สลักบุหลัน บทที่ 6 : มิสหลิงและฟาหมาน

สลักบุหลัน บทที่ 6 : มิสหลิงและฟาหมาน

โดย : ปองวุฒิ

สลักบุหลัน ผลงานนวนิยายแนวลึกลับเรื่องล่าสุดของ ปองวุฒิ ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อผู้อ่าน ‘ อ่านเอา ’ ที่นี่ ที่เดียว นิยายออนไลน์ที่เล่าถึงของกุลกัลยาและกล่องไม้ที่ฝาสลักเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว เมื่อสัญชาตญาณบอกว่าอย่าเปิด เพราะเมื่อเปิดทุกอย่างอาจไม่เหมือนเดิม เป็นคุณ…จะเปิดไหม 

****************************

–  6 –

หลังจากทุ่มเทกันมานาน ในที่สุดวันรุ่งขึ้นประธานบริษัทยักษ์ใหญ่จากจีนที่ทุกคนมุ่งหวังก็จะมาเยือน กุลกัลยาตรวจสอบงานทุกอย่างด้วยตัวเองเพื่อไม่ให้ผิดพลาดในขั้นสุดท้าย จากนั้นจึงวางใจ คิดว่าพนักงานสมควรได้พักผ่อนอย่างเต็มที่เตรียมรับวันสำคัญ จึงออกคำสั่งให้กลับบ้านกันเร็วขึ้น ขณะกำลังเตรียมตัวกลับบ้านนั่นเอง แขกไม่ได้รับเชิญก็มาเยือนถึงบริษัท

หญิงวัยกลางคนร่างท้วมดัดผมหยิกสั้นเดินดุ่มเข้ามาถึงห้องทำงานส่วนตัวของประธานบริษัท ทำหูทวนลมกับคำทัดทานของเลขานุการสาว จากนั้นก็ปราดมาถึงหน้าโต๊ะทำงานอย่างไม่เกรงใจใดๆ

“ทำไมไม่รับโทรศัพท์ฉันฮึ ยายกัล” คนมาใหม่เปิดฉากเล่นงาน

“สวัสดีค่ะ ป้านุจ” เจ้าของห้องตอบอย่างใจเย็น น้ำเสียงเบื่อหน่ายโดยไม่คิดปิดบัง

“ไม่ต้องมาสวัสดง สวัสดีอะไรหรอกย่ะ คนไร้มารยาทอย่างเธอ อย่าพยายามทำเลย เห็นแล้วขัดตา”

แม้จะได้รับการตอบกลับเช่นนี้ ทว่ากุลกัลยาก็ยังข่มอารมณ์ ไม่เดือดปุดๆ อย่างเคย รักษาสีหน้าให้นิ่งเฉยอย่างน่าอัศจรรย์

เธอชินเสียแล้วกับคำพูดเชือดเฉือนจิตใจของอีกฝ่าย

“ป้าต้องการเงินเท่าไรคะ”

สีหน้าของหญิงวัยกลางคนแช่มชื่นขึ้นทันตา ผุดยิ้มร่า

“พูดอย่างนี้ค่อยรื่นหูหน่อย” หล่อนว่า “ไม่มากหรอก สักสามพันก็พอ”

“แต่นี่ยังต้นเดือนอยู่ กิจการร้านขายของชำของป้าก็ยังทำอยู่ เพราะฉะนั้นกัลขออนุญาตให้เดือนนี้แค่ครั้งเดียวนะคะ”

“อะไรกัน!” อีกฝ่ายเริ่มโวยวาย ชักสีหน้าไม่พอใจ “ถ้าฉันมีเงินพอใช้จะบากหน้ามาขอเธอให้อายไหมล่ะ เธอก็รู้ว่าเศรษฐกิจมันไม่ดี ทำมาหากินไม่ค่อยรุ่ง อุตส่าห์เห็นว่าเป็นญาติ เคยเอื้อเฟื้อกันมาแต่เล็กแต่น้อย นึกว่าโตมาจะพึ่งพาได้บ้าง ที่ไหนได้มาให้เด็กมันถอนหงอกแท้ๆ เวรกรรมจริงๆ ฉันทำบุญกับคนไม่ขึ้นเอาเสียเลย”

หญิงสาวคร้านจะฟัง ด้วยว่าคำบ่นจากปากของคนตรงหน้าหาสาระแทบไม่ได้ หนำซ้ำยังบิดเบือนไปกว่าครึ่ง จนไม่น่าเชื่อว่าสามารถพูดจากปากได้โดยไม่ตะขิดตะขวงใจเสียเอง

