รสอมฤต บทที่ 12 : มาสุโขทัยต้องไปอุทยาน

รสอมฤต บทที่ 12 : มาสุโขทัยต้องไปอุทยาน

โดย : กฤษณา อโศกสิน

รสอมฤต นวนิยายเรื่องล่าสุดที่ร้อยเรียงเรื่องราวและทุกตัวอักษร โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2531 นักเขียนอาชีพผู้สร้างคุณูปการมากมายให้กับวงการวรรณกรรมและประเทศไทยมานานกว่า 50 ปี นวนิยายออนไลน์ทรงคุณค่าที่ อ่านเอา อยากให้ผู้รักการอ่าน ได้อ่านออนไลน์

*******************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

เวลายังเหลือหลังจากอาหารกลางวันผ่านไป ปูนปั้นจึงถามความสมัครใจจากชายหนึ่งหญิงสองว่า ใคร่จะไปเยี่ยมชมสถานที่ใด นั่นก็คือ โรงหล่อภายในอำเภอนี้หรือจะไปเยี่ยมชมโบราณสถาน ณ ตัวจังหวัดสุโขทัย ไปชมพระอาทิตย์ตกดินซึ่งจะได้ภาพถ่ายอันงดงามท่ามกลางอุทยายประวัติศาสตร์ ซึ่งได้ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่พ.ศ.2521 รวมทั้งได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลก เมื่อพ.ศ.2534

ทุกคนจึงใคร่เข้าไปชมเมืองสุโขทัย

“นานๆมาที ขืนไม่แวะสัมผัสสมบัติชาติ ก็เท่ากับมาแล้วไม่คุ้มเหมือนกัน…เพราะถึงไง ฉันก็ว่า ถ้าคุณโจมอยากดูงานโรงหล่อ…ดูให้ละเอียดพรุ่งนี้เช้าที่โรงงานคุณปั้นอีกหน่อยก็น่าจะพอนะคะ…แล้วค่อยไปดูการหล่อด้วยเรซิน ไฟเบอร์กลาส ตะกั่ว…แถวอู่ทอง…” หญิงสาวพูดยาวนิดหนึ่ง จึงช่วยให้ผู้ฟังได้รู้ว่า หล่อนก็มีความรู้เกี่ยวกับโรงหล่อแหล่งอื่นมิใช่น้อย “หรือที่เมืองปทุมก็มีค่ะ…หาดูไม่ยาก”

“งั้นคุณร้อยก็พาผมไป…” อีกฝ่ายได้ทีจึงรวบรัด

ปูนปั้นแอบชักสีหน้านิดๆอย่างเผลอตัว

“ถ้างั้น ผมพาเข้าสุโขทัยเลยนะฮะ…หวังว่าคงไม่มีใครในที่นี้ไม่เคยมาสุโขทัย”

“เคยมาแต่ก็หลายปีแล้วเหมือนกัน” โจมพยักหน้าขณะตามกันก้าวขึ้นรถ

“เคยมาค่ะ…” วันทาบอกกล่าว

แต่ร้อยรัดยังคงเฉยอยู่ เพราะดูเหมือนจะไม่สู้จำเป็นแต่อย่างใดในการบอกเล่า นั่นก็เนื่องด้วยในวัยวันที่ผ่านมา พ่อกับแม่ก็พาหล่อนไปรู้จักโบราณสถานโบราณวัตถุอันมีค่าของชาติแทบทุกจังหวัดทุกคราวที่มีโอกาส ด้วยว่าบิดากับมารดาถือเอาการพบรักและแต่งงานอันเริ่มจากได้เดินทางไปกับคณะเพื่อนสนิทเพื่อชมพิพิธภัณฑ์และโบราณสถานด้วยกัน ได้ใกล้ชิดกันจนถึงแก่แต่งงานกัน เป็นความทรงจำอันล้ำค่าที่ไม่มีวันลับหายไปจากชีวิต ครั้นถึงคราวมีลูกทั้งหญิงและชาย จึงพาลูกทั้งคู่ไปสู่วันเก่าคืนก่อน ฝังฝากบทตอนของตนเองไว้ด้วยกัน

