รัก (จัง) ปักใจ บทที่ 11 : คู่แข่ง

รัก (จัง) ปักใจ บทที่ 11 : คู่แข่ง

โดย : ปิยะพร ศักดิ์เกษม

รัก (จัง) ปักใจ นวนิยายรักโรแมนติกเรื่องล่าสุด จากปลายปากกาของ ปิยะพร ศักดิ์เกษม ที่นักอ่านรอคอย กับเรื่องวุ่นๆ ของเจ้าคอร์กี้ตัวเปี๊ยกนาม “รักจัง” และ “ปักใจ” ที่ป่วนปั่นอลวนอลเวง พาให้เจ้าของของทั้งสองมาพบกัน ตกหลุมรักกันและเผชิญกับอุปสรรคมากมายด้วยกัน นิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

*****************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

รักจังนั่งหน้างอ แต่หน้างอแบบหมา ๆ ก็ไม่เคยทำให้มนุษย์เข้าใจ คุณฐปนาที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ ในที่นั่งตอนหลังเอื้อมมือมากอดร่างอ้วนปุ้มปุ้ยปุกปุยไว้เมื่อบอกว่า

“ตื่นเต้นใช่ไหม ลูก…รักจัง ชอบเที่ยวจริงนะเราเนี่ย ใจเย็น ๆ เดี๋ยวก็ถึงแล้ว”

จริงอยู่รักจังอยากเที่ยว ทันทีที่คุณฐปนาถือสายจูงและสายรัดตัวตรงเข้ามา มันก็สุดจะระงับความดีใจไว้ได้ ต้องระบายพลังที่อัดแน่นอยู่ในอกด้วยการออกวิ่งจี๋ไปรอบ ๆ บ้านเสียสองสามรอบ แล้วกลับมาให้อีกฝ่ายสวมสายรัดตัวให้แต่โดยดี…ยิ่งตอนที่ถูกจูงมายังที่จอดรถในบ้านแค่เปิดประตูรถ นางสุนัขน้อยก็โดดผลุงสุดแรงขึ้นไปนั่งป๋ออยู่ในเบาะที่นั่งตอนหลัง เรียกเสียงหัวเราะจากทุกคน

หากเมื่อยิ่งไกลบ้านออกมา รักจังก็เริ่มกังวล มันต้องออกจากบ้านแบบนี้ทุกสัปดาห์มาร่วมสามเดือนแล้ว นางสุนัขน้อยเต็มใจดีใจ…อันที่จริงต้องใช้คำว่าลิงโลดจะเหมาะกว่า…ที่ได้ออกจากบ้าน ได้ไปเจอหน้าคุณหมอคนสวย ให้เธอได้ดึงตัวเข้ามากอดแล้วหอมหลังจากที่รักจังเดินตัวหอมฟุ้งออกมาจากห้องอาบน้ำเป่าขน

แต่กระบวนการก่อนหน้านี้ซิ! รักจังเกลียดที่สุด! เกลียดที่ต้องลงไปเปียกปอนอยู่ในสระ เกลียดที่ต้องเหน็ดเหนื่อยเมื่อต้องเร่งว่ายน้ำไปหาคุณฐปนาที่ขอบสระอีกด้าน

และที่รักจังเกลียดที่สุดคือการต้องเผชิญหน้ากับไอ้ขาสั้นปักใจ! ไอ้หมาน่าเกลียดที่มีแต่คนชมเชย…ปักใจน่ารัก ปักใจว่ายน้ำเก่งจัง ปักใจเรียบร้อย ปักใจแสนดี…วุ้ย! แหวะ!

