ตราบหัวใจไม่แพ้ บทที่ 6 : ชดใช้กรรม

ตราบหัวใจไม่แพ้ บทที่ 6 : ชดใช้กรรม

โดย : พรรณสิริ

ตราบหัวใจไม่แพ้ นวนิยายจากโครงการช่องวันอ่านเอาปีที่ 2 โดย พรรณสิริ แม้สังเวียนแห่งการต่อสู้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่องอาจก็ไม่เคยหวั่น หากเมื่อเป็นสังเวียนหัวใจกลับยิ่งยากกว่า ระหว่าง ‘รุ้ง’ ดอกฟ้าที่ทุกคนหมายปอง กับ ‘หลี’ เด็กสาวธรรมดาที่ไม่เคยทอดทิ้งเขาไปไหน ใครคือคนที่ใช่…นิยายออนไลน์ที่เราอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

กลางสนามปูนขนาดใหญ่ในแดนแรกรับของเรือนจำประจำจังหวัด แดดยามสายที่แผดแสงลงมาทำให้ผู้ต้องขังใหม่เหงื่อตกไปตามๆ กัน บางคนที่ไม่เคยวิดพื้นคราวละมากๆ มาก่อนถึงกับทนไม่ไหว ทรุดตัวลงไปนอนกองกับพื้น

“หนึ่ง สอง สาม หนึ่ง หนึ่ง สอง สาม สอง….” เสียงครูฝึกดังเป็นจังหวะสม่ำเสมออย่างเคร่งครัด “เฮ้ย! ไอ้คนที่อยู่หลังสุดอย่าอู้ ให้มาวิดพื้นไม่ใช่มานอนอาบแดด วิดพื้นเสร็จต่อด้วยสกอตช์จัมป์ เร็ว!”

ผู้ต้องขังเก่าไม่มีอิดออด ลุกขึ้นทำตามคำสั่งครูฝึก ในขณะคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ยังเก้ๆ กังๆ หลายคนมีสีหน้าเหน็ดเหนื่อย แต่ไม่กล้าโอดครวญ มิฉะนั้นการบริหารร่างกายจะยิ่งนานกว่าเดิม

เปรียบเทียบกับผู้ต้องขังอื่น องอาจปรับตัวเข้ากับตารางของเรือนจำได้ค่อนข้างเร็ว การซ้อมมวยบ่มเพาะให้เขามีวินัยและทนต่อความลำบากทางกายได้ แต่สิ่งที่ยากเย็นแสนเข็ญคือไม่อาจทำใจให้คุ้นเคยกับสภาวะสิ้นไร้อิสรภาพ

ความหลงผิดเพียงชั่ววูบนำพาให้เขาตกต่ำอยู่หลังกำแพงสูง อนาคตบนเส้นทางมวยต้องดับลง โดยมองไม่เห็นวันที่จะเริ่มต้นได้ใหม่

เขาโกรธเกลียดตัวเอง ภาพที่ย่านั่งน้ำตาตกอยู่หน้าห้องขัง กระตุกสร้อยทองคำจากคอยัดใส่มือหลานชาย ทำเอาทั้งเจ็บและชาเหมือนปลาถูกทุบหัว

ในที่สุด เขาก็รักษาสร้อยที่ซื้อให้ย่าไว้ไม่ได้ มันถูกเปลี่ยนเป็นเงินไปจ่ายค่าทำขวัญบุญส่งที่ถูกเขาพุ่งรถเข้าชนจนขาหัก ส่วนกระเป๋าที่ฉกมา ตั้งใจว่าจะนำไปขายเพื่อเอาเงินไปใช้หนี้โต๊ะพนันถูกส่งคืนเจ้าของ

เมื่อผู้ต้องขังเหงื่อชุ่มหลังโดยถ้วนหน้ากันแล้ว ผู้คุมจึงปล่อยให้เป็นอิสระ นั่งพักพอให้เนื้อตัวแห้ง สัญญาณพักรับประทานอาหารกลางวันดังขึ้นในเวลาสิบเอ็ดนาฬิกา องอาจเคลื่อนตัวตามเพื่อนนักโทษที่เริ่มคุ้นหน้าคุ้นตากัน มุ่งหน้าสู่โรงอาหารของเรือนจำ

