สลักบุหลัน บทที่ 9 : โลกกลับหัว

สลักบุหลัน บทที่ 9 : โลกกลับหัว

โดย : ปองวุฒิ

สลักบุหลัน ผลงานนวนิยายแนวลึกลับเรื่องล่าสุดของ ปองวุฒิ ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อผู้อ่าน ‘ อ่านเอา ’ ที่นี่ ที่เดียว นิยายออนไลน์ที่เล่าถึงของกุลกัลยาและกล่องไม้ที่ฝาสลักเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว เมื่อสัญชาตญาณบอกว่าอย่าเปิด เพราะเมื่อเปิดทุกอย่างอาจไม่เหมือนเดิม เป็นคุณ…จะเปิดไหม 

****************************

–  9 –

 

กุลกัลยาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะถูกดูดเข้ามาในโลกกลับหัวอีกครั้ง แต่จะปฏิเสธความจริงได้อย่างไร เพราะบรรยากาศรอบตัวที่ผิดแปลกไปจากปกติ แสดงให้เห็นชัดเจนว่าไม่ได้อยู่ในโลกธรรมดาอีกแล้ว

ทำไมถึงได้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้ เธอไม่ได้เปิดกล่องใบนั้นสักหน่อย ไม่ได้อยู่ใกล้กับมันด้วยซ้ำไป ความคิดมากมายจู่โจมให้สับสนระคนตระหนก

การถูกดึงให้เข้ามาในโลกพิสดารนี้ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับการอยู่ใกล้หรือเปิดกล่องอย่างนั้นหรือ…นั่นคือข้อสรุปอย่างหนึ่งที่เธอคิดได้

ตั้งแต่อยู่ในลิฟต์ จนกระทั่งประตูเปิดออก เธอก็เผชิญกับพื้นที่หมุนกลับหัวกลับหางทันที

ไม่เป็นไร ตั้งสติเอาไว้ กุลกัลยาย้ำกับตัวเอง ไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นเพราะอะไรก็ตาม หนก่อนยังเอาตัวรอดออกมาได้เลย ครั้งนี้ก็เหมือนกัน

เธอพยายามทบทวน ทำตามที่คิรินทร์บอกเอาไว้ หาประตูบานใหม่แล้วเปิดไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอจุดที่นำกลับมาสู่โลกธรรมดาได้อีกครั้ง คิดได้เช่นนั้นจึงเริ่มสำรวจรอบตัว

ขณะนี้หญิงสาวกำลังยืนอยู่ในห้องขนาดเล็กกว้างด้านละสามเมตร ทั้งพื้นและผนังทุกด้านเป็นไม้สีเข้ม ประตูบานถัดไปเป็นไม้ทาสีแดงสดซึ่งอยู่ห่างไปนิดเดียวเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องไปค้นหาที่ไหนไกล ถึงแม้ก่อนหน้านี้มันจะหมุนพลิกกลับด้านมาแล้ว แต่ด้วยขนาดและรูปแบบของห้องทำให้แทบไม่ส่งผลต่อการเดินหน้าต่อไป ประตูพลิกอยู่ในระดับความสูงที่เธอสามารถคว้าลูกบิดเปิดได้สบาย

หลังปลุกใจตัวเองเรียบร้อยแล้วว่าจะต้องหนีออกไปจากโลกแห่งนี้ให้ได้ เธอก็เดินหน้าทันที

กุลกัลยาใช้ความพยายามเพียงเล็กน้อยเพื่อเขย่งคว้าลูกบิดประตูสีแดงหมุนให้มันเปิดเข้ามา จากนั้นก็ยกขาก้าวสูงขึ้นไปบนช่องประตูกลับหัวเพื่อไปยังพื้นที่ข้างหน้า

ประตูสีแดงนำออกมายังทางเดินยาวซึ่งตลอดสองข้างเต็มไปด้วยประตูต่อเนื่องเป็นทิวแถว สภาพดูเหมือนเป็นทางเดินของคอนโดฯ หรือว่าโรงแรมสักแห่ง

“งวดนี้ไม่ประหลาดเท่าไร” เธอพึมพำเบาๆ ‘ขอให้หาทางกลับไปได้ง่ายๆ ทีเถอะ’