ยิ่งคิดยิ่งเครียด รักจังเลยปล่อยกลิ่นออกมาสื่อสารถึงความเครียดนั้นโดยไม่รู้ตัวหรืออาจเป็นไปตามสัญชาตญาณก็ได้…อึดใจถัดมาคุณฐปนาที่นั่งอยู่ข้าง ๆ รักจังก็หัวเราะ

“รักจังมันปล่อยกลิ่นปลาหมึกอีกแล้ว ฐิติ มันคงกลัวเราเอามาปล่อย…”

ตามหนังสือที่เธอเคยอ่านอธิบายไว้ว่า เมื่อสุนัขเดินทางห่างออกจากบ้าน มันจะถ่ายเบานิดหน่อยหรือมิฉะนั้นก็ปล่อยกลิ่นออกจากต่อมที่ก้นเพื่อทิ้งไว้เป็นร่องรอย หากหลงทางจะได้ตามกลิ่นนี้กลับบ้านได้

หลานชายผู้เป็นคนขับรถนั่งอยู่ด้านหน้าเหนือลมที่เป่าจากเครื่องแอร์จึงไม่ได้กลิ่นพิเศษของรักจัง เขาบอกว่า

“ไม่ได้กลิ่นเลยครับ แปลกจัง มันแอบไปกินปลาหมึกแห้งในครัวหรือเปล่า” คุณฐาปนีย์มักใส่ปลาหมึกแห้งชิ้นเล็ก ๆ ลงไปในน้ำซุปของเธอ มันให้รสหวานอร่อยกว่าซุปก้อนหรือซุปซองมากมายนัก จึงเป็นสิ่งที่เธอมีอยู่ในครัวไม่เคยขาด

“ไม่ใช่หรอก แค่กลิ่นของหมา ๆ น่ะ ตามปกติเราจะไม่ได้กลิ่น แต่นี่มันคงเครียดหนักมาก” คุณฐปนาอธิบายตามที่ได้รู้มา “หมอปลื้มบอกว่ากลิ่นจะคล้าย ๆ กลิ่นคาวปลา แต่ป้าว่าของรักจังนี่เหมือนกลิ่นหมึกแห้งจริง ๆ”

รถจอดเทียบที่หน้าซันนี่ พรีเมียร์ เพ็ดแคร์ พอดี รักจังกระโดดลุกขึ้นยืนอย่างกระตือรือร้น รู้ดีว่าถึงที่หมาย และอีกสักพักก็จะได้พบหน้ากับคุณหมอคนสวยที่มีมือนุ่ม ๆ เย็น ๆ อบอุ่นใจดีที่สุด แล้วยังพี่พรรษา พี่แคท พี่หนู ที่ผลัดกันมาลงสระ และอาบน้ำให้รักจัง โดยเฉพาะพี่พรรษาที่มักจะรู้จังหวะในการว่ายน้ำของรักจังที่สุด

แต่…ทำไมคนทั้งชุดนี้ต้องมัดรวมมากับไอ้หางยาว สี่ขาสั้น ๆ ที่ชื่อปักใจด้วย

รักจังวิ่งนำหน้าเข้าไปในตัวอาคาร และเป็นอย่างที่เป็นทุกครั้งที่มาว่ายน้ำอาบน้ำกันในวันเสาร์ตลอดเวลาเกือบสามเดือนนี้ ปักใจปราดออกมาต้อนรับ

อันที่จริงมันออกมาต้อนรับทุกตัวและทุกคนที่ผลักประตูเข้ามา และทุกตัวกับทุกคนก็จะทักทายปักใจ…ยกเว้นนางหมาน้อยตัวดำปี๋ที่พรวดพราดสวนเข้ามาตัวนี้ นางหมาดำเมินหน้าวิ่งตรงไปทักทายพี่พนักงานที่หน้าเคาเตอร์ก่อน แล้วก็กลับลำเลี้ยวปราดมาหาปักใจ มันดม ดม ดม ดม ด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็นน่ารำคาญที่สุด แล้วปักใจก็เป็นฝ่ายเบือนหน้าหนี วิ่งกลับไปเข้าห้องหมอปลื้มใจ โดยมีมันวิ่งตามติดไม่ลดละ

พรรษาก้าวออกมาพอดี เจ้าหล่อนส่งเสียงเรียก

“รักจัง ปักใจ ไปเร้ว…ไปว่ายน้ำ”

เพียงแค่สิ้นคำ ปักใจก็ดีใจจนเนื้อเต้น มันวิ่งปราดนำหน้าทุกคนไปยังประตูกระจกที่ปิดกั้นสระว่ายน้ำเอาไว้ กระโดดโลดเต้นอย่างลิงโลดอยู่ตรงนั้นขณะที่รักจังหันหลังวิ่งไปตะกายฐิติ