‘ลูกเห็นหรือยังว่าของพวกนี้ล้วนหาค่ามิได้ ไม่ควรมีใครเข้ามาทำลาย เป็นของคู่บ้านคู่เมืองที่ไม่มีอีกแล้วในโลกนี้ ของที่บ้านเมืองอื่นมี ก็เป็นของเมืองเขา ไม่เหมือนของเมืองเรา’

เมื่อพ่อแม่พร้อมใจกันตั้งร้าน ขายวัตถุโบราณ ก็ล้วนแล้วแต่สั่งของจากต่างประเทศซึ่งส่วนใหญ่เป็นเครื่องตกแต่งประดับประดาอาคารบ้านเรือนและของใช้ประจำวันมือสองอันเป็นเพียงของดีของงามแต่มิใช่ของหวง ด้วยตั้งใจไว้แน่วแน่ว่า

‘จะไม่มีวันซื้อขายสมบัติชาติ ไม่ว่าชาติเราหรือชาติเขาเป็นอันขาด’

“คุณร้อยคงไม่มีอะไรขัดข้องนะครับ” ปูนปั้นจึงย้ำอีกครั้ง

“ไม่มีเลยค่ะ…ที่ไม่ตอบก็เพราะกำลังคิดถึงสุโขทัยค่ะ…คงเปลี่ยนไปเยอะมากเหมือนกัน”

“ถ้าคุณร้อยเคยมานานแล้วก็คงต้องเห็นว่าเปลี่ยนนะครับ” ชายหนุ่มบอกกล่าว ขณะพารถออกจากหน้าโรงแรมมุ่งสู่ตัวจังหวัด “เดี๋ยวนี้ก็เรียบร้อยงามตาหมดทุกแห่งเลยละฮะ เพราะเป็นมรดกโลกนานแล้ว…นี่กรมศิลป์ก็เพิ่งมาซ่อมพระปางลีลาวัดพระปรางค์ หรือชื่อเต็มว่า วัดพระศรีรัตนมหาธาตุราชวรวิหารที่ศรีสัชนาลัย…อายุท่านก็หลายร้อยปีแล้ว ประทับยืนอยู่ในวิหารหลวง แต่ตอนหลังๆนี่แตกร้าวทั้งองค์จากความชื้นสะสมจนเสียหายมากเมื่อหน้าฝนที่แล้วนี่เอง…เลยต้องซ่อมด่วน พ่อผมก็เลยไปดูการซ่อม…เห็นบอกว่า…เม็ดพระศกที่พระเศียรก็หายไปหลายเม็ดเหมือนกัน ปูนก็กระเทาะหลุดล่อนออกมาจนเห็นแกนในที่เป็นศิลาแลง น้ำฝนเลยซึมเข้าไป เลยชื้นจนมีเชื้อราเป็นคราบ แถมยังมีตะไคร่จับอีกต่างหาก…”

“อื้อฮือ…คุณปั้นก็ช่างบรรยายนะ” โจมออกอุทาน หากปลายเสียงก็ราวกับแกมแดกดันนิดๆ “นี่ขนาดเรายังไม่ได้เห็น ก็ยังเหมือนเห็นแล้วเลย…มิน่า…”

ครั้นแล้วอีกฝ่ายก็ทิ้งไว้เพียงนั้น

แต่วันทาถามต่อ

“มิน่าอะไรเหรอคะ”

เส้นทางที่จะพาไปสู่ตัวจังหวัดประมาณ 50-60 กิโลเมตร ใช้เวลารถแล่นราวหนึ่งชั่วโมง ดังนั้น ทั้งสี่ต่างก็รู้สึกดีที่จะได้มีโอกาสเจรจาทำความรู้จักอีกฝ่ายมากขึ้นเมื่อต่างก็คิดได้ว่า ยังไม่รู้จักกันดีสักเท่าไร โดยเฉพาะชายที่ชื่อโจม

“มิน่า…ถึงได้ไปฝรั่งเศสคนเดียวได้” โจมก็เลยตอบอ่อยๆแทนคำว่า

มิน่า…ถึงได้รับจ้างสืบหาของหายได้

“โถ…ฉันก็ไปฝรั่งเศสคนเดียว” ร้อยรัดก็เลยแก้แทนอีกฝ่าย “นานๆพ่อแม่หรือไม่ก็น้องชายถึงจะไปด้วย”