ฮึ! เอะอะก็อ้างเศรษฐกิจ ไม่ใช่ว่าเงินไม่พอใช้เพราะเปิดร้านหนึ่งวันและปิดไปเล่นไพ่อีกสามวันหรอกหรือ เธอไม่แปลกใจสักนิดถ้าหากเงินรายได้แต่ละเดือนจะไม่เพียงพอ จนต้องมาขอจากเธอเดือนละหลายรอบ

แล้วยังอ้างบุญคุณนั่นอีก…

กุลกัลยากำพร้าพ่อแม่จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ตอนอายุได้สิบหกย่างสิบเจ็ด อีกเพียงไม่นานก็จะเข้ามหาวิทยาลัยแล้วแท้ๆ ทว่าพวกท่านกลับไม่ได้เห็นช่วงชีวิตสำคัญของบุตรสาว และชิงด่วนจากไปเสียก่อน ทำให้เธอต้องย้ายไปอาศัยอยู่กับป้านุจรี พี่สาวของแม่ซึ่งแทบไม่เคยรู้จักหน้าค่าตากันด้วยซ้ำ แถมยังต้องย้ายโรงเรียนไปอยู่ต่างจังหวัดอย่างกะทันหันอีกด้วย

เธอควรได้ไปอยู่กับคุณอา หากด้วยความผิดที่เคยทำส่งให้ทางนั้นไม่ต้องการเห็นหน้าและไม่คิดอ้าแขนรับหลานสาวคนนี้ไปอยู่ด้วย เธอไม่มีทางเลือกใดจึงจำยอมต้องจากสภาพแวดล้อมคุ้นเคยไปสู่ที่ใหม่

ชีวิตในช่วงนั้นไม่ง่าย…อาจเรียกว่าเป็นประสบการณ์เลวร้ายที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้ เพียงไม่ถึงสองปีหลังจากนั้น หญิงสาวไม่อาจทนไหว ต้องหนีจากที่นั่นมาอยู่ตามลำพัง ก่อนที่มันจะกลายเป็นนรกทั้งเป็น

ป้านุจรีไม่เคยติดต่อมาสักนิด แม้ถามไถ่สารทุกข์สักคำยังไม่มี จวบจนเธอล้มลุกคลุกคลานจนยืนได้อย่างมั่นคง ก่อตั้งบริษัทมาพักใหญ่นั่นละ อีกฝ่ายก็โผล่มาทวงบุญคุณ อ้างเวลาเกือบสองปีนั้นว่าเคยช่วยเหลือเธอไว้ขนาดไหน

ช่วย! สิ่งเดียวที่ป้าทำ…คือพยายามซุกปัญหาไว้ใต้พรม หลอกตัวเองว่าทุกอย่างปกตินั่นปะไร

กุลกัลยาไม่อยากนึกถึงอดีต มันผ่านมาแล้ว และไม่น่าจดจำเลยแม้แต่น้อย กระนั้นจะทำเหมือนไม่รู้จักกันก็ไม่ได้เช่นกัน ดังนั้นเธอจึงยอมพบกันครึ่งทาง ให้เงินอีกฝ่ายตามที่ขอบ้างในจำนวนไม่มากไม่น้อยเกินไป และไม่บ่อยจนเคยตัว หากครั้งไหนได้เงินเยอะหน่อย นุจรีก็ละเว้นไม่สรรหาถ้อยคำเจ็บแสบมาด่าทอหลานสาว แต่หากไม่มากเท่าต้องการ คำผรุสวาทจะออกมาจากปากไม่ซ้ำได้อย่างน่าทึ่ง

ธนดลผู้รู้ตื้นลึกหนาบางดี เคยเอ่ยอย่างโกรธเคืองว่า

‘ทำไมเธอต้องทนกับป้าคนนี้ด้วย แถมยังให้เงินอีก ทั้งที่ไม่ได้เลี้ยงดูกันจริงๆ สักหน่อย’

‘ไม่รู้สิ’ เธอยักไหล่ ‘คงเพราะ…อย่างน้อยก็เป็นญาติกันมั้ง’

‘ไม่มีเหตุผลเลย’ ธนดลพึมพำ เธอไม่หวังให้เพื่อนเข้าใจ เพราะลึกๆ แล้วเธอยังไม่เข้าใจตัวเองเลย

อย่างไรก็ตาม ในครั้งนี้ก็เช่นกัน หญิงสาวยอมให้เงินป้า ถือว่าเป็นการตัดรำคาญ

“กัลให้ป้านุจห้าพันก็แล้วกันนะคะ แต่เงื่อนไขยังเป็นไปตามที่บอกเหมือนเดิม และคราวหน้าป้าโทรมาบอกก่อนนะคะ กัลไม่อยากให้พนักงานคิดว่ากัลยุ่งกับเรื่องส่วนตัวมากเกินไป”

