สลักบุหลัน บทที่ 8 : ธุรกิจและมิตรภาพ

สลักบุหลัน บทที่ 8 : ธุรกิจและมิตรภาพ

โดย : ปองวุฒิ

สลักบุหลัน ผลงานนวนิยายแนวลึกลับเรื่องล่าสุดของ ปองวุฒิ ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อผู้อ่าน ‘ อ่านเอา ’ ที่นี่ ที่เดียว นิยายออนไลน์ที่เล่าถึงของกุลกัลยาและกล่องไม้ที่ฝาสลักเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว เมื่อสัญชาตญาณบอกว่าอย่าเปิด เพราะเมื่อเปิดทุกอย่างอาจไม่เหมือนเดิม เป็นคุณ…จะเปิดไหม 

****************************

–  8 –

กุลกัลยาไม่อยากเชื่อเลยแม้แต่น้อย…

ทุกอย่างในชีวิตกำลังไปได้ด้วยดีแล้วแท้ๆ ทั้งงาน ทั้งเรื่องประหลาดที่เลิกเข้ามารบกวน แต่มันกลับพังลงง่ายๆ เพียงเพราะประโยคสั้นๆ ที่หุ้นส่วนเอ่ยผ่านทางสายโทรศัพท์

“ฉันคิดแล้วว่าไม่เห็นด้วยกับการร่วมทุนกับทางนั้น”

น้ำเสียงของธนดลเรียบก็จริง ทว่าแฝงด้วยอารมณ์ไม่พอใจฟุ้งออกมา คล้ายเจ้าตัวพยายามข่มแต่ทำได้ไม่เต็มที่นัก ถึงได้หลุดรอดมาให้จับความได้

“ทำไม” เธอรีบถามกลับ

“ก็อย่างที่เรารู้กัน ฉันไม่พอใจเรื่องที่พวกนั้นคิดเข้ามาก้าวก่ายกับผลงานที่ฉันสร้าง”

“แต่ว่า ฉันก็ส่งให้เธออ่านรายละเอียดเงื่อนไขเพิ่มเติมไป ทำไมก่อนมิสหลิงจะเดินทางมา เธอไม่เห็นแย้งอะไรเลยล่ะ” เธอข้องใจเรื่องนี้จริงๆ เพราะคิดไปแล้วว่าไม่น่าจะมีปัญหา แต่เขากลับวนมาพูดเรื่องเดิมอีก

“จะใช้เวลาคิดนานประมาณหนึ่ง มันก็สิทธิ์ของฉันไม่ใช่เหรอ” ธนดลอธิบาย “เขาอยากเดินทางมาคุยกับเราเอง แต่เรื่องฉันจะตกลงหรือไม่ มันก็เป็นอีกเรื่อง สรุปแล้วยังไงฉันก็ไม่พอใจ”

กุลกัลยาอดรู้สึกไม่ได้ว่าสิ่งที่เพื่อนกำลังทำอยู่ตอนนี้เป็นการเอาแต่ใจไปหน่อยแล้ว

“นี่เธอมีสาเหตุอื่นในใจอีกหรือเปล่าดล อธิบายมาให้ชัดสิ”

“ทำไมถึงถามอย่างนั้น”

“ปกติเธอจะทำอะไร ถึงไม่แคร์คนอื่น ก็ต้องแคร์ฉันบ้าง งานนี้สำคัญต่อเรามากนะ”

“ฉันก็รู้หรอกน่า แต่ว่า…”

“แต่อะไร อธิบายมาสิ หรือว่ามีปัญหาอื่น เกี่ยวกับคนอื่น ไม่เกี่ยวกับงาน…” เธอซักไซ้สำรวจความเป็นไปได้ทุกอย่าง

“ฉัน…” อีกฝ่ายชะงัก ก่อนตอบเสียงเจือหงุดหงิด “ฉันไม่อยากพูดมากกว่านี้แล้ว เธออย่าถามให้มันยุ่งยากน่ารำคาญเลย”

“ไม่อยากพูดอย่างนั้นเหรอ! ที่เธอทำตอนนี้มัน…” เธอตั้งท่าจะโวยวาย แต่กลับถูกตัดสาย ทิ้งให้ตกตะลึงตามลำพัง

หญิงสาวกัดริมฝีปากจนห้อเลือด ไม่เคยเกิดความรู้สึกผสมปนเปกันขนาดนี้มาก่อน จะว่าโกรธก็ไม่เชิง…แต่หากจะบอกว่าไม่รู้สึกอะไรเลยก็ย่อมไม่ใช่อย่างแน่นอน คงเพราะอีกฝ่ายเป็นเพื่อนรักสนิทสนมกันมานาน เธอไม่อยากเชื่อเลยว่าธนดลจะทำอะไรไม่มีเหตุผล และยึดอารมณ์เป็นใหญ่ขนาดนี้

มันต้องมีเบื้องหลังอะไรบางอย่างแน่ๆ หรือเพื่อนมีปัญหากับคนอื่น เช่น ชนาสิน แล้วไม่ยอมปรึกษาเธอ พวกบริษัทคู่แข่งล่ะ มีใครใช้วิธีการชั่วร้ายอะไรสักอย่างเพื่อหยุดยั้งสัญญาระหว่าง BOLD กับทางมิสหลิงหรือเปล่า เรื่องการชกใต้เข็มขัดหรือกลยุทธ์ไร้จรรยาบรรณสามารถเกิดขึ้นได้เมื่อเดิมพันสูงขนาดนี้

กุลกัลยากดอินเตอร์คอมเรียกมนวดีเข้ามา จากนั้นก็สั่งการ

“หมิว บอกพนักงานแผนกของดลไว้ด้วยนะว่าตอนนี้ให้ฟังคำสั่งฉันคนเดียว ถ้าหากดลติดต่อเข้าไปอย่าทำตามเด็ดขาด”

“เกิดอะไรขึ้นคะ” เลขาฯ สาวตกใจ

“ยังเล่าตอนนี้ไม่ได้ บางทีมันอาจไม่มีอะไร ขอฉันพยายามจัดการเรื่องนี้ก่อน เอาเป็นว่าสั่งไปตามนี้แล้วกัน”

“ได้ค่ะ คุณกัล”

“ฉันขอตัวก่อนนะ ถ้าหากมีธุระสำคัญก็โทรตาม”

“คุณกัลจะไปไหนคะ”

“จัดการเรื่องบ้าๆ นี่ให้เสร็จสิ้นก่อนจะยุ่งไปกันใหญ่” ตอบแค่นั้น หญิงสาวก็รีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกจากห้องทำงานไปยังลานจอดรถ พุ่งทะยานเพื่อไปที่พักของเพื่อนสนิท

สถานที่อาศัยของธนดลคือคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้าแถวย่านชานเมือง เจ้าตัวเลือกอยู่แถวนี้ด้วยเหตุผลว่าต้องการความสงบ ถึงแม้จะห่างไกลจากบริษัทของพวกเขาค่อนข้างมากก็ตาม ธนดลเลือกไม่ขับรถ แต่ใช้บริการขนส่งสาธารณะโดยบอกว่าสะดวกกว่าในยามรถติด ซึ่งปัจจุบันนี้ก็แทบจะเรียกได้ว่าตลอดเวลา แทบหาช่วงที่รถราไม่พลุกพล่านบนท้องถนนไม่ได้เลย

แต่เพราะความสะดวกของเจ้าตัวนั่นละ ทำให้กว่าเธอจะฝ่าการจราจรมาจนถึงที่ได้ก็ใช้เวลาเกินชั่วโมง เกือบจะถอดใจไปหลายครั้งเลยทีเดียว หากพอนึกถึงความเจ้าอารมณ์ เอาแต่ใจของอีกฝ่ายก็ทำให้ฮึดขึ้นมา

วันนี้ทั้งสองต้องคุยกันให้รู้เรื่อง เขาจะหาทางเลี่ยงอย่างนี้ไม่ได้เด็ดขาด เธอไม่ยอม!

หญิงสาวคาดไว้ไม่ผิด ธนดลไม่ยอมออกมาเจอตัวจริงๆ ด้วย ดังนั้นเธอจึงใช้แผนสำรอง…ด้วยการปักหลักหน้าห้อง และขู่เขาโดยใช้น้ำเสียงจริงจัง

“ดล เปิดประตูเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นฉันจะอยู่หน้าห้องนี่แหละ ไม่ไปไหนเด็ดขาด อย่านึกว่าจะหลบพ้นนะ” เมื่อไม่มีเสียงตอบ เธอจึงลองอีกครั้ง “นับหนึ่งถึงสิบ แล้วฉันจะโทรเรียกนิติให้หาคนมางัดประตู”

กุลกัลยาพร้อมจะทำอย่างที่พูดจริง ไม่ได้เป็นเพียงการขู่เสียทีเดียวหรอก เขาเองก็รู้ดีว่าถ้าจะทำ…เธอย่อมทำได้ เนื่องจากนิสัยประหลาดของธนดลเป็นที่รู้กันทั่ว และคนในคอนโดฯ ก็คุ้นหน้าหญิงสาวเป็นอย่างดี ถ้าขอความช่วยเหลือกันจริงๆ มีหรือจะทำไม่ได้

ไม่จำเป็นต้องนับเกินสอง ประตูห้องก็ค่อยๆ แง้มออกมา พร้อมใบหน้าของธนดลโผล่มาอย่างไม่เต็มใจนัก

“มาทำไม” ถามเสียงห้วน

“น่าจะรู้อยู่แล้ว” เธอย้อนเสียงขุ่นพอกัน

“ฉันไม่มีอะไรจะพูด…บอกทางโทรศัพท์ไปหมดแล้ว”

“ถ้านั่นคือพอ ขอบอกให้รู้ว่ามันมีค่ามากกว่าไม่พูดอะไรเลยแค่นิดเดียวเท่านั้น ถอยไปได้แล้ว ฉันจะเข้าห้อง” ไม่รอคำอนุญาต เธอรีบผลักประตูรวมถึงตัวเจ้าของห้องพ้นทาง แล้วก้าวเข้าไปข้างใน

ห้องของเขาสะอาดเรียบร้อยผิดคาดจากห้องชายหนุ่ม แต่ก็นั่นละ…ธนดลรักความเป็นระเบียบเสมอ บ้านพักของเขาจึงสะท้อนนิสัยนั้นออกมาเต็มเปี่ยม

“บอกมาเดี๋ยวนี้ ทำไมถึงไม่ยอมร่วมงานกับฟาหมาน” เธอเปิดฉากคาดคั้นทันที ไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่นิดเดียว

“ฉันไม่มีอะไรจะพูด ก็อธิบายไปหมดแล้ว” อีกฝ่ายยังปากแข็ง บทจะดื้อแพ่ง ธนดลก็ทำได้ไม่น้อยไปกว่ากัน

“แค่เพราะเรื่องที่เขาขอมีส่วนร่วมกับงานของเธอนิดหน่อยเนี่ยเหรอ”

“เธอไม่ได้เป็นคนสร้างโปรแกรมนั้นขึ้นมาแบบฉัน จะรู้ได้ยังไงว่ามันนิดหน่อย” เขาตอกกลับ

“ดล เธอก็รู้ว่าการทำงานกับทางนั้นเป็นก้าวสำคัญของบริษัทเรา ที่ผ่านมาเราสองคนทุ่มเทมาตั้งเท่าไร ทำไมไม่คิดถึงบ้าง”

“เรายังสามารถก้าวต่อไปได้โดยไม่ต้องพึ่งพวกนั้น”

“ยังไงล่ะ” เธอย้อน “ในเมื่อมีทางสำเร็จอยู่ตรงหน้าแล้ว จะต้องเสียเวลาเดินอ้อมเพื่อบุกเบิกถางทางใหม่อีกเหรอ ทำไมล่ะ ดล บอกฉันหน่อยว่าเพราะอะไรเราถึงต้องเสียเวลาเพิ่มอีก ในเมื่อเราทำงานมาทั้งหมดเพื่อรอคอยเวลานี้”

ธนดลเม้มปากแน่น ไม่ยอมพูดอะไรออกมา ยิ่งเพิ่มเติมโทสะให้แล่นเป็นริ้วๆ กุลกัลยายื่นคำขาด

“ฟังฉันนะ ไม่ว่าเธอจะยินยอมหรือไม่ บริษัทเราจะเซ็นสัญญากับฟาหมาน ถ้าหากเธอไม่พอใจก็ลาออกไปซะ!” เธอตะโกนใส่หน้าเขาแล้วปึงปังออกจากห้องไป

เมื่ออยู่ตามลำพัง เจ้าของห้องได้แต่คอตก สีหน้าเคร่งเครียดแฝงแววละห้อย พึมพำไม่ขาดปาก

“ฉันขอโทษนะ…กัล”

 

แม้จะยื่นคำขาดเช่นนี้แล้วก็ตาม ทว่ากุลกัลยาไม่อาจเปลี่ยนใจธนดลได้ เมื่อชายหนุ่มเข้ามาบริษัทในวันรุ่งขึ้น…พร้อมกับจดหมายลาออก

