สลักบุหลัน บทที่ 11 : ดอกบัวสีชมพู

สลักบุหลัน บทที่ 11 : ดอกบัวสีชมพู

โดย : ปองวุฒิ

สลักบุหลัน ผลงานนวนิยายแนวลึกลับเรื่องล่าสุดของ ปองวุฒิ ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อผู้อ่าน ‘ อ่านเอา ’ ที่นี่ ที่เดียว นิยายออนไลน์ที่เล่าถึงของกุลกัลยาและกล่องไม้ที่ฝาสลักเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว เมื่อสัญชาตญาณบอกว่าอย่าเปิด เพราะเมื่อเปิดทุกอย่างอาจไม่เหมือนเดิม เป็นคุณ…จะเปิดไหม 

****************************

–  11 –

วันนั้นอากาศร้อนอบอ้าว ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆครึ้มหากแต่พระพิรุณยังไม่มีทีท่าจะร่วงหล่น ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดเหตุร้ายจึงปล่อยให้เด็กๆ วิ่งเล่นกันได้ตามใจชอบ ส่วนพวกผู้ใหญ่จับกลุ่มพูดคุยกันอย่างออกรสในศาลาใต้ร่มไม้ไม่ห่างจากตัวบ้าน ไม่เห็นเลยสักนิดว่าเด็กน้อยวิ่งแจ้นไปจนถึงริมสระบัวตั้งแต่เมื่อใด

‘กัลอยากเก็บบัวสีชมพู’ เสียงเล็กๆ เจื้อยแจ้วเอ่ย

‘มันอยู่ตั้งไกลเกือบกลางสระ เก็บไม่ได้หรอก’ ใครคนหนึ่งตอบ เสียงของเขาค่อนข้างพร่าคล้ายเพิ่งแตกเนื้อหนุ่ม

‘ไม่เอาๆ กัลอยากได้’ เด็กน้อยยังคงยืนกราน ซ้ำยังทำหน้าหงิกง้ำ กระทืบเท้าเร่าๆ อีกต่างหาก

‘ทำแบบนี้ไม่น่ารักเลย’ อีกฝ่ายตำหนิ ‘กัลเป็นเด็กดื้อ พี่ไม่รักแล้วนะ’

เด็กหญิงอ้าปากค้างอย่างตกตะลึง ก่อนแผดเสียงร้องไห้จ้า

‘กัลไม่ยอม พี่วุฒิว่ากัล กัลเกลียดพี่แล้ว’

ได้ยินเสียงถอนหายใจ อีกฝ่ายคงเหนื่อยหน่ายกับความดื้อดึงไร้เหตุผลของเด็กตัวน้อยเสียเต็มประดา ยิ่งสร้างความเสียใจและดึงดันให้มากขึ้น อยากเอาชนะจนพูดอะไรไปไม่เข้าหูเลยแม้แต่นิดเดียว

เด็กผู้หญิงคนนั้นคือกุลกัลยา ทว่าอีกคน…คือใครกัน

กระแสความทรงจำที่ล่องลอยคล้ายอยู่ในห้วงสมุทรของหญิงสาวเบาบางเสียจนนึกอะไรไม่กระจ่างในคราวแรก ก่อนจะค่อยๆ แจ่มแจ้งขึ้นในภายหลัง เหมือนกับสิ่งที่เก็บกักเอาไว้ในส่วนลึกค่อยๆ เผยตัวจากที่ซ่อน รอคอยวันรื้อฟื้นให้เห็นความจริง

จำได้แล้ว เด็กหนุ่มที่พูดคุยกับกุลกัลยาในวัยเยาว์ก็คือวีรวุฒินั่นเอง

ญาติสนิทมีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้อง ทั้งสองใกล้ชิดกันมากเพราะเห็นมาตั้งแต่เกิด เรียกได้ว่าวีรวุฒิเปรียบเหมือนพี่เลี้ยงเลยก็ว่าได้ เขามีนิสัยแตกต่างจากเด็กทั่วไปตรงที่อ่อนโยนและสุขุม ไม่เคยรำคาญน้องสาวตัวจ้อยที่มักเอะอะก็ร้องไห้จ้า ผู้ใหญ่จึงวางใจให้ช่วยดูแลกุลกัลยา

ครั้งหนึ่ง…เธอก็เคยเป็นที่รักของใครสักคนเหมือนกัน มิได้โดดเดี่ยวอยู่คนเดียวบนโลกดังเช่นปัจจุบันมาแต่แรก

แต่…เป็นเธอเองเช่นกันที่ทำลายความสุขนั้นจนหมดสิ้นด้วยน้ำมือตัวเอง

‘กัลจะเก็บดอกบัวสีชมพู’ เด็กหญิงพูดซ้ำอย่างดื้อดึง พลางกระทืบเท้าไปด้วย เพราะเคยชินว่าทำเช่นนี้แล้วจะได้สิ่งที่ตัวต้องการ ทว่าไม่ใช่ในคราวนี้ วีรวุฒิไม่ยอมจนแล้วจนรอด ซ้ำยังยืนกอดอก มองหน้าญาติอ่อนวัยด้วยท่าทางตำหนิอีกด้วย ยิ่งกระตุ้นนิสัยช่างเอาชนะให้พุ่งพล่าน ไม่มีใครยอมใคร ในที่สุดคนอายุน้อยกว่าก็เป็นฝ่ายผละจากอย่างหัวเสีย ไม่วายตะโกนไปด้วยว่าเกลียดอีกฝ่ายมากเพียงใด

นั่นไม่จริงเลย…เธอไม่เคยเกลียดวีรวุฒิ ตรงกันข้ามเธอรักพี่ชายคนนี้มากต่างหาก ถึงได้เจ็บปวดกับสิ่งที่ทำลงไปชนิดที่อยากลืมแค่ไหนก็ไม่อาจทำได้

ถ้าหากกุลกัลยาในวัยเจ็ดขวบไม่เอาแต่ใจจนขาดเหตุผล เธอควรคิดได้สักนิดว่าเจ้าของบ้านอย่างวีรวุฒิยังห้ามปราม ไม่ยอมทำตามความต้องการ ทั้งที่ปกติแล้วเขามักตามใจเธอบ่อยครั้ง แล้วทำไมเธอถึงได้ไม่ยอมฟังเขากันนะ

แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว นำพาความสูญเสียมหาศาลมาอย่างไม่น่าให้อภัย

หญิงสาวจำได้ว่าทั้งโกรธและงอนญาติผู้พี่ที่ไม่ยอมง้อ ทั้งไม่ยอมทำตามใจ แต่จะวิ่งไปหาผู้ใหญ่ที่ศาลาก็ไม่กล้า เกรงว่าจะถูกดุที่ไม่เชื่อฟัง ทว่าดอกบัวสีชมพูสดสวยเย้ายวนใจ อยากได้มาครอบครอง ในที่สุดเด็กน้อยก็ตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่สมควร และทำให้ต้องเสียใจไปตลอดกาล

เธอออกไปเก็บบัวด้วยตัวเอง

เนื่องจากดอกบัวสวยๆ นั้นอยู่ไกลจากริมตลิ่งพอสมควร อีกทั้งเมื่อไม่มีวีรวุฒิ เด็กตัวนิดเดียวหรือจะมีปัญญาพายเรือออกไปกลางสระ กุลกัลยาจึงใช้เวลานานทีเดียวกว่าจะมองหาบัวดอกที่ตนต้องการซึ่งอยู่ใกล้ฝั่งที่สุด

ถึงแม้จะเรียกว่า ‘สระ’ ทว่าแท้จริงแล้วมันเหมือนบึงมากกว่า สระนี้เกิดจากธรรมชาติ ที่ดินของครอบครัวคุณอา…พ่อแม่ของวีรวุฒิอยู่ติดแม่น้ำค่อนข้างเชี่ยว และมีส่วนหนึ่งเว้าแหว่งเข้ามากลายสภาพเป็นเหมือนสระขนาดย่อม คุณอาเห็นว่าสวยดีจึงไม่คิดถม ปล่อยให้เป็นบึงบัวเสียเลย ซ้ำยังสร้างศาลาเล็กๆ ริมน้ำไว้ด้วย

