สาป บทที่ 10 : ตะแลงแกง

สาป บทที่ 10 : ตะแลงแกง

โดย : เยาวเรศ

สาป นวนิยายลึกลับ โดย เยาวเรศ เรื่องราวของสาวไทยที่ต้องไปเผชิญกับความลึกลับในบ้านชนบท ประเทศอังกฤษ โดยมีความรัก…ความแค้น…และความอาฆาตพยาบาทที่มาเดิมพันกับชีวิตของเธอ นิยายออนไลน์จากเว็บไซต์อ่านเอาที่เราอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์อีกเรื่อง

*************************

– 10 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

“ตามมา…ตามเรามา…”

ไอลดาได้ยินเสียงกระซิบแผ่วๆ อยู่ข้างหู หล่อนพยายามฝืนตัวขึ้นเพื่อลุกขึ้นจากเตียง แต่ก็เหมือนทั้งร่างถูกตรึงไว้ด้วยพลังบางอย่างที่ทำให้หล่อนไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้แม้แต่น้อย หญิงสาวได้แต่กะพริบตาถี่ๆ เพื่อจะลืมตาขึ้น หากแต่เปลือกตาอันหนักอึ้งทำให้หล่อนดำดิ่งลงไปในทะเลหมอกสีเทาอีกครั้ง

หญิงสาวที่เดินนำหน้าหล่อน หันมามองไอลดาเป็นระยะๆ ใบหน้าเผือดขาว ริมฝีปากบางเม้มแน่น ดวงตาส่อความกังวลอย่างเห็นได้ชัด

หญิงสาวผู้นั้นเดินเร็วมากจนไอลดาต้องวิ่งเหยาะๆ ตาม

“รอก่อน…จะพาไปไหน”

ไม่มีเสียงตอบจากอีกฝ่าย หล่อนหันมาดูไอลดาอย่างรำคาญนิดๆ

“ตามมาเดี๋ยวก็รู้เอง…”

ริมฝีปากบางนั้นไม่ได้ขยับด้วยซ้ำ เหตุใดไอลดาจึงได้ยินเสียงหล่อนชัดเจนเหมือนเจ้าตัวมากระซิบอยู่ข้างหู!

ไม่นานนัก ทั้งคู่ก็มาปรากฏตัวอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนที่มาชุมนุมกันอย่างเนืองแน่นเหมือนกับกำลัง รอคอยเหตุการณ์อะไรบางอย่างอยู่ หญิงสาวสังเกตการแต่งกายและพยายามเงี่ยหูฟังภาษาพูดของผู้คนที่คุยกันจ้อกแจ้กอยู่เป็นครู่ แต่ก็แทบจะฟังใครไม่รู้เรื่องเลยด้วยทุกคนต่างตะโกนคุยกันจนต่างกลบเสียงกันและกันสิ้น

ผู้หญิงทุกคนอยู่ในชุดกระโปรงยาวกรอมเท้าและมีผ้ากันเปื้อนผืนยาวจากเอวลงมาจนเกือบถึงขอบกระโปรง มีผ้าโพกที่เก็บผมไว้อย่างมิดชิด ส่วนเด็กหญิงนั้นบ้างก็มีผ้าโพกผม บ้างก็ไม่มี ยกเว้นเด็กหญิงเล็กๆ บางคนจะใส่ชุดเหมือนทูนิคยาวลงมาครึ่งน่อง

ผู้ชายใส่กางเกงทรงแปลกตา ทุกคนสวมกางเกงที่มีความยาวเพียงแค่คลุมหัวเข่าเท่านั้น จะต่างกันก็ที่กางเกงของบางคนก็ปล่อยชาย แต่ส่วนใหญ่จะมีแถบรัดใต้เข่า ทุกคนใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาว ยากที่จะบอกได้ว่าสีดั้งเดิมคืออะไร ด้วยดูเก่าคร่ำคร่าและบ้างก็ขาดวิ่น

“พวกเขามารออะไรกัน”

ไอลดาเอ่ยปากถาม ไม่ทันได้สังเกตว่าผู้หญิงคนที่พาหล่อนมาหายไปเสียแล้ว มองหาเท่าไรก็ไม่พบโดยเฉพาะในกลุ่มคนหนาแน่นอย่างนี้

“แหวกคนเข้ามาใกล้ๆ นี่…มาทางนี้…”

เสียงนั้นกระซิบอยู่ริมหู หญิงสาวรู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นผลักหล่อนไปด้านหน้า จนสามารถฝ่าฝูงชนที่หนาแน่นกว่าเมื่อแรกมาจนมายืนแถวหน้าได้

