สลักบุหลัน บทที่ 13 : อีกครั้งในโลกกลับหัว

สลักบุหลัน บทที่ 13 : อีกครั้งในโลกกลับหัว

โดย : ปองวุฒิ

สลักบุหลัน ผลงานนวนิยายแนวลึกลับเรื่องล่าสุดของ ปองวุฒิ ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อผู้อ่าน ‘ อ่านเอา ’ ที่นี่ ที่เดียว นิยายออนไลน์ที่เล่าถึงของกุลกัลยาและกล่องไม้ที่ฝาสลักเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว เมื่อสัญชาตญาณบอกว่าอย่าเปิด เพราะเมื่อเปิดทุกอย่างอาจไม่เหมือนเดิม เป็นคุณ…จะเปิดไหม 

****************************

–  13 –

กุลกัลยายืนอยู่หน้าบ้านไม้สองชั้นหลังเก่า แทบไม่น่าเชื่อว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาหลายปีมันจะยังคงอยู่ในสภาพใกล้พังอย่างนี้ เกือบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย มองเผินๆ เหมือนบ้านร้าง มีเพียงบริเวณรอบบ้านน้อยนิดที่ยังเรียบเตียนสะอาด ไม่มีวัชพืชขึ้นรกเรื้อ บ่งบอกให้รู้ว่าบ้านหลังนี้ยังมีคนคอยดูแล

ใครคนนั้นคือธนดลนั่นเอง

เธอเผลอยิ้มบางๆ การมายืนตรงนี้ ได้เห็นบ้านหลังนี้อีกครั้ง เปรียบดั่งได้ย้อนกลับไปในอดีต

ความสุขความทรงจำ กระทั่งความเศร้าหมองและทุกข์ทน ความรู้สึกทั้งหมดของมนุษย์หลั่งไหลผ่านหัวสมองของหญิงสาวจนเผลอกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

นานแค่ไหนแล้วที่เธอไม่ได้มาเหยียบที่นี่…บ้านเช่าที่ตัวเองและธนดลเคยเช่าอยู่ด้วยกันสมัยเรียนมหาวิทยาลัย

ตอนจัดการกับข้าวของส่วนตัวของเพื่อนสนิท เธอเจอกุญแจของบ้านนี้เข้า จึงตัดสินใจเดินทางมาให้เห็นกับตา กุลกัลยาไขกุญแจรั้วเข้าไป มันเปิดออกอย่างง่ายดาย แสดงว่าธนดลคงมาบ่อยพอสมควร ไม่ได้ทิ้งร้างเอาไว้เปล่าๆ อย่างที่เคยเข้าใจมาตลอด

กวาดตามองบริเวณรอบบ้าน ไม่อยากเชื่อเลยว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิมจริงๆ แม้กระทั่งโต๊ะม้าหินแถวริมรั้วก็ยังอยู่ที่เดิม

พลันรู้สึกกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง มองเห็นภาพทั้งสองนั่งทำงานด้วยกัน คิดโครงการสำหรับบริษัทใหญ่ครั้งแรก ไม่เคยนึกฝันว่ามันจะเป็นรูปเป็นร่างเอาจริงๆ เข้าในสักวันหนึ่ง

โต๊ะสีขาวบัดนี้แปรสภาพกระดำกระด่าง มีคราบไคลของวันเวลาผ่านอย่างโชกโชน เห็นได้ชัดว่าธนดลไม่ได้คิดถึงขั้นทำความสะอาดทุกสิ่งอย่าง หรือไม่ก็จงใจปล่อยไว้เช่นนี้

เธอรู้เมื่อสามปีก่อนว่าเขาซื้อบ้านเช่าเก็บเอาไว้ จำได้ว่าแปลกใจมากทีเดียว

‘ซื้อทำไมล่ะ บ้านเก่าจะตาย ใกล้พังจะแย่ ทำเลก็ไม่ดี สมัยนั้นจำได้ว่าอยู่ๆ ไปยังกลัวชั้นสองถล่มลงมาเข้าสักวัน’ เธอถามอย่างสงสัย

‘ฉันอยากได้บ้านส่วนตัว’

‘ระดับเธอซื้อบ้านในเมืองยังได้ แถมมีคอนโดแล้วด้วย สนใจอะไรกับบ้านเก่าๆ’