ภายในเรือนโปร่ง โต๊ะตัวยาวจัดวางถาดอาหารไว้ ข้าวแดงพร้อมแกงจืดผักกาดดองกระดูกหมู เขาฝืนกลืนข้าวที่แข็งน้องๆ กรวดเม็ดเล็กลงคอ หงุดหงิดที่แม้จะกวาดจนเกลี้ยงไม่ต่างจากหมาเลียจานข้าว แต่ก็ยังไม่อิ่มอยู่ดี ปกติเขากินอาหารมากกว่านี้สองสามเท่า เมื่อไม่อาจต้านทานความหิวโหย จึงจำต้องตุนเสบียงจากร้านค้าในเรือนจำ แน่นอนว่าเป็นเงินเป็นทองทั้งนั้น

ร้าวในอกเหมือนหัวใจถูกบีบ อยู่ข้างนอกเขาเป็นคนส่งเสียเลี้ยงดูย่า ตอนนี้ย่ากลับต้องมาคอยดูแลเขา ลำพังรายได้จากการขายห่อหมกวันละไม่กี่ร้อยบาท ไหนจะค่าเช่าบ้าน ค่ากินอยู่ ค่าหยูกยาก็แทบชักหน้าไม่ถึงหลัง

องอาจเลือกซื้อนมถั่วเหลืองจากร้านขายของ จิบไปน้ำตาซึมไปเพราะคิดถึงเพื่อนสนิทจับใจ เขาไม่อยู่แล้ว ใครจะช่วยหลีเข็นรถน้ำเต้าหู้ขึ้นสะพาน

ผู้ต้องขังอีกคนซึ่งนั่งจิบกาแฟร้อนอยู่ฝั่งตรงข้าม เห็นนักโทษใหม่นั่งคอตกอยู่จึงเข้ามาชวนคุย

“เข้ามานานหรือยัง โดนคดีอะไรมา”

“เกือบเดือนแล้วพี่ วิ่งราวทรัพย์ห้าปี”

ตั้งแต่ก้าวเข้ามาอยู่หลังกำแพงสูง เขาถูกถามด้วยคำถามเดิมๆ บ่อยเสียจนแทบจะอาเจียน ไม่อยากเอ่ยถึงอีกต่อไป ยิ่งพูดก็ยิ่งตอกย้ำให้รู้สึกว่าเวลาห้าปีช่างยาวนานราวชั่วกัปชั่วกัลป์

“โอ๊ย โทษแค่ห้าปี จิ๊บๆ ติดไม่นาน เดี๋ยวก็ได้ออก” คนเข้าออกเรือนจำหลายรอบจนชินชาปลอบใจ

“สมพรปากนะ พี่” องอาจพยักหน้า ยิ้มบางๆ ให้ทั้งที่ข้างในกำลังร่ำไห้ ก้อนสะอื้นที่ติดอยู่ในคอทำให้เขาพูดไม่ออก บทสนทนาจึงยุติไปโดยปริยาย

เมื่อได้กลับมาอยู่กับตัวเองอีกครั้ง เจ้าตัวพยายามผ่อนคลายความหนักหน่วงในใจด้วยการมองฝ่าเปลวแดดยามเที่ยงวันออกไปยังลานกว้างด้านหน้า สูดกลิ่นอายแห่งอิสรภาพที่ลอยอยู่ในไอแดดเข้าไปจนเต็มโพรงในช่องอก ปล่อยใจล่องลอยไปถึงลานหน้าห้องเช่าของย่าที่เขามักจะอาศัยเป็นที่ล้างพาหนะคู่ใจ

มอเตอร์ไซค์คันนั้นไม่อยู่แล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงความทรงจำอันแสนเจ็บปวด

‘อยู่ข้างในทำตัวดีๆ เอ็งติดไม่นานหรอก สองสามปีก็ได้ออกแล้ว เชื่อข้า’

ในวันที่ศาลตัดสินโทษ องอาจถูกนำตัวเข้าสู่แดนคุมขัง จ่าประชาซึ่งยืนรอส่งขึ้นรถของเรือนจำโผเข้ากอดนักมวยซึ่งรักไม่ต่างจากลูกในไส้จนแน่น พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นเครือ

รถเคลื่อนออกไปช้าๆ องอาจสบตาคนที่เป็นยิ่งกว่าพ่อผ่านกระจกที่มีลูกกรงกั้น

สายตาคู่นี้ที่เคยจ้องมองบนโรงพักในวันแรกที่รู้จักกัน บ่งบอกถึงความเสียใจลึกซึ้งที่ไม่อาจปกป้องเขาได้เหมือนก่อน

องอาจคิดถึงห้องเช่าของย่า คิดถึงน้ำเต้าหู้ฝีมือหลี คิดถึงจ่าประชาและบรรดาเพื่อนฝูงร่วมค่ายเสียจนเจ็บหัวใจ

