สาป บทที่ 13 : อุบัติเหตุ

สาป บทที่ 13 : อุบัติเหตุ

โดย : เยาวเรศ

สาป นวนิยายลึกลับ โดย เยาวเรศ เรื่องราวของสาวไทยที่ต้องไปเผชิญกับความลึกลับในบ้านชนบท ประเทศอังกฤษ โดยมีความรัก…ความแค้น…และความอาฆาตพยาบาทที่มาเดิมพันกับชีวิตของเธอ นิยายออนไลน์จากเว็บไซต์อ่านเอาที่เราอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์อีกเรื่อง

*************************

– 13 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ไอลดาใช้เวลาทั้งวันอยู่ในห้องสมุดของมหาวิทยาลัย เรื่องราวการล่าแม่มดและการประหารชีวิตผู้คนไปเป็นจำนวนหลายร้อยคนทำให้หล่อนรู้สึกสยดสยองไม่น้อย ใจอดนึกไปถึงความฝันที่เหมือนจริงในคืนนั้นไม่ได้ สภาพร่างกายของนักโทษแต่ละคนดูเหมือนจะผ่านการทรมานมาอย่างหนักอย่างเห็นได้ชัด อะไรหนอ…ที่ทำให้มนุษย์ทำร้ายเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอย่างโหดร้ายเช่นนี้…

หลังจากเมื่อเย็นวานที่แดฟนีผลุนผลันหยิบกุญแจรถของหล่อน แล้วขับออกไปจากบ้านโดยไม่ยอมอยู่รอคนขับรถของเลดี้ไวโอเล็ตที่กำลังเดินทางมารับ หญิงสาวก็รู้สึกผิดมากขึ้นไปกว่าเดิมเป็นเท่าทวีคูณ ความรู้สึกที่ทริสตันมีต่อหล่อนและหล่อนมีต่อเขา คงจะชัดเจนเสียจนปิดไม่มิด แม้ไอลดาจะคิดว่าการที่หล่อนพยายามอยู่ห่างจากเขามากที่สุดเท่าที่จะมากได้ จะช่วยให้ความรู้สึกนี้จางหายไป แต่นั่นก็ไม่เป็นดังที่หล่อนหวังแม้แต่น้อย

ไม่มีประโยชน์ที่จะพูดคุยกับแดฟนีในเวลานี้ หล่อนรู้นิสัยของเพื่อนสาวดี แดฟนีรักแรง โกรธแรง…แต่หล่อนก็มีดีตรงที่ไม่ผูกใจเจ็บหรืออาฆาตมาดร้ายใคร หากไอลดาทอดเวลาออกไปสักระยะหนึ่งจนอีกฝ่ายใจเย็นลง แดฟนีก็คงจะได้รู้เองว่าหล่อนไม่ได้คบหากับทริสตันในฐานะใดๆ ทั้งสิ้นแม้แต่ในฐานะเพื่อน!

หญิงสาวหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูเวลา แต่แล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นลุคโทร.หาหล่อนไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง หล่อนรวบรวมหอบสัมภาระของตนเองขึ้นมาในอ้อมแขน ก่อนจะจ้ำออกจากห้องสมุดโดยเร็ว

“ลุค…มีธุระด่วนอะไรหรือเปล่าคะ” หล่อนถามทันทีเมื่อชายหนุ่มรับสาย “ขอโทษทีค่ะ ฉันอยู่ในห้องสมุดเกือบทั้งวัน ยุ่งๆ อยู่ก็เลยไม่ได้เช็กโทรศัพท์เลย”

“คุณเสร็จธุระหรือยัง” ลุคไม่ตอบคำถามในทันที “ถ้าเสร็จแล้วตรงมาบ้านผมเลยนะ ยังไม่ต้องกลับไปที่เมโดว์บรุค”

“มีอะไรหรือเปล่าคะ” ไอลดานึกสังหรณ์ใจแปลกๆ “มีอะไรคะลุค ทำไมฉันถึงกลับไปบ้านไม่ได้….ทำไมต้องไปหาคุณที่บ้าน”