หญิงสาวกวาดตามองประตูที่ตั้งเรียงรายไปตลอดทาง มีป้ายเหล็กสลักตัวเลขติดไว้ทุกบาน ทั้งหมดเป็นเลขสามหลักขึ้นต้นด้วย ๙ เรียงรายไปตั้งแต่ ๙๐๑…๙๐๒…๙๐๓…ตามลำดับ เธอนึกสงสัยว่าถ้าเลือกเปิดสักบานเพื่อไปยังพื้นที่ส่วนต่อไปเลยจะได้หรือไม่

เดินไปได้พักหนึ่ง กุลกัลยาก็เกิดนึกออกว่าเคยมีประสบการณ์กับทางเดินแห่งนี้มาแล้ว

มันคือคอนโดมิเนียมของโศภิตา ครั้งหนึ่งเธอเคยบุกมาหาอีกฝ่ายเพื่อคุยเรื่องก้องฟ้า…

ฉับพลันในวินาทีซึ่งตระหนักถึงความจริงดังกล่าว ร่างกายก็หนาวยะเยือกขึ้นมาทันที เป็นอีกครั้งที่ฉากในโลกกลับหัวเกี่ยวพันกับประสบการณ์ชีวิตส่วนตัว

ยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อ หูก็แว่วได้ยินเสียงประตูบานหนึ่งหมุนเปิด สร้างเสียงเอี๊ยดอ๊าดดึงความสนใจให้หันไปมองต้นเสียง ประตูบานหนึ่งที่อยู่ฝั่งด้านซ้ายอ้าออก ห่างจากจุดที่กุลกัลยายืนอยู่ไปราวสิบเมตร

ราวกับว่าเมื่อคิดถึงสิ่งใดก็จะดึงดูดสิ่งนั้นเข้ามาหา…ร่างที่ก้าวเดินออกมาจากด้านในนั้นคือโศภิตา

คนตายโผล่หน้ามาหลายหนจนสร้างความคุ้นชินมากขึ้น หากก็ยังต้องยอมรับว่ากลัวอยู่ดี เธอไม่กล้าเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายโดยตรง

ขณะที่โศภิตาก้าวเดินเข้ามาหา กุลกัลยาตัดสินใจเปิดประตูห้อง ๙๐๓ ที่อยู่ใกล้ตัวแล้วจากนั้นก็พุ่งเข้าไปทันที ปิดประตูเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีใครไล่ตามมาได้

ด้านในไม่ใช่ห้องคอนโดฯ ตามปกติ แต่เป็นพื้นที่กว้างใหญ่กว่านั้นมาก ลักษณะภายในเหมือนห้างสรรพสินค้าสักแห่ง ทว่าไม่ใช่ห้างสรรพสินค้าร่วมสมัยที่ผู้คนใช้งานอยู่ตอนนี้ น่าจะเป็นห้างเก่าประเภทปิดกิจการไปแล้ว ทุกอย่างชวนให้นึกถึงสมัยเด็กที่เคยไปเที่ยวกับครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นความอับทึบ เพดานค่อนข้างต่ำ และมีบันไดเลื่อนอยู่ตรงกลางเพียงจุดเดียว

เธอวิ่งตรงไปด้านหน้า จนกระทั่งเจอกับราวกั้นและบันไดเลื่อน ชะโงกมองลงไปเห็นว่าตัวเองอยู่ชั้นสี่ของห้าง มาถึงตอนนี้หญิงสาวไม่แปลกใจอีกแล้วกับการโผล่มาที่ระดับความสูงนี้ ในโลกกลับหัวอะไรๆ ก็คงเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเหลือเชื่อสักแค่ไหนก็ตาม ตอนนี้เธอยืนอยู่ชั้นสี่ เปิดประตูอีกครั้งอาจจะไปโผล่ยังชั้นใต้ดินของที่ไหนสักแห่ง หรือกระทั่งดาดฟ้าของตึกสูงก็เป็นไปได้ทั้งสิ้น

กุลกัลยากวาดตามองหาประตูบานถัดไป อย่ายืนอยู่กับที่นาน ตั้งแต่หนก่อนโลกนี้ก็สอนบทเรียนให้มาครั้งหนึ่งแล้ว