ช่วงเวลานี้บัวบานสวยงามเต็มทั่วทั้งสระ ยั่วใจเด็กหญิงตัวน้อยที่ชอบของสวยๆ งามๆ เป็นที่สุด

กุลกัลยาไม่รู้เลยแม้แต่น้อยนิดว่าสระบัวนั้นลึกกว่าที่คาดไว้มาก ความลึกของมันมากกว่าความสูงของวีรวุฒิที่เพิ่งแตกเนื้อหนุ่มเสียอีกด้วยซ้ำ ข้างใต้ยังเต็มไปด้วยโคลนตม และหลุดออกไปอีกนิดเดียวก็กลายเป็นแม่น้ำเชี่ยวกรากแล้ว ดังนั้นเจ้าของบ้านจึงกำชับลูกชายหนักแน่นว่าห้ามเล่นในบึงเด็ดขาด และเขาก็โตพอจะจำได้ขึ้นใจ ถึงได้นำมาเตือนญาติสนิท

เสียดายเหลือเกินที่เธอเด็กเกินไป และยังดื้อรั้นเกินเหตุ ถึงได้ไม่ยอมฟังอะไรเลย

แขนสั้นป้อมเอื้อมออกไป แต่ก็ยังไม่ถึงบัวที่หมายตา เธอพยายามเงื้อมมือไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ใช้มือข้างหนึ่งเกาะหินก้อนใหญ่ริมตลิ่งเอาไว้ ทว่ามันลื่นกว่าที่คิด ไม่นานมือข้างนั้นก็เลื่อนหลุด ตัวเด็กหญิงถลาลงไปในน้ำดังตูมใหญ่ น้ำสาดกระเซ็นเป็นวงกระเพื่อม

ด้วยความตกใจ เธอดิ้นรนเอาตัวรอดด้วยการกระพือแขนขาปัดป่ายไร้ทิศทางอยู่ในน้ำ แต่กลับทำให้ร่างยิ่งห่างไกลจากฝั่งมากขึ้นไปอีก กุลกัลยาอ้าปากคว้าอากาศ ยิ่งกลืนน้ำเข้าไปหลายอึกจนสำลัก ทั้งแสบคอและตระหนกจนคิดอะไรไม่ออก จะร้องขอให้คนช่วยก็คิดไม่ทัน ได้แต่ผลักตัวเองอยู่ใต้น้ำอย่างยากลำบาก

ในวินาทีที่คิดว่าจะตายนั่นเอง ร่างกายก็ถูกคว้าไว้โดยใครคนหนึ่ง

ตอนนั้นเธอหูตาพร่าจนมองไม่เห็นอะไรทั้งนั้น มีเพียงสัญชาตญาณเอาตัวรอด ส่งผลให้คว้าใครคนนั้นไว้ราวกับทุ่น ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามือคว้าตรงไหน ถึงแม้จะได้ยินเสียงร้องห้ามก็ยังเกาะไว้แน่นด้วยแรงทั้งหมด

มารู้ภายหลังว่าวีรวุฒิผ่านมาเห็นเข้าจึงกระโดดลงไปช่วย หากแต่เด็กน้อยกำลังตกใจ พออีกฝ่ายเข้ามาใกล้ก็คว้าคอเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ในที่สุดญาติหนุ่มวัยรุ่นก็จมน้ำลงไปด้วยกัน

ทว่าเสียงตะโกนของเขาดังพอให้คนอื่นได้ยิน พวกผู้ใหญ่ผละจากศาลาวิ่งมาถึงจุดเกิดเหตุ พยายามกระโดดเข้ามาช่วยงมหาเด็กทั้งสองซึ่งจมลงไปเรียบร้อยแล้ว แต่ด้วยด้านใต้เป็นโคลมตมจึงยากต่อการค้นหา กระนั้นก็เป็นเธอที่โชคดีถูกช่วยเอาไว้ได้

วีรวุฒิไม่โชคดีเช่นนั้น เขาติดอยู่ใต้รากบัวและตมอยู่นานเกินไปกว่าจะบิดาของเด็กหนุ่มจะงมจนเจอ…เพียงแค่ร่างไร้วิญญาณของลูกชายเท่านั้น

โศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครอยากให้เกิดครั้งนี้ มีต้นเหตุมาจากเด็กหญิงดื้อรั้นที่น่ารังเกียจคนนี้!

กุลกัลยารอดตายมาได้ แลกกับอีกหนึ่งชีวิต และสายตระกูลแตกสลายคนละทิศละทาง

พ่อแม่ของวีรวุฒิโทษว่าเป็นความผิดของเธอ คุณอาร้องไห้แทบเป็นสายเลือดเพราะทำใจไม่ได้ หลานรักกลายเป็นหลานชัง ท่านเกลียดจนไม่อยากมองหน้า ประกาศลั่นว่าไม่ต้องการให้เธอเหยียบย่างเข้าไปบ้านหลังนั้นอีก และไม่ต้อนรับครอบครัวเธออีกต่อไป

‘ฆาตกร! เด็กนั่นเป็นฆาตกร’ ท่านตะโกนใส่หน้าพลางร้องไห้

‘ฝ้าย ทำไมต้องด่าเด็ก มันเป็นอุบัติเหตุ ไม่มีใครอยากให้เกิด’ แม้รู้เต็มอกว่าเป็นความผิดลูกสาว ทว่าบิดาของเธอย่อมต้องปกป้องทายาทของตัวเอง

‘อุบัติเหตุเหรอ พูดอย่างนี้ได้ยังไง วุฒิไม่มีทางลงไปที่สระนั่นแน่ๆ เขารู้ดีว่ามันอันตราย’ คุณอาตอบโต้ ก่อนหันขวับมองกุลกัลยาตาเขียวปัด สำหรับเด็กอายุเจ็ดขวบที่เพิ่งผ่านความตาย ทั้งตกใจและหวาดกลัวท่าทางของคุณอาผู้เคยใจดีเหลือเกิน ท่านปราดเข้ามาเขย่าตัวอย่างแรง ‘บอกมาเดี๋ยวนี้ แกทำอะไร ลูกชายฉันถึงลงไปในสระ’

กุลกัลยาร้องไห้จ้า เอ่ยเสียงสั่นตะกุกตะกัก

‘กัลแค่…อยาก…ได้ดอกบัว’

‘ไอ้เด็กชั่ว แกมันฆาตกร แกฆ่าลูกฉัน!’ ฝ่ายนั้นเงื้อฝ่ามือด้วยโทสะเกินควบคุม ทว่าก่อนจะเกิดเหตุขึ้นมากกว่านี้ พ่อของเธอก็คว้าตัวน้องสาวถอยห่างออกไป ส่วนแม่ก็คว้าตัวเธอมาปลอบประโลม

‘พอได้แล้ว’

‘ใช่สิ พี่ไม่ต้องเสียลูกไปนี่ ใครจะเป็นจะตายคงไม่สนสินะ จากนี้ไปพวกเราขาดกัน ไม่ต้องมาเหยียบที่นี่อีก เราไม่ต้อนรับฆาตกร’

พ่อแม่ยอมถอย เธอจำได้ว่าขนาดจะไปร่วมงานศพยังถูกไล่กลับมา พวกท่านพยายามบอกว่าเธอไม่ผิด ทุกอย่างเป็นอุบัติเหตุอันน่าเศร้า อีกไม่นานเมื่อทำใจได้ คุณอาจะยอมยกโทษให้ในที่สุด ทว่าวันนั้นไม่เคยมาถึง ความเกลียดชังฝังรากในใจของท่านจนผ่านไปร่วมสิบปีก็ยังไม่คลาย ถึงตอนนั้นกุลกัลยาเองก็ไม่กล้ากลับไปขอให้อีกฝ่ายยกโทษ คงเพราะทั้งขลาดและกลัว ทำให้ไม่กล้าไปเผชิญหน้า กระทั่งในงานศพของพ่อแม่ คุณอาก็ไม่โผล่มา นั่นทำให้หญิงสาวแน่ใจว่าความโกรธแค้นยังไม่จางไปแม้แต่น้อย เช่นเดียวกับบาดแผลในใจของเธอ

