รัก (จัง) ปักใจ บทที่ 7 : ตำปูปลาร้า

รัก (จัง) ปักใจ บทที่ 7 : ตำปูปลาร้า

โดย : ปิยะพร ศักดิ์เกษม

รัก (จัง) ปักใจ นวนิยายรักโรแมนติกเรื่องล่าสุด จากปลายปากกาของ ปิยะพร ศักดิ์เกษม ที่นักอ่านรอคอย กับเรื่องวุ่นๆ ของเจ้าคอร์กี้ตัวเปี๊ยกนาม “รักจัง” และ “ปักใจ” ที่ป่วนปั่นอลวนอลเวง พาให้เจ้าของของทั้งสองมาพบกัน ตกหลุมรักกันและเผชิญกับอุปสรรคมากมายด้วยกัน นิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

*****************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

แม้จะถูกเรียกว่าตึกใหญ่แต่มันก็ใหญ่กว่าตึกเล็กที่เป็นที่อยู่อาศัยของคุณฐปนา และตึกใหม่ที่เป็นที่อยู่อาศัยของคุณฐิติไม่มากนัก ส่วนที่ใหญ่กว่าก็คือส่วนนี้แหละ…ส่วนที่เป็นครัวเพราะมันเป็นครัวที่ใช้ประกอบอาหารจริงจัง มีทั้งครัวฝรั่ง ครัวไทย เตาอบ และภาชนะมากมาย ขณะที่อีกสองตึกนั้นมีเพียงมุมเล็ก ๆ พอให้อุ่นอาหารได้เท่านั้น

ดังนั้นห้องครัวแห่งนี้จึงเป็นอีกแห่งหนึ่งในอาณาเขตที่รักจังโปรดปรานยิ่งนัก แม้ว่าทุกสิ่งทุกอย่าง เออ อันที่จริงเรียกว่าอาหารจะเหมาะสมกว่า เพราะสิ่งอื่น ๆ ที่กินไม่ได้นั้นรักจังไม่ได้สนใจเลย…

รักจังโปรดปรานที่นี่ แม้ว่าอาหารทุกชนิดและเครื่องปรุงจะอยู่สูงเกินกว่าที่จะตะกายขึ้นไปคาบเอาลงมาได้ ซ้ำถังขยะก็มีฝาปิดมิดชิดและสูงเกินกว่าที่จะปีนขึ้นไปได้เช่นกัน…หากสิ่งเหล่านั้นก็ทำให้ทุกอณูของอากาศในห้องนี้ก็หอมหวน หอมน่าเคลิบเคลิ้ม กลิ่นแบบนี้พาให้น้ำลายไหลเยิ้มออกมาทางมุมปากโดยไม่รู้ตัว

วินาทีนั้นเองที่นางสุนัขน้อยได้กลิ่น…กลิ่นฉุนรุนแรง…หากหอมยั่วยวน มันแหลมคม ทะลุทะลวงผ่านโพรงจมูกพุ่งเข้าไปในสมองและกลางหัวใจ

รักจังเหลียวมองหาที่มาของกลิ่น

ถุงพลาสติกใบหนึ่งถูกหนีบอยู่ระหว่างตัวถังขยะและฝา กลิ่นหอมหวนยวนใจโชยมาจากตรงนั้นเอง ขอบถุงที่พ้นปากถังขยะออกมานั้นดูชุ่มฉ่ำด้วยน้ำใส ๆ สีน้ำตาลขังค้างอยู่ในรอยย่นหลายหยด

เห็นได้ชัดว่าใครสักคนคงทิ้งมันไว้แต่รีบร้อนหรือไม่ละเอียดรอบคอบพอมันจึงยังไม่ลงไปอยู่ในถังอย่างแท้จริง ยังสามารถส่งกลิ่นมาเตะจมูกได้มากมายขนาดนี้

ตอนนี้รักจังลืมนางแมวลายที่ไล่ตามมาเสียแล้ว ในหัวเล็ก ๆ มีแต่เสียงร่ำร้อง หอม! อยากได้! อยากเลีย! อยากกิน!