และแล้วความเข้าใจของหมากับคนก็ไม่ตรงกันอีกเช่นเคย ชายหนุ่มพูดด้วยเสียงหัวเราะ

“จะให้ไปด้วยหรือรักจัง ไปซิ ไปด้วยกัน เราก็ไปไหนไปกันอยู่แล้วนี่เนอะ”

รักจังอยากถอนใจในความโง่ของมนุษย์หากฐิติก็ฉวยตัวมันขึ้นมาอุ้มเสียก่อน เขาเดินนำคุณฐปนาตรงเข้าไปยังสระว่ายน้ำอย่างคุ้นเคยกับสถานที่

แค่เลื่อนประตูกระจกออกไป สระว่ายน้ำขนาดเล็กลึกเพียงเอวก็ทอดตัวอยู่ตรงหน้า มีโต๊ะเก้าอี้สนามที่คุณฐปนายึดไว้เป็นที่นั่งประจำให้เธอปักหลักอยู่ริมประตูด้านหนึ่ง เจ้าหมาน้อยปักใจวิ่งแล่นไปรอบ ๆ ขอบสระ ท่าทางดีอกดีใจ มันชอบว่ายน้ำอย่างที่สุด

เมื่อฐิติวางรักจังลง รักจังก็เดินดม ๆ ไปทั่ว กลิ่นของหมาตัวอื่นที่มาว่ายน้ำคงทิ้งไว้ตามพื้นไม่น้อย และมันก็ทำให้เจ้าหล่อนสนใจมากกว่าเรื่องอื่น นางหมาน้อยจึงค่อย ๆ เดินดมไปทั่ว ๆ ริมขอบสระ แต่ก็พยายามรักษาระยะห่าง ไม่เข้าใกล้ปักใจมากจนเกินไป

ปลื้มใจผู้เพิ่งว่างจากสัตว์ไข้เลื่อนประตูกระจกเข้ามาพอดี เมื่อเห็นว่าสุนัขทั้งสองตัวยังไม่ลงสระ มีแต่พรรษาลงไปแช่น้ำรออยู่แล้ว คุณหมอส่งเสียงกระตุ้น “โดดเลยรักจัง โดดเลยปักใจ มาเร้ว มาเร้ว มาว่ายน้ำกัน”แล้วเธอก็หยิบของเล่นชิ้นเล็กที่วางตรงขอบหน้าต่าง บีบให้มันเกิดเสียงแล้วโยนลงไปในสระน้ำ

เพียงแค่พริบตาเดียวปักใจก็โดด…โดดสุดตัวเต็มแรงพุ่งตูมลงไปในสระ แล้วว่ายน้ำอย่างเร็วจี๋เพื่อคาบเอาของเล่นชิ้นน้้นไปให้พรรษาที่ยืนคอยอยู่ที่ขอบสระอีกด้าน

“ปักใจโดดแล้ว รักจังโดดด้วย เร็ว เร็ว เร็ว คนเก่ง” พี่เลี้ยงที่อยู่ในสระส่งเสียงเร่งเร้า หากนางหมาน้อยก็เมินหน้า มันนึกอยู่ในใจว่า ‘ฉันไม่เห็นจะสนใจ ไอ้ของเล่นโง่ ๆ ไร้สาระนั่นเลย กลิ่นประหลาดที่อยู่ตามขอบสระนี่ซิน่าสนใจกว่า  น่าจะมีหมาหน้าโง่มาว่ายน้ำที่นี่หลายตัว นอกจากไอ้หมาขาสั้นน่าเกลียดตัวนี้’

ความไม่สนใจของรักจังถูกแปลไปผิดความหมายจากเหล่ามนุษย์อีกเช่นเคย คุณฐปนากับปลื้มใจหัวเราะให้แก่กันเมื่อฝ่ายผู้เป็นสัตวแพทย์บอกว่า “รักจังยังไม่คุ้น ไม่กล้าโดด ปักใจเขาว่ายน้ำที่นี่มาปีกว่าแล้วค่ะ” ขณะที่ฐิติมองว่า นางหมาน้อยรักจังของเขา ‘ลีลาเยอะ!’ เขาจึงเดิน เฉียดเข้าไปใกล้แล้วเรียก “รักจัง!”