‘ช่างเถอะน่า มีเงินก็อยากซื้อเก็บไว้ เก็งกำไรในอนาคต’

‘ถึงตอนนี้เมืองจะขยายออกไปรอบนอกมากขึ้น แต่ทำเลตรงนั้นมันหลุมดำนะ ทางด่วนก็ไม่สร้าง รถไฟฟ้าก็ไปไม่ถึง นับวันยิ่งเป็นแหล่งเสื่อมโทรม คนฉลาดอย่างเธอลงทุนแย่ๆ อย่างนั้นได้ยังไง’

‘แล้วเธอจะสนทำไมไม่ทราบ หรืออยากได้ไว้เอง’ ธนดลชักเหลืออด

‘บ้า! ฉันไม่เอาหรอก นึกถึงบ้านนั้นทีไร ต้องนึกถึงความทรงจำไม่ดีอยู่เรื่อย จำสมัยที่ฝนตกหนักเป็นพายุแล้วเราต้องหากะละมังกับถังมารองทั่วบ้านได้ไหม คืนนั้นฉันนอนไม่หลับ กลัวน้ำท่วมบ้าน’

‘จำได้สิ พวกเราไม่มีถังพอด้วยซ้ำ สุดท้ายเลยต้องเอาชามข้าวมารองน้ำ’

‘แถมยังต้องยืมชามข้าวเจ้าโบลด์มาอีกต่างหาก มันทำหน้าไม่พอใจ ตลกมากเลย’ เธอหัวเราะ

‘ไม่ได้มีแต่ความทรงจำแย่ๆ สักหน่อย’ ธนดลว่า ทำเอาเธอหยุดหัวเราะ

นั่นสินะ ตอนใช้ชีวิตด้วยกันที่นั่น มีช่วงเวลาดีๆ อยู่เยอะแยะ หากแต่หญิงสาวกลับเลือกจำเพียงว่ามันคือความลำบาก พอก้าวผ่านมาได้ ก็ไม่อยากหวนกลับไปคิดถึงอีกแล้ว

สุดท้ายเพื่อนสนิทให้เหตุผลที่ซื้อบ้านเช่าเก่าซอมซ่อนี้เพราะต้องการเก็บเสี้ยวความทรงจำหนึ่งของชีวิตเอาไว้ ไม่อยากให้สูญสลายไปเปล่าๆ เธอนึกสงสัยว่านอกจากตัวเองแล้ว มีใครรู้เรื่องนี้อีกหรือไม่ และตำรวจเคยคิดจะสืบค้นหรือเปล่า

ดูท่าแล้วคงไม่ สถานที่แห่งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตธนดลที่ไม่มีใครรับรู้

กุลกัลยาเดินเข้าไปภายในบ้าน ลังเลว่ากำลังทำอะไรอยู่กันแน่ และคาดหวังจะเห็นอะไรข้างใน…

ตัวบ้านค่อนข้างต่างจากด้านนอก ธนดลปล่อยรอบบ้านไว้เฉยๆ เพียงแค่ไม่ปล่อยให้วัชพืชขึ้นรก หากแต่ข้างใน…เขาตกแต่งไว้อย่างน่าอยู่ราวกับเป็นบ้านหลังหนึ่งจริงๆ อย่างนั้นละ เธอไม่คาดหมายแม้แต่น้อยว่าจะเห็นภาพเช่นนี้ ยังนึกตกใจว่าตัวเองเผลอเดินผ่านเข้ามาอีกโลกตั้งแต่เมื่อไร ทว่าเมื่อเพ่งดูอยู่นานแล้วเห็นว่าโลกไม่ได้กลับหัว มันยังคงเป็นเช่นนี้อยู่ ซ้ำยังมีแสงสว่างจากหน้าต่างเข้ามาภายใน เน้นย้ำชัดว่ามันเป็นอย่างที่เห็นจริงๆ

เขาไม่ได้แค่ซื้อเอาไว้เฉยๆ แต่ตั้งใจใช้เป็นที่อยู่อาศัย

เรื่องนี้ทำให้แปลกใจได้มาก เพราะที่ผ่านมาเห็นกันอยู่ว่าธนดลใช้คอนโดมิเนียมเป็นบ้านมาตลอด ไม่เคยรู้เลยว่าเขาแบ่งเวลามาอยู่ที่นี่ด้วย แถมยังไม่เคยบอกใครอีกต่างหาก

