เพียงใจลิขิต บทที่ 17 : ความลับที่ซุกซ่อน

เพียงใจลิขิต บทที่ 17 : ความลับที่ซุกซ่อน

โดย : จิรปิยา

เพียงใจลิขิต นวนิยายออนไลน์โดย จิรปิยา ที่อ่านเอาอยากได้คุณได้อ่านออนไลน์… เมื่อความรักนำทางเพื่อนรักทั้งสามมาถึงจุดเปลี่ยน สายใยแห่งมิตรภาพยังจะเหนียวแน่นอยู่ไหม เมื่อทั้งหมดเดินมาถึงจุดที่ต้องตัดสินใจเลือกเส้นทางที่จะก้าวเดินต่อไป..พลังแห่งรักจะทำให้ก้าวข้ามผ่านขวากหนามไปสู่แสงทองอันรุ่งเรืองได้หรือเปล่า

******************************

– 17 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว โครงการบิ๊กดาต้าที่ปรัตถ์รับผิดชอบอยู่ใกล้แล้วเสร็จ เหลือเพียงการตรวจรับงานครั้งสุดท้ายเท่านั้น

วันหนึ่งเขาถูกท่านปลัดกระทรวงเรียกไปประชุมด่วน เมื่อไปถึงห้องประชุมซึ่งมีผู้เข้าร่วมเพียง 4 คน คือ ท่านปลัดกระทรวง อธิบดีกรมของเขา ผู้อำนวยการศูนย์ไอทีของกระทรวง และตัวเขา การประชุมในวันนั้นเป็นไปอย่างเคร่งเครียด เนื่องจากท่านปลัดแจ้งว่าถูกผู้ใหญ่เร่งรัดให้จัดซื้อจัดจ้างโครงการคอมพิวเตอร์และระบบฮาร์ดแวร์ต่างๆ เพื่อรองรับโครงการบิ๊กดาต้าที่ใกล้แล้วเสร็จโดยเร็ว

คำสั่งนี้ไม่น่าแปลกเพราะมันก็ควรเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่ที่น่าประหลาดใจคือ ท่านปลัดระบุว่าจะให้จัดจ้างบริษัท ไอทีแลนด์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ ในวงเงิน 800 ล้านบาท โดยมอบหมายให้ผู้อำนวยการศูนย์ไอทีที่ดูแลโครงการนี้รับไปดำเนินการโดยเร็ว

ผู้อำนวยการศูนย์ไอทีทักท้วงว่างบประมาณที่ด้รับจัดสรรมาสำหรับโครงการนี้มีเพียง 620 ล้านบาทเท่านั้น แต่ปลัดกระทรวงได้สั่งการให้ชะลอบางโครงการและโยกเงินมาเพิ่มในโครงการจัดซื้อคอมพิวเตอร์และระบบนี้แทน แม้ว่า ผอ.ศูนย์ไอทีจะเสนอแนะว่าอาจทยอยจัดซื้อคอมพิวเตอร์และฮาร์ดแวร์อตแรกตามเงินงบประมาณเท่าที่มีอยู่เดิมไปก่อน หากเป็นไปได้ด้วยดีก็อาจเขียนของบประมาณเพิ่มเติมสำหรับปีงบประมาณหน้า ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อราชการมากกว่าเนื่องจากการจัดซื้อในปีหน้าน่าจะได้เครื่องที่ทันสมัยกว่าด้วย ปรัตถ์เองก็กล่าวสนับสนุนความคิดของ ผอ.ศูนย์ไอที เพราะจะทำให้โครงการที่มีความจำเป็นยังสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องถูกชะลอเพื่อโยกเงินไปใช้ในโครงการจัดซื้อนี้

ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไร ท่านปลัดกระทรวงก็ยังคงยืนกรานความคิดเดิม โดยอ้างว่าเป็น นโยบาย จากเบื้องบน ปรัตถ์พยายามจะหว่านล้อมต่อด้วยการบอกว่าโครงการที่จะถูกชะลอไปคือ โครงการติดตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล และโครงการพัฒนาระบบเตือนภัยทางเศรษฐกิจ ซึ่งหากรัฐบาลอยากได้ผลการดำเนินการเรื่องนี้ก็จะทำให้กระทรวงตกที่นั่งลำบากไม่มีคำตอบให้รัฐบาลได้

ท่านปลัดกระทรวงอึกอัก หากยังคงไม่เปลี่ยนแปลงข้อสั่งการ แต่มอบหมายให้เขาหาวิธีการอะไรก็ได้ที่สามารถทำผลงานออกมาได้โดยไม่ต้องใช้งบประมาณจากโครงการติดตามนโยบายรัฐบาลนั้น และที่สำคัญต้องสามารถเตรียมคำตอบให้รัฐบาลไว้แต่เนิ่นๆ ได้

แม้ว่าจะไม่เห็นด้วยกับวิธีคิดของเจ้านาย หากปรัตถ์จำต้องรับคำสั่งมา คงต้องลองพยายามดูก่อนที่จะแย้งว่าทำไม่ได้ แต่ปัญหาหนักใจของเขาไม่ใช่เป็นเพราะการชะลอโครงการสำคัญที่เขารับผิดชอบอยู่ แต่เป็นเรื่องที่ว่าทำไมท่านปลัดจึงต้องให้โยกงบประมาณไปลงโครงการจัดซื้อคอมพิวเตอร์เพิ่มเติมต่างหาก และที่น่าประหลาดใจยิ่งไปกว่านั้นคือ ท่านปลัดระบุชื่อบริษัทที่อยากให้เป็นผู้จัดหาคอมพิวเตอร์โครงการนี้คือ บริษัท ไอทีแลนด์ฯ ซึ่งคลับคล้ายคลับคลาว่าตวิษาเคยพูดชื่อบริษัทนี้ให้เขาฟังเมื่อหลายเดือนก่อน