คำว่า ‘ฆาตกร’ เหมือนคมมีดสลักติดตรึงในหัวใจ กลายเป็นแผลเป็นที่ไม่ว่านานเท่าใดก็ไม่มีวันลืมเลือน

เธอฆ่าวีรวุฒิเพราะความโง่เขลาและเอาแต่ใจ ความผิดนี้ทำอย่างไรก็ไม่มีทางชดใช้ได้

 

ประตูลิฟต์เปิดออก ทว่าคราวนี้โลกกลับหัวไม่ได้เปลี่ยนกลับเป็นแบบเดิม ทำให้กุลกัลยายังอยู่อยู่ในลักษณะกลับหัวกลับหาง เธอยังคงนั่งอยู่บนเพดานลิฟต์ เฝ้ามองประตูค่อยๆ เปิดออก หวาดหวั่นว่าจะเจอสิ่งใดอยู่ด้านนอกนั่น

ทุกอย่างกลับหัวก็จริง ทว่าเธอยังพอมองออกว่าข้างนอกคือสถานที่ซึ่งเหมือนกับอาคารทั่วไป

ด้านล่างคือฝ้าเพดานสีขาวล้วนและดวงไฟตามทาง ส่วนด้านบนคือพื้นทางเดินลายตารางอันแสนคุ้นตา ใช้เวลาแค่ไม่นานหญิงสาวก็ระลึกได้ว่ามันคือทางเดินในบริษัทของเธอเอง

อยากนึกโล่งใจ ทว่าทำได้ยาก ถึงจะเป็นสถานที่ซึ่งเคยคุ้นอยู่แล้ว ก็ใช่ว่าจะไม่มีอันตราย คืนแรกที่หลงเข้ามายืนยันได้เป็นอย่างดี เธอถูกวีรวุฒิโผล่จากลิฟต์มาไล่ตาม ทว่าครั้งนี้เป็นเธอเองที่อยู่ในลิฟต์

ไม่รู้เขาจะมาจากที่ไหน หรือกระทั่งว่าคราวนี้คนไล่ตามจะเป็นญาติหนุ่มหรือโศภิตากันแน่

โลกกลับหัวคงไม่ได้แกล้งเธอเล่นๆ แน่นอน มันพร้อมกระตุกขวัญทุกเมื่อ หยอกเย้าราวกับเห็นมนุษย์เป็นของเล่น

ก้าวออกมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ ถ้าหากเป็นไปได้ เธอไม่อยากออกมาด้วยซ้ำ หากแต่จำใจเพราะเรียนรู้จากหลายครั้งที่ผ่านมาว่าถ้าต้องการหนีออกจากโลกประหลาดแห่งนี้จำเป็นต้องเคลื่อนไหว ค้นหาทางออกให้ได้ก่อนวิญญาณเหล่านั้นจะย่างกรายมาถึงตัว

ปัญหาคือ…จะหนีไปที่ไหน

ที่ผ่านมา คิรินทร์เคยบอกให้เธอมองหาประตูนำไปยังทางออก ทว่าในครั้งนี้ไม่ง่ายเหมือนคราวก่อนๆ เพราะทางเดินสำนักงานเต็มไปด้วยประตูเรียงรายกันเต็มไปหมด แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าควรเลือกเปิดบานไหนถึงจะเป็นทางที่ถูกต้อง

ประตูบานใดถึงนำเธอออกไปพ้นจากโลกวิปริตแห่งนี้กันแน่

หรือว่าควรลองเปิดประตูหนีไฟอีกรอบดีนะ

ขณะกำลังลังเล ภยันตรายก็รุดเข้ามาถึงตัวโดยไม่คาดคิด กุลกัลยาได้ยินเสียงประหลาดไม่น่าไว้วางใจเป็นอันดับแรก มันเป็นเสียงดังคล้ายน้ำหยดลงพื้นไม่กี่หยด ก่อนจะค่อยๆ ดังขึ้นและเปลี่ยนไปเป็นอีกเสียง

หญิงสาวเบิกตากว้าง ตระหนักได้ว่ามันคือเสียงน้ำหลาก!

หากเป็นตามปกติ สมองคงแย้งว่าเป็นไปไม่ได้ ที่นี่คือทางเดินในบริษัทนะ จะเป็นอย่างที่คิดได้อย่างไรกัน แต่เพราะเผชิญกับโลกกลับหัวมาหลายครั้ง เธอเริ่มเรียนรู้ว่าหากยังตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้อยู่อีกต่อไป นอกจากไม่นำพาไปที่ใดแล้ว ยังไม่อาจเปลี่ยนความจริงว่าตัวเองกำลังผจญอยู่ในโลกที่ไม่มีทางหาคำตอบได้

ถ้าไม่ยอมรับเสียที เธอนี่ละจะเป็นบ้าไปก่อน

ไม่ถึงนาทีจากนั้น ต้นกำเนิดเสียงก็เผยให้เห็น หญิงสาวหัวใจเต้นรัวอย่างหวาดกลัว ขาแข้งพลันอ่อนแรงแทบก้าวไม่ออก แต่จิตใจแข็งแกร่งกว่าร่างกาย จึงพยุงให้ฝืนออกวิ่งจนได้ โดยมีน้ำหลากไล่ตามหลังด้วยความเร็วสูง

ไม่กล้าแม้แต่จะหันหลังกลับไปมอง หากรู้แน่ว่าทางเดินกลับหัวคงเต็มไปด้วยกระแสน้ำเชี่ยวกราก ถ้าเธอพลาดไปเพียงแค่นิดเดียว คลื่นคงม้วนร่างกายเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของมัน

อยู่ๆ เท้าก็พลันลื่นเพราะน้ำไหลมาถึงจนได้ และพริบตาเดียวร่างเพรียวก็ไม่อาจทรงตัวได้อีกต่อไป กลับหงายหลังล่องลอยราวกับไร้แรงดึงดูด กุลกัลยาเผลอส่งเสียงร้องทำให้น้ำเข้าปาก ทรมานเหมือนจะขาดใจเสียให้ได้

เธอกำลังจะตาย แต่ไม่ใช่ด้วยแรงแค้นจากวีรวุฒิ กลับเป็นโลกนี้ต้องการฆ่าเสียเองเพื่อเซ่นสังเวยให้แก่ผู้บริสุทธิ์…

หญิงสาวหลับตา แวบหนึ่งคิดว่าหากยอมแพ้ไปก็ดีเหมือนกัน ความรู้สึกผิดทั้งมวลจะได้ชะล้างหายไปสักที ในเมื่อเธอทำให้วีรวุฒิต้องตาย ก็สมควรชดใช้ด้วยชีวิต

ฉับพลันนั้น เธอก็ถูกพลังบางอย่างผลักให้ลืมตา และพบว่าน้ำทั้งหมดหายไปแล้ว เช่นเดียวกับอาการแสบปากแสบคอ กุลกัลยาอ้าปากตะครุบอากาศอย่างหิวกระหาย ก่อนสังเกตว่าตนไม่ได้อยู่ที่ทางเดินบริษัทอีกต่อไป อีกทั้งโลกยังไม่ได้กลับหัวอีกต่อไปแล้ว

หากก่อนจะทันได้ดีใจ ความทรงจำก็ย้อนเข้ามากระแทกจนแทบหยัดยืนไม่ไหว

“ที่นี่…”

เธอเบิกตา มองรอบๆ อย่างตื่นตระหนก ชักไม่แน่ใจแล้วว่าหนีเสือปะจระเข้หรือไม่ ในเมื่อสถานที่แห่งนี้ชวนให้พรั่นพรึงได้มากยิ่งกว่าทางเดินกลับหัวหลายเท่านัก

มันคือสระบัวริมแม่น้ำ…บ้านของคุณอา…แม่ของวีรวุฒิ!