เมื่อนึกได้ว่าเพื่อนก็มีความลับของตัวเองที่ไม่ยอมบอก ทำให้โหวงๆ ในอกอย่างน่าประหลาด ตระหนักว่ามีหลายเรื่องเช่นกันที่เธอไม่ได้บอกเขา เช่นก่อตั้งมูลนิธิเป็นต้น ต่างฝ่ายต่างอาจคิดว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญต้องบอก ทำให้นึกได้ว่าระยะหลังทั้งสองผูกพันกันด้วยบริษัทและเรื่องงาน จนคิดไปเองว่าเรื่องอื่นไม่จำเป็นต้องพูดคุยแลกเปลี่ยน ไม่ต่างจากแค่เพื่อนร่วมงานบริษัทเดียวกันเลยสักนิด

ชีวิตการทำงานของผู้ใหญ่ทำให้ทั้งสองเป็นแบบนี้โดยไม่รู้ตัว

หญิงสาวไม่แน่ใจว่าจะค้นหาอะไร เดิมทีก็เพียงคิดว่าอยากทำอะไรบางอย่างนอกเหนือไปจากนั่งเฉยๆ รอให้สารวัตรวีระหาข้ออ้างมาจับเข้าคุกอยู่แล้ว ถึงได้ตัดสินใจหามุมมองอื่นๆ จนกระทั่งคิดได้ถึงที่นี่ แต่พอเอาเข้าจริงมาถึงที่แล้วก็มืดแปดด้าน คิดอะไรไม่ออก

ลองดูสักหน่อยดีกว่าว่าธนดลเก็บเอกสารอะไรไว้ที่นี่บ้างไหม

จำได้ว่าตำรวจมาค้นห้องคอนโดฯ และเก็บข้าวของที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ไปบ้างแล้ว หากส่วนใหญ่มุ่งเน้นมาที่บริษัทมากกว่า เขาไม่ได้ใส่ใจของบางอย่าง นั่นทำให้เธอเจอกุญแจดอกนี้

กุลกัลยาตรงไปที่ห้องนอนเก่าของเขาก่อนเป็นอันดับแรก รู้สึกประหลาดเล็กน้อยที่ได้กลับมาอีกแล้วเห็นว่ามันยังเหมือนเดิม ดูเหมือนจะมีบางสิ่งบางอย่างที่เจ้าของบ้านจัดการใหม่ และบางอย่างที่เขาเก็บไว้ตามเดิม ห้องนอนเจ้าตัวเป็นหนึ่งในนั้น

ห้องสะอาด เรียบโล่ง มีข้าวของน้อยชิ้นเหมือนอดีตไม่มีผิด

เธอเปิดลิ้นชักเล็กๆ เตี้ยเพียงแค่สามชั้น ชั้นล่างสุดเป็นถุงเท้า ชั้นที่สองเป็นของใช้ในบ้านจำพวกถ่านหรือไฟฉาย แต่ชั้นบนสุดเต็มไปด้วยเอกสาร ทว่าก่อนจะหยิบออกมาดูรายละเอียด พลันร่างกายก็รู้สึกถึงความหนาวเย็น อีกทั้งเริ่มเวียนหัว

ไม่นะ! ภายในร่ำร้องอย่างตระหนก มันจะเกิดขึ้นอีกไม่ได้!

แน่นอนว่าคำภาวนาไม่เกิดผล เพียงพริบตาเดียวโลกทั้งโลกของกุลกัลยาก็คลอนแคลน ความมืดครอบคลุม แล้วก็เกิดทรงตัวไม่อยู่ ล้มกลิ้งไปกับพื้นเพราะพื้นเปลี่ยนด้านกะทันหัน

รู้ตัวอีกที เธอก็อยู่ในโลกกลับหัวเสียแล้ว ห้องทั้งห้องของธนดลกลับด้าน เตียงไปอยู่ข้างบนเพดาน เช่นเดียวกับลิ้นชักที่เพิ่งเปิดดูเมื่อครู่ ต่างกันแต่เพียงไม่มีเอกสารในชั้นที่เปิดอ้า มันอันตรธานหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่

ฝันร้ายกำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว…และจะเป็นไปอีกนานแค่ไหนก็ไม่รู้ เพียงแค่คิดประสาทสัมผัสในร่างกายก็แข็งเกร็งไปหมด ตึงเครียดจนปวดหัวตุบๆ เลยทีเดียว