นอกจากนี้ท่านปลัดยังสั่งการให้ ผอ.ศูนย์ไอทีประสานงานกับบริษัทฯ ให้ส่งสเปกคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์มาก่อนเพื่อจะได้เขียนโครงการให้สอดคล้องกัน ซึ่ง ผอ.ศูนย์ไอทีแย้งว่าอาจเป็นเหมือนการล็อกสเปกได้ ควรจะดำเนินการอย่างโปร่งใสจะดีกว่า หากท่านปลัดฯ ก็ยังคงยืนยันข้อสั่งการเดิม

ปรัตถ์นิ่งดูท่าทีของปลัดกระทรวงก็เริ่มสังเกตความผิดปกติว่าเรื่องนี้อาจเกี่ยวพันกับบิดาเลี้ยงของเขา เนื่องจากท่านปลัดใช้คำว่าเป็น นโยบายจากเบื้องบนเขาคงต้องพยายามสืบเรื่องนี้ หากเป็นเรื่องทุจริตคอร์รัปชันจริงเขาคงต้องเปิดโปงเรื่องนี้ แม้ว่าจะต้องกระทบความสัมพันธ์ในครอบครัวก็ตาม!

โชคดีที่ในวันแต่งงานของปัถย์ เขาไม่ได้นั่งร่วมโต๊ะกับบิดาเลี้ยงและมารดา แยกตัวมานั่งกับตวิษาและเพื่อนๆ โดยอ้างกับมารดาว่าไม่ต้องการให้คนในกระทรวงรู้ว่าเขาเป็นลูกเลี้ยงของรัฐมนตรีเรืองศักดิ์ ทำให้ท่านปลัดและคนในกระทรวงยังไม่ทราบสถานะที่แท้จริงของเขา หาไม่แล้ววันนี้เขาคงไม่ถูกเรียกให้มาประชุมด้วย

*******************************

เย็นวันนั้นปรัตถ์มากินข้าวที่ห้องของคนรักตามปกติ ตวิษาสังเกตเห็นเขาหน้าเคร่งเครียดจึงเอ่ยถาม

“พี่ปั้นเป็นอะไรคะ หน้าเครียดเชียว” ถามพลางเดินมาที่โซฟาซึ่งชายหนุ่มนั่งอยู่ เอามือคลึงขมับนวดผ่อนคลายให้เขา

ที่จริงแล้วปรัตถ์ยังไม่อยากเล่าเรื่องที่ทราบมาให้คนรักฟัง เพราะอย่างไรก็ตามเรื่องที่เขาเป็นกังวลอยู่นี้ก็เป็นเรื่องที่มีคนในครอบครัวของเขาเกี่ยวข้องด้วย จึงไม่อยากให้หญิงสาวรู้สึกไม่ดีกับครอบครัว

“ดิวอนุญาตให้ระบาย ให้บ่นให้ดิวฟังได้นะ จะได้ไม่เครียดเกินไปไงคะ เครียดแล้วแก่เร็วนะ นี่ก็เริ่มแก่แล้ว ต้องถนอมตัวหน่อยนะคะ” ตวิษาหย่อนกายนั่งลงบนโซฟาเคียงข้างเขา กอดท่อนแขนเขาเพื่อส่งกำลังใจ

“พี่เครียดเรื่องงานนิดหน่อยน่ะ ดิวจำชื่อบริษัทที่เคยมาเสนอสินบนให้บอสดิวได้ไหม”

“จำได้ค่ะ ชื่อบริษัท ไอทีแลนด์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ ค่ะ ทำไมเหรอคะ”

ในที่สุดปรัตถ์ก็ตัดสินใจว่าจะเล่าเรื่องที่คับข้องใจให้คนรักฟัง ในเมื่อตั้งใจจะร่วมหัวจมท้ายกันแล้ว ก็ไม่ควรมีความลับต่อกัน อีกทั้งเขาเองก็เป็นคนเสนอกับเธอเองว่ามีอะไรไม่ควรปิดบังกันด้วย

“คือวันนี้ท่านปลัดสั่งให้รีบจัดจ้างโครงการจัดซื้อคอมพิวเตอร์และระบบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องกับโครงบิ๊กดาต้าที่ดิวทำอยู่น่ะ” เมื่อเห็นตวิษานั่งฟังเขาอย่างตั้งใจจึงเล่าต่อ “พี่ไม่ได้แปลกใจเรื่องนี้นะ แต่ที่ตงิดใจคือ ท่านระบุให้ซื้อกับบริษัท ไอทีแลนด์ เหมือนล็อกสเปไว้ก่อน และยังเพิ่มวงเงินโครงการด้วย”

“ทุจริตเหรอคะ” ตวิษาเบิกตาโตด้วยความตกใจ

“ก็ได้กลิ่นทะแม่งๆ อยู่ แต่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน พี่ไม่ได้อยู่ในคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างโครงการนี้นะ ท่านเรียกพี่ไปก็ไม่เกี่ยวกับเรื่องจัดซื้อนี้ แต่ให้ไปหาวิธีการเตรียมทำข้อมูลติดตามโครงการสำคัญของรัฐบาลที่ท่านจะโยกงบประมาณโครงการนี้ไปโปะในโครงการจัดซื้อคอมพ์น่ะ ที่สำคัญท่านเอ่ยเหมือนว่าพ่อพี่เป็นคนสั่งการ