วินาทีนี้ไม่มีอุปสรรคใดจะมาขวางกั้นระหว่างรักจังกับที่มาของกลิ่นได้อีกแล้ว ร่างเล็ก ๆ อ้วนป้อม ที่มีลำตัวยาวและแขนขาสั้นอย่างน่าขันวิ่งปราดไปที่ถังขยะ มันโดดจนสุดตัว โดดแล้วโดดอีกอย่างไม่ยอมย่อท้อ

และแล้วความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จก็อยู่ที่นั่น จังหวะหนึ่งรักจังสามารถงับเอาปลายถุงพลาสติกนั้นไว้ได้ และเมื่องับได้แล้วขั้นตอนต่อไปก็แสนง่าย มันค่อย ๆ เย่อดึงให้ถุงใบนั้นหลุดตกลงมาทั้งใบ

เพียงไม่ถึงครึ่งอึดใน รักจังก็เลียสิ่งที่อยู่ในถุงใบนั้นจนเกลี้ยงเกลา จากที่เปียกชื้นชุ่มฉ่ำกลายเป็นแห้งสนิท แถมมันยังได้เส้นมะละกอเส้นหนึ่งที่ค้างอยู่ในถุงกับขาปูขาเล็ก ๆ ดำ ๆ มาขบเคี้ยวอีกหนึ่งขา

อืม…หอมที่สุด อร่อยที่สุด มีความสุขที่สุด แม้จะไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว ถุงพลาสติกใบนั้น แห้ง และเกลี้ยงสะอาดราวของใหม่ หากรักจังก็หมอบใช้มือจับมันไว้ เลียแล้วเลียอีกไม่ยอมเลิก

รักจังเคลิบเคลิ้มถึงขนาดไม่ได้ยินเสียงว่ามีคนเดินมาที่ลานซักล้างด้านหลังของห้องครัว ไม่สนใจกับเสียงซักผ้าเช็ดพื้น เสียงสะบัดตากผ้า เสียงล้างและคว่ำถังใส่น้ำถูพื้น

สมพิดเดินผ่านประตูหลังของห้องครัวไทยเข้ามาแล้วก็ต้องสะดุ้งขึ้นสุดตัว เมื่อเห็นร่างเล็ก ๆ ดำ ๆ หมอบอยู่ข้างถังขยะ ในมือทั้งสองข้างมีอะไรบางอย่างและนางสุนัขน้อยก็เลียสิ่งนั้นอย่างเมามัน…เลียด้วยสีหน้าแบบที่จะสามารถใช้ภาษาวัยรุ่นได้ว่า ‘ฟินนนนสุด ๆ’

เด็กหญิงผู้ช่วยแม่บ้านใจหายวาบ ผวาเข้ามาแย่งสิ่งนั้นออกจากมือ…เอ้อ…ขาหน้ารักจัง ในใจร่ำร้องว่าใช่หรือเปล่า ใช่หรือเปล่า แล้วเจ้าหล่อนก็ยกมันขึ้นมาดม กลิ่นที่ค้างอยู่บอกว่าใช่แล้ว!…โอย เราทิ้งไปแล้วนี่นา ทิ้งใส่ถังขยะ ปิดฝาเรียบร้อย ทำไมมาอยู่ในมือรักจังได้

ตอนใกล้เที่ยงวันนี้ แม่บังอรแม่บ้านกลับมาจากซื้อของที่ตลาด เมื่อกลับมาถึง เดินเข้ามาในครัวเห็นสมพิดกำลังล้างจานชามอาหารเช้าอยู่หลังบ้านก็ส่งถุงใบหนึ่งให้เมื่อบอกอย่างใจดี

‘ป้าซื้อมาฝาก แก้คิดถึงบ้านไงล่ะ สมพิด’

ในถุงนั้นมีข้าวเหนียวและส้มตำปูปลาร้า สมพิดจึงได้รับประทานอาหารในถุงนั้นเป็นมื้อกลางวัน ข้าวเหนียวอร่อยมาก นุ่มกว่าที่บ้านเสียอีก ส่วนส้มตำปูปลาร้านั้นแม้จะมีกลิ่นไอบางอย่างที่คล้ายกับอาหารที่เคยกินที่บ้าน แต่ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าเหมือน หากมันก็มีรสชาดที่เอร็ดอร่อยเหลือเชื่อ

อาหารที่บังอรซื้อมาฝากแก้คิดถึงบ้านไม่ได้ แต่อันที่จริงสมพิดก็ไม่ค่อยคิดถึงบ้านเท่าไหร่เพราะสมพิดมาอยู่เมืองไทยตั้งสองปีกว่าแล้ว พ่อกับแม่ก็อยู่ที่นี่ ทำงานอยู่ไม่ไกลกันนัก ที่บ้านโน้นเมืองโน้นมีแต่ตายายกับน้อง ๆ