เขาไม่แม้แต่จะพบหญิงสาวเป็นการส่วนตัวด้วยซ้ำ ทว่าฝากซองสีขาวบางเฉียบเอาไว้กับมนวดี ซึ่งรีบวิ่งนำมาให้เจ้านายในทันที

ซีอีโอสาวหน้าเครียด เอ่ยถามเสียงต่ำ

“ตอนนี้ดลอยู่ไหน”

“ที่แผนกค่ะ คิดว่าคงเข้าไปเก็บของ” เลขาฯ สาวตอบเสียงแผ่ว

ร่างเพรียวบางผุดลุกฉับไว สาวเท้าก้าวเดินไปยังแผนกของธนดลทันที ไม่อาจสะกดกลั้นอารมณ์ได้อีกต่อไป เธอปราดเข้าถึงตัว ปัดข้าวของหล่นกระจายเต็มพื้น ก่อนเปิดฉากเล่นงานเสียงดังจนได้ยินกันทั้งแผนก

“เธอทำอย่างนี้ได้ยังไง! คิดว่ามันแก้ปัญหาได้อย่างนั้นเหรอ”

“เมื่อวานเธอเป็นคนบอกเองว่าทนไม่ได้ก็ไป ฉันเลือกตามที่ต้องการทุกอย่าง จะเอาอะไรอีก” ธนดลตอบเสียงเย็นชา

“แค่เพราะไม่อยากเซ็นสัญญา ถึงกับเลือกทางนี้เลยเหรอ” เธอถาม “ฉันไม่เข้าใจ ยืดหยุ่นกันหน่อยไม่ได้เหรอ”

“เอาเป็นว่า…” เขาตอบเสียงรำคาญ “ยังไง ฉันก็ไม่ชอบแนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทนั้น”

“แต่สิ่งที่เรากำลังทำก็แค่ร่วมมือทางการค้า ไม่ใช่ว่าขายบริษัทให้มิสหลิงสักหน่อย จะสนทำไมว่าทางนั้นทำธุรกิจแบบไหน แล้วฉันก็ไม่เห็นว่าฟาหมานจะทำธุรกิจไม่ซื่อตรงไหนเลย”

ชายหนุ่มทำเหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง หากแล้วก็เปลี่ยนใจ กลับปิดปากเหมือนเดิม จากนั้นก็เปลี่ยนเรื่อง “เชื่อฉันเถอะน่า เรายกเลิกแผนเดิม สร้างตลาดกันเองดีกว่า ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับทางนั้นอีก”

“ดล เธอก็รู้ว่าเราจำเป็นต้องมีหุ้นส่วน เงินลงทุนสูงมากนะ มากเกินกว่าที่เราจะหาได้ ไหนจะเกมตัวใหม่นี่อีกล่ะ ถ้าหากเราไม่เป็นฝ่ายรุก เขาจะไปร่วมงานกับบริษัทอื่น สุดท้ายเราจะกลายเป็นผู้ตาม ถูกกลืนตลาดเสียเอง” เธอพยายามชี้ให้เพื่อนสนิทเห็นถึงเหตุผล ทว่าธนดลทำตัวไม่ต่างจากน้ำเต็มแก้ว ไม่ยอมรับความคิดเห็นใดๆ เพิ่มเติมเลย เขาตัดสินใจแล้ว และยึดมั่นเช่นนั้นจนน่าหน่ายใจ

“ฉันยอมออกดีกว่า ถ้าเธออยากทำต่อก็ตามสบาย”

“ดล!”

“ไปได้แล้ว ฉันไม่อยากเห็นหน้าเธออีก” เขาเอ่ยปากไล่

กุลกัลยานิ่งอึ้ง ไม่อยากเชื่อว่าเพื่อนที่คบกันมานานจะทำตัวเช่นนี้ เขาเคยทำตัวไม่มีเหตุผลบ่อยๆ ก็จริง ทว่าไม่ใช่กับเรื่องงาน และไม่เคยถึงขั้นยอมลาออก ทิ้งงานที่เคยเชื่อมั่น เคยปลุกปั้นมากับมือ เพียงเพราะความขัดแย้งทางความคิดแบบนี้

ธนดลเป็นอะไรกันแน่…

เธอจ้องมองเขาอยู่สักพัก หากอีกฝ่ายไม่ยอมสบตาและทำท่าไม่สนใจ ยังคงเก็บของต่อไป ในที่สุดหญิงสาวก็สูดลมหายใจ เธอเองก็รั้นไม่น้อย ในเมื่อธนดลทำเหมือนไม่มีค่าเพียงพอกับชีวิตเขา ถ้าเช่นนั้นก็ไม่ต้องเกรงใจกันแล้ว

ซีอีโอสาวเฉียบสะบัดหน้า ปึงปังออกจากแผนกไป โดยมีพนักงานบริษัทเห็นพฤติกรรมของเจ้านายทั้งคู่อย่างถนัดชัดเจน ซ้ำยังได้ยินบทสนทนาเต็มสองหูอีกด้วย

พอกลับเข้าห้องทำงานของตนได้ไม่นาน ชนาสินก็เดินเข้ามา

“ได้ข่าวว่าคุณทะเลาะกับธนดล มีปัญหาอะไรกัน”

อีกฝ่ายคือคนสุดท้ายที่เธออยากปรับทุกข์ด้วย ทว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอีกต่อไป จำเป็นที่หุ้นส่วนใหญ่อีกคนต้องรับรู้เช่นกัน

“ดลลาออก”

“ทำไมล่ะ”

“ไม่รู้” เธอถอนหายใจ “เขาไม่อยากร่วมงานกับฟาหมานเลยบอกว่าถ้าเลือกทางนั้นก็ต้องไม่มีเขา”

“หึ เล่นแง่จังนะ” รองประธานฯ ว่า “แต่คุณคงต้องการเซ็นสัญญา แถมทางจีนก็เลือกเราแล้วด้วย ถ้าปล่อยไปก็น่าเสียดายแย่ แต่ว่า…ทางนี้ก็เพื่อน แล้วยังเป็นกำลังสำคัญของบริษัทเสียด้วยสิ ปล่อยไปก็ไม่ได้เหมือนกัน แต่ถ้าถามผมนะ เราคงต้องเลือกธนดลไว้ก่อน”