แล้วถ้าเกี่ยวกับคุณพ่อพี่ปั้นจริง พี่ปั้นจะทำยังไงต่อไปคะ”

“ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง พี่คงต้องพูดกับท่านตรงๆ ขอให้หยุดการกระทำ ถ้าท่านยอมเปลี่ยนใจ เรื่องก็น่าจะคลี่คลายด้วยดี แต่ถ้าไม่…พี่คงต้องทำอะไรสักอย่างที่จะหยุดเรื่องนี้ พี่ไม่สบายใจเลย ถ้าได้รู้ข้อมูลว่าจะมีการทุจริตคอร์รัปชัน แล้วยังยอมเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ซึ่งก็เท่ากับพี่มีส่วนทำร้ายประเทศชาติด้วยนะ” ได้ยินสิ่งที่ชายหนุ่มพูดอย่างมุ่งมั่น ก็ยิ่งทำให้ตวิษาภาคภูมิใจในตัวชายคนรักอย่างมาก…นับวันเธอยิ่งรักเขามากขึ้นทุกที

“แล้วท่านจะยอมเหรอคะ หรืออาจมีเบื้องหลังเบื้องลึกอะไรที่มากกว่านี้ที่เราไม่รู้นะคะ ยังไงดิวจะอยู่ข้างพี่ปั้น ดิวจะลองสืบข่าวทางบริษัทนั้นด้วย เผื่อมีข้อมูลหลุดมา”

“แต่ดิวก็อย่าเสี่ยงมากเกินไปนะ…พี่เป็นห่วง” ปรัตถ์โอบตวิษาให้เอนตัวลงซบลงบนไหล่ของเขา

“ค่ะ…ดิวจะระวังตัว…พี่ปั้นด้วยนะคะ เราจะช่วยกันค่ะ” หญิงสาวกุมมือเขาไว้เพื่อส่งพลังใจให้

“อืม…ใช่…ผมสั่งการไปแล้ว คุณก็เตรียมเอกสารประมูลให้พร้อม อ้อ…แล้วก็ทำตามที่ตกลงกันไว้ด้วยนะ”

“อะไรนะ! คุณจะบิดพลิ้วเหรอ ถ้าแค่ 20 เปอร์เซ็นต์ มันก็ไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยงของผมหรอกนะ เอาตามที่ตกลงกันไว้ละกัน 30 เปอร์เซ็นต์ ผมอุตส่าห์เพิ่มยอดวงเงินโครงการให้ด้วยแล้ว คุณก็ยิ่งทำกำไรได้มากขึ้นตั้งหลายเท่า แค่นี้ก็เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าของทั้งคุณและผมนะ”

“…”

“นั่นตกลงกันง่ายๆ อย่างนี้ ก็ทำธุรกิจกันได้นาน อ้อ…ผมบอกก่อนนะว่าผมต้องการเป็นเงินสดนะ ไม่เอาเช็ค จะได้จัดการง่ายกว่า”

“…”

“คุณเอามาก่อนครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่ง ไว้ค่อยให้ผมหลังจากบริษัทคุณชนะประมูลแล้ว งั้นเจอกันวันอาทิตย์นี้ หกโมงเย็นที่เดิม”

จบการสนทนาวางสายเสร็จ เรืองศักดิ์ก็ยิ้มกริ่มด้วยความลำพองใจที่กำลังจะได้รับเงินก้อนโต แน่ละ…นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาได้รับผลประโยชน์จากธุรกิจลักษณะนี้ เขาเรียกมันว่า ธุรกิจ เพราะมันคือการเจรจาต่อรอง ยื่นหมูยื่นแมว โดยทั้งสองฝ่ายสมประโยชน์

หากเขาไม่รู้เลยว่าเสียงการเจรจา ธุรกิจของเขาได้ถูกบันทึกไว้ด้วยฝีมือใครคนหนึ่ง!

ปกติเขาไม่ประมาทและมักจะไม่ให้ คู่ค้าเจรจากับเขาโดยตรง เขามีลูกน้องที่ไว้ใจได้คนหนึ่งคอยประสานงานและออกหน้าเรื่องนี้ให้ แต่บังเอิญช่วงนี้เขามอบหมายให้ลูกน้องคนนั้นไปปฏิบัติภารกิจบางอย่างให้เขาที่ประเทศเพื่อนบ้าน จึงอาจติดต่อไม่สะดวก ประกอบกับโครงการนี้ค่อนข้างรีบเร่ง จึงอยากทำให้เสร็จก่อนที่รัฐบาลนี้จะหมดวาระ และยิ่งใกล้เลือกตั้งครั้งใหม่ เขาก็ยิ่งไม่แน่ใจว่าพรรคที่เขาสังกัดอยู่จะได้เป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาลในสมัยหน้าหรือไม่ ดังนั้นช่วงนี้น้ำขึ้นก็ต้องรีบตักเสียก่อน

ดารินทร์กดปุ่มบันทึกวิดีโอในมือถือ พยายามควบคุมมือไม้ไม่ให้สั่น รีบปิดเครื่องและเดินกลับเข้าไปในห้องนอนอย่างเงียบเชียบ รีบหย่อนมือถือเก็บไว้ในกระเป๋าสะพายโดยเร็ว