 

ต้องออกจากห้องนี้ก่อน นั่นคือสิ่งที่กุลกัลยาคิดขึ้นเป็นอันดับแรก

ห้องนี้แคบมาก ถ้าหากวีรวุฒิหรือโศภิตาโผล่มา เธอจะไม่อาจหนีรอดได้เลย ดังนั้นแทนที่จะเสี่ยง ต้องหาทางให้ตัวเองมีโอกาสมากขึ้น ไม่รอให้ถูกต้อนจนมุม

หญิงสาวพุ่งตรงไปที่ประตูห้อง ยังไม่ทันจับลูกบิดประตู มันก็เปิดเข้ามาเสียก่อน!

ใจกระตุก ก่อนค่อยกลับเข้าที่ เมื่อเห็นหน้าคนที่เดินเข้ามา

“คิรินทร์!” ดีใจที่เจอเขายิ่งกว่าใคร เหมือนเจอเพื่อนในยามเดือดร้อน

“กัล…” เขาเอ่ย ท่าทางแปลกใจ ก่อนมองเข้ามาในห้อง “มันที่ไหนกัน”

“ห้องนอนของเพื่อนฉันเองค่ะ” เธอตอบ

“เล็กนิดเดียว มันต้องไม่ใช่ทางออกแน่” เขาร้อนใจ “ต้องหาประตูอื่นแล้ว”

“เดี๋ยวก่อน ฉันไปด้วย” ยังไม่ทันจะติดตามเขาไป ชายหนุ่มกลับเป็นฝ่ายกระเด้งเข้ามาในห้องด้วยท่าราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นผลักอย่างแรง จากนั้นประตูห้องก็หายวับไปต่อหน้าต่อตา “มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย”

“ผมคิดว่าอะไรบางอย่างคงอยากให้เราอยู่ด้วยกัน”

“มะ…หมายความว่ายังไงกันคะ”

“ในเมื่อมีเราสองคน— ผมขอสันนิษฐานอย่างนั้น— ที่อยู่ในโลกกลับหัวนี่ เพราะฉะนั้นเมื่อเราต่างถูกดึงเข้ามา มันเลยทำให้ผมมาหาคุณ แทนที่จะต่างฝ่ายต่างผจญไปตามลำพัง”

“ใจดีจังนะคะ” อดประชดไม่ได้ “แล้วจะทำยังไงกันต่อไปดีล่ะคุณ”

“ต้องหาประตูใหม่ให้เจอ ห้องเล็กแค่นี้คงหาไม่ยาก”

เธอกวาดตา ก่อนทำหน้าวิตก

“ฉันมองไม่ออกเลยว่าจะมีตรงไหนกลายเป็นทางออกได้”

“คุณบอกว่าห้องนี้เป็นห้องของเพื่อนคุณเหรอ” เขาหันมาถาม

พลันหญิงสาวเกิดใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาเสียเฉยๆ รีบออกตัวทั้งที่ไม่จำเป็น

“เพื่อนจริงๆ ค่ะ เพื่อนฉันชื่อดล แต่เขาตายไปแล้ว ฉันเข้ามาเก็บของแล้วก็ถูกดึงมาที่โลกนี่แหละ”

คิรินทร์พยักหน้า ก่อนเอ่ยเสียงอ่อน

“เสียใจด้วยนะ”

อยู่ๆ เธอก็นึกอยากระบายให้ใครสักคนฟัง จึงโพล่งขึ้นมา

“ดลตายกะทันหัน…ถูกคนฆ่าตาย เพราะอะไรก็ไม่รู้ ตำรวจคิดว่าฉันเป็นคนทำเพราะเราสองคนเพิ่งขัดแย้งกันก่อนเขาตาย”

“แล้วเขามีศัตรูที่ไหนหรือเปล่า”

“ไม่รู้เลยค่ะ ฉันถึงมาที่บ้านนี้เพื่อค้นหา แปลกดี ทั้งที่เป็นเพื่อนสนิทกัน แต่กลับไม่รู้เรื่องส่วนตัวของกันและกันสักเท่าไร”

เธออยากถามเขาว่า…เชื่อหรือไม่ว่าเธอถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกร อยากได้ยินคำตอบว่าคนอย่างเธอน่ะหรือจะฆ่าใครแล้ว หากแล้วก็ไม่กล้าถาม ตระหนักว่ากลัวคำตอบ