“อย่าลืมนะฮะว่า…ขากลับนี่ คุณปั้นต้องส่งคุณร้อยกับคุณวันถึงหน้าบ้านนะ ไม่งั้นผมไม่ยอม” โจมก็เลยเลี้ยวกลับมายังหญิงที่เขาจดจ่อ “มาเที่ยวกันตั้งนาน ไม่รู้จักบ้านช่องห้องหอของกันได้ยังไง”

“ได้ค่ะ” หญิงสาวก็เลยย้อนตอบ “เพื่อนตั้งหลายคนไม่รู้จักบ้านฉัน…เพราะเวลานัด เรานัดกันที่ร้านอาหารไงคะ”

“แต่ก็รู้ใช่ไหมล่ะ…ว่า…คือใคร มีหน้าที่การงานประมาณไหน”

“เดี๋ยวเราแวะกินกลางวันที่ร้านปากทางเข้าสุโขทัยกันก่อนเลยดีกว่านะฮะ” ปูนปั้นเบื่อฟังโจมเซ้าซี้ก็เลยตัดบท “อาหารของเขาอร่อยดี แล้วเราค่อยไปกราบพระวัดต่างๆก่อนเลยไปชมพิพิธภัณฑ์อุทยานประวัติศาสตร์ของเขาครับ จ้างรถกอล์ฟที่เขาจอดอยู่หน้าสำนักงาน ให้เขาขับพาเราไปรอบๆ เพราะที่ทางกว้างใหญ่ เดินกันไม่ไหว”

แต่ในสมองของปูนปั้นก็ยังมีแต่ภาพวัตถุโบราณชิ้นสำคัญผ่านเข้ามาลอยเต็มในม่านตามิว่างวาย

‘เพียงแค่คุณตามให้ได้ว่ามันอยู่กับใคร อยู่ที่ไหนเท่านั้น ผมก็จะสมนาคุณคุณอีกเท่าตัว’ เสียงเจ้าของสมบัติยังคงดังลั่นอยู่ในหู

คงมิใช่เกิดจากค่าแรงหรือรางวัลใดที่น่าจะได้รับครั้งนี้…หากเป็นเพราะเขาเองก็มีใจให้แก่ภาพที่ได้เห็นในมือถือทั้งสามภาพ

นั่นก็คือ สมบัติอันหาค่ามิได้สามชิ้น

‘ชิ้นแรกนี่ สำหรับ เมตตามหานิยม ชิ้นที่สองอยู่ยงคงกะพัน ชิ้นที่สาม มหาสมบัติ…คือถ้าค้าขายก็จะโชคดีร่ำรวย’ เสียงของพลังยังคงดังอย่างชัดเจน

 

แต่หน้าที่ของเขา ณ บัดนี้ก็คือ ‘ต้องใจเย็น’

ดังนั้น หลังจากรับประทานอาหารกลางวันเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มจึงพาทุกคนมุ่งไปสู่ทางเข้าเมืองมรดกโลกที่ต้องซื้อบัตรผ่านคนละ 20 บาท ค่าจอดรถ 30 บาท แล้วจึงชวนกันเดินเข้าข้างใน มุ่งตรงไปยังวัดศรีชุมที่มี ‘พระอจนะ’ ก่อนที่อื่น ท่ามกลางคนเดินประปราย เนื่องจากแดดบ่ายค่อนข้างจ้า

“คุณโจมจะเข้าหุ้นกับเพื่อนทำส่งออกพระพุทธรูปแน่หรือเปล่าฮะ” ขณะเดินไปเรื่อยๆแต่ยังไม่ถึงองค์พระที่แลเห็นตระหง่านแต่ไกล ปูนปั้นจึงฆ่าเวลาด้วยคำถามถามอีกฝ่ายถึงความตั้งใจทำงานใหญ่ว่าจะจริงจังเพียงไหน

“อาจจะไม่แน่ก็ได้นะฮะ” อีกฝ่ายตอบอย่างผู้มีแผนการในใจเตรียมไว้เรียบร้อย “อาจจะศึกษาหาแค่ข้อมูลไปพลางๆก็ได้…เพราะการเป็นหุ้นส่วน ไม่ว่ากับใคร ถ้าไม่รักไม่เข้าใจกันจริง มันก็อาจทิ้งขว้างกันกลางทางได้เหมือนกัน จริงไหมฮะ คุณร้อย”