ยกพื้นไม้สี่เหลี่ยมสูงที่เห็นเบื้องหน้า มีบันไดด้านข้างสี่ห้าขั้น บนยกพื้นนั้นมีเสาไม้แข็งแรงพร้อมกับห่วงเชือกที่ห้อยลงมาถึงห้าอันด้วยกัน

หญิงสาวขนลุกเกรียวเมื่อตระหนักว่า เบื้องหน้าของตนคือตะแลงแกงที่ใช้แขวนคอนักโทษ อย่างที่หล่อนเคยเห็นในหนังสือลายเส้นประวัติศาสตร์หรือในหนังโบราณที่เคยดู ไอลดาหันหลังกลับ พยายามแหวกฝูงชนที่ดาหน้ากันเข้ามาอย่างเต็มกำลัง แต่มือที่มองไม่เห็นนั้นก็ผลักหล่อนให้กลับไปยืนอยู่ที่เดิม

“ดู…ดูให้เต็มตา…แล้วเธอจะเข้าใจ…”

หล่อนหลับตาแน่นเมื่อเห็นเพชฌฆาตเดินขึ้นมาบนยกพื้นไม้ ร่างสูงใหญ่เดินอย่างผึ่งผาย เขาสวมถุงคลุมศีรษะที่เจาะช่วงตาและปาก ทันใดนั้นทุกคนก็เงียบกริบเมื่อเจ้าหน้าที่สองนายเดินขึ้นมาเบื้องหน้าตะแลงแกง ในมือของคนหนึ่งมีเอกสารซึ่งน่าจะเป็นคำพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิด

เสียงฝูงชนอื้ออึงอย่างโกรธแค้นเมื่อได้ยินคำว่า ‘แม่มด’ บางคนก็ถ่มน้ำลายลงพื้น บางคนก็ชูกำปั้นขึ้นเหนือหัวด้วยความเกรี้ยวกราด ไอลดาเพิ่งสังเกตเห็นร่างที่อยู่ฟุบกองอยู่บนยกพื้นซึ่งไม่ต่างอะไรกับเหมือนกองผ้าขี้ริ้วเก่าๆ มากกว่าจะเป็นร่างกายของมนุษย์

เพชฌฆาตทำการถอดโซ่ตรวนที่มือและเท้าออกจากร่างเหล่านั้นทีละคน จากนั้นจึงมีการขานชื่อนักโทษเป็นรายตัว ทุกคนมีความผิดต้องโทษประหารชีวิตเพราะเป็นแม่มด ความผิดที่ทำก็ต่างกันไป มีตั้งแต่ทำให้พืชผลเสียหาย ปศุสัตว์ล้มตาย ป่วย เพื่อนบ้านตาย ทำพิธีมนตร์ดำกับซาตาน…

เสียงโห่ร้องดังอีกครั้งเมื่อเพชฌฆาตคล้องห่วงเชือกที่ลำคอของนักโทษทีละคนอย่างใจเย็น จากนั้นเพียงชั่วอึดใจ เขาก็ยกคันโยกให้พื้นสี่เหลี่ยมที่นักโทษเหล่านั้นยืนอยู่เปิดลงด้านล่างพร้อมๆ กัน

ไอลดาหลับตาแน่น แต่ก็ดูเหมือนว่าความพยายามของหล่อนจะไร้ผล หญิงสาวได้ยินเสียงหัวเราะแหลมเบาๆ อยู่ข้างหู

“อย่าฝืนเลย…เธอต้องดู…ดูให้เต็มตา…”

เท้าสกปรกด้วยฝุ่นและโคลนบางคู่ดิ้นรนในอากาศเป็นครู่ก็นิ่งไป เป็นสัญญาณให้รู้ว่าวิญญาณได้ละจากร่างไปแล้ว แต่เท้าหลายคู่ก็ยังดิ้นรนแหวกว่ายอยู่ในอากาศอย่างน่าเวทนา ร่างเหล่านั้นดูราวกับเป็นหุ่นกระบอกปวกเปียกที่ถูกแขวนอยู่บนเชือก ดวงตาของหญิงชราคนหนึ่งถลนออกมานอกเบ้า ส่วนหญิงกลางคนอีกคนหนึ่งทางด้านซ้ายสุดถึงกับปัสสาวะและอุจจาระเรี่ยราดออกมาด้วยความหวาดกลัวและความเจ็บปวด

ไอลดามองเพชฌฆาตที่เดินลงจากยกพื้นสูงหลังจากที่เห็นหญิงเหล่านั้นดิ้นรนด้วยไม่ถึงแก่ความตายในทันที เขายืนเหนือเท้าที่ยังคงดิ้นรนแหวกว่ายนั้น ก่อนจะรวบส่วนเหนือข้อเท้าแล้วดึงร่างนั้นลงมา หล่อนได้ยินเสียงกระดูกคอหักดังกร๊อบ… เขาทำหน้าที่ขั้นสุดท้ายอย่างใจเย็นทีละคนๆ จนในที่สุดก็เหลือแต่ร่างอ่อนปวกเปียกไร้วิญญาณของผู้เคราะห์ร้ายทั้งหมด