หลังอาบน้ำเสร็จ เธอได้ยินเสียงมือถือของรัฐมนตรีเรืองศักดิ์ดังขึ้น แล้วทันเห็นแผ่นหลังของเขาผลุบออกไปที่ระเบียงคอนโดฯ เพื่อคุยโทรศัพท์…ท่าทางดูมีพิรุธ เธอจึงรีบหยิบมือถือของตนย่องตามไป โชคดีที่เขาปิดประตูบานเลื่อนที่ระเบียงไม่สนิท จึงมีช่องเล็กๆ ที่พอจะถ่ายรูปได้ หญิงสาวหลบอยู่หลังม่าน ซึ่งจากมุมที่เขาหันหน้าออกจากระเบียงก็จะมองไม่เห็นเธอ

เมื่อได้ยินบทสนทนาที่มีนัยแปลกๆ ของเรืองศักดิ์ เธอจึงตัดสินใจอัดเป็นคลิปวิดีโอไว้แทนการอัดเสียง ซึ่งน่าจะใช้เป็นหลักฐานทางศาลได้ดีกว่า เธอไม่รู้หรอกว่าคลิปนี้จะเป็นประโยชน์ในภายภาคหน้าได้หรือไม่ แต่เมื่อสบโอกาสที่อาจทำลายเขาได้ก็ต้องฉวยไว้ ยิ่งได้ฟังใจความจากการสนทนาก็ยิ่งแน่ใจว่าต้องเกี่ยวพันกับการทุจริตทางราชการแน่นอน เธอต้องเพิ่มความระมัดระวังไม่ให้เรืองศักดิ์จับได้ว่าเธอมีหลักฐานชิ้นสำคัญนี้

“หนูดาว…อาบน้ำเสร็จแล้วเหรอ”

ดารินทร์ที่ยังอยู่ในชุดคลุมอาบน้ำนั่งอยูบนโต๊ะเครื่องแป้งสะดุ้ง รีบปรับสีหน้าก่อนหันมาหาเรืองศักดิ์

“แหม…ท่านคะ มาไม่ให้สุ้มให้เสียง ดาวตกใจหมดเลย” ช่วงหลังดารินทร์ยอมผ่อนปรน เอาอกเอาใจเขามากขึ้น ไม่ใช่ว่าเธอจะยินยอมพร้อมใจรับสถานะ เมียน้อยหากคิดว่าไหนๆ ก็สูญเสียความสาว ศักดิ์ศรี และอนาคตของตัวเองไปแล้ว เธอจะต้องกอบโกยจากเรืองศักดิ์ให้มากที่สุดเพื่อชดเชยสิ่งที่สูญเสียไป

และแน่นอน…เธอรอคอยวันที่จะได้แก้แค้นได้เอาคืนรัฐมนตรีโฉดคนนี้…และวันนี้แหละคือจุดเริ่มต้นของการแก้แค้น!

“โถ…ขวัญเอ๊ยขวัญมานะจ๊ะ…มามะฉันจะปลอบขวัญให้” เรืองศักดิ์เดินเข้ามาพยุงเธอยืนขึ้นและโอบกอดเธอไว้ เชยคางสาวน้อยขึ้นมาเพื่อให้ริมฝีปากเขาสัมผัสเธอได้อย่างแนบแน่น ก่อนจะนำเธอไปที่เตียงเพื่อเชยชมอย่างหนำใจ

นับวันเขารู้สึกอิ่มเอม หลงใหล คลั่งไคล้หญิงสาวคราวลูกคนนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ตอนแรกเธอเหมือนม้าพยศที่ท้าทายให้เขาปราบ หลังจากเธอยอมสยบให้เขา…จากแม่เสือก็กลายเป็นลูกแมวขี้อ้อน เขายินยอมทุ่มเทเงินทองข้าวของให้เธออย่างไม่เสียดาย แม้ว่าเธอจะไม่เคยร้องขอใดๆ เลย

จากที่เคยคิดว่าเมื่อได้เชยชมสาวน้อยอย่างเต็มที่แล้ว เขาคงเบื่อและปล่อยเธอไป แต่ตอนนี้เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าจะยอมปล่อยมือจากเธอได้ นอกเหนือจากเงินเดือนและค่าใช้จ่ายในบ้านที่สูงพอสมควร เขายังโอนบ้านและซื้อรถยนต์คันสวยให้เธอเป็นเจ้าของเพื่อสร้างความมั่นใจว่าเขาจริงจังกับเธอ…ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะหลงรักหญิงสาวคราวลูกได้ถึงขนาดนี้

ดารินทร์ต้องฝืนใจรองรับอารมณ์สวาทของชายคราวพ่อ ย้ำกับตัวเองว่า…วันที่เธอจะเป็นอิสระใกล้เข้ามาแล้ว รออีกนิด…รอให้มีหลักฐานมากกว่านี้ เธอจะเป็นผู้เปิดโปงความเลวร้ายของมันให้สาธารณชนได้รับรู้เอง!

 *******************************

“ปัถย์คะ…พรุ่งนี้ไปไหนหรือเปล่าคะ” ปาฏลีถามสามีขณะเดินเข้ามาโอบกอดเขาจากทางด้านหลัง ในขณะที่เขายังคร่ำเคร่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงาน ร่างบางเอนกายซบอิงโดยเจตนาเบียดหน้าอกของตนแนบกับแผ่นหลังของเขาอย่างเย้ายวน เอียงหน้ามองเขา กดคางลงบนไหล่หนา อาการเช่นนี้อาจเรียกได้ว่าอ่อย

ใช่เธอกำลัง อ่อยสามีของตัวเองอยู่…

หลังจากแต่งงานผ่านมาร่วมสามเดือน ปาฏลีแทบจดจำไม่ได้ถึงความหวานชื่นที่เธอสัมผัสในวันแต่งงานเลย ที่จริง…อาจพูดได้ว่านับตั้งแต่คืนวันแต่งงานปัถย์ไม่เคย สัมผัสเธอเลยจะดีกว่า คืนนั้นเธอคิดว่าเขาคงเหนื่อยจากงานแต่ง เธอเองก็เหนื่อยและเพลียมากเช่นกัน ทั้งคู่จึงสลบไสลไปโดยไม่ได้แสดง ความรักต่อกันในคืนแรกของการแต่งงาน…และจวบจนถึงวันนี้ เธอก็ยังไม่มีความด่างพร้อยของพรหมจรรย์เลย!