“แหม ฉันก็โทรมาแล้ว เธอไม่รับโทรศัพท์เอง” อีกฝ่ายพูดไม่เต็มเสียง ทั้งรู้อยู่เต็มอกว่ามันไม่จริง

นุจรีมีนิสัยประหลาดอย่างหนึ่งคือไม่ใคร่อยากโทร.หาหลานสาวก่อน เพราะลึกๆ แล้วหล่อนกังวลว่ากุลกัลยาจะไม่ยอมรับโทรศัพท์ อีกทั้งไม่ยอมให้เงินง่ายๆ สู้บุกมาถึงตัวเลยไม่ได้ เดี๋ยวอายคนก็คร้านจะรีบจ่ายนั่นแหละ ลองถ้าไม่ได้สิ หล่อนจะโวยลั่นบริษัทว่าหลานอกตัญญูให้ได้อายเลยทีเดียว

ไม่มีสักครั้งในมโนสำนึกของหญิงวัยกลางคนว่าสิ่งที่หลานสาวทำอยู่ถือว่ามากแล้ว ตรงกันข้ามกลับคิดว่าน้อยไปอยู่นั่น ในเมื่อมีปัญญาตั้งบริษัทใหญ่โตขนาดนี้ แทนที่จะให้เงินหล่อนใช้สบายมือ กลับต้องให้บากหน้ามาขอทีละพันสองพัน มันใช้ได้ที่ไหน!

คนสูงวัยกว่านับเงิน ตรวจอยู่หลายรอบว่าครบถ้วน ราวกับกลัวว่าธนบัตรสีเทาห้าใบจะรอดสายตาไป จากนั้นจึงกลับไปโดยไม่เอ่ยอะไรสักคำ แม้กระทั่งคำลา ทิ้งให้กุลกัลยาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยหน่าย หมดแรงจะกลับไปพักผ่อนทันตา

“คุณกัลไม่น่าให้เงินคุณนุจรีเลยนะคะ ทำอย่างนี้ถึงได้เคยตัว ไม่คิดถึงความเหมาะสมบ้าง” มนวดีเอ่ยเบาๆ อย่างคนเข้าใจสถานการณ์

“เธอพูดเหมือนดล” หญิงสาวว่า “บางครั้งคนเราก็ทำอะไรไม่สัมพันธ์กับเหตุผล ทั้งที่รู้ว่าสิ่งที่ควรทำคืออะไรก็เถอะ ฉันก็คงเป็นอย่างนั้นแหละ”

“ฟังดูแล้วไม่เหมือนคุณกัล…ซีอีโอสุดโหดของ BOLD เลยนะคะ”

“สงสัยนี่คงเป็นจุดอ่อนของฉัน” กุลกัลยาหัวเราะขื่นๆ “มีแค่เธอกับดลที่รู้”

“โชคดีที่คุณนุจรีเลือกมาเอาวันที่พนักงานกลับกันค่อนออฟฟิศแล้ว รวมถึงคุณชนาสินด้วย แต่คุณกัลจะปิดได้อีกนานสักแค่ไหนกันคะ”

“ฉันบอกป้าแล้วว่าอย่ามาบริษัทอีก แต่หลังจากนี้ก็คงต้องเพิ่มมาตรการหน่อย หมิวสั่งพนักงานต้อนรับไว้เลยนะว่าห้ามให้ใครผ่านเข้ามาได้โดยไม่มีบัตรเด็ดขาด ต้องแจ้งชื่อกับธุระที่ด้านหน้าเท่านั้น”

“มาตรการนี้สำหรับอีกกรณีด้วยหรือเปล่าคะ”

กุลกัลยารู้ว่าเลขาฯ หมายถึงคราวชนาสินกับอภิวัฒน์ เธอพยักหน้า เอ่ยเสียงจริงจัง

“ใครที่คุยกับหมอนั่นเกินสองคำย่อมรู้ว่ามีกึ๋นแค่ไหน ถ้าคิดจะหลอกจริงๆ ก็ไม่ยาก เราต้องเพิ่มความเข้มงวดให้มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงสำคัญขนาดนี้ มีทรัพย์สินทางปัญญามากเกินไปที่เราไม่อาจเสี่ยงให้คู่แข่งขโมยความคิดไปได้”

“ถ้าอย่างนั้นคุณกัลคงต้องออกคำสั่งห้ามคุณชนาสินเข้าถึงข้อมูลด้วยแล้วละค่ะ”