เสียงผู้คนโห่ร้องอย่างยินดีในขณะที่หญิงสาวรู้สึกหดหู่และอนาถใจในชะตากรรมของคนเหล่านั้นจนน้ำตาไหลอาบหน้า ไอลดาแหวกฝูงคนแถวหน้าออกมาได้สำเร็จ หล่อนหายใจหอบถี่ รู้สึกเหมือนหัวใจจะหยุดเต้นด้วยความหวาดกลัวเหลือที่จะกล่าว

“เห็นแล้วใช่ไหม” เสียงนั้นยังคงกระซิบอยู่ข้างหูโดยที่มองไม่เห็นตัวผู้พูด “นี่คือชะตากรรมของพวกเรา…ชะตากรรมที่เราถูกบังคับยัดเยียดให้ต้องรับ”

“ชะตากรรม…ชะตากรรมที่ไม่ยุติธรรม…”

ไอลดาสะดุ้งตื่นขึ้น หล่อนผลุดลุกขึ้นนั่งด้วยความตกใจ น้ำตาอุ่นๆ ยังคงอาบหน้า…ไรผมชื้นไปด้วยเหงื่อ รู้สึกเหมือนอุณหภูมิในร่างกายจะร้อนผ่าวราวกับจะเป็นไข้

หญิงสาวถอนหายใจยาว เสียงนั้นยังคงดังก้องอยู่ในหู ชะตากรรม…ชะตากรรมที่ไม่ยุติธรรม มันคือชะตากรรมของใคร หญิงสาวในฝันคือใครและหล่อนพยายามจะสื่อสารอะไรให้ไอลดารู้

และที่สำคัญ…หญิงสาวคนนี้คือคนเดียวกับคนที่มาปรากฏกายให้หล่อนเห็นในคืนที่หล่อนเดินกลับมาบ้านคนเดียวหรือไม่ ไอลดาจะหาคำตอบได้อย่างไร

เสียงเคาะประตูดังเบาๆ ก่อนที่ใบหน้าของลุคจะโผล่มาเพียงครึ่ง หล่อนรีบดึงผ้านวมขึ้นมาคลุมร่าง พลางฝืนยิ้มและพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาตให้เขาเข้ามาในห้องได้

ลุควางถาดเล็กๆ ลงบนโต๊ะข้างเตียง เขายื่นแก้วน้ำส้มคั้นให้หล่อน ไอลดารับมาดื่มอย่างกระหายเกือบจะรวดเดียวหมด ก่อนจะยิ้มอายๆ

“ขอโทษค่ะ ฉันรู้สึกกระหายน้ำไปหน่อย”

“ไม่ต้องขอโทษหรอก เมื่อคืนคุณไม่ยอมกินอาหารเย็น น้ำดื่มที่ผมตั้งไว้ก็ไม่พร่อง…ว่าแต่คุณตื่นนานหรือยัง ผมได้ยินเสียงเหมือนคุณละเมอกับเสียงกุกกักในห้องเลยคิดว่าคุณตื่นแล้ว หวังว่าผมคงไม่ได้ปลุกคุณ”

“คุณไม่ได้ปลุกหรอกค่ะ ฉันตื่นพอดี”

“คุณหลับสบายไหม ดีขึ้นหรือยัง”

“หลับสบายดีค่ะ” ไอลดาหลบตา “รวดเดียวถึงเช้าเลย”

“ถ้างั้นเดี๋ยวผมทำอาหารเช้าให้คุณดีไหม แล้วคุณจะเอายังไงก็ว่ามา…จะไปเก็บเสื้อผ้ามาค้างต่อที่นี่ หรือจะกลับไปบ้านก็แล้วแต่คุณ อยากมาค้างเมื่อไหร่ก็มา…ผมจะให้กุญแจสำรองไว้”

“ฉันก็ยังไม่รู้เลยค่ะลุค” หล่อนตอบตามตรง “จริงๆ ก็ยังรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ ยังไม่อยากกลับไปเท่าไร แต่ก็เป็นห่วงแดฟนีเหมือนกันเพราะเห็นว่าเมื่อคืน…เอ้อ…มิสเตอร์เรย์ลีย์เขาไปพบเธอที่บ้านน่ะค่ะ”