วิ่งไปเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่งที่เป็นทางเดินกว้าง ในห้างปกติคงเป็นที่ตั้งของพวกร้านค้าหรือเอาไว้สำหรับจัดงานตามวาระเทศกาล เธอหยุดชะงักเล็กน้อยเมื่อสังเกตเห็นสิ่งไม่น่าไว้วางใจดักรออยู่ด้านหน้า

บนเพดานเหนือพื้นที่กว้าง เต็มไปด้วยร่างของหญิงสาวสวมชุดนักศึกษาราวยี่สิบร่างที่ถูกเชือกรัดคอ ห้อยลงมาราวกับของประดับ ร่างเหล่านั้นสงบนิ่งมีแกว่งไหวไปมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้นจากปัจจัยภายนอก

เธอเบิกตา เพ่งมองไปยังร่างเหล่านั้นอย่างไม่อาจละสายตาได้ราวกับถูกสาปให้ติดตาอยู่เช่นนั้น ตัดสินใจไม่ถูกว่าควรจะทำอย่างไรดี

ภาพตรงหน้าถือว่าน่ากลัว ไม่ต่างจากการที่อยู่ดีๆ มาพบคนผูกคอตายหมู่ สักพักจึงสังเกตเห็นรายละเอียดมากขึ้น ทั้งหมดล้วนมีรูปลักษณ์แบบเดียวกันหมด…นั่นคือโศภิตา!

ศพเหล่านั้นคือหญิงสาวนักศึกษาคนนั้น

ฉับพลันเธอก็รู้สึกปวดหัว อีกทั้งหน่วงในร่างกายขึ้นมาทันใด ความสับสนที่แล่นพล่านภายในจิตใจกำลังรุมเล่นงานจนไม่อาจควบคุมให้สงบได้ กุลกัลยาเผลอตัวสั่นเทาทั้งๆ ที่อากาศรอบตัวไม่ได้หนาวเลยสักนิด ใช้เวลากว่าพักนั่นละจึงพอตั้งสติได้อีกครั้ง

ถ้าผ่านลานกว้างที่เต็มไปด้วยศพจำนวนมากแขวนห้อยลงมา ห่างไปไม่เกินสิบห้าเมตรมีประตูบานหนึ่งซึ่งน่าจะพาเข้าพื้นที่ส่วนถัดไปได้ เธอต้องไปให้ถึงที่นั่น ไม่อยากทนมองภาพน่าสะพรึงกลัวนี่ต่ออีกสักนาที

หญิงสาวเงยหน้ามองสำรวจกลุ่มศพบนเพดานแล้วลองประเมินความเป็นไปได้ ค่อนข้างมั่นใจว่ามันเพียงแค่ห้อยอยู่อย่างนั้นไม่ต่างจากหุ่นประดับ ไม่น่าจะสร้างปัญหาอะไรให้ได้…อย่างน้อยก็ในตอนนี้

วิ่งผ่านไปแบบเร็วๆ เลยดีกว่า…

หลังตัดสินใจได้เช่นนั้น กุลกัลยาก็อดกลั้นข่มความกลัว จากนั้นก็วิ่งตรงดิ่งฝ่าลานกว้างไปทันที จังหวะที่ศพจำนวนมากเหล่านั้นลอยอยู่เหนือหัวก็ชวนให้หวาดเสียวไม่น้อย จินตนาการว่ามันจะหล่นลงมาดักทาง สุดท้ายเรื่องพวกนั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้น เธอสามารถวิ่งฝ่าไปจนอีกฝั่งของลานกว้างได้สำเร็จ

ทว่าก่อนถึงประตูนั่นเอง จึงเพิ่งเห็นว่ามีอุปสรรคขั้นสุดท้ายขวางทางไว้อยู่

พื้นชั้นสี่ก่อนถึงประตูนั้นกร่อนจนกระทั่งเป็นรูทะลุลงไปถึงชั้นสามที่ห่างกันร่วมสี่ห้าเมตรเลยทีเดียว เหลือพื้นให้เดินเพียงนิดเดียวเท่านั้น เป็นทางตรงดิ่งกว้างแค่หนึ่งเมตร