เขาไม่รู้จักเบื้องลึกเบื้องหลังเธอสักหน่อย จะกล้าพูดเช่นนั้นได้ยังไง คนสนิทกันเผลอๆ ยังไม่กล้าด้วยซ้ำ

อีกอย่าง…เมื่อทั้งสองถูกดึงเข้ามาในโลกประหลาดนี่ก็เห็นกันแล้วว่าเธอถูกวิญญาณไล่ล่าเพราะมีส่วนทำให้พวกนั้นต้องตาย คิรินทร์จะเชื่อได้อย่างไรว่าเธอไม่ได้เป็นคนฆ่าธนดลเสียเอง แค่เขาไม่พูด ไม่แสดงท่าหวาดหวั่นฆาตกรเลือดเย็นก็ถือว่าปรานีมากแล้ว

เงียบกันไปครู่ใหญ่ คิรินทร์ก็เอ่ยทำลายความเงียบ

“ผมคิดว่าสิ่งที่ทำให้มนุษย์ทุกคนเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์คือความผิดพลาด”

“ยังไงคะ” เธองุนงง

“ไม่มีใครเกิดมาแล้วไม่เคยทำผิดพลาด ไม่ว่าเล็กน้อยหรือใหญ่โตแค่ไหนก็ตาม ถ้าใครไม่เคยทำผิด ผมว่าคนนั้นคงยังไม่เกิด” เขาหัวเราะในลำคอ

“แต่ฉันก็ทำให้พี่วุฒิตายจริงๆ” หญิงสาวเอ่ยเศร้าหมอง

“เราต่างมีบาดแผลกันทั้งนั้น อย่าคิดมากเลยคุณ”

“คุณเห็นเด็กหนุ่มที่ตามฉันมาตลอดทางไหม นั่นคือพี่วุฒิ เขาจมน้ำตายเพราะฉันดื้ออยากออกไปเก็บดอกบัวจนตกน้ำ เขาเข้ามาช่วยถึงได้เกิดเรื่อง พ่อแม่เขาตราหน้าว่าฉันเป็นฆาตกร ฉันไม่เคยลืม มันติดตัวไปตลอดชีวิต”

“พ่อแม่ย่อมเจ็บเมื่อลูกมาตายก่อนตัวเอง พวกเขาทำทุกทางเพื่อให้ตัวเองเจ็บน้อยลง รวมถึงการหาคนผิดด้วย แต่ในท้ายที่สุดก็เป็นอุบัติเหตุอยู่ดี คุณไม่ได้ตั้งใจให้เขาตาย”

“ไหนจะดลอีกล่ะ ตอนนี้ฉันไม่เหลือใครแล้ว ทุกคนที่ฉันรักพากันตายจากไปหมด เริ่มจากพี่วุฒิ พ่อแม่ ดล…”

หญิงสาวย้อนคิดถึงอดีต หลังจากพบว่าตัวเองเหลืออยู่ตัวคนเดียวพร้อมสมบัติจำนวนหนึ่ง ขณะคิดว่าจะอยู่ตามลำพัง ป้านุจรีก็โผล่มาในชีวิต พร้อมกับพาตัวไปอาศัยอยู่ด้วย

เธอไม่สนิทกับป้า ครอบครัวแทบไม่เคยเกี่ยวข้องกันมาก่อน กระนั้นป้าก็ยังรู้และอาศัยว่าเธอยังเป็นผู้เยาว์ ขอเป็นผู้จัดการมรดก ไม่ใช่ด้วยความเมตตา แต่เป็นเพราะความโลภ

กุลกัลยายังอ่อนต่อโลก รู้ไม่เท่าทันคำว่าละโมบ กว่าจะรู้ตัวทรัพย์สินก็ถูกโอนถ่าย หรือไม่ก็ยักย้ายเป็นเงินสดเข้ากระเป๋าป้าแทบหมด คิดเป็นเงินเจ็ดหลักเลยทีเดียว

หากแต่นั่นไม่ใช่ความโชคร้ายที่สุดในชีวิตช่วงนั้นหรอก…

นอกจากป้านุจรีแล้ว ยังมีลุงมงคลอีกคน ฝ่ายหลังเป็นสามีใหม่ของป้า เธอไม่เคยเจอ ไม่เคยเห็นหน้า และไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนาม และพอได้ใกล้ชิด เข้ามาอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน เธอก็เกลียดเขาเข้ากระดูกดำ

ลุงมงคลไม่ใช่ผู้ใหญ่ใจดี หากแต่เป็นตาเฒ่าหัวงูและปลิ้นปล้อนเป็นที่สุด!