กุลกัลยาเลิกคิ้ว หรี่ตาของชนาสินอย่างไม่ไว้วางใจ อีกฝ่ายมาแปลก…ปกติแล้วนอกจากไม่อินังขังขอบกับงานเท่าที่ควรแล้ว คนอย่างเขาน่าจะเลือกเงินมหาศาลเป็นหลัก เธอไม่เชื่อสักนิดว่าธนดลมีความสำคัญในสายตาของชายตรงหน้า แต่เขากลับแสดงความคิดเห็นในทางตรงกันข้าม

ให้เธอเลือกถอยจากฟาหมานเพื่อรักษาธนดลไว้ก็เป็นทางหนึ่งที่มีเหตุมีผล ทว่าเมื่อมันขัดกับลักษณะนิสัยของชนาสิน ดังนั้นจึงน่าสงสัยอย่างที่สุด

หรือว่า…เขาจะลอบเจรจากับบริษัทอื่นเอาไว้แล้ว

ท้ายที่สุด ชนาสินอาจไม่ใช่คนโง่เง่าดังเธอปรามาสเอาไว้ อย่างน้อยก็ในเรื่องของเงินจำนวนมาก ถ้านักธุรกิจสักคน…อภิวัฒน์เป็นต้น…เกิดเสนอเงื่อนไขว่าให้ช่วยล้มดีลแลกกับผลตอบแทน มีหรือเขาจะไม่ตกลง

ย้อนถึงวันที่ไปบ้านของมิสหลิง ไม่ใช่ว่าชนาสินพยายามอยู่ต่อเพื่อเจรจาลับหลังหรอกหรือ ทุกอย่างช่างเข้าเค้าพอเหมาะพอเจาะเหลือเกิน หรือว่าที่ธนดลทำตัวมีปัญหาเกินปกติแบบนี้ แท้จริงเป็นผลจากเขาแอบบ่อนทำลายอยู่ลับหลังด้วยวิธีการอะไรสักอย่าง ชนาสินใช้อะไรไปขู่บังคับธนดลหรือเปล่านะ

ในช่วงเวลาที่ศึกภายในบ้านกำลังคุกรุ่น ยังต้องรับมือกับศึกนอกบ้านอีก กุลกัลยาปวดหัวหนึบ รู้สึกราวกับจะรับไม่ไหว เพื่อนคู่คิดก็ผิดใจกันไปแล้ว เหลือตัวคนเดียวโดดเดี่ยว

ทว่าโดยธรรมชาติ คนอย่างกุลกัลยาไม่เคยยอมพ่ายแพ้ต่อโชคชะตา ไม่ว่าจะเผชิญปัญหาอะไร เธอต้องผ่านมันไปให้ได้

 

เหตุเพราะท่าทีไร้เหตุผลของธนดลและความกังวลเกี่ยวกับชนาสิน ทำให้ในที่สุดหญิงสาวก็ตัดสินใจขั้นเด็ดขาดกับปัญหาที่รุมเร้าเข้ามาทั้งหมด ทุกอย่างต้องจบ ถึงแม้จะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่พอใจก็ตาม

“เอกสารจากฝ่ายกฎหมายเรียบร้อยแล้วนะคะ คุณกัล” มนวดีเดินเข้ามาในห้อง ยื่นแฟ้มส่งให้ด้วยท่าทางลังเล จากนั้นก็ยืนรีรอ จนเจ้าของห้องต้องเป็นฝ่ายเอ่ยปาก

“มีอะไรจะพูดก็พูดมาเถอะ หมิว”

“คุณกัลตัดสินใจดีแล้วเหรอคะ หมิวเกรงว่าคุณดลจะ…”

“อย่าเอ่ยถึงเขาอีก” เธอขัด “ดลไม่เกี่ยวข้องอะไรกับบริษัทแล้ว เขาลาออก จำไม่ได้หรือไง”

“แต่ว่า…คุณกัลยังไม่ได้อนุมัติจดหมายลาออกของคุณดลเลยนี่คะ” อีกฝ่ายแย้ง “ความจริงคุณกัลก็ยังอยากให้คุณดลกลับมา ทำไมถึงเซ็นสัญญาในเมื่อรู้ว่าคุณดลต้องโกรธมากแน่”

“ฉัน…” เธอไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ในที่สุดจึงได้แต่ถอนใจใหญ่ “ถ้าเธออยู่ในฐานะอย่างฉัน ยอมทำตามใจคนคนหนึ่ง ทั้งที่รู้ว่าอนาคตจะนำพามาซึ่งความล่มจมของบริษัท เธอจะทำหรือเปล่า”

“หมิวเข้าใจดีค่ะว่าคุณกัลลำบากใจ แต่เรื่องนี้ควรคุยกับคุณดลอีกรอบก่อนนะคะ”

“ฉันกับดลไม่มีอะไรจะคุยกันแล้ว เขาดื้อเกินไป” เธอว่า แล้วตัดบท “อย่าสนใจเรื่องนี้เลย กลับไปทำงานเถอะ ฉันเป็นประธานบริษัท มีหน้าที่รับผิดชอบผลประโยชน์ของบริษัทและผู้ถือหุ้น รวมถึงพนักงานทั้งหมดด้วย จะมัวคำนึงถึงแค่คนคนเดียวที่เอาแต่ใจได้ยังไงกัน”

“ก็ได้ค่ะ” มนวดีรับคำอย่างกังวล

พออยู่ตามลำพัง หญิงสาวมองแฟ้มเอกสารนั้นราวกับมันเป็นเชื้อโรคร้ายบางอย่าง ทว่าเชื้อร้ายตัวนี้นี่แหละคือสิ่งที่เธอจำเป็นต้องสัมผัส ถึงแม้รู้ว่าจะทำให้ชีวิตหลังจากนี้ยากเย็นก็ตาม จริงดังมนวดีว่า หลังจรดปากกาลงบนเอกสารตัวนี้ ธนดลคงไม่มีวันพูดกับเธออีกอย่างแน่นอน

แต่มันจำเป็น ในฐานะผู้นำไม่อาจปล่อยให้ความรู้สึกส่วนตัวเป็นใหญ่ได้ ถึงผู้เกี่ยวข้องจะเป็นเพื่อนสนิทก็ตาม

คิดได้ดังนั้นแล้ว ในวันต่อมากุลกัลยาจึงไปที่บ้านของมิสหลิง และสองฝ่ายก็เซ็นสัญญาร่วมงานกันในวันนั้นเอง และในช่วงเย็น ข่าวก็ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ รับรู้โดยทั่วกันในแวดวงธุรกิจ แน่นอนว่าย่อมถึงหูธนดลและชนาสิน