“จะไปห่วงทำไม ป่านนี้เค้าก็แฮปปี้เอนดิ้งกันไปแล้วละคุณ” ลุคตอบกลั้วหัวเราะในคอ “คนเป็นแฟนกันก็แบบนี้แหละ โกรธกัน งอนกัน ดีกัน เป็นเรื่องธรรมดา คุณไม่ต้องห่วงพวกเขาหรอก ห่วงสุขภาพคุณดีกว่า…ว่าแต่ว่า คุณจะเล่าให้ผมฟังได้หรือยังว่าคุณไปเห็นอะไรเข้าตอนคุณหนีผมกลับบ้านจนเป็นลมเป็นแล้งไปแบบนั้น”

“ฉันไม่ได้หนีนะคะ แต่มันดึกแล้ว…อีกอย่างคุณก็หายไปนานมาก”

“ผมรู้…ผมขอโทษ” เขาถือโอกาสทรุดตัวลงนั่งที่ปลายเตียง “ผมรีบออกมาเลยทันทีที่แก้ไขปัญหาได้ ไม่เจอคุณก็เลยคิดว่าคุณกลับบ้าน ผมก็ตามไปจนเจอคุณนอนแอ้งแม้งอยู่กลางทางจนต้องเรียกรถพยาบาลให้มารับนั่นแหละ”

“คุณจะรู้ไปทำไมคะ”

“อ้าว” คนฟังเลิกคิ้ว “ผมก็อยากรู้เฉยๆ ไง ทีตัวคุณเองยังอยากรู้เรื่องนั้นเรื่องนี้ เรื่องบ้านที่คุณอยู่ เรื่องพวกเรย์ลีย์ ผมก็อยากรู้เหมือนคุณบ้างไม่ได้หรือ”

“ได้ค่ะ…ได้” ไอลดาอดหัวเราะไม่ได้ “แต่คุณจะหาว่าฉันเป็นบ้าไปก่อนฉันจะเล่าจบน่ะสิคะ”

ลุคเท้าคางลงบนตักของตัวเอง โน้มตัวลงมาด้านหน้า ทำท่าตั้งใจฟังเต็มที่

“คือตอนที่ฉันเดินกลับบ้านน่ะค่ะ อยู่ๆ หมอกก็ลงจัดมากจนมองแทบไม่เห็นทางเดิน ทีแรกก็ไม่ค่อยหนามาก ฉันก็ค่อยๆ เดินไปเรื่อยๆ อาศัยเปิดไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือ พอเดินเข้าไปลึกๆ ในช่วงถนน…จนใกล้จะถึงบ้าน หมอกก็ลงหนามากจนมองไม่เห็นอะไรเลย ตอนนั้นฉันก็ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเดินกลับออกไปที่ผับคุณ หรือจะกลับบ้านดีเพราะมันก็อีกนิดเดียวเอง กลับไปผับคุณน่าจะไกลกว่า ก็พอดี…พอดี เห็นผู้หญิงคนนั้น…”

“ผู้หญิงคนนั้น…ใครกันครับ”

“ฉันก็ไม่รู้จักหรอกค่ะ ไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร บ้านอยู่ทีไหน..ฉันเคยเห็นเธอแต่ในฝัน”

คราวนี้ลุคเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ

“คุณฝันเห็นเธอมาก่อนจะเจอตัวจริง…”

“ค่ะ” ไอลดาก้มหน้า “แต่ฉันก็ไม่รู้อีกแหละว่าที่ฉันเจอน่ะ เป็นตัวจริงๆ หรือเป็นคน หรือเป็นอะไรกันแน่…ตามความรู้สึกของฉันนะคะลุค เธอเหมือนไม่ใช่คนน่ะค่ะ”

ชายหนุ่มส่ายศีรษะ เขาไม่อยากจะเชื่อว่าเรื่องที่ไอลดาเล่าเป็นความจริง แต่ดูจากสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว เขาก็ไม่คิดว่าหล่อนแต่งเรื่องขึ้นเช่นกัน ลุคอาจจะไม่รู้ว่าไอลดาฝันเห็น ‘ผู้หญิงคนนั้น’ จริงหรือไม่ แต่กิตติศัพท์ของเมโดว์บรุคก็เป็นที่เลื่องลือมาเป็นศตวรรษแล้วในเรื่องวิญญาณลี้ลับที่สิงสู่อยู่ในบ้านหลังนั้นที่ออกมาหลอกหลอนผู้คน จนเจ้าของต้องปิดตายและย้ายไปสร้างบ้านอยู่ที่อื่นแทนเพราะทนวิญญาณหลอกหลอนไม่ไหว!