สองลุงป้าเสวยสุขด้วยเงินทองของพ่อแม่เธอ แทบไม่เหลือติดให้กุลกัลยาเป็นทุนส่วนตัวด้วยซ้ำ เธอต้องดิ้นรนด้วยตัวเอง ทั้งขอทุนการศึกษา ทำงานพิเศษ แถมยังต้องทนฟังคำบ่นของป้าเป็นประจำว่าเธออกตัญญู ไม่เคยช่วยงานบ้าน มาอาศัยข้าวแดงแกงร้อนตน หลายครั้งอยากตอกหน้ากลับไปว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่อีกฝ่ายใช้จ่ายมาจากเธอทั้งนั้น ยังไม่พอใจอีกหรือไง

ไม่นานเท่าไรนัก ป้านุจรีก็เริ่มติดการพนัน เงินทองจึงสูญไปง่ายดายราวกับเททิ้งน้ำ ส่วนลุงมงคลก็ไม่เคยทำงาน แต่เรียกร้องอยากใช้เงินเป็นเบี้ย และป้าก็ยินยอมให้ทุกครั้ง จากนั้นก็หงุดหงิดแล้วมาบ่นเอากับเธอ

‘นังเด็กบ้านี่ จะเรียนหนังสือหนังหาทำไมให้สิ้นเปลือง ค่าหนังสือ ค่าเล่าเรียนพวกนี้มันแพงรู้ไหม เงินทองก็ไม่ค่อยกันหา แล้วยังพาหมามาเลี้ยงอีก คิดว่าฉันผลิตเงินผลิตทองได้เองหรือยังไง’

สองปี…ช่วงเวลาเหมือนตกนรกที่เธอยอมทนอยู่ และเป็นเวลาสองปีที่ผลักดันให้เด็กอ่อนเดียงสาต่อโลกคนหนึ่งเติบโตกลายเป็นคนแข็งแกร่ง เพราะหากไม่โตพอจะพึ่งพาตัวเองได้ ชีวิตก็คงดิ่งลงเหว

คืนวันหนึ่งลุงมงคลเมามายมาจากวงก๊งเหล้าหน้าปากซอย นิสัยเดิมจึงออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ คนหน้ามืดตรงเข้าหมายข่มขืนหลานสาวนอกไส้ ยังดีที่เธอเอาตัวรอดมาได้เพราะสุนัขที่เลี้ยงเอาไว้ ตัวเดียวกับที่ป้านุจรีด่าทอ

เจ้าโบลด์ สุนัขสีขาวขนเกรียนที่เก็บมาเลี้ยงเป็นเพื่อนคลายเหงากระโดดเข้ามาช่วยกัดลุงมงคลจนจมเขี้ยว ฝ่ายนั้นร้องเสียงหลง พยายามคว้าไม้มาไล่ตีเจ้าสี่ขาผู้ซื่อสัตย์ที่มันเองก็ทั้งเห่าและคำรามสู้ตายเพื่อปกป้องเจ้าของ ยังดีที่เธอตั้งตัวได้รีบวิ่งหนีเข้าห้อง กอดกับเจ้าโบลด์ตัวสั่น ไม่ยอมเปิดประตูให้ลุงเข้ามา ไม่ว่าจะตะโกนเป็นบ้าเป็นหลังแค่ไหนก็ตาม

ตอนป้านุจรีกลับมา เธอนึกว่าฝันร้ายจะจบลง ทว่าเป็นอีกครั้งที่ได้เห็นธาตุแท้ของมนุษย์ซึ่งไม่เคยประสบมาก่อน

ป้าเข้าข้างสามีตัวเอง พลิกดำเป็นขาวว่าเธอเป็นฝ่ายให้ท่า และหมาเธอก็ผิดที่ทำร้ายร่างกาย ต้องนำไปปล่อย อย่าให้เข้าบ้านอีก

วินาทีนั้นกุลกัลยาตระหนักได้ว่าคนเป็นป้าไม่มีความรักให้เลยสักนิด แม้กระทั่งเมตตายังไม่มีเลยด้วยซ้ำ

เธอจะไม่ยอมถูกย่ำยีอย่างนี้อีกเด็ดขาด!