ความเงียบคือสิ่งที่กุลกัลยาได้รับจากฝ่ายแรก หลังประกาศว่าไม่เห็นด้วยและไม่คิดร่วมงาน อีกทั้งยื่นใบลาออก อดีตเพื่อนและหุ้นส่วนไม่ติดต่อมาอีกเลย และหลังจากข่าวแพร่ออกไป เขาก็ทำเหมือนไม่รับรู้ และ BOLD ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเองอีก

ส่วนฝ่ายหลัง…ชนาสินบุกมาแสดงความยินดีถึงห้องทำงานพร้อมแชมเปญเลยทีเดียว

“ในที่สุดบริษัทเราก็เซ็นสัญญา ยินดีด้วยนะ ถึงผมจะไม่อยากเชื่อว่าคุณจะเลือกทางนี้ก็เถอะ”

“คุณสินคิดว่าฉันควรทำตามคำแนะนำของคุณ แล้วเลือกดลไว้ก่อนหรือคะ” เธอย้อนถาม

“ผมก็พูดไปตามเนื้อผ้า แต่ในเมื่อเลือกทางนี้แล้ว ผมก็ยินดีเสมอ” อีกฝ่ายยิ้ม ก่อนดีดนิ้ว “มาฉลองกันดีกว่า ช่วงเวลาดีๆ อย่างนี้ต้องแชมเปญดีๆ สักแก้ว”

เธอปล่อยให้เขาทำตามใจ มองของเหลวสีทองค่อยๆ ไหลรินลงในแก้วทรงสูง ก่อนชนาสินจะยื่นส่งให้ หญิงสาวรับมาจิบนิดๆ แล้ววางแก้วไว้บนโต๊ะ

“ไม่เอาน่า ดื่มแค่นี้เองเหรอ”

“ฉันไม่อยู่ในอารมณ์จะฉลองสักเท่าไร” เธอตอบเรียบๆ

“งั้นผมฉลองเผื่อ” ว่าแล้วก็กระดกแก้วรวดเดียวหมด และรินต่ออีกสองแก้วติดๆ กันจนใบหน้าเริ่มเผยสีเรื่อ เลือดลมสูบฉีด “จะแถลงข่าวเมื่อไร”

“วันศุกร์ เราจะจัดงานเลี้ยงค่ำวันนั้นด้วยเลย มิสหลิงต้องกลับไปทำธุระที่เมืองจีนก่อน แล้วถึงค่อยบินกลับมาร่วมงาน”

“ก็ดี ผมชอบงานเลี้ยง”

แน่ละ เธอคิดฉุนๆ เขาเคยคิดถึงเรื่องอื่นที่มีสาระมากไปกว่างานเลี้ยงสังสรรค์เสียที่ไหนกัน

“งานนี้จะจัดที่ห้องประชุมชั้นสองของอาคาร ฉันหวังว่าคุณคงไม่คิดจะพาใครมาเยี่ยมชมบริษัทอีกนะ” เธอดักคอ

“พลาดครั้งเดียวจะย้ำอีกสักกี่รอบ มันน่าเบื่อนะคุณ” อีกฝ่ายหน้าตึง ก่อนลุกขึ้นยืน คว้าขวดแชมเปญ “ผมเห็นแล้วว่าคุณไม่มีมู้ดเอาเสียเลย ผมไปฉลองคนเดียวยังสนุกกว่า”

“เชิญค่ะ”

“ยิ้มเสียบ้างนะ อุตส่าห์ลงทุนลงแรงไปตั้งมาก เสียเพื่อนไปอีกตั้งหนึ่งคน คุณควรดีใจที่สำเร็จตามเป้าหมาย ในเมื่อเลือกแล้ว เปลี่ยนใจภายหลังไม่ได้แล้วนะ คุณกัล”

กุลกัลยาไม่ตอบ และชนาสินก็ไม่ได้รอฟังคำตอบเช่นกัน เขาเดินจากไปพร้อมกับหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ทว่าเสียงช่างบาดลึก เสียดทานเข้าไปในจิตใจของเธอเหลือเกิน

 

หญิงสาวแทบไม่มีเวลาว่างเพราะต้องเตรียมงานแถลงข่าวและออกหนังสือเชิญผู้ถือหุ้น รวมถึงสื่อมวลชนมาร่วมงานเลี้ยง โชคดีที่อาคารสำนักงานนั้นมีห้องจัดเลี้ยงให้เช่าและว่างอยู่พอดีจึงไม่เป็นปัญหาเรื่องสถานที่ กระนั้นงานอื่นๆ ก็ต้องอาศัยการจัดการเช่นกัน ทั้งเธอและมนวดีจึงหัวปั่นกันตั้งแต่เช้าจดเย็น

“คุณกัลน่าจะให้ฝ่ายประชาสัมพันธ์รับหน้าที่นะคะ ไม่เห็นต้องทำเอง” มนวดีเอ่ย

“ทางนั้นเตรียมสถานที่น่ะดีแล้ว ส่วนแขกฉันอยากทำเอง”

“ถึงอย่างนั้นสุดท้ายคุณกัลก็ต้องตรวจงานอีกรอบอยู่ดี ก็เหมือนทำเองทุกอย่างเลยนี่คะ”

“เธอกลัวฉันเหนื่อย หรือกลัวพนักงานบริษัทไม่มีงานทำกันแน่” เธอแกล้งว่า “อย่างนี้ดีแล้ว ฉันจะได้วางใจว่าไม่พลาด แล้วก็จะได้ไม่ต้องคิด…”

“คิดเรื่องคุณดล” เลขาฯ คู่ใจพูดต่อให้ “ยังไม่คุยกันอีกหรือคะ”

“เขาปิดเครื่องตลอด คงไม่อยากให้ใครติดต่อไปหา”

“อยู่ๆ ก็มีข่าวออกมาว่าหุ้นส่วนใหญ่คนหนึ่งของบริษัทไม่พอใจดีลนี้ คุณดลคงไม่ต้องการให้นักข่าวไปยุ่มย่ามกับเขา”

“ไม่รู้อะไรนักหนา นักข่าวสมัยนี้จำเป็นต้องพยายามหาแง่มุมมานำเสนอนักหรือไงก็ไม่รู้ ขุดคุ้ยอยู่นั่น” เธอบ่น

หลังมีข่าวร่วมงานกับฟาหมาน ก็ตามมาด้วยข่าวซุบซิบดังมนวดีว่า แน่นอนว่าใช้เวลาไม่นานก็ปะติดปะต่อได้ว่าหมายถึงใคร และเดาไม่ยากเช่นกันว่าใครเป็นคนให้ข่าว

“คุณสินอาจจะอยากแกล้งคุณดลก็ได้นะคะ”