เสียงตามสายประกาศเรียกนักโทษที่มีญาติมาเยี่ยม ดึงผู้ต้องขังใหม่ให้หลุดออกจากภวังค์

หัวใจโลดเต้นขึ้นอีกครั้งด้วยความยินดี ลุกขึ้นและรีบก้มหน้าก้มตาเดินฝ่าเปลวแดดผ่านผู้คุมที่ยืนเฝ้าประตูแดนคุมขังออกไป

เขาเฝ้ารอวันที่จะได้เจอดวงหน้าที่เคยคุ้นหลังกำแพงสูง เพื่อใช้เป็นกำลังใจขับเคลื่อนชีวิตจนกว่าจะถึงวันที่ได้รับอิสรภาพ

 

อาคารปูนทาสีขาวค่อนข้างใหม่สะท้อนแดดบ่าย ดูอบอุ่นและไม่แห้งแล้งเหมือนแดนคุมขังหลังประตูบานใหญ่ ภายในมีโต๊ะก่อด้วยอิฐฉาบปูนทาสีขาวยาวเป็นแนวไปตลอดกึ่งกลางห้อง กั้นคอกด้วยอะคริลิกใสหนาสูงท่วมหัว

ผู้ต้องขังหลายคนนั่งอยู่ในคอก พูดคุยกับญาติผ่านโทรศัพท์ต่อพ่วง

คอกด้านในสุด ผู้สูงวัยรูปร่างผอมเกร็งนั่งอยู่กับสาวหมวย เมื่อเห็นองอาจเดินเข้ามาก็ผุดลุกขึ้นยืนด้วยความดีใจ แม้ไม่อาจสัมผัสกันได้เพราะถูกกั้นขวางไว้ด้วยแผ่นอะคริลิกใส แต่ก็ใกล้พอที่เห็นหน้าค่าตากันให้หายคิดถึง

“เอ้ ทำไมผอมอย่างกับไม้เสียบผี ของที่ย่าซื้อให้ เอ็งไม่พอกินหรือไง ย่าให้หลีช่วยสั่งเพิ่มเอาไหม”

ไม่ว่าจะเป็นของกินของใช้ส่วนตัว หยูกยาที่จำเป็น ญาติสามารถสั่งซื้อล่วงหน้าแล้วให้ผู้ต้องขังเบิกจากร้านค้าของเรือนจำยามจำเป็น อาหารการกินข้างในจึงถือว่าไม่แร้นแค้นนักสำหรับนักโทษที่มีญาติคอยส่งเสีย ดังนั้นต่อให้ลำบากยากเข็ญสักเพียงใด นางอุ่นจะไม่ยอมให้หลานชายเพียงคนเดียวอดอยากปากแห้ง แม้เขาทำผิดจริง แต่ก็ได้รับทั้งบทลงโทษและบทเรียนอย่างสาสมแล้ว

“มื้อเย็นตอนสี่โมง กว่าจะได้กินอีกทีก็แปดโมงเช้า มันก็ต้องผอมลงเป็นธรรมดาแหละ พวกของกิน เพลาๆ ลงหน่อยเถอะ ขอแค่ของใช้ที่จำเป็นก็พอ ฉันไม่อยากให้ย่าลำบาก ตอนนี้ก็พอจะปรับตัว กินอาหารเรือนจำได้แล้ว”

“เอ็งอย่ามาห้าม ข้าอยู่ข้างนอก ยังดิ้นรนหากินได้ ไม่เหมือนเอ็ง ของที่เคยกินเป็นประจำอย่างไก่คั่วเค็ม ก็ไม่ได้กิน” พูดพลางหญิงชราก็ปาดน้ำตาไปพลาง

องอาจรู้สึกละอายใจอย่างบอกไม่ถูก นอกจากจะไม่สามารถส่งเสียย่าได้เหมือนเก่า กลับกลายเป็นย่าต้องดิ้นรนหาเงินมาให้เขาใช้จ่ายแทน

“คราวนี้เราสั่งกระดาษทิชชู มีดโกน และรองเท้าแตะให้แล้วนะ ขอโทษที คราวก่อนก็ไม่ทันนึก สั่งแต่ของกินให้กลัวนายอด” หลียิ้มแห้งๆ อย่างรู้สึกผิด

“ขอบใจมากนะ หลี”

เพื่อนแท้พิสูจน์กันในยามยาก หญิงสาวที่เขาคอยพะเน้าพะนอเอาใจ ทุ่มเทซื้อข้าวของราคาแพงให้ ไม่เคยโผล่มาเยี่ยมเลยสักครั้ง แต่หลีกลับไม่หายหน้าไปไหน แถมยังคอยช่วยดูแลย่าให้ด้วย