เธอผ่อนลมหายใจแรงด้วยความเหนื่อยอ่อน ช่างมีอุปสรรคอะไรมาขัดขวางได้ตลอดจริงๆ เส้นทางลีบเล็กนั้นยาวไม่เกินสี่เมตรก็ถึงประตูบานถัดไปแล้ว มาถึงจุดนี้คงไม่มีทางถอย ต้องเดินหน้าต่อไปเท่านั้น

ถึงร้อนใจแค่ไหน กุลกัลยาไม่ละทิ้งความรอบคอบ ค่อยๆ ยื่นเท้าไปสัมผัสกับทางเดินเบื้องหน้าอย่างแผ่วเบา ลงน้ำหนักทีละน้อยตรวจให้แน่ใจว่าพื้นส่วนนั้นจะไม่พังทลายลงไปด้านล่างเหมือนพื้นที่โดยรอบ เมื่อมั่นใจว่าแข็งแรงเพียงพอแล้ว เธอจึงเริ่มก้าวเดินต่อไป สลับเท้าซ้ายขวาอย่างเชื่องช้า ในที่สุดก็ถึงประตูตามที่หวังเอาไว้ โดยไม่รู้เลยว่ามีสิ่งเหนือความคาดหมายดักรออยู่ ทันทีเมื่อเปิดประตูเข้าไป สิ่งแรกที่เห็นคือร่างของวีรวุฒิที่ยืนรออยู่อีกด้านในระยะประชิด

แม้ลูกพี่ลูกน้องผู้เสียชีวิตไปแล้วจะไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาสักคำ เพียงแค่จ้องมองเธอด้วยแววตาเย็นชา ทว่าเพียงเท่านั้นก็เพียงพอให้เย็นยะเยือกไปถึงขั้วหัวใจ

ความตกใจที่เกิดจากการโดนจู่โจมอย่างไม่คาดฝันทำให้ร่างกายแข็งทื่อไปชั่วขณะ ในตอนที่วีรวุฒิยื่นแขนเข้ามาหาจึงเผลอตอบสนองด้วยการถอยกรูดจนลืมเรื่องการยืนอยู่บนทางแคบไปเสียสนิท กระเถิบหนีจนกระทั่งขาข้างซ้ายถอยไปเหยียบบนความว่างเปล่า

ร่างไถลตกจากพื้นส่วนนั้น ยังดีว่าสองมือยังตอบสนองไวพอ เกาะกับขอบพื้นเอาไว้ทัน

หัวใจเต้นแรงด้วยความกลัว ทั้งด้วยสถานการณ์ที่เผชิญอยู่เบื้องหน้า และทั้งเรื่องราวมากมายที่อัดแน่นในจิตใจ กดดันราวกับไล่บี้ไม่ให้ออกจากที่นี่ได้

ในเวลาเดียวกันนั้น วีรวุฒิก้าวเดินออกมาจากประตูตรงดิ่งเข้ามาหา…

กุลกัลยาพยายามดันร่างตัวเองให้ปีนกลับขึ้นไปบนพื้นชั้นสี่อีกครั้ง ทว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ต้องตะเกียกตะกายอยู่สองสามหนแต่ก็จบด้วยความล้มเหลว หนำซ้ำการห้อยอยู่แบบนี้ก็ทำให้แขนปวดมากขึ้น เรี่ยวแรงในร่างกายที่เริ่มถดถอยลงทีละน้อย

เหลียวมองลงไปเบื้องล่าง พื้นชั้นสามอยู่ห่างไปพอดู ไม่แน่ใจว่าถ้าตกลงไปอาจส่งผลให้แข้งขาหักหรือเปล่า เธอไม่อาจเสี่ยงให้ตัวเองบาดเจ็บในสถานการณ์เช่นนี้ได้

หากก่อนจะมีเวลาคิดมากกว่านั้น ญาติหนุ่มก็ก้าวเดินมาถึงตัว ความตกใจส่งผลให้มือสองข้างอ่อนแรงจนเผลอปล่อย ทำให้ร่วงตกลงไปเบื้องล่าง

หญิงสาวหวีดร้อง สายตาเห็นวีรวุฒิก้มลงมองด้วยแววว่างเปล่าในดวงตา

 

ในเวลาเดียวกับที่กุลกัลยาต้องเผชิญหน้ากับโลกกลับหัวโดยไม่คาดฝัน ภายในตึกบริษัทในโลกปกติพนักงานแทบทั้งหมดกำลังสนุกกับงานเลี้ยงฉลอง จนไม่มีใครสังเกตว่ากำลังเกิดเหตุการณ์ไม่ชอบมาพากลขึ้น