ถึงการมาเยือนครั้งสุดท้ายล่วงเลยเกินกว่ายี่สิบปี เธอก็ไม่มีทางลืมที่นี่ได้เลยแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว มันยังวนเวียนซ้ำอยู่ในหัวสมอง หลอกหลอนในยามหลับ และกำลังกลายเป็นฝันร้ายอยู่ในขณะนี้

หญิงสาวตระหนักว่า…แม้เวลาผ่านมานานเพียงใด เมื่อมายืนอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ผู้ใหญ่อายุย่างเข้าสามสิบก็กลับกลายเป็นเด็กสาววัยเจ็ดขวบได้อย่างไม่น่าเชื่อ เธอรู้สึกว่าตัวเล็กจ้อย ทำอะไรไม่ได้เลย ไม่มีเรี่ยวแรงและสติพอจะคิดหาทางออกด้วยซ้ำ

ราวปีศาจกลั่นแกล้ง หางตาเหลือบเห็นร่างหนึ่งยืนนิ่งอยู่ห่างๆ ทำเอาใจหายวาบ ตัวเย็นเฉียบตั้งแต่หัวจดเท้า ไม่ต้องหันมองก็แน่ใจว่าร่างนั้นเป็นใคร…หรือหากพูดให้ถูกก็คือ…เป็นอะไร

วิญญาณ…ภูตผี…หรืออะไรก็ตามที่ตามหลอกหลอนในรูปลักษณ์ของวีรวุฒิ ญาติของเธอที่ตายไป เพราะเธอเป็นต้นเหตุ!

วีรวุฒิมาในสภาพร่างกายบวมอืดต่างจากคราวก่อน ผิวสีซีดกลับกลายเป็นม่วงคล้ำช้ำเลือดช้ำหนองคล้ายจะปริแตกได้ตลอดเวลา ดวงตาสีแดงก่ำก้มต่ำช้อนมองเธอด้วยแววเคืองแค้น เขาไม่จำเป็นต้องพูดอะไร เธอรู้ดีว่าความผิดที่กระทำไว้นั้นเกินกว่าจะอภัยได้ ดังนั้นไม่ว่าผ่านมานานแค่ไหน ญาติหนุ่มถึงได้ไม่เคยยกโทษให้

ทั้งสองจ้องตากันอยู่เพียงครู่ ก่อนเขาจะค่อยๆ ก้าวเดินเข้ามาหา

แต่ละก้าว…หยดน้ำไหลรินจากร่างกายสีคล้ำ จากเพียงหยดเล็กๆ มาได้ครึ่งทางก็นองพื้น ราวกับตัวเขาเองคือบึงน้ำที่พร้อมจะดูดกลืนเธอเข้าไปให้แตกดับ

บอกตัวเองว่าจะไม่หวาดกลัว ทว่าไม่อาจทำได้ เมื่อเห็นญาติในสภาพน่าสยดสยองเช่นนี้อยู่ตรงหน้า ซ้ำยังมีแววมุ่งร้าย กุลกัลยาก็ถอยหลังโดยอัตโนมัติ พลางสะอื้นไห้ไปด้วย

“พี่วุฒิ กัลขอโทษ”

“แค่คำขอโทษ ไม่เปลี่ยนแปลงอะไรหรอก”

เสียงหนึ่งแว่วมาตามลม เสียงที่ไม่ได้ยินมานาน แต่ยังจดจำได้ดี

วีรวุฒิสื่อสารกับเธอได้อย่างนั้นหรือ

“กัลอยากชดใช้ให้พี่”

ร่างบวมอืดตรงหน้าหยุดนิ่งทันควัน ก่อนจะเงยหน้ามองจ้องตรงๆ และหากมองไม่ผิด เขากำลังขยับปากคล้ายจะพูดโต้ตอบ

หากแต่สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นกลับทำให้คนมองแทบหัวใจวายด้วยความหวั่นเกรง ด้วยไม่เคยเห็นสิ่งใดน่ากลัวเท่านี้มาก่อน

ไม่มีถ้อยคำใดเปล่งจากริมฝีปากของเด็กหนุ่ม กลับกลายเป็นโคลนจำนวนมาก ตามมาด้วยกลีบบัวสีชมพูสด มันพุ่งตรงมาทางเธอ หญิงสาวก้มลงมองแล้วถึงกับต้องกรีดร้อง

กลีบบัวกลายเป็นแมลงน่าขยะแขยงคลานยั้วเยี้ยเข้าหาเธอ กุลกัลยาไม่อาจทนไหว รีบหันหลังออกวิ่งหนี แม้ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน คิดเพียงอย่างเดียวว่าต้องไปให้ไกลจากวีรวุฒิ จะยอมให้เขาเข้าถึงตัวไม่ได้เด็ดขาด

เธอวิ่งห่างจากสระบัวตรงไปทางตัวบ้าน ที่นั่นอาจมีประตูสักบานนำเธอไปสู่ทางออก ไม่ต้องวนเวียนอยู่ในสถานที่นี้อีก

ทว่าวิ่งมาได้พักเดียว ก็สังเกตเห็นความผิดปกติ…

ตัวบ้านกับสระไม่ห่างกันเท่าใดนัก หากยืนตรงสระบัว ถึงอย่างไรก็ต้องมองเห็น แต่ตรงหน้ากลับมีเพียงความว่างเปล่า ฉับพลันอากาศก็หนาวเหน็บ ความมืดโรยตัวครอบคลุมรอบด้าน ทำเอามองไม่เห็นสิ่งใด

หัวใจกระตุก ถ้ามองไม่เห็น แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าควรไปที่ไหน

กุลกัลยาหันรีหันขวาง ทั้งตระหนกและหวาดกลัว ความมืดทำให้ไม่รู้ด้วยว่าวีรวุฒิอยู่ตรงไหน และกำลังไล่ตามมาหรือไม่ ยิ่งชวนให้หวาดหวั่นมากขึ้นไปอีก ว่ากันว่ามนุษย์มักกลัวสิ่งที่ตนไม่รู้ เธอเพิ่งประจักษ์แจ้งเอาวันนี้เอง

เมื่อความกลัวมาถึงขีดสุด สายตาก็พลันมองเห็นทางรอด แสงสว่างจางๆ จากจุดห่างไกลช่วยให้เกิดความหวัง แม้จะริบหรี่เต็มทนก็ตาม เธอรีบวิ่งไปทางนั้นโดยไม่คิดชีวิต และเมื่อเข้าไปใกล้ก็ค่อยโล่งใจได้บ้างยามเห็นประตูบานหนึ่งเปิดแง้ม มีแสงลอดออกมา แสงนี้เองคือสิ่งที่เห็นจากไกลๆ หญิงสาวเดินผ่านเข้าไปโดยไม่รอช้า หากเผลอเหลียวกลับมองด้านหลังในเสี้ยววินาทีนั้น หัวใจกระตุกเมื่อเห็นร่างบอบช้ำของวีรวุฒิอยู่ไม่ห่างนัก

ทว่าก่อนที่อีกฝ่ายจะมาถึงตัว เธอก็กระชากประตูปิดทันที

โลกหลังประตูคือที่ไหน กุลกัลยาไม่รู้เลยสักนิด…

มันเหมือนห้องรับแขกของบ้านหลังหนึ่ง แน่นอนว่าอยู่ในสภาพกลับหัว หากไม่ว่าจะพลิกกลับด้านหรือไม่ เธอแน่ใจว่าไม่เคยเห็นมาก่อน เครื่องเรือนไม่คุ้นตา ทั้งไม่ใช่รสนิยมตัวเอง มันค่อนข้าง…โบราณ เหมือนบ้านในยุคเก่าของพวกผู้ดีมีตระกูล

จะว่าไปก็คล้ายกับบ้านของคุณอา แม่วีรวุฒิอยู่บ้าง แต่ไม่เหมือนเสียทีเดียว รายละเอียดต่างกันไป ทุกอย่างในนี้ดูเก่าจริงๆ ไม่ใช่ของทำเลียนแบบ ขณะเดียวกันก็ยังอยู่ในสภาพดีเยี่ยม

ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้

แม้ว่าจะเข้ามาในโลกวิปริตนี้ไม่กี่ครั้ง ทว่าหลายครั้งล้วนแล้วแต่เป็นสถานที่ในความทรงจำ เช่นห้องเรียนมหาวิทยาลัย ลานจอดรถ ภายในสำนักงาน หรือริมสระบัวก็ตาม น้อยครั้งมากที่จะกลายเป็นที่แปลกใหม่