“ฉันก็คิดเหมือนกัน เขาคงโวยวายบริษัทแตกแน่ แต่ก็เลี่ยงไม่ได้”

“หมิวว่าคุณควรปรึกษาคุณดล อาจต้องให้คุณดลเป็นคนออกหน้า เพราะเกี่ยวข้องโดยตรง สองคนนั้นไม่ถูกกันและไม่อยากพูดคุยกันสักเท่าไร อาจกันคุณชนาสินได้บ้าง” มนวดีสรุป “แต่ตอนนี้กลับบ้านก่อนเถอะค่ะ คุณกัลสั่งให้พนักงานพักผ่อน เจ้านายเองก็ต้องทำเหมือนกันนะคะ”

“มีใครยังเหลืออยู่ในบริษัทตอนนี้บ้าง” เธอถาม

“น่าจะคุณดลค่ะ แต่ป่านนี้ไม่รู้กลับหรือยัง” เลขาฯ คู่ใจตอบ “คุณกัลอยากเจอหรือคะ ให้หมิวลองติดต่อไปไหม”

“ไม่ต้องหรอก ช่างเถอะ ฉันกลับดีกว่า เธอก็กลับพร้อมกันนี่แหละ”

“ค่ะ”

ในเวลาไม่นาน ทั้งกุลกัลยาและมนวดีก็เดินออกจากอาคารและแยกย้ายกันไปคนละทาง หากแทนที่จะตรงกลับบ้าน หญิงสาวกลับขับรถไปอีกสถานที่หนึ่ง

เธอจอดรถขนาบกำแพงสีขาวสูงซึ่งดูเหมือนถูกสร้างมาเพื่อกั้นอาณาเขตที่อยู่อาศัย จากนั้นเดินไปหน้าประตูรั้วที่เปิดกว้างคล้ายรอต้อนรับผู้คน เงยหน้ามองบ้านขนาดย่อมรูปทรงเรียบง่าย ด้านหน้าติดป้ายว่า ‘มูลนิธิเบสเฟรนด์’

อีกด้านหนึ่งเป็นสนามหญ้าและบ้านพักหลังเล็กสร้างไว้โดยรอบอย่างเป็นระเบียบ มีรั้วรอบขอบชิด กลางสนามมีสุนัขจำนวนหนึ่งวิ่งเล่น บ้างก็นอนเกลือกกลิ้งอย่างมีความสุข

หนึ่งในนั้นวิ่งกระดิกหางตรงมาทางเธอ กุลกัลยาผุดรอยยิ้มอ่อนโยน เดินเข้าไปชิดริมรั้วเตี้ย พลางยกมือลูบหัวมันเบาๆ เจ้าสี่ขาหลับตาพริ้ม สีหน้าเหมือนมีความสุข

“เมื่อไรที่เธอหายไปคราวละนานๆ เพราะมาที่นี่เองเหรอ” เสียงหนึ่งดังขึ้น ทำเอาหญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนถอนหายใจเบาๆ แล้วหันไปเผชิญหน้ากับคนทัก

“เธอตามฉันมาเหรอ”

“ตอนแรกก็ไม่ได้คิดจะตามหรอก แต่บังเอิญฉันขับรถออกจากบริษัทตามหลังเธอ เห็นว่าคนละทางกับบ้าน เลยสงสัย อยากรู้ว่าคนเคร่งเครียดอย่างกุลกัลยาทำอะไรยามว่าง” ธนดลกวาดตาไปรอบๆ “นี่มันผิดคาดจริงๆ มูลนิธิหมาเนี่ยนะ”

“ไม่ใช่แค่หมา แต่สัตว์จรจัดทุกชนิด เท่าที่เราพอจะช่วยเหลือได้” เธอแก้ให้ถูกต้อง

“ฉันรู้ว่าเธอรักหมา แต่ไม่ยักรู้ว่ารักขนาดนี้” เพื่อนสนิทและหุ้นส่วนทำท่าทึ่ง “มาบ่อยหรือเปล่า”

ยังไม่ทันตอบคำถาม ชายวัยกลางคนก็เดินออกมาจากบ้าน ยิ้มกว้างและทักทาย

“สวัสดีครับ คุณกัล วันนี้มาเร็วจัง พอดีเลย ผมมีเคสอยากให้คุณกัลช่วยดูหน่อยว่ามูลนิธิควรเข้าไปช่วยเหลือดีไหม”

พอเห็นธนดลขมวดคิ้ว มองเธอสลับกับชายอีกคนอย่างสงสัย เธอจึงแนะนำ

“นี่ลุงป้อม ผู้ช่วยของฉันเอง”