“กวนน้ำให้ขุ่นสิไม่ว่า ป่านนี้คงนั่งหัวเราะที่เห็นคนรอบตัวหงุดหงิด”

เขาทำเพื่ออะไรก็ไม่รู้ หากที่แน่ๆ มันไม่ได้ทำประโยชน์ให้ใครเลยแม้แต่คนเดียว นอกจากเรื่องตลกไม่เข้าท่าของเจ้าตัวเท่านั้น

ข่าวที่ปล่อยออกมาสร้างความไม่พอใจให้ธนดลเป็นอย่างมาก ถึงขนาดทำให้ฤๅษียอมออกจากถ้ำ โทรศัพท์มาต่อว่าเลยทีเดียว

“ทำไมถึงปล่อยให้มีข่าวอย่างนั้นออกไป” เขาถามเสียงห้วน

“ฉันไม่รู้ ข่าวไม่ได้มาจากเรานะ”

“งั้นเหรอ” เพื่อนสนิทย้อนเสียงสูงราวกับจะเย้ยหยัน “แล้วมันมาจากไหนล่ะ”

“คือ…ทางเทคนิคแล้วไม่มีใครตั้งใจให้เรื่องนั้นหลุดออกไป แต่เธอก็รู้จักชนาสิน เขา…”

“ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว สุดท้ายเธอก็ไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย ฉันคิดผิดเองที่ฝากความหวังไว้กับเธอ นึกว่าเธอจะเข้าใจ”

คำต่อว่าทำให้หัวใจของกุลกัลยาปวดหนึบ ร้อนผ่าวไปทั้งร่างกาย ขณะเดียวกันก็น้อยใจว่าช่างไม่ยุติธรรม ทำไมเขาต้องตำหนิกันด้วย ในเมื่อเธอพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุดแล้ว

“ถ้าหากเธอบอกเหตุผล…ที่มันสมเหตุสมผลมากกว่านี้ ฉันอาจยอมรับฟัง แต่นี่ไม่พูดอะไรเลย ถ้าเธอมาอยู่ในฐานะเดียวกับฉัน ถูกขอร้องในสิ่งที่ไม่เข้าใจ เธอจะยอมทำตามอย่างหูหนวกตาบอดเหรอ”

“เห็นได้ชัดว่าบอกไปก็ไม่มีทางเข้าใจอยู่ดี แค่เรื่องฉันต้องการรักษาความบริสุทธิ์ของแนวทางงานตัวเองยังไม่พออีกเหรอ เธอกับนายชนาสินเหมือนกันมากกว่าที่คิด หัวสมองมีแต่เรื่องเงินและผลประโยชน์”

“ดล! พูดอย่างนี้ได้ยังไง” เธอร้อง เจ็บปวดไปทั้งใจ “ถ้าจะว่ากันแบบนี้ ยื่นมีดมาแทงกันเลยยังเจ็บน้อยกว่า”

“เธอไม่เจ็บเท่าฉันหรอก กัล” พูดแค่นี้ เขาก็วางสายไป โดยที่เธอไม่อาจปรับความเข้าใจกับเขาได้เลย

ถ้อยคำเยาะเย้ยของชนาสินย้อนกลับมา หญิงสาวชักไม่แน่ใจว่าเลือกทางถูกแล้วหรือไม่ ความสำเร็จในโลกธุรกิจที่เคยใฝ่ฝันคุ้มค่าแก่การเสียเพื่อนดีๆ ไปคนหนึ่งจริงหรือไม่

เธอและธนดลคบกันมานาน ต่างแลกเปลี่ยนความฝันด้วยกัน เคยสัญญาว่าคนหนึ่งจะรับหน้าที่บริหารเพื่อให้อีกคนทำงานตามต้องการได้อย่างเต็มที่ ทว่าเมื่อวันเวลาผ่านไป ทุกอย่างก็เหมือนจะเริ่มรางเลือน

‘ฝีมืออย่างดล ทำงานบริษัทดังๆ ได้สบาย’ เธอเคยพูดอย่างทึ่งๆ เมื่อเห็นเกมที่เขาสร้างขึ้นเองตั้งแต่สมัยเรียน

‘ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก นี่เป็นแค่เดโมเท่านั้น ยังต้องปรับอีกเยอะเพราะมีบั๊กอีกเพียบ’

‘แต่มันน่าสนุกมากเลย ขนาดฉันไม่ใช่คนชอบเล่นเกมยังอยากเล่น ในอนาคตถ้าเกมนี้เสร็จสมบูรณ์ ต้องมีคนรอซื้อแน่ๆ’

‘ฉันเคยคิดอยากทำงานที่เข้าถึงผู้คน ทำให้คนสนุก แล้วก็ทำเงินได้ด้วย’

‘งั้นก็ดีเลย ดลเป็นคนสร้างงาน เป็นมันสมอง ส่วนฉันจะรับหน้าที่ผู้จัดการส่วนตัวให้เอง’ เธอหัวเราะร่วน

จากการพูดเล่นในวันนั้น ทั้งสองเริ่มพูดคุยกันอย่างจริงจังขึ้นเรื่อยๆ เธอยอมรับว่าแผนงานขั้นต้นเกิดจากงานของธนดลแทบทั้งนั้น เอาเข้าจริงหญิงสาวเหมือนเป็นเพียงแค่คนออกหน้า หากปราศจากคนลงมือทำก็ไม่อาจก่อตั้งบริษัทขึ้นมาได้จนทุกวันนี้

ทว่านี่คือชีวิตจริง พวกเธอไม่ใช่เด็กอีกต่อไปแล้ว มีทางเลือกมากมายให้ตัดสินใจ และบางครั้งก็ไม่อาจทำตามแต่ใจได้เสมอไป

กุลกัลยาอาจถูกมองว่าเห็นแก่ตัว มองเงินเป็นเป้าหมายหลักจนลืมคำนึงถึงมิตรภาพ หากแต่ตอนนี้บริษัทใหญ่เกินกว่าจะมองเพียงแค่คำสัญญาสมัยวัยเยาว์แล้ว เธอต้องรับผิดชอบหลายอย่าง และการร่วมงานกับบริษัทใหญ่จากจีนก็จะเป็นสะพานให้ความฝันของธนดลสำเร็จลุล่วงได้ด้วยซ้ำ ไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดเขาถึงอยากถอนตัวขนาดนั้น

“ดล…เพราะอะไร ทำไมเธอถึงไม่ยอมบอกฉัน” หญิงสาวรำพึงอย่างหม่นหมอง

หลังผ่านงานเลี้ยง ทุกคนจะรับรู้การลาออกของชายหนุ่ม แต่ก่อนจะถึงตอนนั้น เธอภาวนาขอให้ทุกอย่างผ่านไปอย่างราบรื่น อย่าให้เกิดเรื่องวุ่นวายอะไรอีกเลย

