เด็ก

“นะคะ…พูดกับนิดา คุณป้าเรียกตัวเองว่าป้าเถอะค่ะ” ลดานิดาย้ำ “นิดาบอกคุณป้าทุกครั้งที่เราเจอกัน คุณป้าก็ไม่ยอมเสียที คราวนี้นิดาขอนะคะ”

“จะดีหรือคะ” นางบัวลายังลังเลเฉกเช่นทุกครั้งที่บุตรีเพียงคนเดียวของผู้มีพระคุณกับครอบครัวของเธอ แวะมาหา

“ดีค่ะ” ลดานิดายืนยัน “ไม่รู้ล่ะ…ถ้าป้ายังแทนตัวเองว่าดิฉันอยู่ละก็ อีกหน่อยนิดาจะไม่แวะมาแล้วนะคะ”

“งั้นก็…ตกลงค่ะ” บัวลายิ้ม “แดดหมดแล้ว…เข้าบ้านไปทานข้าวกันเถอะค่ะคุณหนู นั่งตรงนี้ยุงกัดพอดี”

“ลุงขจรกลับมาแล้วหรือคะ” ลดานิดาลุกขึ้นเดินตามหลังเจ้าของบ้านไปตามทางเดินเล็กๆ ที่ลัดเลี้ยวไปในสวนอันร่มรื่น

ความสุขหลังเกษียณราชการของร้อยเอกขจรก็คือการทำสวน

ที่ดินผืนนี้งดงามด้วยพรรณไม้และพืชผลมากมาย นอกจากมะลิ กุหลาบและดาวเรืองแล้ว ร้อยเอกขจรและภรรยาปลูกทั้งมะม่วง มะนาว น้อยหน่า ขนุน มะพร้าว มาเยี่ยมครอบครัวนี้ครั้งใด ลดานิดาจะต้องได้ผลหมากรากไม้ติดมือกลับไปเสมอ

“เพิ่งกลับมาถึงเดี๋ยวนี้เลยละค่ะ พอรู้ว่าคุณหนูแวะมา เลยรีบขับรถย้อนกลับไปที่ตลาด” บัวลาอมยิ้ม เดินนำหน้าร่างโปร่งบางเข้าไปในบ้านหลังน้อย

“ไปตลาด” ลดานิดานิ่วหน้า “ย้อนกลับไปทำไมคะ”

“กลับไปซื้อนี่มาให้คุณหนูไงครับ”

ร้อยเอกขจรรออยู่พอดี เขายื่นอะไรบางอย่างในมือออกมาข้างหน้า

“โป๊งเหน่ง”

ลดานิดาส่งเสียงร้องด้วยความตื่นเต้น นัยน์ตาคู่คมของหญิงสาวจ้องมองขนมแป้งทอดก้อนกลมที่เสียบไม้ในมือของอีกฝ่าย ก่อนจะรีบเอื้อมไปรับด้วยความยินดี

“โอ้โห…นานแค่ไหนแล้วเนี่ย ที่นิดาไม่ได้กินโป๊งเหน่ง ขอบคุณนะคะลุง”

“ถ้าคุณหนูไม่กลัวว่าจะอ้วน ผมจะซื้อเตรียมไว้ให้อีก” ร้อยเอกขจรยิ้ม สองข้างแก้มของเขามีลักยิ้มเหมือนบุตรชาย

“ก็กลัวอยู่นะคะ…แต่…” ลดานิดมองโป๊งเหน่งในมือด้วยสายตาลังเล ก่อนจะกัดกินด้วยความเอร็ดอร่อย “…แต่หนูไม่สนละ…จะอ้วนก็อ้วนไปเถอะ ของอร่อยแบบนี้ไม่ใช่จะได้เจอบ่อยๆ”

เนื้อแป้งนุ่มหนา หอมกลิ่นเนย หญิงสาวค่อยๆ กัดก้อนแป้งกลมไปทีละนิด ใจจดจ่อรอพบกับไส้กรอกที่ซ่อนอยู่ข้างใน