ในยามค่ำคืน ไม่มีใครอยากจะเดินผ่านหรือใช้เส้นทางนั้นแม้จะเป็นทางลัดไปสู่สถานีรถไฟในหมู่บ้านก็ตาม ลุคได้ยินเรื่องเล่านี้อยู่เนืองๆ จากผู้คนในผับที่เขาเป็นเจ้าของ แต่เนื่องจากส่วนใหญ่คนในหมู่บ้านที่กล้าใช้เส้นทางนี้ มักจะเป็นคนเมาที่ต้องจับรถไฟเข้าเมืองหรือไปอีกหมู่บ้านหนึ่ง เรื่องเล่าที่มาจากคนเหล่านั้นจึงมักไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าใดนัก แม้ว่าทุกคนจะสบถสาบานว่าเห็นสิ่งแปลกๆ หลอนๆ เป็นเรื่องจริงที่ตนประสบมาก็ตามที

“ผมก็พอได้ยินเรื่องนี้มาบ้างนะ” เขาเอ่ยในที่สุด “แต่ส่วนใหญ่คนก็จะฟังขำๆ กันไปมากกว่า เพราะคนเมาทั้งนั้นแหละที่มาเล่าเรื่องนี้ในผับผมน่ะ”

“ถ้าคุณไม่เชื่อ ฉันก็ไม่โกรธคุณหรอกค่ะ ฉันเองยังไม่อยากเชื่อเลยสักนิด”

“ผมยังไม่ได้บอกสักหน่อยว่าผมไม่เชื่อคุณ” ลุคจับมือหล่อน “ผมเพียงแต่บอกว่าผมได้ยินมาบ้าง…ก็หมายความว่า มีคนเคยเจออะไรก็ไม่รู้…แถวบ้านคุณไง แล้วตกลงผู้หญิงคนที่คุณเห็นในฝันน่ะเป็นผีหรือเป็นคน”

ชายหนุ่มย้อนถามเอาดื้อๆ เล่นเอาไอลดาถึงกับนิ่งอึ้งไปเป็นครู่ ก่อนจะค่อยๆ ตอบอย่างระมัดระวัง

“ฉันว่าเธออาจจะมีตัวตนอยู่จริง…แต่ก็นานมากแล้ว ฉันจำเธอได้แม่นจากความฝัน การแต่งตัว การพูดจา…เหมือนไม่ใช่คนร่วมสมัยกับเราๆ ฉันไม่เคยฝันเห็นเธอมาก่อนเลยจนกระทั่งย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านหลังนี้ ฝันซ้ำซากจนบางทีฉันก็ไม่รู้ว่าอันไหนเป็นความฝัน อันไหนเป็นความจริง แล้วไม่ใช่แค่ผู้หญิงคนนี้นะคะ ยังมีเด็กในห้องใต้หลังคาอีกที่ฉันเห็นตั้งแต่วันแรกที่มาดูบ้านเลย”

“เด็กที่คุณเคยเล่า…”

“ค่ะ…ฉันควรจะเชื่อสายตากับสัญชาตญาณตัวเองว่ามันมีอะไรไม่ชอบมาพากลตั้งแต่วันแรก แต่เพราะฉันไม่เชื่อเรื่องแบบนี้ไงคะ ก็เลยคิดว่าน่าจะเป็นเงาสะท้อนจากแสงแดดที่มองแล้วคล้ายๆ กับรูปร่างเด็ก…อะไรแบบนี้มากกว่า ฉันเรียนมาทางวิทยาศาสตร์นะคะลุค อะไรที่มันไม่มีเหตุผล พิสูจน์ไม่ได้ฉันก็ไม่ควรเชื่อใช่ไหมคะ”

“ผมเข้าใจ” เขาปลอบ “บ้านหลังนั้นน่ะมีตำนานสารพัดสารเพ ผมฟังตั้งแต่เด็กๆ มาจนยันอายุป่านนี้ ปู่ผมแหละตัวดี…เรื่องแบบนี้ปู่ผมเล่าสามวันเจ็ดวันก็ไม่จบ”

“งั้นคุณพาฉันไปหาปู่คุณอีกทีได้ไหมคะ ฉันอยากจะรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร แล้วมาหาฉันทำไม…ต้องการอะไร”

“โอ๊ย…คุ้ณณณ” ลุคลากเสียงยาว “ปู่ผมไม่ได้เป็นคนทรงเจ้าเข้าผีนะ คุณจะให้ท่านไปสื่อสารกับผู้หญิงคนนั้นยังไงถึงจะได้รู้ว่าเธอต้องการอะไร มาหาคุณทำไม”