 

โชคดีของกุลกัลยาคงยังพอมีอยู่บ้าง ข่าวลือเริ่มซาไปเพราะไม่มีใครเติมเชื้อไฟ เธอเองก็สั่งให้พนักงานทุกคนปิดปากเงียบ รอคำแถลงอย่างเป็นทางการของบริษัทเท่านั้น อีกทั้งนักข่าวไม่กล้าติดต่อสอบถามประธานบริษัทด้วยตัวเอง เรื่องจึงเงียบไปอย่างคลุมเครือ ในที่สุดก็ถึงวันงานเลี้ยง

ตามกำหนดการ ช่วงเย็นจะมีการแถลงข่าวความร่วมมือกันของสองบริษัท ตามด้วยงานเลี้ยงหลังจากนั้น ทุกอย่างกระชับและเรียบง่ายตามลักษณะของหญิงสาว ซึ่งมิสหลิงก็เห็นดีเห็นงาม ไม่ต้องการให้ยืดเยื้อเช่นกัน

ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี ต่างฝ่ายต่างชื่นมื่น จนถึงช่วงงานเลี้ยง

“หมิวคอยดูงานด้วยนะ อย่าให้มีตรงไหนสะดุด” เธอกำชับลูกน้องคนสนิท

“ค่ะ” มนวดีรับคำ “คุณกัลพักสักหน่อยดีไหมคะ หน้าคุณซีดมาก เดี๋ยวหมิวหาอะไรให้ทาน”

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันจัดการเอง เธอช่วยคุมงานต่อให้สักพักก็แล้วกัน ฉันจะขึ้นไปพักที่ห้องทำงานสักหน่อย ถ้าเจอมิสหลิงก็รับรองแทนฉันไปก่อนนะ”

“ได้ค่ะ”

เธอเดินช้าๆ ออกจากห้องจัดงาน หมายจะขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นสำนักงาน ร่างกายเหนื่อยอ่อนขึ้นมาเสียเฉยๆ ทั้งที่ก่อนหน้ายังมีกำลังวังชาอยู่เลย คงเพราะทุ่มเทพลังทั้งหมดไปกับงานในคืนนี้ พอช่วงเวลาสำคัญมาถึงและเป็นไปด้วยความเรียบร้อยจึงผ่อนคลายขึ้น ความล้าที่เก็บกดเอาไว้ถึงได้ค่อยๆ แสดงออกมา

พักสักหน่อยก็คงหาย คืนนี้ยังไม่จบ เธอยังวางใจไม่ได้เต็มที่หรอก

ขณะเดินมาตามทางเดินเงียบเชียบ หญิงสาวก็เจอกับคนไม่คาดคิด

“ดล” กุลกัลยาเบิกตา มองเพื่อนอย่างไม่เชื่อสายตา ก่อนสาวเท้าเข้าไปหาเขาด้วยความดีใจ “เธอมางานนี้ด้วย”

แวบนั้นเธอคิดว่าเขาคงยกโทษให้แล้ว และเห็นประโยชน์ของบริษัทเหนือเรื่องส่วนตัวที่ไม่ยอมบอกใคร ทว่ากลับคิดผิด เมื่อเห็นแววตาเย็นชาที่ธนดลตอบกลับมา อีกทั้งน้ำเสียงติดฉุนเฉียวนั่นด้วย

“งานแบบนี้ฉันไม่ต้องการมีส่วนร่วม”

“แล้วมาทำไม” เธอย้อนถาม

“ธุระส่วนตัว เธอไม่เกี่ยว กลับเข้างานไปซะ” เขาพยายามเดินต่อ หากร่างบางกว่าขวางหน้าไว้

“อย่ามาสั่งฉัน ในเมื่อไม่ได้มาร่วมงาน แล้วมาที่นี่ทำไมอีก” เธอสังเกตเห็นบัตรพนักงานในมือของเขา “คงไม่ได้คิดจะกลับเข้าบริษัทหรอกนะ คนลาออกไปแล้วไม่มีสิทธิ์เข้าโดยไม่ได้รับอนุญาต”

“BOLD เป็นบริษัทของฉันเหมือนกัน ลืมไปแล้วหรือไง”

หญิงสาวเม้มปาก เลือดขึ้นหน้าอย่างไม่ยอมแพ้

“ถึงเป็นหุ้นส่วน แต่ไม่มีตำแหน่งบริหาร ใช่ว่าจะเข้านอกออกในตามใจชอบ บอกมาก่อนว่าจะเข้าไปทำไม”

“สบายใจได้ ฉันไม่คิดจะเข้าไปลบงานทั้งหมดของบริษัททิ้งหรอก อย่ากังวลไปเลย ผลประโยชน์ของเธอยังอยู่ครบแน่” ธนดลกระตุกมุมปากราวกับเย้ยหยัน

กุลกัลยาหน้าร้อนผ่าว ทั้งโกรธและเสียใจไปพร้อมกันกับคำพูดเสียดแทงของเพื่อนรัก

“ใช่! ฉันเป็นคนเห็นแก่ตัว นึกถึงแต่ผลประโยชน์ของบริษัท ของผู้ถือหุ้น ของเราทุกคน ถึงได้ไม่สามารถทำตามคำขอร้องไม่มีเหตุผลของคนคนเดียวได้” เธอตะโกนใส่หน้าเขา น้ำตาคลอเบ้า ก่อนหยดน้ำใสๆ จะไหลรินผ่านแก้มนวล

ธนดลชะงัก เอื้อมมือคล้ายจะปลอบประโลม สีหน้าอ่อนลงเล็กน้อยเจือความรู้สึกผิด ทว่าเพียงครู่เดียวมือข้างนั้นก็ยกค้างกลางอากาศและปล่อยลงข้างตัว จากนั้นก็เดินจากไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ

หญิงสาวกัดริมฝีปาก ปาดน้ำตา ดวงตาวาวด้วยโทสะ มองตามหลังเขาไปด้วยอารมณ์เปี่ยมล้นอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อนในชีวิต

ในช่วงเวลาหลังจากนั้น มีพยานรู้เห็นหลายคนทีเดียวบอกตรงกันว่าเห็นประธานบริษัทสาวมีท่าทีหงุดหงิดถึงขั้นอารมณ์เสียชนิดไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ ซ้ำยังเดินปึงปังมุ่งตรงไปที่ลิฟต์ซึ่งนำขึ้นไปยังชั้นบนของอาคารสำนักงาน แน่นอนว่าเป็นที่ตั้งของบริษัท BOLD ด้วยเช่นกัน