รสสัมผัสที่เคยคุ้น พาภาพเมื่อครั้งอดีตกลับมาสู่ความทรงจำของลดานิดาอีกครั้ง

ภาพความทรงจำที่คิดถึงครั้งใด ก็มีความสุขใจ…

ในวันที่ได้ลิ้มรสอาหารอร่อยมาแล้วจากทั่วทุกมุมโลก โป๊งเหน่งที่เคยรู้สึกว่าอร่อยที่สุดในโลก…อาจดูธรรมดาเกินไป หากความทรงจำที่แนบมากับขนมนั้นต่างหาก…ที่พิเศษกว่าอะไรทั้งปวง…

…โป๊งเหน่ง ที่เธอเคยเถียงกับเขาแทบตาย…

‘สกายแลป’ เด็กชายว่า

‘โป๊งเหน่งตะหาก’ เด็กหญิงไม่ยอมแพ้

‘งั้นเรียกไมโครโฟนละกัน’ เด็กชายสรุป

‘ไม่’ เด็กหญิงส่ายหน้าดิก

‘ทำไมล่ะ เหมือนไมโครโฟนออก’ เด็กชายขมวดคิ้ว

‘เรียกลูกตุ้มดีกว่า’ เด็กหญิงหัวเราะ

‘ไม่เห็นเหมือนลูกตุ้มเลย เหมือนไมโครโฟนมากกว่า’ เด็กชายไม่ยอมแพ้

‘ไม่เรียกไมโครโฟน จะเรียกลูกตุ้ม’ เด็กหญิงทำปากยื่น

‘ไม่เรียกลูกตุ้ม จะเรียกไมโครโฟน’ เด็กชายยังยืนยัน

‘งั้นเรียกโป๊งเหน่งเหมือนเดิมละกัน’ เด็กหญิงสรุป ก่อนจะรีบกินขนมในมือของตัวเองจนหมด แล้วจ้องมองขนมในมือของอีกฝ่ายด้วยสายตาสนอกสนใจ

‘กินเร็วขนาดนี้ เดี๋ยวก็ติดคอหรอก กลัวใครจะแย่ง’ เด็กชายค่อยๆ เล็มขนมด้วยความเสียดาย

‘ไม่ได้กลัวใครแย่ง’ เด็กหญิงยังไม่ละสายตาจากขนมในมือของเด็กชาย ‘นิดารีบกินของตัวเอง เพราะนิดาจะช่วยเบนตะหาก’

‘ช่วย…’ เด็กชายกะพริบตาปริบๆ ‘ช่วยอะไร’

‘ช่วยกิน’ เด็กหญิงตอบ นัยน์ตาจ้องขนมในมืออีกฝ่ายไม่กะพริบ

‘ใครขอให้ช่วยกัน’ เด็กชายถอยหลังกรูด นึกรู้ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

‘ไม่มีใครขอ แต่นิดาอยากช่วย…นะ นะ…’ เด็กหญิงหัวเราะชอบใจ ‘เบนกินข้างนอก…นิดาเสียสละ กินข้างในให้เอง…’

ให้เวลาผ่านไปนานเพียงใด หากลดานิดายังคงจำเสียงหัวเราะแหลมเล็กของเด็กหญิงคนหนึ่งได้แม่น

เป็นเสียงหัวเราะชอบใจ ที่สามารถแย่งเอาไส้กรอกในมือของเด็กชายมาได้ เด็กหญิงอดใจรอให้เขาแทะแป้งที่หุ้มอยู่ภายนอกจนหมดแทบไม่ไหว

‘นิดาขี้โกง’ ใครคนนั้นโวยวาย หากก็ยอมยกไส้กรอกให้เด็กหญิงผมม้าแต่โดยดี

‘ขี้โกงอะไร เบนได้กินแป้งไปตั้งเยอะ นิดาได้กินแค่ไส้กรอกชิ้นเล็กๆ ชิ้นเดียว’ จำได้ว่าหล่อนเถียงเขาไปแบบนั้น