เธอไม่รู้ว่าแบบไหนดีกว่ากัน ความจริงแล้วคุ้นเคยน่าจะหาทางหนีทีไล่ได้ง่ายกว่า แต่เอาเข้าจริงเมื่อโดนคนตายไล่ล่า ไม่ว่าที่ไหนก็น่ากลัวทั้งนั้น

พูดถึงคนตาย…ร่างเพรียวบางหนาวเยือกขึ้นมาทันที

ไม่นานหลังจากนั้น ความหวั่นเกรงก็เป็นจริง เงาดำตะคุ่มเผยตัวใกล้ๆ ทำเอาตกใจจนเผลอกรีดร้องลั่น ลนลานขยับถอยหนีแทบไม่ทัน

“โศภิตา!” ไม่ใช่ญาติหนุ่ม แต่เป็นอริอีกคนจากอดีต

อีกฝ่ายจ้องมองด้วยแววตาว่างเปล่า เธออาจคิดไปเองว่าไม่ได้สัมผัสแววมุ่งร้ายเหมือนคราววีรวุฒิ ทว่าท่าทางคุกคามไม่แตกต่างกัน แค่เห็นก็ขวัญผวา อย่าว่าแต่ปล่อยให้เข้ามาถึงตัวเลย ดังนั้นหญิงสาวจึงรีบร้อนวิ่งหนีจนเกินไป เลยสะดุดเข้ากับพัดลมเพดานที่ขวางทางเดินตรงหน้า ยิ่งเปิดโอกาสให้วิญญาณได้ตามติดมาใกล้มากขึ้น

ราวกับเคราะห์ซ้ำกรรมซัด นอกจากโศภิตาแล้ว วีรวุฒิยังปรากฏร่างด้วยอีกคน

เขายืนอยู่อีกด้าน มองเธอด้วยดวงตาวาวโรจน์ ก่อนค่อยๆ ขยับกายเข้ามาหา พร้อมกับเสียงหยดน้ำอันเป็นเอกลักษณ์สั่นประสาทที่ไม่อยากคุ้นชินเลยสักนิด

เมื่อโดนรุมเร้าจากทั้งสองด้าน ต้องรับศึกหนัก แล้วจะหนีไปได้อย่างไรกัน กุลกัลยาคิดอย่างสิ้นหวัง นึกอยากยอมแพ้ขึ้นทันใด โลกนี้มันคืออะไรก็ไม่รู้ หรือเธอจะตายและตกนรกโดยไม่รู้ตัว ถึงต้องมาชดใช้กรรมเก่าซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้สาสมกับความผิดที่เคยกระทำ

ถ้าปล่อยให้พวกนี้เข้าถึงตัว นรกนี่จะจบสิ้นลงหรือเปล่านะ เธอนึกสงสัย

ทว่าไม่มีโอกาสได้พิสูจน์…อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในตอนนี้ ราวกับเบื้องบนยังเห็นว่ามีหวัง หรือไม่ก็กลั่นแกล้งไม่สาใจเพียงพอ ถึงได้ส่งอัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยไว้ รู้ตัวอีกทีก็ถูกฉุดจนร่างลอยหวือมายืนหยัดกับพื้นได้มั่นคง เห็นใบหน้าคมเข้มมองมาด้วยความเป็นห่วงระคนตกใจ

“คุณคิรินทร์!”

“ผมไม่อยู่หน่อยเดียว คิดจะถอดใจแล้วเหรอ” เขาว่า พลางพยักพเยิดไปทางวิญญาณทั้งสอง “ล้มได้ก็ลุกได้น่าคุณ รีบๆ หาทางออกกันดีกว่า”

เธอวิ่งตามเขาต้อยๆ เหมือนเด็กน้อย หากคราวก่อนยังพอดื้อดึงอยู่บ้าง ครั้งนี้ก็ไม่กล้าทำเช่นนั้นแล้ว เห็นๆ กันอยู่ว่าเมื่อครั้งก่อนเธอดึงดันทำให้เขาเสี่ยงอันตรายขนาดไหน นึกดีใจที่ชายหนุ่มเอาชีวิตรอดมาได้จากห้องนั้นก่อนจมน้ำตาย จนพร้อมยอมทำตามคำสั่งเขาทุกอย่าง

ต้องยอมรับกันละว่าในโลกประหลาดใบนี้ คิรินทร์เชี่ยวชาญกว่ามาก ควรปล่อยให้เป็นคนนำทางจะดีที่สุด

“ฉันดีใจที่คุณไม่เป็นอะไรนะ” เธอบอกเขาระหว่างวิ่งไปด้วยกัน คิดถึงหนก่อนที่ต้องแยกกันอีกครั้ง

“คุณคงต้องทำใจให้ชินได้แล้ว ผมไม่ตายง่ายๆ หรอก”

หญิงสาวเบิกตา ก่อนนึกได้ว่าต้องรีบถามข้อมูลสำคัญ

“ตั้งแต่ครั้งแรก ตอนฉันพูดถึงกล่องไม้สลักรูปจันทร์เสี้ยว คุณทำท่าเหมือนรู้จักและประหลาดใจที่ฉันเจอมัน” เธอสงสัย “คุณรู้อะไรเกี่ยวกับกล่องใบนั้นบ้างคะ แล้วทำไมฉันถึงเข้ามาในโลกนี้ได้อีกทั้งที่ทิ้งกล่องนั่นไปแล้ว”

“ทิ้งก็ไม่มีประโยชน์หรอก” เขาส่ายศีรษะ พลางสอดส่ายสายตามองหาทางออก จากนั้นชี้มือไปด้านหนึ่ง “ตามมาทางนี้เร็ว ผมว่านั่นคือทางที่เรากำลังหาอยู่”

“คุณดูคุ้นเคยกับที่นี่จัง” กุลกัลยาตั้งข้อสังเกต

คิรินทร์หยุดชะงัก ทำเอาคนเดินตามชนแผ่นหลังแข็งแรงเข้าเต็มรัก สัมผัสอุ่นปนชื้นเหงื่อให้ความรู้สึกแปลก เขาทำให้เธอรู้สึกว่าโลกพิลึกน่าหวาดหวั่นนี่เป็นจริงขึ้นมา เพราะมีมนุษย์อีกคนอยู่ด้วยนี่ละ

มันเป็นความรู้สึกที่ควรไม่น่าอภิรมย์ หากขณะเดียวกันกลับไม่รังเกียจมันเท่าใดนัก

สุดท้ายแล้วคนเราก็ต้องการเพื่อนร่วมชะตากรรมให้อุ่นใจว่าไม่ได้เผชิญหน้าความเลวร้ายตามลำพัง คิรินทร์เป็นใครคนนั้น เขาทำให้เธออุ่นใจได้

“ที่นี่…เป็นบ้านเก่าของผม” เขาพูดเบาๆ ด้วยเสียงเครียด ก่อนสูดลมหายใจ “รีบไปกันเถอะ”

ไม่รอช้า หญิงสาวเร่งฝีเท้าก้าวให้ทันอีกฝ่าย หยุดยืนตรงหน้าบานเกล็ดไม้ขนาดกว้างเพียงแค่ให้คนคลานเข้าไปได้เท่านั้น ชายหนุ่มออกแรงดึงแผ่นไม้ปิดออก เผยให้เห็นช่องมืดๆ ก่อนผายมือ

“คุณเข้าไปก่อน”

“จะดีเหรอ คุณคิรินทร์ แน่ใจนะว่ามันเป็นทางออก ฉันว่าไม่น่าไว้วางใจเท่าไร” เธอยังแหยงๆ

“ผมแน่ใจก็แล้วกัน รีบหน่อยเถอะ คิดเสียว่าข้างในจะเป็นอะไรก็ตาม มันไม่แย่เท่ากับถูกสองคนนั้นไล่ตามมาหรอก”

กุลกัลยาเห็นด้วย เลยรีบแทรกตัวเข้าไปทันที ข้างในมืดมากจนมองอะไรไม่เห็น ซ้ำยังมีกลิ่นแปลกๆ บอกไม่ถูก หากพอได้ยินเสียงลมหายใจของคนตามหลังมาก็พอช่วยให้ข่มความกลัวได้บ้าง ค่อยคลานไปข้างหน้าทีละนิดสุดกำลัง ในที่สุดทั้งสองก็หลุดจากช่องระบายอากาศ มาโผล่อีกสถานที่หนึ่งจนได้