คู่สมรสใหม่ตัดสินใจแยกออกมาอาศัยอยู่ที่คอนโดฯ หรูด้วยกัน ตกลงกันว่าต้องการมีชีวิตครอบครัวที่เป็นส่วนตัว หากอยู่บ้านพ่อแม่ไม่ว่าจะทางฝ่ายเธอหรือเขาก็จะยังคงเป็นลูกแหง่ของบุพการีต่อไป แต่ตั้งแต่หลังแต่งงาน ทุกคืนปัถย์กลับบ้านค่ำหลังจากเธอเข้านอนไปแล้ว เช้าก็ตื่นออกไปทำงานก่อนเธอตื่น จึงแทบไม่ได้เจอะเจอกัน มีเพียงบางวันที่เขากลับมาทานอาหารมื้อเย็นด้วยกัน

ปาฏลีเคลือบแคลงใจว่าเธอมีข้อบกพร่องอันใดที่ทำให้สามีเฉยชาต่อเธอ แม้ว่าเขายังคงใจดี เป็นสุภาพบุรุษ เทแคร์เธออย่างคงเส้นคงวา แต่อย่างเดียวที่เขาไม่เคยทำกับเธอคือการร่วมหลับนอนดุจสามีภรรยาโดยทั่วไป อย่างมากที่สุดเขาก็โอบกอด หอมแก้ม แต่ไม่เคยแม้กระทั่งจูบ…เฮ้อ…เธอเป็นผู้หญิงที่ไร้เสน่ห์ขนาดนั้นเชียวหรือ

แม้จะกลัดกลุ้มใจ อึดอัดใจ แต่ก็อับอายเกินกว่าจะปรึกษาคนอื่น…แม้แต่มารดา ช่วงเดือนแรกเธอพยายามคิดในแง่ดีว่าอาจเป็นเพราะอยู่ในช่วงศึกษาทำความรู้จักกัน แต่นี่ย่างเข้าเดือนที่สี่ของชีวิตคู่แล้วนะ…ปาฏลีตัดสินใจว่าเธอคงไม่ทนอีกแล้ว ต้องทำอะไรสักอย่าง! …ปฏิบัติการ อ่อยคุณสามีคืนนี้จึงเริ่มขึ้น

“พรุ่งนี้น่าจะว่างช่วงเช้าครับ ช่วงบ่ายต้องเข้าออฟฟิ ปลามีอะไรเหรอ”

“พรุ่งนี้เป็นวันเสาร์นะคะ ปัถย์ยังต้องทำงานเหรอคะ”

“ช่วงนี้บริษัทเพิ่งได้งานโปรเจกต์ใหม่เพิ่ม ปัถย์เลยต้องเข้าไปช่วยงานเยอะหน่อยน่ะ” พูดโดยยังไม่ละสายตาจากหน้าจอ

“ปลาไม่คิดเลยว่าปัถย์จะขยันทำงานขนาดนี้ ช่วงก่อนแต่งงานปัถย์ยังมีเวลาให้ปลาเยอะกว่านี้อีก”

เสียงสั่นเครือแกมน้อยใจของภรรยาทำให้ความรู้สึกผิดถาโถมเข้ามาในใจ…ผิดที่ไม่ได้เอาใจใส่เธอเยี่ยงสามีที่ดี

เขาพยายามแล้ว…พยายามที่จะใกล้ชิดเธอเหมือนคู่สามีภรรยาตามปกติ แต่กลับไม่สามารถทำใจ รักเธอได้แบบผู้ชายกับผู้หญิง ทุกครั้งที่สัมผัสเธอเขากลับเห็นใบหน้าของบุคคลอีกคนหนึ่งซ้อนทับมา…

ใครคนนั้นเป็นลูกน้องที่ทำงานของเขา หลังจากได้พบกันบ่อยครั้งสายตาของเขาก็เฝ้าวนเวียนมองหน้าใสๆ ของคนคนนั้น แม้ว่าดวงตายาวเรียวจะถูกซ่อนอยู่ภายใต้แว่นกรอบดำบาง หากคิ้วเข้มเรียงตัวสวยและขนตายาวช่วยส่งให้ดวงตานั้นดูมีเสน่ห์ โครงหน้ายาวเรียว ผิวขาวละมุน รับกับริมฝีปากบางมีสีแดงระเรื่ออย่างเป็นธรรมชาติ ประกอบกับเรือนร่างที่ค่อนไปทางบางหากดูแข็งแรง ไม่ได้เก้งก้างเหมือนคนผอมโดยทั่วไป ไม่เคยคิดเลยว่าคนคนนี้จะทำให้เขาใจสั่นได้ทุกครั้งที่เจอกัน

ปัถย์เริ่มมีแรงจูงใจในการไปทำงานทุกวันเพื่อที่จะได้เห็นหน้า ได้สบตา ได้พูดคุยกับคนคนนั้น หลังจากที่เริ่มสนิทกันทั้งคู่ก็เริ่มไปไหนมาไหนด้วยกัน