‘เหมือนลูกชิ้นลูกสุดท้ายในชามก๋วยเตี๋ยวใช่ไหม’ เด็กชายแลบลิ้นใส่

‘แหงละ’ เด็กหญิงหัวเราะจนเห็นฟันหลอ ‘นิดาอุตส่าห์เสียสละ ยกเส้นให้เบนหมดเลย…’

‘เจ้าเล่ห์’ เขาทำจมูกย่น

‘อย่าไปบอกพ่อเค้านะ’ เด็กหญิงกระซิบกระซาบ เพราะถ้าบิดารู้เรื่องนี้เข้า เธอจะต้องถูกลงโทษแน่ๆ

‘กล้าทำก็กล้ารับสิ’ เด็กชายผู้มีแขนขายาวเก้งก้างว่า

‘ก็ไม่กล้าไง…’ คราวนี้เด็กหญิงที่ทำท่าทางเก่งกล้ามาตลอดกลับทำเสียงจ๋อย ‘นะเบนนะ…อย่าฟ้องพ่อเค้านะ…’

‘คิดดูก่อน’ เด็กชายตอบอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า

‘ถ้าเบนฟ้องพ่อ ต่อไปนิดาจะไม่มาเล่นกับเบนอีกแล้ว’ เด็กหญิงทำท่าเหมือนจะร้องไห้

‘อ้ะ…ไม่ฟ้องก็ได้…’ แล้วเขาก็ใจอ่อน เหมือนทุกครั้ง ‘แต่ระวังให้ดีเหอะ…กินเก่งแบบนี้ อีกหน่อยอ้วนแน่’

‘ไม่กลัว’ ลดานิดาแลบลิ้นใส่เขา ‘ถ้านิดาอ้วนแล้วเบนจะไม่รักนิดาหรือยังไง’

เด็กหญิงถามด้วยน้ำเสียงแก่แดด ในวัยที่ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่า ‘ความรัก’ นั้นเป็นเช่นไร

‘รักสิ…ถึงจะอ้วน ถึงจะแก่ ถึงจะขี้เหร่แค่ไหน เบนก็รักนิดาอยู่ดีละ’ เด็กชายตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย และลดานิดาก็คิดว่าในวันนั้น เขาคงไม่รู้เช่นกันว่า ‘ความรัก’ ที่เอ่ยถึงนั้นคืออะไร

‘ดี…งั้นนิดาจะอ้วน นิดาจะแก่ให้เบนดู…’ เด็กหญิงหัวเราะชอบใจ ‘ดูสิว่า เบนจะพูดจริงหรือเปล่า…’

“คุณหนูต้องระวังน้ำหนักหน่อยนะคะ…อีกไม่กี่เดือนก็จะถึงวันแต่งงานแล้ว” เสียงของบัวลาเรียกลดานิดาจากภวังค์ความคิด

“ค่ะ” ลดานิดากัดไส้กรอกที่เป็นแกนของโป๊งเหน่ง ก่อนจะส่งยิ้มกว้างให้มารดาของบทจร และยิ้มเลยไปยังชายสูงวัยผู้เป็นบิดาของชายหนุ่มผู้นั้นด้วย “ปกตินิดาไม่กินอะไรแบบนี้หรอกค่ะ…วันนี้ถือเป็นโอกาสพิเศษ…ขอบคุณคุณลุงนะคะ”

“คุณหนูไม่อ้วนหรอกครับ ไม่ต้องกังวล…รูปร่างผอมอย่างนี้ ยังกินได้อีกเยอะ” อดีตทหารพลขับของบิดายังคงยิ้ม “ถ้ามีใครสักคนที่จะอ้วนละก็ เห็นจะไม่พ้นนายเบน…คนพิลึก กินโป๊งเหน่งทีไร เล็มกินแต่แป้งข้างนอก แล้วเหลือไส้กรอกข้างในเอาไว้ทุกที ไม่รู้ทำไม”