“ค่อยยังชั่ว อย่างน้อยก็มีพื้นที่ให้เราหนีได้เยอะ” คิรินทร์เอ่ย หลังจากมองป่าตรงหน้า “แต่จะหยุดอยู่กับที่ไม่ได้ เราต้องเดินหน้าต่อ”

“ไหนๆ ก็ไม่เห็นใครตามมาแล้ว คุณช่วยเล่าเกี่ยวกับกล่องใบนั้นให้ฟังหน่อยได้ไหม”

“มันเรียกว่ากล่องบุหลัน” งวดนี้เขายอมอธิบายหลังจากโดนเธอตื๊อมากเข้า “เพราะว่าตัวกล่องและสลักกลอนมีลวดลายจันทร์เสี้ยว ถ้าคุณสังเกตให้ดีจะเห็นว่าเป็นรูปจันทร์ขึ้น ๔ ค่ำ และพอถึงวันเวลานั้น เมื่อใดก็ตามที่กล่องต้องแสงพระจันทร์ มันจะแสดงพลังอำนาจลึกลับออกมา ดึงดูดให้คนอยู่ใกล้หลงติดเข้ามาในโลกกลับหัว ที่นี่…คนตายจะฟื้นคืนชีพให้เห็นตัว”

หญิงสาวนึกย้อนแล้วก็เบิกตาอย่างตกใจ จริงด้วย จะว่าไปแล้วคืนวันเกิดเรื่องคราวแรก กล่องใบนี้ตั้งอยู่ข้างหน้าต่าง และโดนแสงของพระจันทร์สาดส่องโดนเข้าพอดี ตอนนั้นเองที่สลักหลุด และเธอก็ดันอยู่ตรงนั้นพอดี

ซวยชะมัดเลย

“คุณรู้ได้ยังไง” เธอถาม “หรือว่าคุณเป็นเจ้าของกล่องนั่น”

เขาไม่ตอบ เพียงหันรอบตัวคล้ายมองหาทางออก ก่อนเริ่มร้อนใจเมื่อเห็นว่ามืดแปดด้าน พวกเขาอยู่ในป่าทึบ มีต้นไม้รายรอบสูงลิบเสียดฟ้า บดบังรายละเอียดทุกอย่างจนแทบมองไม่เห็น ต้องอาศัยสัญชาตญาณกันพอสมควร จะรู้ได้อย่างไรว่าประตูบานต่อไปอยู่ที่ไหน

“ไปทางนี้ก็แล้วกัน ช่วยหาหน่อยนะคุณ อย่ามัวแต่ถามโน่นถามนี่”

“แล้วกัน ฉันไม่ได้ถามไร้สาระสักหน่อย เรื่องจำเป็นทั้งนั้น” เธอค้อน เห็นได้ชัดว่าเขาไม่อยากตอบคำถาม ถึงได้เบี่ยงประเด็น แต่ก็ยอมช่วยหาแต่โดยดี “แล้วก็อย่าเรียกคุณๆ เลย ฉันมีชื่อนะ ชื่อว่า…”

“ผมว่าเราไม่ต้องทำความรู้จักกันมากหรอก” คิรินทร์พูดแทรก “เป็นคนแปลกหน้าง่ายกว่า สำหรับกรณีนี้”

“ไม่ได้นะ อีกอย่างคุณก็บอกชื่อให้ฉันรู้แล้ว ถ้าจะกลับกันบ้างเป็นไรไป” เธอไม่ยอม “คุณเรียกฉันว่ากัลก็ได้ค่ะ คุณคิรินทร์”

“งั้นคุณก็เรียกชื่อผมเฉยๆ ไม่ต้องเรียกคุณนำหน้า ในโลกใบนี้ไม่จำเป็นต้องสนกฎเกณฑ์โลกปกติ จะพิธีรีตองทำไม”

“คุณมีชื่อเล่นไหม จะได้เรียกง่ายๆ”

“ไม่มี” ชายหนุ่มตอบ แล้วมองหน้าราวกับจะถามว่าชื่อเขาเรียกยากตรงไหนกัน

“ก็ได้ งั้นฉันเรียกคุณว่าคิรินทร์ก็แล้วกัน”

“นิสัยคุณคงเป็นพวกชอบจัดแจงให้ทุกอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างที่ตัวเองต้องการสินะ” เขาพูดกลั้วหัวเราะ

“หมายความว่ายังไง” เธอย่นหัวคิ้ว

“ลักษณะมันบอก ไม่ใช่เรื่องผิดหรอก แค่ไม่นึกว่าเพื่อนร่วมโลกคนแรกที่เจอจะเป็นแบบนี้เท่านั้นเอง”

“ไม่ผิด แต่คุณพูดอย่างกับว่ามันไม่ดี” กุลกัลยาบ่น “ถามจริง คุณมีอะไรปิดบังอยู่หรือเปล่าเนี่ย ถามก็ไม่ค่อยอยากตอบ แถมยังไม่อยากรู้จักกันไว้อีกต่างหาก ไอ้ท่าทางอย่างนี้ก็เหมือนซ่อนความลับไว้เหมือนกัน”

“ก็แค่ผมไม่อยากแชร์เรื่องส่วนตัว มันแปลกตรงไหนกัน หรือคุณชอบเล่าเรื่องตัวเองให้คนแปลกหน้าฟัง”

“เอ่อ…เปล่า”

“งั้นก็รีบๆ หาทางออกกันดีกว่า ผมว่าเราอยู่ที่นี่นานเกินไปแล้ว ชักใจคอไม่ดี”

อยู่ๆ หญิงสาวก็เกิดนึกสงสัยชายหนุ่มลึกลับขึ้นมา  จะว่าไปแล้ว นอกจากชื่อคิรินทร์ กับการเจอหน้ากันมาสองสามรอบแล้ว เธอไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลย อ้อ มีอีกอย่าง เขาบอกว่าตัวเองเป็นมนุษย์เหมือนกัน ทว่าอะไรคือหลักฐานกันล่ะ

ชายหนุ่มดูเหมือนมนุษย์ พูดจาเหมือนมนุษย์ แต่หากเธอค้นหาตัวตนของเขาในโลกปกติ ผลลัพธ์จะเป็นการค้นเจอ หรือว่าว่างเปล่ากันแน่

ที่ผ่านมาเธอเจอเขาเพียงแค่ในโลกกลับหัว ซึ่งไม่ถือว่าผิดปกตินักหรอก ลำพังแค่ในประเทศไทยก็มีประชากรเกือบเจ็ดสิบล้านคน โอกาสเจอกันจะมากมายสักเพียงไหน กระนั้นเธอไม่อาจสลัดความฉงนใจออกไปได้ ยิ่งเขาปฏิเสธไม่ยอมบอกข้อมูลส่วนตัวเลยสักนิดก็ทำให้น่าสงสัยไปอีก

ลองค้นหาจากชื่อดีไหม คิรินทร์…ชื่อนี้ไม่น่าจะซ้ำสักเท่าไร แล้วค่อยสืบเป็นรายคน เธอเริ่มคิดวางแผนในใจ

กุลกัลยาไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะตั้งใจค้นหาตัวตนเขาไปทำไม มันไม่เกี่ยวข้องกับการพยายามหลุดรอดจากกล่องบ้าๆ กับโลกประหลาดนี้สักหน่อย และไม่ว่าเขาจะเป็นอะไรก็ตาม การปรากฏตัวเพื่อช่วยเหลือถึงสามครั้งก็ทำให้ชวนขอบใจมากกว่าหวาดระแวง กระนั้นตามประสาคนรอบคอบ เธอจึงยังเก็บความไม่ชอบมาพากลนี้เอาไว้ในใจอยู่ดี หวังว่าสักวันจะได้คำตอบ และคำตอบนั้นคงเป็นไปในทางดี