ภูมิชัย ชายร่างท้วมวัยสี่สิบห้า หนึ่งในพนักงานของบริษัทผละจากห้องจัดงานเลี้ยงมายังชั้นสำนักงานในสภาพมึนเมาเล็กน้อย เขาเป็นคนชอบดื่ม และตอนนี้เมื่อบริษัทเพิ่งทำสัญญากับบริษัทใหญ่ระดับโลก ประสบความสำเร็จไปอีกขั้น เจ้าตัวมองว่าคงไม่มีโอกาสใดที่จะเหมาะสำหรับการเฉลิมฉลองมากกว่านี้แล้ว

นั่นเป็นข้ออ้างให้เขาดื่มหนักกว่าปกติ ซึ่งดูเหมือนภรรยาจะไม่เห็นด้วย อย่างที่กำลังแสดงออกขณะที่คุยโทรศัพท์กัน

“เดี๋ยวก็โดนตำรวจจับหรอก” คู่ชีวิตที่อยู่ปลายสายอีกด้านตำหนิ “เจ้านายพี่ก็ไม่ชอบพนักงานขี้เมาไม่ใช่หรือไง”

“คุณกัลก็ไม่ชอบไปหมดนั่นแหละ เวลาพนักงานทำอะไรไม่มีระเบียบ” ภูมิชัยแค่นเสียง “แต่วันนี้คงไม่ว่าอะไรมั้ง เล่นจัดงานเลี้ยงให้พนักงานฉลองกันอย่างนี้ แถมเจ้าตัวก็ไม่มาคอยตรวจด้วย”

“ช่างเถอะ ตกลงว่าหยิบสมุดการบ้านของลูกมาหรือยัง”

คนเป็นภรรยาถอนหายใจและพูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย หล่อนโทร.มาหาขณะที่อยู่ในงานเลี้ยงเพื่อสั่งให้เขาหยิบสมุดของลูกชายวัยประถมซึ่งอีกฝ่ายลืมไว้ในที่ทำงานหลังจากไปรับลูกเมื่อวันก่อน

“เพิ่งขึ้นลิฟต์มาชั้นสำนักงาน” เขาตอบ

“รีบหยิบเลยนะ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวก็ลืมอีก”

“จ้าๆ หยิบเดี๋ยวนี้แหละ”

ภูมิชัยรับคำภรรยาจากนั้นเดินไปยังโต๊ะทำงาน คว้าสมุดของลูกชายที่วางทิ้งไว้บริเวณมุมด้านหนึ่งของโต๊ะ ก่อนบอกกับภรรยาว่าเขาต้องกลับไปงานเลี้ยงก่อน

ระหว่างทางเดินกลับมา พนักงานวัยกลางคนบังเอิญหันไปทางห้องแผนกของธนดลแล้วสังเกตเห็นความผิดปกติ เขาหยุดเดิน หรี่ตาเพ่งมองให้แน่ใจ ถึงได้เห็นว่าภายในห้องมีไฟเปิดอยู่ แม้จะเพียงแค่ดวงสองดวงก็ตาม

อย่าบอกนะว่ามีพนักงานคนไหนขยันเกินปกติ ขึ้นมาทำงานเอาตอนนี้

เขาเดาะลิ้น ปกติแล้วเขาไม่ได้อยู่แผนกนี้ และหน้าที่การงานก็แทบไม่สัมพันธ์กันเลย ดังนั้นนอกจากเดินผ่านหน้าห้องแล้ว จึงไม่เคยเข้าไปข้างในมาก่อน อย่าว่าแต่จะรู้จักมักจี่กับพนักงานคนใดในแผนกเลย ในสายตาภูมิชัยรู้สึกว่าคนแผนกนี้ล้วนแล้วแต่เป็นพวกเนิร์ดๆ ฉลาดๆ เข้าถึงยาก ท่าจะคุยกันไม่รู้เรื่อง

ทว่าคงเพราะกำลังกรึ่มได้ที่ ความยับยั้งชั่งใจเลยถดถอย ส่งผลให้เดินเข้าไปข้างในหมายจะหยอกล้อพนักงานแสนขยันคนนั้น