“อย่าพูดเล่นสิคะลุค” ไอลดาท้วงเสียงอ่อยๆ “ฉันจะไปขอปู่คุณให้ทำอะไรอย่างนั้นได้อย่างไร ฉันก็แค่อยากจะรู้เรื่องตำนานเกี่ยวกับเมโดว์บรุคที่ไม่เกี่ยวกับภรรยาของลอร์ดเรย์ลีย์น่ะค่ะ ว่ามันเป็นยังไงกันแน่”

“เรื่องนั้นน่ะไม่ใช่ปัญหาหรอก เมื่อไหร่ก็ได้…แต่ถึงคุณรู้เรื่องตำนานนั่น คุณจะแน่ใจได้ยังไงว่าผู้หญิงคนที่คุณเห็นหรือฝันเห็นอะไรนั่น จะเป็นเรื่องเดียวกับตำนาน ก็อย่างที่ผมบอก…บ้านหลังนั้นน่ะ มีอายุเป็นร้อยๆ ปี มีผู้คนเกี่ยวข้องมากมายตั้งแต่เริ่มสร้างมายันปัจจุบัน เท่าที่ผมรู้นะ…หลังจากเกิดเรื่องภรรยาของลอร์ดเรย์ลีย์คนปัจจุบันเสียชีวิต เขาก็พยายามจะรื้อทำลายบ้านหลังนั้นลง คนก็เลยลือกันว่า เรื่องร้ายๆ นั่นน่าจะเกิดที่บ้านหลังนั้นมากกว่าที่แม่น้ำแบล็ควอเทอร์…”

“ถ้าบ้านอายุเป็นร้อยๆ ปี จะรื้อทำลายได้ยังไงคะ กฎหมายโบราณสถานก็คุ้มครองอยู่”

“คุณเข้าใจถูกต้องแล้ว” เขาพยักหน้า “อีตาลอร์ดนั่นถึงกับสั่งรถบูลโดเซอร์มาเลยนะ แกจะขับรถทำลายบ้านนั้นด้วยตัวเองเลย อันนี้ลุงผมเล่าให้ฟัง ดีที่คนในหมู่บ้านไปแจ้งตำรวจได้ทัน จากนั้นคนจากเคาน์ซิลก็ตามมาทีหลัง ไม่อย่างนั้นเมโดว์บรุคของคุณพังทลายราบเป็นหน้ากองไปแล้ว”

ลุคอธิบายเพิ่มเติมว่าสิ่งก่อสร้างโบราณในอังกฤษจะแบ่งเป็นสองประเภท เกรดหนึ่ง คืออาคารหรือสิ่งก่อสร้างที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ส่วนเกรดสอง เป็นสถานที่ที่ควรจะสงวนรักษาไว้เพราะมีคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรม ซึ่งเมโดว์บรุคอยู่ในประเภทหลัง การรื้อถอน ต่อเติมปรับปรุงต้องได้รับการอนุมัติจากทางเคาน์ซิลหรือองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น หากได้รับการอนุญาตจึงจะลงมือทำการได้ หากผู้ใดฝ่าฝืนก็จะโดนลงโทษตามกฎหมาย

ลอร์ดเรย์ลีย์ต้องมีความโกรธแค้นมากเพียงใดถึงขนาดพยายามจะรื้อทำลายเมโดว์บรุคลงด้วยน้ำมือของตนเอง ทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่าผิดกฎหมาย…เรื่องนี้ยังคงเป็นสิ่งที่ไอลดาคิดไม่ตก…

หรือหากถ้าเรื่องที่คนเล่าลือเป็นความจริง ‘ผู้หญิงคนนั้น’ ก็คือภรรยาของลอร์ดเรย์ลีย์ที่มาปรากฏกายให้หล่อนเห็นในความฝัน และเด็กหญิงในห้องใต้หลังคาคือบุตรสาวของเธอกระนั้นหรือ…

ไอลดายังไม่ปลงใจเชื่อ หล่อนมีความรู้สึกว่ามันย้อนแย้งและดูไม่สมเหตุสมผล หากผู้หญิงคนนั้นคือภรรยาของลอร์ดชรา แล้วเหตุใดวิญญาณของสตรีผู้นั้นจึงพาหล่อนไปดูการประหารแม่มดในความฝันที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ ทุกอย่างที่หล่อนเห็นในความฝัน จากความคาดเดา…ทั้งการแต่งกาย สถานที่ วิธีการประหารชีวิต น่าจะเป็นสมัยโบราณในราวศตวรรษที่ 16 หรือ 17 ประมาณนั้น ซึ่งหล่อนมองไม่เห็นความเกี่ยวพันใดๆ กับภรรยาของท่านลอร์ดโดยแม้แต่น้อย

หญิงสาวเผลอยกมือขึ้นกุมขมับ อันเป็นท่าที่หล่อนทำประจำเมื่อใช้ความคิดหนัก

“คุณบอกผมว่าคุณฝันเห็นผู้หญิงคนนั้นบ่อยๆ คุณพอจะจำหน้าตาเธอได้ไหม”