ร่างเล็ก ๆ ป้อม ๆ ตัวยาวขาสั้นเหลียวขวับมามอง ชายหนุ่มแค่ใช้ปลายเท้าสะกิด เจ้าหล่อนก็เสียหลักหล่นตูมลงไปในน้ำ แล้วตะเกียกตะกายลอยคอ…อยากจะโมโหอยากจะเห่าโวยวายอาละวาด แต่การพยุงตัวให้ลอยอยู่ได้ในสระสำคัญกว่า ขาสั้น ๆ ของรักจังจึงปั่นจี๋ให้ตัวเองลอยอยู่ในน้ำและต้องหุบปากแน่นด้วยความกลัวน้ำจะเข้าปากเข้าจมูก

อันที่จริงรักจังมาว่ายน้ำที่นี่หลายครั้งแล้ว การโอ้เอ้เดินเล่นไปรอบ ๆ สระนั้นก็เพราะความ ‘ลีลาเยอะ’อย่างที่ฐิติคิดนั่นแหละ และเพราะมันไม่อยากลงไปเป็นรองปักใจในสระ ทุกสัปดาห์ที่ลงเล่นน้ำด้วยกัน ทุกคนแม้แต่คุณฐปนาเอาแต่ชมเชยปักใจ…

ทุกคนพูดกันแต่ว่าไอ้หมาน่าเกลียด ขาสั้น หางยาวตัวนี้ ว่ายน้ำเก่ง คล่องแคล่วว่องไว และสนุกไปกับการว่ายน้ำมาก แต่พอถึงรักจังพุ้ยน้ำว่ายผ่านหน้าไปทุกคนก็จะหัวเราะ พากัน ‘บุลลี่’รักจังว่า “นี่อะไร… ลอยน้ำมา…ก้อนอะไรดำ ๆ อ้วน ๆ ลอยตุ๊บป่องตุ๊บป่อง เป็นฮิปโป หรือเป็นตอปิโด…ตลกจริง ๆ รักจัง!”

คุณคุณฐปนาไม่ทันเห็นว่าหลานชายแอบ‘ถีบ’รักจังตกน้ำ เธอจึงตบมืออย่างดีอกดีใจเมื่อร้องว่า “เก่งจัง รักจังโดดลงน้ำได้แล้ว” …อย่างไม่ตั้งใจ ดวงตาของฐิติและปลื้มใจก็แลสบ ต่างคนต่างยิ้ม เหมือนจะบอกว่า…นี่เป็นความลับระหว่างเรา…

วินาทีนั้นเอง ขณะที่สุนัขน้อยสองตัว สีน้ำตาลหนึ่งสีดำหนึ่งว่ายน้ำอยู่ในสระ ความเข้าใจ ความถูกอัธยาศัย ความต้องใจต่อกันก็คลี่คลุมลงมาราวตาข่ายที่มองไม่เห็น  มันกลายเป็นแรงดึงดูดที่ต่างฝ่ายต่างไม่ต้องพูดจาให้มากความ…ทั้งคู่กลับเข้าใจกันสัมผัสถึงกันได้โดยไม่ต้องอาศัยสิ่งอื่นใดนอกจาก ‘ใจ’ที่สื่อถึงกัน

…หัวใจที่ผูกพันอยู่กับชีวิตน้อย ๆ ที่เริงร่าอยู่ในน้ำใส…

ท่ามกลางเสียงกระตุ้นของปลื้มใจและพรรษา รักจังจึงใช้ขาสั้น ๆ ทั้งสี่ข้างของตัวว่ายน้ำจากขอบสระด้านหนึ่งไปยังขอบสระอีกด้านหนึ่งขณะที่ปักใจนั้นไม่ต้องอาศัยเสียงกระตุ้นอะไรเลยแค่พรรษาโยนของเล่นไปมามันก็ว่ายไปคว้า บางครั้งเมื่อรักจังว่ายมาขวางทางมันก็ปีนขึ้นไปบนหลังอีกฝ่าย บางทีก็เป็นฝ่ายถูกกดจนจมน้ำเสียเอง