“ผู้ช่วย” ใช้เวลากว่าครู่ อีกฝ่ายถึงเริ่มเข้าใจ “แสดงว่ามูลนิธินี่…”

“ฉันเป็นคนก่อตั้งเอง” เธอตอบ “เข้าไปข้างในกันก่อนดีกว่า ฉันมีงานต้องทำไปด้วยระหว่างคุย ถ้าเธอไม่ถือสา”

“ไม่อยู่แล้ว” ธนดลยักไหล่ “ถือว่าได้เห็นอีกด้านของซีอีโอสาวคนเก่ง พนักงานทั้งบริษัทคงทึ่งน่าดู”

กุลกัลยากลอกตากับน้ำเสียงเย้า จากนั้นเดินตามลุงป้อมเข้าไปข้างใน โดยมีธนดลเดินตามหลังมาติดๆ พอเห็นเธอทำงานในสถานที่เรียบง่าย เขาก็อดพูดไม่ได้

“สภาพแตกต่างจากตอนทำงานที่ BOLD ได้จนไม่น่าเชื่อว่าเป็นคนเดียวกันเลย” เขาว่า ก่อนหันไปทางลุงป้อม “ลุงครับ ทำงานกับเจ้านายโหดๆ แบบนี้เคยเบื่อบ้างหรือเปล่า”

“โหดอะไรกันครับ คุณกัลใจดีจะตาย หมาแมวรักคุณกัลทั้งนั้นแหละ” ชายวัยกลางคนเลิกคิ้ว “หรือว่าอยู่ที่อื่นคุณกัลโหดมากหรือครับ เอ่อ ถ้าอย่างนั้นผมไม่ได้ตั้งใจอู้งานเลยนะครับ แต่บางทีเจ้าด่างมันก็ชอบมาอ้อน ส่งเสียงครวญครางให้ไปลูบมันอยู่นั่น ผมก็เลยต้องเจียดเวลาไป”

“พอแล้วๆ ไม่ต้องอธิบายหรอกค่ะ ลุง” เธอรีบห้าม “อย่าไปฟังตานี่มาก เขาแค่ล้อเล่นไปอย่างนั้นเอง”

“อ๋อ” อีกฝ่ายทำท่าโล่งใจ “งั้นผมไปทำความสะอาดบ้านพวกมันก่อนนะครับ”

พอลุงป้อมเดินออกไปแล้ว ธนดลก็ส่งสายตาคล้ายตั้งคำถาม ทำให้เธอต้องละสายตาจากเอกสารเพื่อมาอธิบายความ

“ฉันตั้งมูลนิธิขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือสัตว์ที่ถูกทำร้ายหรือปล่อยทิ้งข้างถนน แรกๆ ก็ช่วยบริจาคเงินให้มูลนิธิอื่น ต่อมาก็คิดว่าอยากทำเอง นอกจากช่วยเป็นรายเคสตามแต่จะติดต่อเข้ามาแล้ว ยังเลี้ยงหมาและแมวบางตัวที่ไม่มีใครรับเลี้ยงด้วย”

“ถึงขนาดจัดหาที่เป็นเรื่องเป็นราวขนาดนี้เลยเหรอ”

“ฉันอยู่คอนโด เลี้ยงสัตว์ไม่สะดวกอยู่แล้ว ทำแบบนี้ก็เหมือนตัวเองได้เลี้ยงหมาอีกครั้ง”

“จริงสิ เธอเป็นคนรักหมาตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว” เพื่อนสนิทนึกขึ้นได้

“พอทำแล้วมีความสุข รู้สึกเหมือนได้ทำประโยชน์ให้สังคมบ้าง ฉันก็ทำมาเรื่อยๆ ไม่ได้เดือดร้อนอะไร ลุงป้อมเองก็ช่วยได้มาก เห็นท่าทางอย่างนี้ ความจริงทำงานคล่องแคล่วไม่แพ้หมิวเลยนะ เล่นโซเชียลโปรโมตมูลนิธิเก่งกว่าฉันเสียอีก” เธอยิ้ม ทำงานต่อไปอีกสักพัก โดยมีธนดลนั่งมองเงียบๆ พอเสร็จแล้วจึงเงยหน้ามองเพื่อนด้วยสีหน้าจริงจังขึ้น “ดล เธอคงไม่ได้ตามฉันมาที่นี่เพียงเพราะอยากรู้ว่าฉันหายตัวไปไหนหลังเลิกงานหรอกใช่ไหม มีอะไรก็พูดมาเถอะ”

“ถึงฉันจะไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับการบริหาร แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มองความเป็นจริงซะทีเดียว” อีกฝ่ายเอ่ย “ฉันเองก็เห็นผลประโยชน์ของบริษัทสำคัญเหมือนกัน”

“คำพูดจากปากคนที่คิดว่าจะไม่ยอมพรีเซนต์งานให้นายทุนจากจีนฟังเพราะคิดว่าคนสร้างงานไม่ควรถูกลดค่า ฟังแล้วประหลาดใจชะมัด” เธอเสียดสีทีเล่นทีจริง

“เรื่องนายชนาสินเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน แต่คราวนี้ชักไม่ชอบมาพากลมากขึ้น”

“หมายถึงที่เขาพาคุณอภิวัฒน์เข้ามาใช่ไหม ฉันว่าก็คงเหมือนเดิม โดนหลอกมาอีกที”

“อย่าประมาท คนโง่ที่สุดก็ยังคิดแผนร้ายได้ ถ้าหากเราประเมินคนพวกนี้ต่ำเกินไป” ธนดลเตือน “คอยสืบให้แน่ใจดีกว่าว่านายชนาสินติดต่อกับนักธุรกิจรายอื่นบ้างหรือเปล่า โครงการเอไอของเราสำคัญมาก ใครๆ ก็จ้องอยากได้ทั้งนั้น ถ้าหลุดออกไปจะเสียหายอย่างที่สุด”

“ฉันเองก็มีเรื่องต้องขอให้เธอช่วยเหมือนกัน” เธอนึกได้ “นับแต่นี้ต้องมีการจำกัดคนเข้าถึงข้อมูล เธอคงต้องรับหน้าที่เคลียร์กับคุณสิน ถ้าบอกว่าเป็นคำสั่งจากประธานฝ่าย เขาคงไม่กล้าโวยวายมากหรอก”

“จะทำอะไรก็รีบทำแล้วกัน ถ้าหากช้าเกินไปอาจสายเกินแก้” เขาว่า “เรื่องมิสหลิงไม่ต้องห่วง ฉันจะทำให้ดีที่สุด ไม่รับปากว่าทางนั้นจะชอบฉันหรือเปล่า แต่ต้องประทับใจในโครงการของเราแน่”

“ถ้าร่วมมือโครงการแรกสำเร็จ โครงการที่สองอาจจะง่ายขึ้น ถ้า BOLD ร่วมมือกับฟาหมาน เราจะกลายเป็นบริษัทอันดับต้นๆ ของประเทศทางด้านนี้ทันที”

“ถึงได้เตือนว่าต้องระวังเป็นพิเศษ ข่าวนี้คงระแคะระคายไปถึงหูคู่แข่งบ้างแล้ว ไม่อย่างนั้นนายอภิวัฒน์คงไม่รีบเข้าทางชนาสิน”

“ขอบใจที่เตือน ตอนนี้พวกเราคงได้แต่คิดไว้ล่วงหน้าว่าจะมีปัญหาอะไรบ้าง แต่ฉันไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะมองออกทั้งหมดไหม” เธอถอนหายใจเบาๆ

คำเตือนของธนดลหนักอึ้งในใจ หากถึงขั้นเพื่อนผู้บ้าการเขียนโปรแกรมจนแทบไม่ใส่ใจโลกภายนอกอย่างธนดลยังคาดเดาได้ว่ามีโอกาสเกิดปัญหา มันย่อมไม่ใช่เรื่องเล็กแน่นอน

ใช่ว่าเธอไม่เตรียมใจมาก่อน เมื่อใครคนหนึ่งตัดสินใจเดินก้าวไปข้างหน้า โดยเฉพาะเมื่อมันคือก้าวใหญ่กว่าทุกครั้ง มีหรือผู้คนรอบข้างจะไม่สังเกตเห็น และอาจไม่พอใจ…

ในขณะเธอต้องการเห็นความคืบหน้าอันยิ่งใหญ่ของบริษัท คู่แข่งอื่นย่อมมองมันเป็นเรื่องไม่พึงประสงค์สำหรับพวกเขาเช่นกัน การคว้าสิทธิ์เจรจากับมิสหลิงและฟาหมานนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่ทำให้ BOLD ถูกจับตามองยิ่งกว่าทุกคราว

เมื่อการแข่งขันเข้มข้นขึ้น เธอจะทำตัวเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้อีกต่อไป ถ้าหากสงครามกำลังจะเริ่ม เธอก็ต้องจัดทัพไว้ก่อน ดีกว่าถูกโจมตีโดยไม่รู้ตัวและไม่ได้เตรียมการอะไรเลยสักอย่างเดียว