“ได้ค่ะ…ฉันจำได้ติดตาเลย น่าจะเป็นผู้หญิงคนเดียวกับที่ฉันเห็นในความฝันนะคะ ที่ฉันเจอเมื่อคืนนั้นน่ะ” ไอลดาถอนใจ “ทำไมฉันต้องมาเจอเรื่องอะไรแปลกๆ ประหลาดๆ แบบนี้ก็ไม่รู้นะคะ บางทีฉันก็อดคิดไม่ได้ว่าฉันเป็นบ้า…ประสาทหลอน…หรืออะไรแบบนี้หรือเปล่า”

“คุณไม่ได้เป็นบ้าหรอก” ลุคจับมือเรียวงามสองข้างบีบเบาๆ อย่างให้กำลังใจ “ถ้าผมจะพยายามอธิบายแบบวิทยาศาสตร์หน่อยนะ…ก็คงเป็นเพราะคุณสามารถสื่อสารกับพลังงานบางอย่างได้ คุณคงมีความถี่เดียวกันกับวิญญาณหรือพลังงานเหล่านั้น ในขณะที่คนอื่นไม่มีไง รู้สึกดีขึ้นหรือยัง”

ไอลดาได้แต่ยิ้มขอบคุณ หยาดน้ำใส่คลอคลองดวงตาคู่งามดุจนิลระยับ

“คุณไปอาบน้ำแต่งตัวก่อนดีไหม ผมจะไปทำอาหารเช้าให้ ถ้าคุณไม่ติดธุระที่ไหน แล้วอยากจะไปหาปู่ ผมจะพาไป…แต่ผมไม่รับรองนะว่าปู่จะยืนยันได้หรือเปล่าว่าผู้หญิงที่คุณเห็นเป็นใคร เพราะเราไม่มีรายละเอียดใดๆ ของเธอเลย”

“มีค่ะ…ฉันมี” หล่อนรีบบอก “ฉันอธิบายได้ว่ารูปร่างหน้าตาเธอเป็นอย่างไร แต่งตัวยังไง”

“ถ้าอย่างนั้นก็ดีมากเลย เป็นอันว่าคุณจะไปหาปู่ผมหลังจากเรากินอาหารเช้ากันนะ แล้วจากนั้นคุณจะทำอะไรก็ตามสะดวก ผมว่างจนถึงห้าโมงเย็นเพราะคืนนี้ผมต้องทำงาน”

ชายหนุ่มหันมายิ้มกว้าง ก่อนจะผายมือไปยังทางห้องน้ำอันเป็นสัญญาณให้หล่อนรีบทำตามที่เขาบอก ไอลดาลุกขึ้นจากเตียงอย่างกระตือรือร้น หล่อนแทบอดใจรอที่จะไปพบปู่ของลุคอีกครั้งไม่ไหวจริงๆ คราวนี้แหละ…หล่อนจะได้รู้เรื่องตำนานแม่มดเสียทีว่ามีความเกี่ยวข้องกับเมโดว์บรุคหรือไม่…และอย่างไร!

ไอลดาใช้เวลาไม่นานในการอาบน้ำแต่งตัวและรับประทานอาหารเช้าง่ายๆ กับลุค ชายหนุ่มจัดแจงโทรศัพท์บอกมาร์คไว้เรียบร้อยแล้วว่าเขาจะพาไอลดามาหาที่บ้าน ซึ่งปู่ของเขาก็ไม่ได้ขัดข้องแต่อย่างใด

หญิงสาวรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อไปถึง ด้วยบ๊อบ…เจ้าของร้านของชำในหมู่บ้าน กำลังคุยอย่างออกรสกับปู่ของลุค ทั้งคู่หัวเราะขำขันเรื่องอะไรบางอย่าง ก่อนจะลุกขึ้นยืนพร้อมๆ กันเพื่อให้เกียรติไอลดาที่เป็นสุภาพสตรี

“ผมไปเตรียมชามาเพิ่มนะปู่”

“ไม่ต้องๆ” มาร์คโบกมือห้าม “ไม่เห็นเหรอว่าเราไม่ได้ดื่มชากัน”

ผู้เป็นหลานหัวเราะเบาๆ

“ขอโทษทีครับ ผมไม่ทันเห็นว่ากำลังดื่มเบียร์กันอยู่”

“นานๆ บ๊อบจะมาเยี่ยมถึงบ้านสักทีก็ต้องฉลองกันหน่อย” มาร์คหาข้ออ้าง “ใช่ไหม…”