สมพิดมาอยู่ที่บ้านนี้ได้หกเดือนแล้ว อยู่ที่นี่ทั้งสบายทั้งอบอุ่นแถมยังได้หัดอ่านเขียนกับคุณผู้หญิงอีก เด็กหญิงจึงไม่คิดถึงบ้านและไม่คิดจะย้ายไปอยู่ที่ไหน จึงตั้งใจทำทุกอย่างตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดโดยเฉพาะเรื่องการทิ้งเศษอาหารหรือถุงใส่อาหารที่ทุกคนในบ้านจริงจังมาก

คำสั่งเคร่งครัดนั้นก็คือ ข้าวของทุกอย่างโดยเฉพาะอาหารหรือเศษอาหารนั้นต้องเก็บให้พ้นมือรักจัง คุณผู้หญิง คุณนา คุณผู้ชาย คุณฐิติ รวมทั้งแม่บ้านบังอรเข้มงวดมาก เข้มงวดถึงขนาดที่เปลี่ยนถังขยะในครัวให้เป็นทรงสูง กวาดเก็บเศษอาหารทุกชิ้นไม่ให้ตกหล่น และห้ามไม่ให้ให้อาหารรักจังนอกจากจะเป็นอาหารเม็ดตามมื้อกับขนมที่เป็นขนมเฉพาะสำหรับสุนัขเท่านั้น

ทั้งหมดนั้นทำให้สมพิดซึ่งเคยเทเศษอาหารทุกอย่างให้สุนัขแถวบ้านกินแปลกใจไม่น้อย แต่ก็ยินดีทำตามโดยไม่มีคำถาม ดังนั้นเมื่อเห็นรักจังหมอบ และเลียถุงพลาสติกใส่ส้มตำปูปลาร้าที่ตนเองกินหมดไปแล้วจึงตกใจแทบสิ้นสติ ทิ้งถุงใบที่แย่งมาได้ใส่ลงไปในถังอย่างรวดเร็วราวกับมันทำด้วยถ่านร้อน ๆ แดง ๆ

เด็กหญิงคร่ำครวญอยู่ในใจ…สาบานได้ว่าทิ้งลงถังขยะปิดฝาไปแล้วนะ! นี่รักจังเอาขึ้นมาจากถังขยะได้อย่างไร ปิดฝาเปิดฝาถังได้เองด้วย!? แล้วสูงอย่างนี้ขึ้นไปเอาได้อย่างไร ปีนขึ้นไปทางไหน มันชักจะฉลาดและอัศจรรย์เกินไปแล้ว!

เรารู้กันแค่สองคนนะรักจัง พี่สมพิดไม่บอกใครเพราะไม่อยากถูกดุ

วินาทีนั้นเองที่บังอรเปิดประตูจากห้องรับประทานอาหารเข้ามาในครัว หญิงวัยกลางคนมองเด็กหนึ่งสุนัขหนึ่งที่จ้องตากันอยู่อย่างขัน ๆ

“สองคน เอ๊ย! หนึ่งคนกับหนึ่งตัวเล่นอะไรกันอยู่…สมพิด ป้าว่ารักจังมีอะไรจะบอกกับสมพิดนะ” คนพูดเดินไปตบหัวรักจัง จับดวงหน้าเล็ก ๆ นั้นขึ้นมามองเขย่าเบา ๆ อย่างมันเขี้ยว “ว่าไงรักจังจะเอาอะไร”

นางสุนัขน้อยส่งเสียงเห่าแหลม กระโดดขึ้น ๆ ลง ๆ ราวกับแปลงร่างไปเป็นกระต่ายป่า มันคงอยากจะบอกว่า “เอาถุงแสนหอมแสนอร่อยของหนูคืนมา เอาของหนูคืนมา” หากท่าทีนั้นก็เหมือนชวนเล่น หรือมันจะลืมทุกเรื่องไปแล้ว แค่อยากจะเล่นจริง ๆ ก็ไม่ทราบ มันวิ่งวนไปมารอบ ๆ ห้อง แล้วสะดุดลื่นนิดหนึ่งตรงพื้นที่เปียกน้ำ ทำเอามนุษย์สองคนหัวเราะลั่นกับท่าทีของมัน

ความสนุกสนานกับการได้ออกกำลังกายเพื่อ ‘สลายพลัง’ทำให้รักจังลืมทุกสิ่งทุกอย่างไปง่ายดาย อีกแค่สองสามนาทีถัดมามันจึงเลิกเล่น มุดเข้าประตูเล็กเข้าไปในตึก ไม่สนใจคุณฐาปนีย์ที่อยู่ในห้องรีดและซ่อมเสื้อผ้า กลับเดินเลยเข้าไปในห้องสมุดที่คุณประวุฒินั่งอ่านหนังสืออยู่

รักจังเรียนรู้ว่าคุณฐาปนีย์นั้นไม่ค่อยตามใจและไม่ค่อยเล่นกับมัน แต่สมาชิกชายในบ้านนี่ซิ ไม่ว่าหนุ่มไม่ว่าแก่ หลงเสน่ห์รักจังกันหมด!