ขณะพูดคุยเรื่องนี้ มันทำให้กุลกัลยาคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

“จริงสิ มีอีกเรื่องที่ฉันยังไม่ได้บอกเธอ เป็นเงื่อนไขเพิ่มเติมที่ทางนั้นเสนอมาก่อนทำสัญญากัน”

“อะไรเหรอ” ธนดลถาม จับได้ว่าน้ำเสียงเพื่อนส่อแววกังวล

“ถ้าร่วมมือกัน เขาขอมีสิทธิ์ในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของโปรแกรมเอไอเพื่อ…”

“ไม่ได้นะ!” ยังไม่ทันพูดจบประโยคดีด้วยซ้ำ ธนดลก็แย้งขึ้นมาทันที

“เรายังไม่รู้รายละเอียดแน่นอนเลย เขาแค่โยนหินถามทาง จริงๆ แล้วอาจจะไม่มีปัญหาอะไรก็ได้” เธอปลอบ นึกอยู่แล้วเชียวว่าต้องเป็นปัญหา ธนดลมีนิสัยเป็นศิลปินมากและมองว่าสิ่งประดิษฐ์ของตัวเองเป็นการออกแบบที่ลงตัวแล้ว ไม่ชอบให้ใครไปแตะต้องปรับเปลี่ยนทั้งนั้น

ที่ผ่านมาก็ไม่มีปัญหาหรอก แต่ตอนนี้เมื่อต้องร่วมมือกับคนนอก มันก็เป็นอีกเรื่อง

“ฉันไม่ยอมเด็ดขาด ที่ตกลงขยายทุนและร่วมมือกับต่างชาติ เราก็คุยกันแต่แรกแล้วนี่ว่าจะหาบริษัทที่ยอมรับในงานของฉัน”

“มันก็ใช่หรอกดล ตอนเราคุยกับที่นั่นตอนแรกมันก็เป็นไปตามนั้น เขาชอบผลงานเธอมาก แค่มีรายละเอียดที่ต้องการปรับ…”

“เพิ่มนู่นเพิ่มนี่ตามใจ ถ้าเรายอมเดี๋ยวอีกหน่อยก็คงเที่ยวเข้ามาก้าวก่ายอะไรอีก ฉันไม่ยอมเด็ดขาด” ธนดลยืนยันเสียงแข็ง

กุลกัลยาเลือกหยุดเพียงแค่นี้ เขายืนยันเสียงแข็งแบบนี้ยิ่งเถียงมีแต่จะทำให้เกิดการต่อต้านมากกว่า เธอเองก็ยังไม่รู้เงื่อนไขการปรับเปลี่ยนที่ทางฟาหมานต้องการแน่ชัด รอเอกสารอธิบายอีกที บางทีถ้าธนดลได้รู้เรื่องทั้งหมดอาจจะยอมก็ได้

“เอาเป็นว่าฉันจะให้เธออ่านรายละเอียดส่วนเสริมที่เขาขอเพิ่มเติมก่อนนะ”

“ยังไงก็ได้” เขายักไหล่ “แต่ฉันมีจุดยืนที่เปลี่ยนไม่ได้ หวังว่าเธอจะเข้าใจนะ”

ธนดลตัดบทเพียงแค่นั้นแล้วก็หันหลังเดินนำไปก่อน ส่วนด้านผู้บริหารหญิงปลอบตัวเองว่าเอาไว้ค่อยแก้ปัญหาไปตามสถานการณ์ก็แล้วกัน

ชีวิตก็เป็นเช่นนี้เอง…ไม่มีอะไรได้มาราบรื่นโดยไม่มีอุปสรรครอคอยอยู่ข้างหน้า

ในช่วงเวลาที่การงานรุมเร้า กุลกัลยาคิดว่าความโชคดีเพียงอย่างเดียวคือ…เธอไม่ต้องเจอกับเหตุการณ์ประหลาดก่อนหน้านี้อีก

ฝันร้ายที่ไม่อยากจดจำในตอนนั้นถูกภาระบดบังจนเผลอลืมเลือนไปแล้ว มานึกถึงเอาคืนนี้เอง บอกไม่ถูกว่าทำไมถึงได้นึกขึ้นมาทั้งที่ไม่อยากจดจำแม้แต่น้อย

หรือจะเป็นเพราะผู้ชายแปลกหน้าคนนั้น…คิรินทร์

เขาเป็นใคร จนบัดนี้เธอก็ยังไม่รู้ และเมื่อถามใจตัวเอง หญิงสาวก็ไม่แน่ใจเช่นกันว่าอยากรู้หรือเปล่า ถ้าหากเขามาพร้อมกับโลกประหลาดนั่น ทางที่ดีทั้งสองไม่ควรเจอกันอีก