ทั้งสองเดินลุยป่าเข้าไปสักพักโดยไม่มีวี่แววของทั้งวีรวุฒิและโศภิตา ทว่าในเรื่องดีก็มีเรื่องร้าย เพราะทำอย่างไรก็หาทางออกไม่ได้สักที

“หรือว่าหนนี้จะไม่มีทางออกคะ” เธอออกความเห็น แต่ในขณะเดียวกันก็ร้อนใจ ไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น

“เป็นไปไม่ได้ ผมเข้ามาในนี้หลายครั้งแล้ว ไม่มีสักครั้งที่จะหาทางออกไม่เจอ”

“มันอาจเหมือนฝันร้ายก็ได้ รอไปเรื่อยๆ พอฟ้าสางเราก็จะตื่น”

“คุณลองมองท้องฟ้า แล้วบอกผมว่าเห็นอะไร”

หญิงสาวเงยหน้า เนื่องจากข้างบนเป็นป่าทึบจึงมองแทบไม่เห็นอะไรนอกเหนือไปจากกิ่งไม้และใบไม้สีมืดทึมเลย สักพักก็ส่ายหัวจนปัญญา

“ฉันไม่เห็นอะไร มีแต่ต้นไม้บังหมด”

“ช่วงแรกที่อยู่ในนี้ ผมเองก็คิดเหมือนคุณ เข้าใจว่าทั้งหมดนี้คือฝันร้าย ผมพยายามวิ่งหนีเอาตัวรอด ถ่วงเวลาไปเรื่อยๆ จนแทบหมดเรี่ยวแรง จนแน่ใจว่าเวลาผ่านไปเกินกว่าหกชั่วโมงแน่ๆ แต่ฟ้ากลับไม่สว่างขึ้นเลย ไม่มีแสงทองริมขอบฟ้า ไม่มีดวงอาทิตย์ อย่างดีก็มีแค่พระจันทร์เสี้ยวให้เห็น แต่บางทีก็มีแต่ความมืด ยกเว้นในสถานที่ที่อยากให้เรามองเห็นชัดเจน ถึงอย่างนั้นก็หาแหล่งกำเนิดแสงไม่เจอ ผมเลยสรุปได้ว่าในโลกกลับหัว ภาวะกลางวันกลางคืนตามปกติไม่มีอยู่จริง”

“หมายความว่าถ้าเราหาทางออกไม่ได้ ก็ไม่มีทางกลับไปโลกปกติเลยเหรอ”

“ใช่” เขาพยักหน้า “ผมถึงได้บอกแต่แรกว่ากฎเหล็กที่ควรจำคือ…หาประตูเปิดต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะออกไปได้เอง”

“แล้วต้องหามากแค่ไหนล่ะ”

“แล้วแต่ บางครั้งถ้าโชคดีก็แค่หนเดียว แต่บางทีก็เป็นสิบ”

“สิบ!” เธอแทบเข่าอ่อน “ถ้าต้องวิ่งหาจำนวนมากขนาดนั้นตลอด ฉันจะรอดหรือเปล่าเนี่ย”

“เชื่อเถอะว่ามนุษย์มีพลังการเอาตัวรอดมากกว่าที่คิด คุณไม่อยากยอมแพ้หรอก” เขายิ้มเศร้าๆ

“แล้วกล่องนั่นล่ะ เราทำลายมันทิ้งไม่ได้เหรอ”

“หลังจากกล่องบุหลันเปิดออกมาเป็นครั้งแรกแล้ว ไม่มีทางหยุดยั้งได้อีก อย่างน้อยก็เท่าที่ผมรู้” เขาว่า “มันเหมือนคำสาป หรือโรคร้ายไร้ทางรักษา ทำได้แค่ประวิงอาการไปเรื่อยๆ ถึงจะทิ้งกล่องไปก็ไม่มีประโยชน์ อาถรรพณ์ของมันจะติดตามเราไปตลอด ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็ตาม”

“ไม่จริงน่า ฉันเป็นอย่างนี้ตลอดไปไม่ได้นะ” เธอร้องเสียงหลง ไม่อยากเชื่อกับข้อมูลส่วนนี้ มันผิดคาดไปมาก ราวกับดับความหวังเลยทีเดียว “มันต้องมีทางออกสิ ทางที่จะทำลายกล่องนั่น”

“เห็นไหม คุณเริ่มต่อสู้แล้ว นับเป็นสัญญาณดี”

“ยังจะพูดเล่นอีก มันใช่เวลาไหม” หญิงสาวค้อนเขา “คุณไม่เคยคิดพยายามทำลายมันเลยหรือไง”

“เคยสิ” เขาพูดเบาๆ แล้วหันหน้าไปทางอื่น “ถึงได้รู้ว่าทำไม่ได้ไง ทุกอย่างที่ผมลองมันล้มเหลวหมด”

“คุณติดอยู่ในโลกนี้มานานแค่ไหนแล้ว”

“ก่อนคุณสักพัก” คิรินทร์ตอบ “ผมไม่ได้นับ แต่รู้สึกเหมือนช่างเป็นเวลายาวนานเหลือเกิน”

ความคิดว่าไม่มีทางทำลายอาถรรพณ์นี้ได้ทำให้เกิดอาการปวดหน่วงในใจไม่น้อย เธอจะต้องอยู่อย่างนี้ตลอดไปอย่างนั้นหรือ หวาดกลัวว่าเมื่อไรจะถูกดึงเข้ามาในโลกนี้ ไม่มีกฎเกณฑ์ ไม่มีช่วงเวลา มันสามารถเกิดขึ้นตอนไหนก็ได้ มันทำให้เธอกลัวที่จะเดินผ่านเข้าประตูบานใดๆ ก็ตาม เพราะหวั่นว่าเมื่อก้าวข้ามไป สิ่งที่รอคอยอยู่จะกลายเป็นโลกกลับหัวและคนตายฟื้นคืนชีพ

“สิ่งเดียวที่คุณต้องพยายามทำให้ได้ คือมีสติตลอดเวลา” เขาเตือน “อย่าตีโพยตีพาย และอย่าเล่าให้ใครฟัง แม้กระทั่งเพื่อนสนิทก็ตาม”

“ทำไมคะ”

“เพราะจะไม่มีใครเชื่อคุณน่ะสิ เล่าไปเขาก็คิดว่าคุณเป็นบ้า ทางเดียวที่จะพิสูจน์ความจริงคือต้องดึงใครคนนั้นเข้ามาในโลกนี้ด้วย แต่ถ้าคุณหวังดีกับเขา คุณคงไม่คิดทำหรอก”

เธอส่ายศีรษะ นึกภาพตัวเองดึงธนดลหรือมนวดีเข้ามาเกี่ยวข้องไม่ได้ พลันก็นึกได้ว่าเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวจากโลกนี้ไปแล้ว ไม่มีธนดลอีกต่อไป ซ้ำผู้ต้องสงสัยยังเป็นตัวเธอเองอีกด้วย

อย่างไรก็ตามจากข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับจากเขา สรุปว่าชีวิตที่ตอนนี้มีแต่ปัญหารุมเร้ามากพอแล้ว ยังต้องเผชิญกับโลกน่าหวาดหวั่นนี่อีก เธอทำกรรมอะไรไว้นักหนานะ

กรรมที่ฆ่าชีวิตผู้อื่นอย่างไรล่ะ…ใจร้องตอบเย้ยหยัน

“ตรงนั้นมีแสงสว่าง เราเดินไปกันเถอะ” อยู่ๆ คิรินทร์ก็พูด พลางชี้มือไปทางด้านซ้าย เธอมองตามแล้วก็เห็นว่ามีแสงจุดเล็กๆ อยู่จริง

“จะดีเหรอ” ยั้งอย่างไม่ไว้ใจ “มันอาจเป็นกับดักก็ได้นะ”

“สถานการณ์ของเราตอนนี้เลือกมากไม่ได้หรอก ยังไงก็ต้องเสี่ยงดู เดินกันไปเรื่อยๆ ไร้ทิศทางอย่างนี้ก็ไม่ดีเช่นกัน ไม่ต้องห่วงนะ เราคอยระวังเอาไว้ ถ้าเกิดเห็นท่าไม่ดี ผมจะปกป้องคุณเอง” เขาดึงตัวหญิงสาวไว้ด้านหลังราวกับต้องการคุ้มภัย

กุลกัลยา…ประธานบริษัทสาวเก่งและแกร่ง ผู้ได้ชื่อว่าเป็นสาวน้ำแข็งตามที่ลูกน้องชอบนินทา ทว่าเวลานี้กลับหัวใจเต้นผิดจังหวะ หากไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่เป็น…อย่างอื่นที่บอกไม่ถูก อธิบายไม่ได้

ไม่สิ เธอรู้ว่ามันคืออะไร แต่ไม่อยากยอมรับต่างหาก

ความรู้สึกนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อน ตอนยังคบกับก้องฟ้า…

หญิงสาวตระหนักว่าเธอรู้สึกกับผู้ชายตรงหน้าอย่างเพศตรงข้าม ทั้งที่ไม่รู้จักเขาเลย นอกจากชื่อเสียงเรียงนาม ซึ่งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นชื่อจริงหรือเปล่า!