…และแล้วความสัมพันธ์อันลึกซึ้งก็เกิดขึ้นในคืนหนึ่ง…เมื่อประมาณ 6 เดือนที่แล้ว…ก่อนงานแต่งงานของเขากับปาฏลี…เหตุการณ์ในคืนนั้นยังตราตรึงอยู่ในจิตใจจนไม่อาจลืมเลือน

คืนนั้นบริษัทมีงานเลี้ยงฉลองปิดโปรเจกต์ที่ผับแห่งหนึ่ง เขาดื่มค่อนข้างมาก คนคนนั้นดื่มบ้างแต่ยังครองสติได้ดี สองคนสบตากันเป็นระยะ เพียงแค่สบสายตาก็รู้ใจกันว่าต้องการอะไร คนคนนั้นอาสาขับรถพาเขากลับบ้านเพราะดูท่าแล้วเขาคงไม่มีสติเพียงพอที่จะขับกลับเองโดยปลอดภัย เขาให้คนคนนั้นไปส่งที่คอนโดฯ แทนที่จะกลับบ้าน

ทันทีที่เข้ามาในห้อง เขาก็โถมตัวเข้าไปกอดอีกฝ่ายอย่างหักห้ามใจไม่อยู่ ร่างบางตกใจไม่คิดว่าเขาจะจู่โจมรวดเร็ว หากก็ไม่ได้ถอยหนีลับเอามือโอบกอดเขาตอบ ดวงตาของทั้งคู่สานสบกันราวกับมีเปลวเพลิงร้อนแรงอยู่ในนั้น

ด้วยสติครึ่งๆ กลางๆ เขาจึงกล้ามากขึ้นที่จะโน้มตัวลงประกบริมฝีปากลงบนริมฝีปากบางของอีกฝ่าย สัมผัสนั้นราวกับมีกระแสไฟสปาร์ขึ้นเหมือนมีผีเสื้อกระพือปีกอยู่ในหัวใจ ทั้งคู่เริ่มควบคุมอารมณ์ที่กำลังเตลิดเปิดเปิงไว้ไม่ได้ และในที่สุดก็ปล่อยให้ทุกสิ่งเป็นไปตามความต้องการส่วนลึกในจิตใจที่เก็บกลั้นมาเนิ่นนาน

หลังจากคืนนั้นทั้งคู่นัดเจอกันอีกหลายครั้งและแน่นอนความสัมพันธ์ก็แนบแน่นมากขึ้น เขาต้องการให้เรื่องนี้ถูกเก็บเป็นความลับสุดยอด ทว่านับวันเขาก็เริ่มทวีความต้องการในคนคนนั้นมากขึ้น พยายามหักห้ามไม่ให้หัวใจถลำลึกมากไปกว่านี้ เกรงว่าคนอื่นอาจระแคะระคายเรื่องนี้ได้…จะให้ใครรู้ไม่ได้ โดยเฉพาะบิดามารดาของเขา

ปัถย์เริ่มคิดหาทางออก…ปาฏลี…สาวน้อยบอบบางดั่งตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ ดูหัวอ่อน เชื่อฟัง และมองโลกในแง่ดี กลายมาเป็นตัวเลือกที่ดีเขาจึงตัดสินใจเลือกปาฏลีเพื่อปกปิด ความลับและเชื่อว่าเธอจะเป็น โล่ที่ดีของเขา

แต่…ขณะนี้คนที่เขาใช้เป็น โล่กำลังจะเริ่มเปิดศึกกับเขา…ศึกที่เขาไม่รู้จะรับมืออย่างไร

ภรรยาตัวน้อยอยู่ในชุดนอนสายเดี่ยวสีครีมเนื้อบางพลิ้วแนบลำตัว เปิดเปลือยส่วนสัดอันทรงเสน่ห์ หากเป็นผู้ชายโดยทั่วไปคงคิดว่าเป็นภาพที่เย้ายวนตาเป็นอันมาก แอบสังเกตเห็นว่าภายใต้ชุดนอนบางเบานั้น เธอคงไม่ได้ใส่อะไรอีกเลย ภรรยาของเขาเริ่มเป็นฝ่ายรุก เดินเข้าหาและพยายามซุกไซ้โอบกอดเขา ปกติปาฏลีเป็นผู้หญิงขี้อาย…ไม่ใช่คนที่จะทำแบบนี้ได้ นึกๆ ไปก็เห็นใจว่าเธอต้องใช้ความกล้าเพียงใดที่ต้องทำตัวเป็นผู้หญิงสายรุกเช่นนี้

เอาละ…เขาจะลองทำตัวเป็นสามีที่ดีสักคืน คิดแล้วจึงพยายามโอนอ่อนผ่อนตาม ตระกองกอดเธอพามาที่เตียงนอน จูบขมับและแก้มเธอ ผินหน้าเพื่อจุมพิตเธอที่ริมฝีปาก ครั้นริมฝีปากก็สัมผัสกันเพียงแผ่วเบา เขาก็ทิ้งระยะไว้แค่นั้น มิได้เบียดกดแนบแน่นลึกซึ้งเหมือนดั่งที่ฝ่ายภรรยาปรารถนา ปัถย์ลองเอามือลูบไล้แขนขาเนื้อตัวเอวคอดของภรรยาและค่อยๆ เคลื่อนมาที่หน้าอกหยุ่นนิ่ม

สุดท้ายความพยายามก็ไม่สัมฤทธิผล มือที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่บนเรือนร่างของปาฏลีหยุดชะงัก