“จริงค่ะ”

“แหม…ตอบเสียงใสเชียวนะจ๊ะ” วันทาสัพยอก

“เอ้า…แน่ะ มีคนขายดอกไม้ธูปเทียนด้วยนะวัน” หญิงสาวแลเห็นแผงขายดอกไม้ข้างทางก่อนถึง จึงบอกเพื่อนพลางเปิดกระเป๋าถือ

แต่โจมเร็วกว่า ชิงซื้อทั้งธูปเทียนดอกไม้มาส่งให้ครบทุกคน

“อื้อฮือ…คุณโจมนี่รวดเร็วดีจังเลย” วันทายังคงเอ่ยชมอย่างนิยมยินดีในหนุ่มนี้มากกว่าอีกหนุ่ม ด้วยว่า ไม่ชอบคนมือซุ่ม ทำท่าขรึม มิรู้ว่าคิดอะไรอยู่ในใจ “คิดปุ๊บ ทำปั๊บ”

“ผมพวกมือไวใจเร็วไงครับ” อีกฝ่ายหัวเราะแกมทะเล้นเป็นสีสัน ด้วยว่าเอาแต่เหลือบแลดูหน้าคนที่เดินเคียงมาด้วยกันว่า นาทีนี้ ‘มัน’ นึกถึงเรื่องอันใด

จะใช่เรื่องสมบัติที่อันตรธานไปของนายพลังบ้างหรือไม่

ต้องใช่ซีน่า…ต้องใช่สิ…มิฉะนั้นไหนเลยจู่ๆเขาจะได้รู้จักหนุ่มผู้นี้ที่แดนไกล

ก็พอดีเดินถึงทางเข้าองค์พระที่ต้องเข้าแถวยืนคอยทีละ 5 คน เนื่องด้วยก่อนหน้านี้มีหมู่ผู้หญิงสูงวัยห้านางเข้าไปกราบแล้วกราบอีก ถ่ายรูปแล้วถ่ายรูปอีก เหมือนไม่ยอมรู้ว่ามีผู้คนยืนรออยู่ข้างนอก เบื้องหน้าพระอจนะเป็นแถวยาว

ปูนปั้นก็เลยใช้เวลาที่ยืนรอบรรยายความบางอย่างที่คิดว่าสองหญิงหนึ่งชายอาจยังไม่รู้ให้คนทั้งสามได้ฟังโดยนึกเสียว่า นอกจากเป็นนักสืบแล้ว ก็ยังเป็นมัคคุเทศก์อีกต่างหาก

“ที่จริง สังคมไทยเราก็เริ่มสนใจประวัติศาสตร์ของชาติมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ที่ 4 แล้วนะครับ…ที่สนใจมากก็คือล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 4 ทรงสนพระทัยประวัติศาสตร์สุโขทัยมาก ถึงกับมีพระราชหัตถเลขาไปอธิบายเนื้อหาของศิลาจารึกหลักที่ 1 ให้เซอร์จอห์น เบาว์ริ่ง ตัวแทนรัฐบาลอังกฤษได้เข้าใจว่าสยามนี่เจริญมานานแล้วนะ ไม่ใช่ชาติที่ล้าหลังอย่างพวกยูเข้าใจ”

ขณะที่เขากำลังเอ่ยความ ก็น่าแปลกใจเสียยิ่งนักที่ ของมีค่าทั้งสามชิ้นพลันเลื่อนเข้ามาในม่านตา

ดังนั้น เขาจึงบอกกล่าวสืบไป

“สำหรับผมนะฮะ…ผมว่า…มีเรื่องราวน่าอัศจรรย์อีกมากในบ้านเมืองของเราที่วิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้…ดังเช่น…”

ก็พอดีกลุ่มหญิงสูงอายุห้านางต่างก็เดินหัวเราะคิกคักกลับออกมาแล้วผ่านไปทางขวามือ

โจมก็เลยถือโอกาสคาดคั้น

“เดี๋ยวคุณต้องต่อให้จบนะว่าดังเช่นอะไร”

Don`t copy text!