ไม่นึกเลยสักนิดว่าสิ่งที่ตัวเองจะได้เห็นกลับเป็นภาพติดตา ชวนสั่นประสาทไปอีกนาน

ร่างของใครคนหนึ่งนอนคว่ำหน้า เลือดนองเต็มพื้น เขาเบิกตากว้าง อ้าปากค้างแต่ไม่มีเสียงลอดออกมา ด้วยความตกใจ รีบถอยหลังหนีโดยสัญชาตญาณ

หลังจากนั้นไม่นาน ทุกคนในงานเลี้ยงก็มีอันต้องแตกตื่นเพราะมีคนวิ่งหน้าตั้ง พลางร้องเสียงหลงไปด้วย

“มีคนตาย! ช่วยด้วย! มีคนตาย!”

งานเลี้ยงในคืนนั้นจึงจบลงอย่างไม่คาดคิดด้วยเหตุสะเทือนขวัญนั่นเอง

หัวต้องแตก หรือว่ากระดูกหักแน่…นั่นคือความคิดของกุลกัลยาหลังจากร่วงลงมาจากพื้นชั้นสี่สู่ชั้นถัดมา หากปรากฏว่าแม้กระแทกเข้ากับพื้นเต็มแรงแต่กลับไม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิด อยู่ดีๆ พื้นของห้างชั้นสามก็นุ่มราวกับเป็นเบาะ รองรับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี

เธอกะพริบตาถี่ๆ ปรับตัวปรับใจสักพัก ก่อนยันตัวลุกขึ้นนั่ง จากนั้นสำรวจทั่วร่างกายให้แน่ใจว่าไม่มีบาดแผล ยื่นมือไปสัมผัสบริเวณพื้นอีกครั้ง มันยังคงนุ่มอยู่เล็กน้อย ก่อนที่ไม่ถึงสิบวินาทีถัดมาก็คืนสภาพแข็งตามปกติเช่นเดิม

“คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหม”

เสียงใครบางคนเอ่ยถาม เมื่อเธอหันไปมองก็เจอกับคิรินทร์ ชายหนุ่มลึกลับที่ช่วยเธอไว้เมื่อคราวก่อนกำลังเดินมาจากอีกด้าน

“คุณ…คิรินทร์”

“ใช่ ผมเอง” เขาพยักหน้า ส่งยิ้มให้พร้อมกับเดินมาช่วยฉุดเธอให้ยืนขึ้นอีกครั้ง “โชคดีนะที่ผมขอให้พื้นมันนิ่มลงก่อน คุณถึงได้ตกลงมาแล้วไม่เป็นอะไร”

กุลกัลยานิ่วหน้า ประหลาดใจเล็กน้อยหลังได้ยินเขาพูดเช่นนั้น

“คุณบังคับให้พื้นนิ่มเหมือนเบาะได้ด้วยเหรอคะ”

เขาส่ายหัว “ไม่มีใครสามารถบังคับโลกประหลาดนี่ได้หรอก เพียงแค่ผมอยู่มานานกว่าคุณเลยพอรู้อะไรบ้าง ในบางครั้งถ้าเราทุ่มสมาธิกับการคิดถึงอะไรบางอย่างมันจะเกิดขึ้นจริง”

หญิงสาวพยายามคิดภาพตามที่เขาพูดและทำความเข้าใจกับมัน เผื่อว่าจะมีประโยชน์ในอนาคต

“ฉันจะจำเอาไว้”

“แต่ระวังไว้หน่อยก็ดี อย่าหวังพึ่งมันมากนักล่ะ เพราะบางครั้งต่อให้อธิษฐานยังไงก็ไม่เกิดผล”

“สรุปว่าแล้วแต่โลกบ้าๆ นี่จะยอมให้เราตายหรือไม่ ใช่ไหมคะ” เธอประชดเสียงขื่น

“อาจเป็นอย่างนั้นก็ได้ มันจะได้ทรมานเราให้นานหน่อย” เขาพยักหน้า “แต่อย่างน้อยก็ทำให้ครั้งนี้คุณไม่บาดเจ็บอะไร โล่งอกไปที”