โลกนี้ไม่เพียงแปลกประหลาดวิปริตผิดธรรมชาติ หากแต่ยังเล่นตลกกับจิตใจของเธอด้วย

แม้บอกตัวเองเช่นนั้น กุลกัลยาก็อดไม่ได้ เอื้อมมือไปแตะชายเสื้อเขาไว้ให้อุ่นใจ ถ้าต้องติดอยู่ที่นี่ อย่างน้อยก็มีเขาคอยปกป้อง ทำให้มั่นใจว่าจะไม่อยู่ตามลำพัง

 

โชคเป็นของพวกเธอ แสงสว่างจุดนั้นนำพาไปยังประตูบานหนึ่งตั้งโดดเดี่ยวอยู่กลางป่า ในลักษณะที่น่าสงสัยและผิดปกติเป็นอย่างมาก แต่ในโลกกฎเกณฑ์บิดเบี้ยว มันกลับเป็นสิ่งที่พบเห็นแล้วน่าดีใจที่สุด

คิรินทร์หมุนลูกบิดประตู มันเปิดออกได้อย่างง่ายดาย เบื้องหลังคือความมืดมิด มองไม่เห็นว่าอีกด้านคืออะไร แต่ก็ต้องลองเสี่ยงอย่างที่เขาบอก ชายหนุ่มผายมือให้เธอไปก่อน แต่คราวนี้เธอปฏิเสธ

“ให้คุณไปก่อนบ้างดีกว่า ถ้าหากฉันเข้าไปแล้วคุณเข้าไม่ได้ก็แย่น่ะสิ”

“ผมเอาตัวรอดในนี้ได้ดีกว่าคุณ ถ้าประตูบานนี้ไม่ยอมให้ผมเข้าไป ก็แค่หาบานใหม่”

“แต่…”

“บอกแล้วไงว่าผมจะปกป้องคุณเอง อีกอย่างให้ผู้หญิงเสียสละนี่มันไม่เท่เอาเสียเลย” เขาขยิบตา ทำเอาคนถูกพูดเล่นเผลอหน้าร้อนผ่าว

บ้าจริง มาคิดอะไรเพ้อเจ้อเอาตอนนี้ ไม่เข้าท่าเลย เธอตำหนิตัวเอง รีบกระแอมกลบเกลื่อนความรู้สึกไม่ให้อีกฝ่ายรับรู้ ก่อนเอ่ยว่า

“ฉันเข้าไปก่อนก็ได้ค่ะ แต่คุณต้องสัญญาว่าจะตามมาติดๆ เลยนะ”

“ผมสัญญา” เขาทำหน้าขึงขัง

ทว่าคราวนี้มันไม่เล่นตลกกับพวกเธอเกินไป พอกุลกัลยาผ่านมาได้แล้ว เขาก็เข้ามาได้เช่นกัน

สิ่งประหลาดเกิดขึ้นหลังจากทั้งสองผ่านประตูมาได้แล้วต่างหาก…

อยู่ๆ ความมืดก็กลายเป็นสว่างจ้า รอบตัวเห็นแต่แสงสีขาวจนต้องหลับตา มือปัดป่ายควานไปรอบข้างโดยอัตโนมัติ สัมผัสกับมือหนาของชายหนุ่ม ทั้งสองจับมือกันแน่นอย่างลืมตัว

แต่แล้วเพียงพริบตาเดียว ความอบอุ่นจากมือของเขาก็กลายเป็นว่างเปล่า ราวกับคิรินทร์อันตรธานหายไปเสียแล้ว

“คิรินทร์!” เธอตะโกนเรียกชื่อเขาอย่างตกใจ

พอลืมตาอีกครั้ง กุลกัลยาก็พบว่าตัวเองยืนอยู่ในลิฟต์ซึ่งกำลังเปิดอ้าออก เธอก้าวออกมาอย่างงุนงงระคนเกรงๆ ก่อนถอนหายใจโล่งอกเมื่อสังเกตว่าน่าจะเป็นโลกปกติ

มันผ่านมานานแค่ไหนแล้วกันนะ ตามความรู้สึกช่างเนิ่นนานเหมือนตลอดทั้งคืน เธอรีบหยิบโทรศัพท์มือถือมาดูเวลา ก่อนเห็นว่ามันเพิ่งผ่านมาแค่ชั่วโมงเดียวเท่านั้น

พลันนึกขึ้นได้…เธอต้องรีบไปประชุมกรรมการบริษัท!

สองเท้ากึ่งเดินกึ่งวิ่งไปทางห้องประชุม พอเปิดประตูเข้าไปด้วยอาการเหนื่อยหอบ ก็เห็นว่าทุกคนมารออยู่ก่อนแล้ว แต่ละคนส่งสายตาตำหนิมาให้ เธอพึมพำขอโทษ ก่อนนั่งหัวโต๊ะรูปตัวยู

“มาแล้วเหรอ” ชนาสินทัก ใบหน้าคล้ายไม่อนาทรแฝงรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “เลตไปเยอะเลยนะ หายไปไหนมา เลขาคุณบอกว่าออกจากห้องก่อนเป็นชั่วโมงแล้ว”

“ฉัน…” อ้าปากแล้วชะงัก จะตอบว่าอย่างไรดี สุดท้ายเลยตอบเลี่ยงๆ “ติดธุระนิดหน่อย”

“ธุระอะไรจะสำคัญกว่าประชุมผู้บริหาร หรือคุณไม่เห็นหัวพวกเราทุกคนเลยครับ คุณกัล” รองประธานได้ทีรุกไล่ “ผมว่าคุณชักทำตัวแย่ลงทุกทีแล้วนะ ไหนจะสถานการณ์สุ่มเสี่ยงของคุณอีก ไอ้การตกเป็นผู้ต้องสงสัยฆ่าเพื่อนร่วมงานตัวเองทำให้ภาพลักษณ์ของทั้งคุณและบริษัทไม่ดีเลย”

“แล้วยังไง” เธอชักหงุดหงิด ชนาสินจะมาไม้ไหนกันแน่

“ทุกท่านครับ ในฐานะผู้ก่อตั้งและถือหุ้นใหญ่เป็นอันดับสอง ผมขอเสนอให้ปลดคุณกุลกัลยาออกจากตำแหน่งประธานบริษัท BOLD นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป” ชนาสินประกาศเสียงดังฟังชัด เปิดฉากรุก ยิงเข้าเป้าหมายทันที ทำเอาหัวใจหญิงสาวตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม

แม้พอคาดเดาได้ล่วงหน้าอยู่แล้ว ทว่าเมื่อได้ยินจากปากก็ใจกระตุกไม่น้อย นึกดีใจที่ตัวเองเตรียมการไว้ล่วงหน้ามาบ้าง

เขาคงคิดว่าเธอเป็นลูกกวางน้อยตกหลุมพรางของนายพรานที่วางไว้อย่างแยบยล แต่เดี๋ยวจะได้รู้กันว่าใครกันแน่จะตกลงไปในกับดักนั้น

ได้แต่หวังว่าเมื่อทำดีที่สุดแล้ว ผลลัพธ์ลงท้ายคนเจ็บกลับไปจะไม่ใช่เธอก็แล้วกัน

Don`t copy text!