“ดูบึกบึนขึ้นนะ เพราะเราไม่อยู่หรือเปล่า เธอเลยต้องเข็นรถขึ้นสะพานเองทุกวัน” องอาจยังมีแก่ใจเย้าแหย่เพื่อนสนิท

“บ้า…ยังมีอารมณ์พูดเล่นอยู่อีก” ถ้าไม่มีแผ่นอะคริลิกใสกั้น เธอคงได้ตบเขาเข้าให้สักป้าบใหญ่ๆ

เมื่อเห็นองอาจเริ่มปรับตัวได้หลีจึงค่อยยิ้มออก คราวก่อนที่มาเยี่ยม สีหน้าหมดอาลัยตายยากของเพื่อนทำให้เธอเป็นห่วงเสียจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ

“เราประกาศขายรถของนาย มีคนติดต่อซื้อแล้วนะ ได้ราคาดีกว่าขายให้เฮียเฮี้ยงเยอะ น่าจะใช้หนี้โต๊ะมวยและปิดยอดไฟแนนซ์ได้ทั้งหมด”

หลีสงสัยว่าทำไมองอาจถึงไม่ขายรถมาใช้หนี้พนันเสียแต่แรก แต่เธอไม่เคยถามเพราะไม่อยากซ้ำเติมเขาอีก เหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว ย้อนกลับไปแก้ไขไม่ได้ ต้องเดินหน้าต่อไปเท่านั้น

ลองนึกเปรียบเทียบกัน เธอเองยังฝันอยากได้รถบรรทุกดัดแปลงสักคันเพื่อใช้ตระเวนขายน้ำเต้าหู้ องอาจก็คงจะฝันถึงมอเตอร์ไซค์ที่จะพาเขาทะยานไปไหนต่อไหนดังใจต้องการ เธอจึงไม่ควรตัดสินความฝันของคนอื่น

“ขอบใจนะ ที่ช่วยเป็นธุระให้”

องอาจยิ้มบางๆ ที่มุมปากอย่างโล่งอก อย่างน้อยหนี้สินที่มีก็ถูกจัดการจนเรียบร้อย โต๊ะพนันจะได้ไม่ส่งคนไปวุ่นวายกับย่าของเขาอีก

เอ่ยถึงมอเตอร์ไซค์ หลีก็อดที่จะคิดถึงคนที่เพื่อนพาซ้อนท้ายโฉบเฉี่ยวไปไหนต่อไหนไม่ได้ “นอกจากเรา มีเพื่อนๆ มาเยี่ยมนายบ้างไหม”

“พวกที่ค่ายมาแล้ว แต่ลุงจ่า ตั้งแต่วันที่ศาลตัดสิน ยังไม่ได้เจออีกเลย” พูดถึงเจ้าของค่าย ดวงตาก็รื้นขึ้นอย่างห้ามไม่ได้

ย่าอุ่นเห็นหลานหน้าเสียจึงรีบปลอบ “จ่าเขาไม่ลืมเอ็งหรอก เดี๋ยวเขาก็มา ช่วงนี้เห็นที่ค่ายยุ่งๆ อยู่”

นางอุ่นไม่กล้าเล่า เกรงว่าหลานชายจะยิ่งไม่สบายใจและโทษว่าเป็นความผิดของตัวเอง แม่ค้าในตลาดลือกันให้แซ่ดว่าค่ายเกียรติประชากำลังจะถูกธนาคารยึด เจ้าของค่ายพยายามหาคนมารับช่วงต่อ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

“เดี๋ยวถ้าลุงจ่ามาซื้อน้ำเต้าหู้ เราจะบอกว่านายคิดถึง อยู่ในนี้ห้ามกินลูกท้อเชียว กินบะหมี่ไวไวเอาฤกษ์เอาชัยไว้ เวลาจะได้เดินเร็วขึ้น ลุงจ่าบอกว่าอย่างเร็วก็สองปีครึ่งแต่ไม่เกินสี่ปีแน่ๆ รับรองนายได้ออกมาก่อนที่น้องชายเราจะเรียนหมอจบเสียอีก” หลีให้กำลังใจเพื่อน รู้ว่าเขาขมขื่นแค่ไหนที่สาวในดวงใจไม่เคยโผล่หน้ามาให้เห็น

องอาจหัวเราะ เป็นการหัวเราะได้อย่างเต็มเสียงครั้งแรกตั้งแต่หมดอิสรภาพ

เออ เราจะกินไวไวทุกวัน เธอก็สั่งซื้อไว้ให้ทุกเดือนด้วยนะ”



Don`t copy text!