“ฉันคงเป็นคนดวงแข็งมั้ง” เธอว่า

คุยมาถึงตอนนี้ พื้นที่ทั้งสองยืนอยู่ก็เริ่มขยับเคลื่อนอีกครั้ง กุลกัลยารู้เลยว่ามันกำลังพลิกกลับหัว ส่วนคิรินทร์ตอบสนองไวกว่าอีกขั้น เขาเล็งประตูบานหนึ่งที่อยู่ไม่ห่างจากจุดนั้นไว้อยู่แล้ว

“ไปจากที่นี่ก่อนเถอะ ผมไม่ชอบโลกกลับหัวในพื้นที่กว้างแบบนี้เท่าไร เกิดผิดพลาดขึ้นมา มีสิทธิ์ร่วงดิ่งลงไปจากความสูงมากๆ ได้เลยนะ”

กุลกัลยาไม่คิดแย้ง ทั้งสองรีบพุ่งตรงไปหาประตูด้วยความเร็ว ทันเวลาได้อย่างเฉียดฉิว

 

ด้านหลังประตูบานใหม่นั้นมีสภาพสมกับชื่อโลกกลับหัวตั้งแต่แรก เพดานกลายสภาพเป็นพื้น ในขณะที่พื้นและข้าวของทุกอย่างที่ตั้งอยู่บนนั้นหมุนพลิกไปอยู่ด้านบนและห้อยค้างอยู่ ไม่ได้ร่วงหล่นลงมา มันดูเหมือนลานจอดรถชั้นใต้ดินของอาคารที่ไหนสักแห่ง

“คุณรู้จักที่นี่หรือเปล่า” เธอถาม

“ไม่แน่ใจเหมือนกัน อาจจะรู้จักก็ได้” คิรินทร์ยักไหล่ ตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก สายตามองไปรอบด้านอย่างระแวดระวัง

“ฉันรู้สึกว่าหลายสถานที่ในโลกกลับหัว เป็นที่ที่ฉันเคยรู้จักทั้งนั้น”

“ก็เป็นไปได้…ผมว่าโลกนี้ มันเป็นเหมือนฝันร้ายที่สร้างมาให้พวกเรา” เขาบอกพร้อมกับเดินนำหน้าไป กุลกัลยาเดาว่าชายหนุ่มคงคิดจะหาประตูบานถัดไปอีกเหมือนเดิม

“ฉันดีใจนะที่คุณรอดมาได้ คราวก่อนน่ากลัวมาก” คิดถึงตอนเจอหน้ากันคราวก่อนและต้องแยกกัน ปล่อยให้เขาฝ่าฟันวิกฤติต่อไปลำพัง

“ผมก็เกือบแย่เหมือนกัน ตอนนั้นน้ำมันขึ้นเร็วมาก โชคดีว่าหาทางปีนหลบขึ้นไปที่สูงและเจอประตูบนนั้น”

“ฉันไม่รู้ว่าทำไมถึงได้เข้ามาในนี้ได้อีก อุตส่าห์ทิ้งกล่องไม้นั่นไปแล้ว แต่อยู่ดีๆ…”

“อยู่ๆ คุณก็โดนดูดเข้ามาใช่ไหม” เขาต่อให้อย่างรู้ทัน

เธอพยักหน้า อ้าปากจะถามเขาว่ามันเกิดอะไรขึ้นและเป็นไปได้อย่างไร ทว่าสายตาเหลือบเห็นอะไรบางอย่างเข้าเสียก่อน

ด้านบนเหนือศีรษะ ในส่วนที่รถจำนวนมากจอดและห้อยค้างอยู่บนนั้น มีสิ่งอื่นกำลังเคลื่อนไหวอยู่ด้วยเช่นเดียวกัน สิ่งนั้นดูเหมือนกับเงาสีดำรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่เห็นได้ชัดว่าไม่ได้กำเนิดมาจากมนุษย์คนใดและเคลื่อนไหวด้วยความคิดของมันเอง

“คะ…คุณคิรินทร์ พวกนั้นมันคืออะไรกันคะ” เธอถามเสียงสั่น กระตุกเสื้อเขา

คิรินทร์เงยหน้ามองตามและเห็นในสิ่งเดียวกัน ทว่าตกใจน้อยกว่า

“เจ้าพวกนี้เอง ผมเคยเจอมาแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าเรียกว่าอะไร แต่ส่วนใหญ่มันจะแค่ป้วนเปี้ยนอยู่รอบตัวพวกเราเท่านั้น”