…ไม่ใช่…มันไม่ใช่เลย…เขาทำได้เพียงเท่านี้จริงๆ  

ปัถย์ผละออกจากร่างของภรรยา เอนกายลงนอนหงายข้างแต่ยังคงจับมือเธอไว้ ปาฏลีที่กำลังเคลิ้มก็ต้องค้างอีกครา ฝ่ายสามีสอดมือเข้ามาดึงร่างบางของภรรยาให้ซุกกายแนบอก แล้วก็ผล็อยหลับไป โดยไม่รับรู้เลยว่าฝ่ายภรรยาแทบนอนไม่หลับเลยทั้งคืน…

**********************************

หลังจากความพยายามล้มเหลวอีกครั้ง ในที่สุดปาฏลีจึงตัดสินใจที่ปรึกษาเพื่อนรัก เธอนัดตวิษาเพื่อคุยกันตามลำพัง ครั้งนี้เธอไม่ได้ชวนดารินทร์แม้ว่าทั้งสามจะสนิทกันแต่เธอสนิทกับตวิษามากกว่าเนื่องจากเคยใช้ชีวิตในต่างประเทศด้วยกัน อีกทั้งในสายตาของปาฏลี ตวิษาคือไอดอล…คือผู้หญิงเก่ง เข้มแข็ง เชื่อมั่นในตัวเอง มีความเป็นผู้ใหญ่ มีเหตุผล และมักจะให้คำปรึกษาแนะนำดีๆ ให้กับเธอได้เสมอ ครั้งนี้ปาฏลีขอมาหาตวิษาที่คอนโดฯ เพื่อจะได้คุยกันได้สะดวกโดยไม่มีใครได้ยินเรื่องราวที่น่าอับอายของเธอ

“ปลา…ขอโทษทีมาสายไปนิดนึง” ตวิษารีบเดินตรงไปที่ห้องโถงล็อบบีของคอนโดฯ ซึ่งปาฏลีนั่งรออยู่

“ไม่เป็นไร เราก็เพิ่งมาถึงแป๊บเดียว”

ตวิษาพาเพื่อนรักขึ้นไปยังห้องพัก หลังจากจัดหาเครื่องดื่มและของว่างให้เพื่อนแล้ว ก็นั่งลงบนโซฟาข้างเพื่อน เมื่อสองวันก่อนเธอได้รับสายจากปาฏลี น้ำเสียงของเพื่อนฟังดูเศร้าสร้อยมาก สัมผัสได้ถึงความทุกข์ใจอย่างหนัก เมื่อเพื่อนขอนัดพบเพื่อปรึกษา ใจจริงตวิษาก็อยากนัดวันรุ่งขึ้นเลยด้วยซ้ำ หากเธอติงานที่จะต้องส่งให้ทันกำหนด จึงเพิ่งได้นัดปาฏลีให้มาพบกันเย็นวันนี้

“ปลาดื่มน้ำส้มก่อนนะ” พูดพลางเลื่อนแก้วน้ำส้มให้เพื่อนรัก

“จ้ะ ขอบใจจ้ะ” ปาฏลียกแก้วขึ้นดื่ม หน้าตาหมองคล้ำเหมือนคนที่มีความเครียดอย่างรุนแรง

“ปลาเป็นยังไงบ้าง เราว่าปลาดูเพลียๆ นะ งานหนักเหรอ” ตวิษาเริ่มเกริ่นขึ้นก่อน

“เปล่า…ไม่ใช่เรื่องงาน คือ…คือ…ปลาก็ไม่รู้จะเริ่มเล่ายังไงดี มันเป็นเรื่องน่าอายน่ะ”

“ปลา…ดิวยินดีรับฟังทุกเรื่องนะ ไม่ต้องกลัวว่าจะอายดิว เราเป็นเพื่อนรักกันนะ”

“คือ…” ปาฏลีสูดหายใจลึกหนึ่งครั้ง ก่อนตัดสินใจเล่าเรื่องความสัมพันธ์ของเธอและปัถย์ให้เพื่อนฟัง ยิ่งเล่ายิ่งระบายความรู้สึกออกไป แม้ว่าจะช่วยคลายความอึดอัดคับข้องใจให้เบาบางลง หากน้ำตาเจ้ากรรมก็พาไหลลงมาอย่างยั้งไม่อยู่

หลังจากฟังปาฏลีเล่าจบ ตวิษานิ่งคิด ยื่นกระดาษทิชชูให้เพื่อนซับน้ำตา โอบบ่าเพื่อนรักไว้อย่างปลอบประโลม

“ดิว…ดิวว่าปลาคิดมากไปเองหรือเปล่าว่าปัถย์มีความผิดปกติบางอย่าง”ปาฏลีเอ่ยถามความเห็นจากเพื่อนรัก

“เราเห็นด้วยกับปลานะ ถ้าให้วิเคราะห์จากที่ปลาเล่ามาก็มีความเป็นไปได้อยู่สองอย่าง อย่างแรกคือ เขาอาจไม่ชอบผู้หญิงหรือเรียกว่าเป็นเกย์ เพราะขนาดโดนปลาเล้าโลมขนาดนั้น ถ้าเป็นผู้ชายปกติก็คงต้องมีอารมณ์หวั่นไหวบ้างใช่ปะ

“ดิว…เราอายนะ…เราทำไปก็เพราะมันสุดๆ แล้ว ไม่รู้จะใช้ทางไหนให้เามาสนใจเราแล้วน่ะ”

“เราก็ไม่ได้ว่าอะไรปลานี่ ที่ปลาทำก็ถูกแล้วนะ เราว่า…” สีหน้าของตวิษายังครุ่นคิด

“โอเค แล้วข้อสันนิษฐานที่สองล่ะ”