คืนนั้นหญิงสาวเก็บข้าวของทุกอย่าง รวมทั้งกวาดของมีค่าของตัวเองมาด้วย และจากมาพร้อมกับหมาคู่ใจ และไม่เคยหวนกลับไปอีกเลย

น่าแปลกเหมือนกัน ท่ามกลางเพื่อนที่พอมีอยู่บ้าง เธอกลับตอบรับความช่วยเหลือจากเขาทั้งที่เป็นเพื่อนต่างเพศ หนุ่มเนิร์ดดูเผินๆ มนุษยสัมพันธ์ไม่ค่อยดีนัก พูดจาก็ไม่เข้าท่า คงเพราะทั้งสองมีชีวิตคล้ายๆ กัน ทำให้ผูกพันโดยไม่รู้ตัว

ธนดลให้การต้อนรับ ยอมให้เธอกับเจ้าโบลด์อยู่ด้วยในช่วงแรก ถึงหอพักจะเล็กนิดเดียวก็ตาม ไม่นานพอมีทางขยับขยาย ทั้งสองก็ย้ายไปเช่าบ้าน ข้อดีคือมีพื้นที่ให้สุนัขตัวโปรดได้วิ่งเล่น มันมีความสุขมากทีเดียว

จนถึงวันนี้ ทุกคนได้จากเธอไปหมดแล้ว ไม่มีใครเหลืออยู่เลย…

“คุณกัล ผมเจอประตูแล้ว” เสียงของคิรินทร์แทรกภวังค์ความคิด ดึงให้กลับสู่ความเป็นจริง

หญิงสาวกะพริบตา พอนึกได้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหนก็เผลอถอนหายใจอย่างผิดหวัง ถึงอดีตจะไม่น่าอภิรมย์ ทว่าอย่างน้อยก็ยังดีกว่าสถานการณ์ปัจจุบันก็แล้วกัน

“ไหนคะ” พยายามปรับความรู้สึก

“ใต้เตียง” เขาว่า “มันมีแสงลอดออกมา ผมคิดว่าน่าจะใช่”

กุลกัลยานึกไม่ออกว่าในโลกความจริงมีช่องใต้เตียงของธนดลหรือเปล่า ถ้าหากรอดไปได้ เธอควรสำรวจดูสักหน่อย เผื่อจะมีอะไรอยู่ในนั้นก็ได้

สีหน้าคงเคร่งเครียด ปฏิกิริยาตอบสนองก็ชักช้าผิดสังเกตกว่าคราวก่อนๆ ชายหนุ่มจึงหันมาพินิจดวงหน้าหวาน แล้วอยู่ๆ ก็ทำสิ่งไม่คาดฝัน

เขาดึงตัวเธอมากอด!

ไม่ใช่กอดในเชิงชู้สาวหรอก แค่โอบมาหลวมๆ เท่านั้น เนื้อตัวแทบไม่ได้สัมผัสกันเลย ทว่ากุลกัลยากลับรู้สึกดี แน่ใจว่าเขาทำไปเพราะอยากปลอบ หยิบยื่นมิตรภาพมาให้

เธอหลับตา เก็บเกี่ยวความอุ่นใจนี้ไว้ เพราะไม่รู้ว่าอีกเมื่อไรจะได้สัมผัสมันอีก

มันเกิดขึ้นเพียงแค่ชั่วครู่ ก่อนเขาจะถอนตัวออกห่าง พลางเอ่ยขอโทษ

“คุณอย่าคิดว่าผมล่วงเกินเลยนะ ผมแค่อยากทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น” คิรินทร์ว่า “ผมเคยชินน่ะ”

เธอไม่ได้ถามอะไรต่อ เพียงส่ายศีรษะ แล้วยิ้มให้

“ฉันเข้าใจค่ะ น่าแปลก มันทำให้รู้สึกดีขึ้นจริงๆ ด้วย”

“เรารีบเข้าประตูดีกว่า”

“ค่ะ”