“แล้วส่วนน้อยล่ะ”

“ก็มีบางหนที่มันเข้ามายุ่ง…”

พูดยังไม่ทันขาดคำ เงาสีดำที่คลานไต่อยู่ด้านบนก็ร่วงลงมาบนพื้น แม้ว่าจะมีรูปร่างเหมือนมนุษย์แต่คลานสี่ขาเหมือนสัตว์ ยื่นศีรษะมาข้างหน้า กุลกัลยาไม่แน่ใจว่าเป็นอากัปกิริยาของการมองหรือว่าพยายามดมกลิ่นเพราะทั้งร่างมันถูกเคลือบไว้ด้วยสีดำ มองไม่ออกว่ามีเครื่องหน้าหรือไม่

อย่างไรก็ตามมันขยับเข้ามาใกล้พวกเธอทั้งสองคนมากขึ้นเรื่อยๆ และพอกวาดตามองไปก็เห็นว่ามีอยู่ร่วมสิบตัวเลยทีเดียว

“ดูท่าจะไม่ค่อยดี เดี๋ยวผมจะล่อพวกมันไปเอง ส่วนคุณวิ่งออกประตูด้านขวานะ” ชายหนุ่มกระซิบ พร้อมกับส่งสายตาไปทางขวาที่มีประตูบานหนึ่งอยู่

“แต่ว่า…” อย่างนี้ก็เท่ากับว่าต้องแยกกันอีกแล้วน่ะสิ เพิ่งเจอกันแท้ๆ นึกว่าจะมีเพื่อนร่วมทางเสียอีก

“ไว้เจอกันกันใหม่ ไม่สิ คุณคงไม่อยากเข้ามาในนี้สักเท่าไร เอาตัวรอดให้ได้ก็แล้วกัน” เขาตัดบทแค่นั้นแล้วเริ่มลงมือทันที ร่างสูงออกวิ่งไปทางด้านซ้าย ไม่ผิดจากที่คิดไว้ เงาดำลึกลับเลือกไล่ตามคนที่เคลื่อนไหวก่อน กุลกัลยาหยุดยืนมองเขาวิ่งหายไปยังอีกด้านของลานจอด แล้วก็ตัดสินใจวิ่งไปยังประตูบานดังกล่าว ถึงอย่างไรก็ต้องไม่ทำให้การเสียสละของเขาเปลืองเปล่า

เมื่อผ่านประตูจากลานจอดรถที่พลิกกลับหัว หญิงสาวพบว่าตัวเองกลับมาอยู่ในตึกอีกครั้ง

เธอหันมองรอบตัวเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่ากลับมายังโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่ตึกในโลกกลับหัวที่ผิดแปลกไป สักพักก็พบว่าบรรยากาศบ่งบอกว่าเป็นของจริง รวมทั้งได้ยินเสียงผู้คนล่องลอยมา

กุลกัลยาเดินตามเสียงไปครู่หนึ่ง แล้วก็เจอกับมนวดีเดินหน้าตาตื่นมาจากอีกด้าน

“คุณกัลหายไปไหนมาคะ” เลขาฯ คนสนิทถาม

“ฉัน คือว่า…” ไม่รู้จะอธิบายยังไงดี “ทำไม เกิดอะไรขึ้นเหรอ”

หญิงสาวเพิ่งสังเกตเห็นแววตาร้อนใจของอีกฝ่าย และสังหรณ์ว่าต้องเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นในระหว่างที่หลงเข้าไปในโลกใบนั้นแน่นอน หากไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้สักนิดว่าจะได้ยินสิ่งที่ออกจากปากของมนวดี

“คุณดลค่ะ…คุณดลถูกยิง!”

โลกทั้งใบของประธานบริษัทสาวสวยพังทลายลงต่อหน้า ล้มตัวลงกับพื้นอย่างไม่อาย วินาทีนั้นเธอคิดว่าให้กลับไปยังโลกกลับหัวเสียยังดีกว่าเผชิญกับฝันร้ายที่กลายเป็นจริงในเวลานี้

Don`t copy text!