“เขาอาจเป็นแมนเต็มตัว แต่มีปัญหาเรื่องการมีความสัมพันธ์ทางเพศ เช่น อาจเป็นโรคเสื่อมสมรรถนะทางเพศ หรือต้องได้รับการปลุกเร้าด้วยวิธีการที่แตกต่างจากปกติ ซึ่งถ้าเป็นกรณีนี้เขาเองอาจรู้ตัวดีว่าตัวเองมีปัญหาจึงอาจสูญเสียความมั่นใจที่จะมีอะไรกับปลา เลยพยายามหลีกเลี่ยงปลาน่ะ”

ปาฏลีพยักหน้าหงึกๆ “ถ้าเป็นข้อแรก ถ้าเขาเป็นเกย์ เาจะมาแต่งงานกับเราทำไมล่ะ”

ถ้าให้เดานะ…อาจประมาณว่า ใช้แกบังหน้าไง เพราะเเองก็เป็นคนในวงสังคม มีคนจับตามอง ถ้าสังคมรู้ว่าเขาเป็นเกย์ก็อาจกระทบกับหน้าตาของพ่อแม่ได้”

“เป็นไปได้…แต่มันไม่แฟร์กับเรา สู้บอกเราตรงๆ ว่าเาเป็น แล้วเราอาจเห็นใจยอมแต่งกับเอยู่กันแบบเพื่อนสาวก็ได้นะ”

ไม่รู้ทำไมหลังจากที่ฟังตวิษาแจกแจงข้อสันนิษฐานต่างๆ แล้ว ปาฏลีกลับไม่ได้รู้สึกสะเทือนใจมากมายอย่างที่คิดไว้ถ้าเธอรักเขา…เธอก็น่าจะเสียใจมากมายกว่านี้…มิใช่หรือ

“แกเคยลองถามเาตรงๆ แบบเปิดใจไหมว่าเาเป็นอะไรกันแน่

ก็เคยเลียบเคียงถามนะ ว่าทำไมเาถึงทำท่ารังเกียจเรา ไม่อยากอยู่ใกล้ชิดเรา เาไม่พอใจอะไรเราหรือเปล่า หรืออยากให้เราปรับปรุงตัวยังไงบ้าง แต่เาก็บอกแค่ว่าช่วงนี้งานเยอะงานยุ่ง อยากสร้างผลงาน ผลักดันบริษัทให้เติบโตเพื่อให้พ่อชื่นชมเขาเหมือนพี่ชายบ้าง เาว่าถ้าพ้นช่วงนี้ไปน่าจะดีขึ้น…แรกๆ เราก็เชื่อนะ แต่รอแล้วรอเล่า นี่ผ่านมาเกือบสามเดือนแล้วนะ เราว่ามันผิดปกติมากแล้ว”

“ในเมื่อเาไม่ยอมตรงไปตรงมากับเรา งั้นก็ต้องพิสูจน์ข้อสันนิษฐานของเราแล้ว…จะได้รู้กันจะจะเลยว่าเพราะสาเหตุอะไรที่ทำให้าเป็นแบบนี้ ปลาอย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจวู่วามไป ไว้ได้ข้อมูลครบแล้วค่อยมาคิดต่อว่าจะทำยังไงกันต่อไปดี

“แล้วจะพิสูจน์ยังไงล่ะ”

“ก็…อาจต้องปลอมตัวเป็นนักสืบจำเป็น แอบสะกดรอยตามเขา เพื่อจะได้รู้พฤติกรรมของปัถย์ยามที่ไม่ได้อยู่กับปลาไง หรือไม่ก็จ้างนักสืบ…แต่เราว่านะ…สืบเองน่าจะดีกว่า เพราะถ้าจ้างนักสืบอาจได้ผลเร็วกว่า แต่ทั้งปัถย์และปลาเป็นเซเลบไฮโซนะ ถ้าเกิดเป็นเรื่องไม่ดีจริงก็เสี่ยงที่ข่าวอาจรั่วไหลออกไปในวงกว้างได้” ตวิษาอธิบายข้อเสนอของเธอ

“งั้นเราจะลองจับตาดูเ เริ่มวันนี้เลยไหม”

“หา! วันนี้เลยเหรอ ไวไฟมากเลยนะแก” ตวิษาตาโตตกใจ คาดไม่ถึงว่าคุณหนูตุ๊กตากระเบื้องเคลือบจะลุยเร็วขนาดนี้

“คิก คิก” ปาฏลีขำท่าทีของตวิษา นี่อาจเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่เธอหัวเราะได้ “เราไม่ใช่สาวแรงสูงนะจ๊ะ…จะได้ไวไฟ…แหม…พูดซะจนเหมือนเราเป็นคนเร่าร้อนมาก”  

ตวิษาหัวเราะตอบ “แล้วเราจะเริ่มลงมือกันวันนี้เลยจริงเหรอ”

“จริง…ก็เราแอบได้ยินปัถย์โทรนัดกับใครไม่รู้ที่ผับหนึ่งแถวหลังสวนคืนนี้น่ะ ดิวจะไปกับเราไหม” เมื่อได้แนวร่วม ปาฏลีก็มีท่าทางมุ่งมั่นอย่างมากที่จะค้นหาคำตอบที่คาใจ

“ไปดิ แกเป็นเพื่อนเลิฟฉัน จะปล่อยให้คุณหนูอย่างแกไปคนเดียวได้ไง งั้นไปเตรียมตัวกันลุย!

 

Don`t copy text!