พ่อของบทจรไม่รู้ว่าทำไม…

แต่ลดานิดารู้…

“กระรอกไปไหนเสียล่ะคะ” หญิงสาวนึกขึ้นมาได้

“ไปสัมภาษณ์งานค่ะ” บัวลาตอบ

“ยังไม่ได้งานอีกหรือคะ” ลดานิดานิ่วหน้า

เธอไม่ได้แวะมาหาลูกน้องเก่าของบิดานานแล้ว ครั้งสุดท้ายผ่านมาเกือบปี ตอนนั้นปัทมาศกำลังเรียนเทอมสุดท้าย

“ยังค่ะ” บัวลาส่ายหน้า

“จบเวชศาสตร์การกีฬา สมัยนี้ไม่ใช่ว่าจะหางานได้ง่ายๆ ถ้าไม่ไปเป็นเทนเนอร์ตามฟิตเนส ก็ต้องไปเป็นครูสอนพละ” ร้อยเอกขจรถอนใจเบาๆ พอพูดถึงบุตรบุญธรรม เลยมีเรื่องให้พูดได้มากมาย “นังกระรอกมันก็เรื่องเยอะ ที่นั่นไม่ทำ ที่นี่ไม่เอา จนเพื่อนๆ มันได้งานไปกันเกือบหมดแล้ว ตัวเองยังเลือกไม่เสร็จอยู่นี่ละ”

“อืม…” ลดานิดานิ่งคิด “ลองให้กระรอกมาทำกับนิดาไหมคะคุณลุง”

“นังกระรอก…ไปทำงานกับคุณหนูเนี่ยนะ” ขจรทำตาโต “โอย…ผมนึกไม่ออกเลยว่าจะเป็นยังไง”

“นั่นสิคะ คลินิกของคุณหนูเป็นคลินิกความสวยความงาม นังกระรอกออกจะกระโดกกระเดกยังกับผู้ชาย จะเอาไปทำอะไรได้คะ” บัวลาพลอยตาโตไปด้วยอีกคน

“นิดากำลังขยายงานค่ะ” ลดานิดาเล่าโครงการของหล่อนให้คนเก่าคนแก่ของบิดาฟัง

“เมื่อตอนต้นปี นิดากับเพื่อนซื้อที่ดินแถวชานเมืองเอาไว้ กำลังจะทำเป็นโรงพยาบาลเล็กๆ…อันที่จริงก็ไม่เชิงโรงพยาบาลหรอกนะคะ เรียกว่าเป็นศูนย์ดูแลสุขภาพ Wellness Center จะดีกว่า ที่นั่นนิดาจะให้บริการแบบครบวงจร ตั้งแต่ตรวจสุขภาพของลูกค้า ประเมินความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจจะทำให้เกิดโรคนั้นโรคนี้ ให้เขาแอดมิทเข้ามาพักอยู่กับเราสักระยะหนึ่ง เพื่อปรับเรื่องอาหารการกินและการออกกำลังกาย…พอกลับบ้านไป จะได้สุขภาพดี แล้วนิดาก็จะนัดกลับมาตรวจดูเป็นระยะ เห็นไหมคะ…กระรอกมาช่วยนิดาได้สบายเลย”

บัวลาฟังแล้วหันไปมองหน้าสามี ทั้งสองไม่ค่อยเข้าใจเรื่องที่ลดานิดาอธิบายมากนัก แต่ฟังแล้วน่าจะดีอยู่ไม่น้อย

“เอาไว้กระรอกกลับมาแล้วคุณหนูลองชวนมันดูสิครับ” ขจรว่า “ถ้ากระรอกมันได้ไปทำงานกับคุณหนูจริงๆ ผมคงสบายใจหน่อย”

“ว่าแต่ความรู้อย่างมันจะไปช่วยคุณหนูได้จริงหรือคะ” บัวลาลังเล “ป้ากลัวมันจะไปสร้างปัญหาให้คุณหนูนะสิ”

“ของแบบนี้ต้องลองค่ะ” ลดานิดาว่า “เท่าที่รู้จัก กระรอกก็เป็นเด็กดี อีกอย่าง…งานที่ศูนย์สุขภาพครบวงจรของนิดาก็ไม่ได้หนักจนเกินไป..กระรอกทำได้แน่ค่ะ”



Don`t copy text!