 

กุลกัลยาแทบจำไม่ได้ว่าตัวเองทำอะไรลงไปบ้างในคืนนั้น รู้เพียงว่าเดินกลับเข้าไปในงานเลี้ยงเพื่อต้องการหลบเลี่ยงไม่เจอหน้าธนดลอีก หากสุดท้ายก็ทนไม่ไหว ต้องย้อนกลับไปหมายจะเข้าสำนักงานจนได้

ทว่าระหว่างรอลิฟต์อยู่นั่นเอง เธอก็รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง…

มันเป็นความรู้สึกที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และไม่ใช่เรื่องดีเลยแม้แต่น้อย

อยู่ๆ ร่างกายก็พลันแข็งทื่อ บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนแปลงกะทันหัน หัวใจของหญิงสาวชาวาบด้วยความหวาดหวั่น เสียงร้องดังก้องภายในใจ

‘ไม่นะ! ไม่จริง มันไม่มีทางเกิดขึ้นได้’

อาการนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว…เมื่อตอนอยู่ที่บ้านร้างริมน้ำ ในคืนที่กล่องปริศนากล่องนั้นเปิดอ้าขึ้นเป็นครั้งแรก!

แต่เธอทิ้งมันไปแล้ว กล่องใบนั้นไม่ได้อยู่ในความครอบครองอีกต่อไป แล้วมันจะเกิดเรื่องประหลาดขึ้นอีกได้อย่างไรกัน ที่สำคัญ ตรงนี้ไม่ใช่บ้านร้างหลังนั้น แต่เป็นอาคารสูงใจกลางเมืองหลวงต่างหาก

กุลกัลยารู้สึกราวกับความมืดครอบคลุมทั่วร่าง และเพียงพริบตาเดียว โลกทั้งใบของเธอก็พลิกตลบ จังหวะเดียวกับประตูลิฟต์เปิดอ้าพอดี

เธอรีบกระเสือกกระสนเอาตัวรอด มือเอื้อมคว้าประตูเอาไว้ และใช้พละกำลังเท่าที่มีพุ่งตัวเข้าไปในลิฟต์ ก่อนร่างกายจะกระแทกเข้ากับเพดานอย่างแรง

ทุกอย่างกลับหัวกลับหาง…พร้อมกับประตูลิฟต์ปิดลง ซ่อนเร้นความผิดปกตินั้นไว้โดยปราศจากผู้ใดพบเห็น

 

ธนดลเดินไปเดินมาในห้องทำงานอันเงียบสงบของตัวเอง ใบหน้าชายหนุ่มเคร่งเครียด คิ้วขมวดชิดแทบจะเป็นเส้นเดียว คอยมองออกไปด้านนอกเป็นพักๆ อย่างร้อนใจ

เขาคิดถูกหรือผิดกันแน่ที่กลับมา…

เนื่องจากพนักงานทุกคนอยู่ในงานเลี้ยง บริษัทจึงร้างไร้ผู้คน มีเพียงเขาคนเดียว

ไม่สิ อีกไม่นานจะมีใครอีกคนเข้ามาด้วย…คนที่เขากำลังรอคอย

ชายหนุ่มฆ่าเวลาด้วยการมองไปรอบห้อง ก่อนเดินไปหยุดยืนหลังโต๊ะทำงานของตัวเอง เขาลาออกกะทันหันจนไม่มีเวลาเก็บข้าวของไปทั้งหมด แต่ก็นั่นละ เขาไม่ค่อยมีข้าวของส่วนตัวอยู่แล้ว เท่าที่มีก็น้อยนิดจนหาใหม่ได้ไม่ยาก หรือหากใช้บริการพนักงานส่งของก็คงขนกลับไปให้ได้ในขนาดเพียงพัสดุย่อมๆ กล่องเดียว

สิ่งเดียวที่เสียดาย…คือความทรงจำมากกว่า

ขณะกำลังคิดเพลินๆ เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าก้าวเข้ามาใกล้ ธนดลถอนหายใจเบาๆ ก่อนหมุนตัว พลางเอ่ย

“มาแล้วเหรอ กำลังรออยู่เลย ทำไมถึงมาช้านัก” ไม่มีเสียงตอบ และเขาไม่ได้ใส่ใจนัก ก้าวเดินออกมาจากโต๊ะทำงาน เอ่ยอย่างรีบร้อน “เรามาเจรจากันดีกว่า คุณคงรู้แล้วว่า…”

ยังพูดไม่ทันจบประโยค ธนดลก็ชะงักนิ่งเพราะถูกขัดจังหวะด้วยเสียงดังแสบแก้วหู

ใช้เวลากว่าวินาที สมองถึงประมวลได้ว่าเสียงนั้นดังมาจากสิ่งใด และอีกวินาทีถัดมาเพื่อตระหนักว่าเสียงจาก ‘สิ่งนั้น’ ทำอะไรกับตัวเขา

ชายหนุ่มยกมือกุมท้องโดยอัตโนมัติ สัมผัสของเหลวอุ่นๆ สักพักความเจ็บก็ค่อยคืบคลานเข้ามา กระทั่งแทบทนไม่ไหว

ธนดลล้มลงกับพื้น อ้าปากค้างเหมือนพยายามเค้นคำพูด ทว่าทำได้เพียงเปล่งเสียงติดขัดเหมือนคนสำลักน้ำ ตระหนักว่าความตายกำลังยืนรอคอยอย่างเงียบเชียบ โดยเขาไม่อาจบอกใครได้ว่าฆาตกรเป็นใคร

เพชฌฆาตหยุดยืนมองผลงานของตัวเองครู่หนึ่ง ก่อนย่อตัวลงล้วงแย่งเอาโทรศัพท์มือถือของคนโดนยิงไป ก่อนเดินจากไปโดยไม่เหลียวกลับมามอง ปล่อยทิ้งร่างหนึ่งให้นอนจมกองเลือด ตัวสั่นสะท้าน เสื้อเชิ้ตที่เคยเป็นสีครามสะอาดตาถูกย้อมจนกลายเป็นสีแดงฉาน

มือของชายหนุ่มเสือกไสกองเลือดสีเข้มของตัวเอง พยายามเอื้อมไปข้างหน้า ดังไขว่คว้าทางรอดอย่างสิ้นหวัง

ใช้เวลาไม่นานหลังจากนั้น ร่างนั้นก็นิ่งค้าง พร้อมๆ กับดวงไฟของชีวิตได้ดับหายไป

Don`t copy text!