“ฉันมาคุยนานพอสมควรแล้ว เห็นจะต้องกลับเสียที” บ๊อบลุกขึ้นยืน “เผื่อลุคกับไอลดามีธุระอะไรที่ต้องการจะคุยเป็นการส่วนตัว”

“ถ้าไม่รีบ จะอยู่ต่อก็ได้นะ” มาร์ครีบดึงแขนอีกฝ่ายให้นั่งลง “เขาจะมาถามเรื่อง ‘นั้น’ กันนั่นแหละ”

บ๊อบพยักหน้ารับรู้ เขาทรุดตัวลงนั่ง ก่อนจะหันไปทางหญิงสาว

“เห็นว่าคุณไปเจออะไรมาเข้าหรือ”

“ค่ะ…เมื่อคืนก่อน”

“ที่ผ่านๆ มาเจอแต่ในฝัน” ลุคเสริม “คราวนี้เจอตัวจริงๆ เลยเป็นลมไปเลย ผมว่าน่าจะเป็นผู้หญิงคนเดียวกันกับที่คนเคยโดนๆ กันนั่นแหละ”

“จำลักษณะหน้าตา ท่าทางอะไรได้ไหม” มาร์คถามอย่างครุ่นคิด “เพราะที่พวกขี้เมาเห็นกันน่ะ บอกว่าเป็นผู้หญิงผมยาวสีน้ำตาล ใส่กระโปรงยาวๆ ผอมๆ ซีดๆ ผมเผ้ารุงรังอยู่”

“ค่ะ” ไอลดาพยักหน้า “ฉันฝันเห็นเธอบ่อยมาก ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่หลังนั้น ทีแรกฉันก็คิดว่าเป็นความฝัน แต่บางทีมันเหมือนจริงมากจนฉันอดกลัวไม่ได้ค่ะ โดยเฉพาะเมื่อคืนนี้…”

“ไหนคุณว่าหลับสนิทไง”

“ก็หลับรวดเดียวนะคะ เพียงแต่ฉันฝันแปลกมากน่ะค่ะ…ส่วนใหญ่ความฝันเกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้ก็จะวกไปวนมา อยู่แถวๆ สวนที่บ้าน เหมือนเธอกำลังหลงทางหรือตามหาอะไรสักอย่าง แล้วส่วนมากมันจะเหมือนจริงมากๆ ตรงฉันรู้สึกหนาวเข้าไปถึงกระดูกน่ะค่ะ เหมือนกับคนที่อยู่ข้างนอกบ้านเวลาอากาศหนาวๆ แล้วไม่ได้ใส่เครื่องกันหนาวอะไร…นึกออกไหมคะ มันจะซ้ำซากอยู่ตรงที่ฉันจะเห็นเธอเดินวนเวียน ร้องไห้ เจ็บปวดใจ แล้วฉันก็รู้สึกไปด้วย เป็นแบบนี้ทุกๆ ครั้ง”

บ๊อบกับมาร์คหันมามองหน้ากัน ก่อนที่ฝ่ายหลังจะทำสัญญาณให้ไอลดาเล่าต่อ

“ทีนี้เมื่อคืน ฝันกลับไม่เหมือนเดิมค่ะ ฉันฝันว่าน่าจะเป็นเธอ…ที่พาฉันไปในเมือง ตรงที่เป็นหน้าเคาน์ตี้ฮอลล์น่ะค่ะ แต่อะไรๆ มันดูโบราณไปหมด ไม่มีถนนลาดยาง ไม่มีอะไรนอกจากถนนดินโคลน แล้ว…แล้ว…” หล่อนกัดริมฝีปาก “เขาก็ทำการประหารชีวิตแม่มด ทุกคนโดนแขวนคอ…เธอผลักฉันให้ไปอยู่จนใกล้…”

มาร์คไม่ทันรอให้หญิงสาวเล่าต่อ เขาเดินออกไปจากห้องรับแขกเพื่อหยิบอะไรบางอย่าง ไอลดาหยิบอัลบั้มรูปภาพหนาหนักขึ้นมาในมืออย่างงงๆ บ๊อบช่วยหล่อนพลิกหาภาพสักครู่ ก่อนที่จะชี้ไปที่ภาพถ่ายขาวดำของหญิงสาวผู้หนึ่ง

“ใช่ผู้หญิงคนนี้ไหม…นี่เป็นภาพถ่ายของเทเรซา ภรรยาลอร์ดเรย์ลีย์ในฟาร์มโคนมที่เลิกกิจการไปแล้ว”

ดวงตาดำโต ดุจนิลเจียระไนน้ำงามหันไปมองลุค หล่อนส่ายศีรษะแต่ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากริมฝีปากที่สั่นระริกนั้น

 

Don`t copy text!