หากไม่ว่าจะเป็นฝ่ายกดหรือถูกกดปักใจก็สนุกสนานเสมอในสระน้ำ ต่างจากรักจังที่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้านางหมาน้อยก็เริ่มเบื่อและเริ่มเหนื่อยหรือจะขี้เกียจก็ไม่มีใครรู้ได้ มันเริ่มปล่อยให้ตัวเองลอย…ลอยแบบตุ๊บป่อง…ตุ๊บป่อง…ราวกับหมอนใบโต ๆ สักใบที่ยังไม่อุ้มน้ำ มีเพียงขาสั้นสี่ข้างที่คอยเขี่ยน้ำเป็นจังหวะไม่ให้จมเท่านั้น

“อ้าว รักจังเริ่มลอยแล้วหรือ เหนื่อยหรือเปล่า ไหนขอหมอดูหน่อยซิ” ปลื้มใจทรุดตัวลงที่ขอบสระ คว้าตัวนางสุนัขน้อยไว้แล้วเปิดเหงือกดู พบว่ามันยังเป็นสีชมพูสดใสไม่ซีดหรือดำคล้ำก็จัดการปล่อยกลับลงน้ำไปอย่างเดิม

ขณะที่เธอกำลังคิดว่าจะทำอย่างไรดีให้รักจังขยันว่ายน้ำให้มากกว่านี้ฐิติผู้อยู่อีกด้านหนึ่งของขอบสระก็คว้าของเล่นของปักใจไว้ใด้ เขาส่งเสียงเรียกให้มันว่ายน้ำมารับจากมือ…ทันทีที่ปักใจว่ายน้ำไปหา นางรักจังก็ตาลุกโพลง มันใช้ขาสั้น ๆ ตะกุยน้ำเป็นการใหญ่เพื่อว่ายไปตัดหน้าปักใจให้ได้

คนสี่คนในที่นั้นหัวเราะออกมาพร้อมกัน พรรษาบอกว่า

“รู้แล้วค่ะ ว่าจะให้รักจังขยันว่ายน้ำไม่ปล่อยตัวให้ลอยไปลอยมาได้ด้วยวิธีไหน”

กลายเป็นว่าสองหนุ่มสาวต้องยืนอยู่กันคนละขอบสระ แล้วผลัดกันเรียก “ปักใจ มาเร้ว!” เพื่อให้นางรักจังขมีขมันพุ้ยน้ำเป็นจักรผันเพื่อให้ว่ายมาทันกันท่าคู่แข่งด้วยแรงริษยา…หากมันสามารถแสดงสีหน้าได้อย่างมนุษย์ คิ้วของมันคงขมวดอย่างโมโหโกรธา และริมฝีปากคงคว่ำเป็นรูปสระอิด้วยความหมิ่นหยามชิงชังเจ้าหมาน่าเกลียดตัวที่มันไม่อยากยอมรับว่ามันกำลังอิจฉา

เสียงสัญญาณที่บ่งบอกว่าปลื้มใจมีสัตว์ไข้ ทำให้หญิงสาวต้องผละจากขอบสระเพื่อไปทำหน้าที่ของตัว คุณฐปนาจึงลุกจากเก้าอี้มาส่งเสียงเรียกแทน อีกครู่ใหญ่พรรษาก็ตัดสินว่าสุนัขทั้งสองตัวได้ออกกำลังกายพอแล้ว จึงจับขึ้นจากสระห่อด้วยผ้าขนหนูส่งตัวเข้าห้องอาบน้ำเป่าขนต่อไป

ท่ามกลางเสียงคร่ำครวญ‘คุณแม่ขา…คุณแม่ขา…ช่วยรักจังด้วย รักจังไม่อยากอาบน้ำ ไม่อยากเป่าขน’…หากจะแปลเสียงเห่าเสียงร้องของมันออกมาเป็นคำพูดได้…ทว่า คุณฐปนาก็รู้ทันเสียแล้วว่านางสุนัขน้อยของเธอนั้น‘เล่นใหญ่’เสมอ สองคนป้าหลานจึงล่าถอยไปนั่งรอที่ร้านกาแฟด้านหน้า