นางสุนัขน้อยเล่นดืงเชือกกับคุณประวุฒิอยู่ครู่ใหญ่ พอเหนื่อยก็ลงนอนเขลงอยู่ใต้โต๊ะ แล้วคงจะหลับไปพักใหญ่ก่อนจะรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้งด้วยความรู้สึกแปลก ๆ ในช่องท้อง…เหมือนมีตัวอะไรสักตัวมาจั๊กจี้แล้วบิด บิดจนเริ่มปวด…ด้วยสัญชาตญาณ มันต้องหาที่ที่สงบเงียบและคุ้นเคยที่สุดเพื่อซุกตัวหนีความปวดตึงที่จู่ ๆ ก็เกิดขึ้น

รักจังออกจากตึกใหญ่ มุ่งหน้ากลับบ้าน อยากไปซุกตัวอยู่ในห้องนอนของคุณฐปนา มุดเข้าไปใต้เตียงเธอนั่นแหละดีที่สุด แต่ประตูห้องนั้นก็ปิด สมพิดทำความสะอาดแล้วคงเผลอปิดประตูไว้ตามความเคยชิน

ร่างเล็ก ๆ หมุนตัวออกจากตึกเล็กมุ่งหน้าไปตึกใหม่จะไปเข้าห้องทำงานของฐิติ หากแค่เดินผ่านมุมกำแพงด้านหลังที่มีถาดวางไว้ให้รักจังขับถ่าย เสียงเรียกร้องในกายก็เร่งเร้า รักจังวิ่งแจ้นตรงเข้าไป ย่อตัวแบบตรงลงถาดหรือไม่ก็ไม่สนใจละ แล้วอึดใจถัดมามันก็รู้สึกสบายท้องขึ้นนิดหนึ่ง หากก็กระหายน้ำและเหน็ดเหนื่อยจนหัวใจเต้นรัว

นางสุนัขน้อยดื่มน้ำเข้าไปอีกชามใหญ่ ก่อนเดินเข้าห้องทำงานของฐิติ ถ้าไม่สามารถเข้าไปมุดหลบโรคภัยที่ใต้เตียงคุณฐปนาได้ ใต้โต๊ะในห้องฐิติคือเป้าหมายที่อยู่ในใจมันรองลงมา

คนที่นั่งทำงานอ่านสัญญาอยู่บนโต๊ะ รับรู้ว่ารักจังมุดประตูเข้ามาแล้วเดินเข้าไปใต้โต๊ะที่ประจำของมัน หากไม่ได้ใส่ใจเพราะเจ้าหล่อนเข้า ๆ ออก ๆ ห้องนี้เป็นกิจวัตรอยู่แล้ว ยิ่งถ้าเขาอยู่และเปิดแอร์มันก็จะเข้ามานอนมาเล่นอยู่ด้วยนาน ๆ ทุกครั้ง หากครั้งนี้มันเงียบกริบ ทั้งยังมีกลิ่นประหลาดแตะจมูก

ชายหนุ่มทิ้งงานในมือ ก้มลงลากรักจังออกมาจากใต้โต๊ะ พลิกตัวดูทั่ว ๆ แล้วเขาก็เห็นคราบเปื้อนที่บั้นท้าย…นี่น่ะเอง ที่มาของกลิ่น…ฐิติเอาทิชชู่เปียกสำหรับสุนัขเช็ด ทำความสะอาดให้ก่อนเปิดประตูเอาทิชชู่ใช้แล้วชิ้นนั้นออกไปทิ้งที่ถังขยะข้างนอกเพื่อไม่ให้กลิ่นมาตลบอบอวลอยู่ในห้องทำงานของเขา

หากอึดใจนั้นเองที่เขามองผ่านไปที่ถาดขับถ่ายของรักจัง ภาพที่เห็นทำให้ตกใจ…ใจหายวาบด้วยความเป็นห่วง…มิน่านางหมาน้อยถึงได้ดูซึมเศร้า มาถึงก็มุดเข้าใต้โต๊ะ ไม่มีปากไม่มีเสียง ไม่ก่อกวนอะไรเลย