เนื่องจากห้องกลับหัวกลับหาง ดังนั้นประตูที่ว่าอยู่ใต้เตียงจึงกลับกลายเป็นเพดาน และต้องโทษว่าเครื่องเรือนช่างน้อยนิด ทำให้ไม่มีตรงไหนให้ปีนขึ้นไปได้เลย โชคดีอยู่บ้างว่าบ้านสมัยเก่าหลังนี้เพดานค่อนข้างเตี้ย ดังนั้นใช้เวลาและแรงสักพัก คนสูงอย่างคิรินทร์ก็สามารถเกาะขอบเตียงเอาไว้ได้ พอแน่ใจว่าจับมั่นคงแล้ว เขาก็บอกให้เธอเกาะตัวเขาไต่ขึ้นไปจนถึงใต้เตียง

ตอนแรกก็ไม่คิดอะไรหรอก แต่เมื่อทั้งสองสัมผัสร่างกายกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ กุลกัลยาก็ชักเกิดอาการเขินอาย แต่จะหาทางเลี่ยงแตะตัวชายหนุ่มให้น้อยที่สุดก็ทำไม่ได้เช่นกัน ได้แต่หลับหูหลับตาพยายามดันตัวขึ้นไป ไม่กล้ามองหน้าอีกฝ่ายเพราะเกรงจะเดินหน้าต่อไม่ไหว ในที่สุดก็ปีนขึ้นไปจนถึงเตียง และยันตัวเข้าไปข้างใต้จนได้

“คุณลองสำรวจมันก่อนเลยว่าใช่ประตูแน่หรือเปล่า ผมจะปีนขึ้นไปสมทบ” เขาร้องบอก

กุลกัลยามองสำรวจส่วนที่เคยเป็นพื้นใต้เตียง มันกลืนไปกับพื้นผิวไม้จนแทบแยกไม่ออก ถ้าหากไม่มีแสงลอดออกมานิดๆ คงไม่มีทางสังเกตเห็นแน่ เธอปัดป่ายมือไปตามพื้นแล้วออกแรงกด ตรงจุดหนึ่งก็สามารถทำให้ฝากระดานไม้อ้าขึ้นได้

“มันเปิดออกได้ค่ะ!” ร้องบอกเขา จังหวะเดียวกับคิรินทร์ขึ้นมาได้พอดี

ชายหนุ่มดึงแผ่นไม้เปิดออก เผยให้เห็นความมืดดำมิดอยู่อีกด้าน

“ประหลาดจัง ทั้งที่เห็นแสง แต่พอเปิดออกกลับมืดสนิท” เธอสงสัย

“โลกนี้จะคิดแบบกฎเกณฑ์ธรรมดาคงไม่ได้หรอก รีบไปกันดีกว่า”

“แต่มันเล็กนิดเดียวเองนะคะ ต่อให้เป็นฉันยังผ่านเข้าไปไม่ได้เลย คุณตัวใหญ่กว่าจะเข้าได้ยังไง”

แทนคำตอบ คิรินทร์ดึงแผ่นไม้แผ่นอื่นรอบข้างออกด้วยอย่างรวดเร็ว ในที่สุดก็เปิดเป็นช่องกว้างเพียงพอให้ทั้งสองลอดผ่านได้แน่

ก่อนจะเข้าไป เขาจับมือเธอเอาไว้ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงปลอบโยน

“ผมไม่รู้ว่าในโลกความเป็นจริงคุณเผชิญกับอะไรบ้าง แต่ขอให้คิดไว้นะครับว่าทุกอย่างมีทางออก คุณต้องผ่านมันไปได้ ความเปลี่ยนแปลง…ความตาย…มันเป็นเรื่องธรรมดา เราต้องอยู่กับมันให้ได้ ยอมรับมัน แต่อย่าให้มันกัดกินจิตใจของเรา”

กุลกัลยาหันไปยิ้มให้เขา ก่อนเอ่ยปาก

“ขอบคุณนะคะ เดี๋ยวเราค่อยคุยกันหลังจากผ่านประตูไปแล้ว อันที่จริงคุณคุยสนุกเหมือนกันนะ ทำให้สบายใจขึ้นตั้งเยอะแน่ะ” เธอรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ การเจอเขาตอนนี้ช่วยเยียวยาความรู้สึกทดท้อได้อย่างไม่คาดฝัน

ภาพเขายิ้มตอบคือสิ่งสุดท้ายที่หญิงสาวเห็น หากแต่ทั้งคู่ไม่ได้คุยกันอีก เพราะหลังจากผ่านความมืดมิดรอบนี้ไปแล้ว เธอก็กลับไปยังโลกปกติอีกครั้ง

Don`t copy text!