ระหว่างที่ฐิติจิบกาแฟร้อนพลางเปิดงานของเขาในโทรศัพท์ขึ้นมาอ่านฆ่าเวลา และคุณฐปนาจิบชามะนาวเย็นของเธอนั่นเอง ผู้สูงวัยก็พูด

“หมอปลื้มนี่น่ารักนะ ใจดีเชียว เป็นบุญของปักใจแท้ ๆ”

ฐิติรู้สึกระแวงนิดหน่อยว่าอะไรบางอย่างที่เพิ่งก่อตัวเป็นจริงเป็นจังในใจของเขาและเขาก็มั่นใจว่าในหัวใจของปลื้มใจด้วยจะถูกจับสังเกตจากคุณฐปนาได้แค่ในก้าวแรก หากผู้สูงวัยที่แม้จะผ่านโลกมามากกว่า ในยามนี้เธอก็ทุ่มความสนใจไปเพียงยังสุนัขน้อยสองตัว จึงคงไม่ทันได้จับสังเกตอะไร ยังคงต่อการสนทนาด้วยการเล่ายืดยาว ถึงประวัติความเป็นมาทั้งหมดของปักใจก่อนสรุปว่า

“ป้าไม่เข้าใจจริง ๆ ใครกันนะที่ทิ้งหมาน่ารักอย่างนี้ได้ลงคอ”

ยิ่งเมื่อนึกไปถึงรักจัง เธอก็ยิ่งเห็นถึงความแตกต่าง และราวกับสุนัขทั้งสองจะรู้ถึงสถานะของตัวเอง…แม่หนูน้อยรักจังของเธอจึงเป็นจอมป่วน เป็นสุนัขตัวเล็กที่แสนกร่างแสนจะอวดเบ่งราวกับตนเองเป็นหมาใหญ่ ขณะที่ปักใจนั้นแม้จะเป็นตัวผู้กลับอ่อนหวานเรียบร้อย และว่าง่ายเรียกให้มาเป็นมาหา บอกให้นอนก็ทรุดตัวลงเก็บขาหน้าไขว้กันไว้อย่างเรียบร้อยทุกครั้ง

ทั้งคู่ต่างกันตั้งแต่แววตาแม้จะมีดวงตาสีน้ำตาลเหมือนกัน ของปักใจนั้นเป็นประกายนุ่มนวลมองตามผู้คนอย่างใส่ใจและจงรักภักดี ส่วนของรักจังน่ะหรือ มันมักจะมองผู้คนอย่างหยั่งเชิงตลอดเวลา…หยั่งเชิงว่าจะกระโจนเข้าใส่ได้หรือยัง? มิฉะนั้นก็เป็นการมองสำรวจว่า…มีอะไรอยู่ในมือบ้าง…หนูกินได้หรือเปล่า!

ยิ่งคิดคุณฐปนาก็ยิ่งคร่ำครวญ

“ป้าไม่เข้าใจคนแบบนี้จริง ๆ ไม่มีความเมตตา ไม่มีความรับผิดชอบ การเอาหมามาเลี้ยงก็ต้องแปลว่าสำรวจตัวเองแล้วว่ามีฐานะมากเพียงพอจะรองรับหากมันเจ็บไข้ได้ป่วย นี่หมานะ! เป็นสิ่งมีชีวิตมีหัวจิตหัวใจ ไม่ใช่รองเท้าแตะ ที่ไม่ชอบก็โยนลงถังขยะ”

ฐิติฟังแล้วนิ่งคิด ก่อนบอกคุณป้าของเขาด้วยปากคออันแสนคมสมเป็นนักกฎหมายว่า

“เจ้าของเก่าของปักใจ ที่ไม่กลับมารับมัน ก็อาจเป็นเพราะเขาป่วยเป็นผัก หรืออาจตายไปแล้วก็ได้นะครับ ป้านา!”

Don`t copy text!