ชายหนุ่มกดเครื่องติดต่อภายในถึงบังอรแม่บ้าน

“น้าบังอร มาทำความสะอาดถาดอึรักจังที่หลังห้องผมด้วยนะ แล้วเรียกสมพิดมา ให้ไปกับผม ผมจะเอารักจังไปหาหมอ”

“ตายแล้ว รักจังเป็นอะไรคะ” บังอรร้องเสียงสูงและดังลั่นผ่านลำโพงเครื่องติดต่อภายในออกมา หญิงวัยกลางคนรู้สึกเหมือนหัวใจจะหลุดออกจากร่าง เวลาไม่ถึงสองเดือนนางก็หลงเสน่ห์รักจังเข้าเต็มเปาเช่นกัน

“ยังไม่ตาย” ฐิติพูดด้วยเสียงหัวเราะ “มันท้องเสีย ถ่ายออกมาเป็นน้ำ เหมือนจะมีเลือดด้วย”

ภาพที่เขามองเห็นเมื่อมองผ่านประตูห้องทำงานเข้าไป…ภาพที่รักจังเดินตรงมาที่ประตูคงอยากจะออกจากห้อง แต่ก็ไม่ทันได้ออก กลับโก่งตัวขย้อนเอาอาหารในท้องออกมา ภาพนั้นทำให้ชายหนุ่มเริ่มตกใจจริง ๆ จึงรีบสั่งรัวเร็ว

“อ้วกเอาไว้ในห้องทำงานผมด้วย น้าบังอร มาทำความสะอาดให้ด้วยนะ แล้วให้สมพิดไปกับผม เดี๋ยวนี้เลย”

อีกไม่กี่วินาที ทั้งบังอรและสมพิดก็วิ่งหน้าเริดตรงมายังตึกใหม่ ฐิติใช้ผ้ารองซับผืนสี่เหลี่ยมห่อตัวรักจังไว้ แล้วส่งตัวมันให้สมพิดอุ้ม ก่อนขึ้นรถนั่งประจำที่นั่งคนขับ

ชายหนุ่มขับรถออกจากบ้านมีสมพิดนั่งหน้าอุ้มรักจังไว้นบนตัก มันคงถ่ายและอ้วกจนหมดท้องแล้วจึงไม่ได้ทำเลอะเทอะในรถอีก เขาตัดสินใจยังไม่บอกคุณฐปนา คิดว่าจะรอฟังคำวินิจฉัยของหมอก่อน ฐิติเห็นคุณป้าของเขาตื่นเต้นเตรียมตัวเพื่อพบเพื่อนเก่ากลุ่มนี้มาหลายวันจึงไม่อยากทำลายช่วงเวลาอันแสนสนุกของเธอ

อันที่จริง คุณฐปนาพารักจังไปตรวจร่างกายในสัปดาห์แรกที่ถึงเมืองไทย แต่เธอพาไปยังโรงพยาบาลสัตว์ที่อยู่อีกมุมเมือง เป็นโรงพยาบาลที่เธอค้นผ่านอินเตอร์เน็ตมาแล้วว่าเป็นโรงพยาบาลสัตว์ที่ทันสมัย ดี และแพงที่สุดในประเทศไทย หากฐิติเห็นว่านี่เป็นเรื่องเร่งด่วน และรักจังก็คงแค่ท้องเสีย เขาจึงเลี้ยวเข้าไปในซอยที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านนัก

ป้ายโรงพยาบาลสัตว์ ‘ซันนี่ พรีเมียร์ เพ็ด แคร์’ คือป้ายที่เขาเห็นผ่านตามาหลายครั้งหลายหน ดูเหมือนบังอรแม่บ้านจะเอานางแมวจรที่มาป้วนเปี้ยนหาที่นอนจนกลายเป็นแมวประจำบ้านมาฉีดยาและทำหมันที่นี่ด้วย

ตัวโรงพยาบาลเป็นอาคารที่อยู่หลังตึกแถวหน้าปากซอยมาเพียงแค่ถนนสายน้อยคั่น มีที่จอดรถสะดวกสบาย อีกไม่กี่นาทีชายหนุ่มก็ลงทะเบียนคนไข้เสร็จเรียบร้อย แล้วอีกไม่กี่นาทีถัดมาก็มีเสียงเรียก

“น้องรักจัง ห้องตรวจสี่ หมอปลื้มใจค่ะ”

Don`t copy text!