แต่…เขาช่วยเธอไว้

ชายหนุ่มดูเหมือนมนุษย์ปกติธรรมดาทั่วไป ถ้าหากเจอกันในโลกภายนอก เธอคงคิดว่าเขาหน้าตาดีมีเสน่ห์ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่เพราะพบเจอในสถานการณ์ผิดแปลก แถมยังเสี่ยงต่อความเป็นความตาย เลยไม่มีแก่ใจจะคิดในทำนองนั้นสักเท่าไร

โลกกลับหัว…มันคืออะไรกันนะ เธอรู้เพียงว่ามันเกี่ยวข้องกับกล่องใบนั้นอย่างแน่นอน กุลกัลยาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากล่องนั่นไปอยู่ในบ้านได้อย่างไร ข้อเดียวที่คิดออกคือมันติดมากับบ้านตั้งแต่แรก อย่าบอกนะว่าบ้านถูกทิ้งร้าง เจ้าของคนก่อนไม่ยอมก่อสร้างต่อให้เสร็จเพราะมีอาถรรพณ์บางอย่างเล่นงานเอาเหมือนที่เธอได้พานพบ

หญิงสาวไม่คิดอยากกลับไปพิสูจน์ คอยดูเถอะ ไว้เสร็จเรื่องงานเมื่อไร เธอจะจัดการขายบ้านหลังนั้นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะไม่ขัดใจกับผู้ใหญ่อย่างกิตติ

คิดมาถึงตรงนี้ กุลกัลยาก็รู้สึกวูบไหว คล้ายจะเป็นลม ฉับพลันเธอก็พบว่าตัวเองมายืนอยู่กลางความมืด มองไม่เห็นสิ่งใดรอบตัว ยากจะคาดเดาว่าอยู่ที่ใด

ความคิดแรกคือ…เธอกลับเข้าไปในโลกกลับหัวอีกแล้ว

ระลึกถึงคำพูดของคิรินทร์ เขาบอกให้มองหาประตู แต่จะหาเจอได้อย่างไร ในเมื่อแม้แสงสว่างให้พอเห็นทางสักนิดยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ

ใจหายวาบ ครั้งก่อนเธอเอาตัวรอดมาได้เพราะชายหนุ่มช่วยไว้แท้ๆ ไม่รู้เลยว่าเขาเป็นตายร้ายดีอย่างไร มาถึงตอนนี้เธออยู่เพียงลำพัง ไม่มีใครให้พึ่งพิง แล้วจะผ่านไปได้อย่างไรกัน

พลันตัวเย็นเฉียบ รู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาทันควัน ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างคืบคลานในความมืด และพร้อมจะกระโจนเข้าตะครุบเมื่อไรก็ได้ กุลกัลยาออกวิ่ง ทั้งที่ไม่มีจุดหมาย และไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่

วิ่ง…วิ่ง…และวิ่ง จนขาหมดเรี่ยวแรงล้มลงกับพื้น ทว่าไม่ยักเจ็บ ถ้าจำไม่ผิด ตอนเข้าไปในโลกกลับหัวนั่น เธอรู้สึกเจ็บนี่นา

หัวสมองเริ่มปะติดปะต่อ…เธอไม่ได้กลับเข้าไปที่นั่น หากแต่กำลังฝันต่างหาก

เมื่อคิดได้เช่นนั้นแล้ว กุลกัลยาก็ลืมตาตื่นขึ้นมา พร้อมกับแสงของวันใหม่สาดส่องผ่านม่านหน้าต่างที่เปิดแง้มเอาไว้

“ฝัน…” เธอรำพึง หัวใจยังเต้นรัวเร็วราวจะหลุดจากอก

เขาว่าความฝันสะท้อนสภาพจิตใจ บางทีเธออาจกังวลเรื่องงาน ซ้ำยังคิดถึงกล่องใบนั้นก่อนนอน ถึงได้ฝันเป็นตุเป็นตะเช่นนั้นได้ โชคดีแล้วที่มันไม่ใช่ความจริง ไม่เช่นนั้นคงแย่แน่ๆ

เธอต้องรับมือกับสงครามในชีวิต อย่าเพิ่งมีอย่างอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยในตอนนี้เลย

หญิงสาวลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัว เพื่อเตรียมสำหรับการประชุมสำคัญในวันนี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น การเจรจาความร่วมมือระหว่างบริษัทของเธอและบริษัทของมิสหลิงจะต้องลุล่วงตามเป้าหมายที่วางไว้

Don`t copy text!