“คุณรีบจับรถไฟกลับมาก็แล้วกัน…ผมจะรออยู่ที่บ้านนะ”

ชายหนุ่มตัดบทแล้ววางสายทันที

ไอลดาโทร.หาเขาอีกสองสามครั้ง แต่ลุคก็ไม่ยอมรับสาย…ครั้งสุดท้ายดูเหมือนเขาจะกำลังใช้โทรศัพท์เพราะปลายทางระบุว่าสายไม่ว่าง…

หญิงสาวถอนใจ หล่อนโบกมือเรียกแท็กซี่ที่ผ่านมาให้ไปส่งที่สถานีรถไฟลิเวอร์พูลสตรีทในทันที รู้สึกร้อนใจเกินกว่าจะเดินไปใช้บริการของรถไฟใต้ดินเหมือนเช่นเคย หล่อนก้มดูนาฬิกาในข้อมือ นึกภาวนาให้ไปทันรถไฟเที่ยวที่จะออกจากสถานีนี้ไปยังแฮทฟิลด์ เพเวอเริลภายในยี่สิบนาที

ไอลดานั่งใจคอระทึกไปตลอดทาง หล่อนพยายามหยิบหนังสือที่ยืมมาจากห้องสมุดขึ้นมาอ่าน แต่ก็ไม่สามารถรวบรวมสมาธิได้จนกระทั่งต้องยอมแพ้ รู้สึกปวดศีรษะจนเหมือนขมับทั้งสองข้างจะระเบิด เวลาครึ่งชั่วโมงบนรถไฟผ่านไปอย่างเชื่องช้าราวกับสามสิบปีในความรู้สึกของหล่อน น้ำเสียงของลุคทางโทรศัพท์ราบเรียบ ผิดปกติวิสัยของเขาอย่างสิ้นเชิงที่เป็นคนอารมณ์ดีและมักจะทำให้หล่อนยิ้มได้เสมอๆ เพราะอารมณ์ขันร้ายๆ แบบอังกฤษของเขา

บ๊อบโบกมือให้หล่อนแต่ไกล หน้าตาของชายชราดูเคร่งเครียด เขาก้าวยาวๆ เข้าสู่บริเวณชานชาลา

“ลุคจะมารับคุณ แต่ผมขอมาเอง…ส่งหนังสือมาทางนี้ ผมจะช่วยถือ”

“ไม่เป็นไรค่ะ” หญิงสาวขมวดคิ้ว “ทำไมต้องมารับด้วยคะ สถานีอยู่ห่างจากบ้านลุคแค่สิบนาที เดินไปแป๊บเดียวก็ถึง”

คนฟังไม่ตอบ เขาเดินนำหน้าหล่อนไปยังรถที่จอดรอยู่ไม่ไกลก่อนจะพยักหน้าเป็นเชิงขอบคุณเจ้าหน้าที่ประจำสถานีที่อนุญาตให้จอดในเขตห้ามจอด แล้วขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว บ๊อบไม่ช่างพูดช่างคุยเช่นเดิม เขามีสีหน้าเคร่งเครียด

ลุคเปิดประตูหน้าทันทีที่เห็นรถของบ๊อบเข้ามาจอดในบริเวณบ้าน ไอลดาเดินตามไปอย่างงงๆ…

หล่อนเห็นนายตำรวจในเครื่องแบบสองนายนั่งดื่มชาอยู่บนโซฟา คนหนึ่งมีเอกสารบางอย่างในมือ เมื่อทั้งคู่เห็นหญิงสาวเดินเข้ามาก็ลุกขึ้นยืนแล้วแนะนำตัวตามมารยาท

ลุครีบประคองให้ไอลดานั่งลงบนโซฟาข้างๆ ก่อนจะพยักหน้าเหมือนเป็นสัญญาณให้หนึ่งในสองนายตำรวจเริ่มปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาได้ ไอลดาหันไปมองบ๊อบเหมือนจะขอคำอธิบาย หากชายชราหลบตาลงต่ำ

“จากเอกสารที่เราได้มาจากทางการ รถเลขทะเบียนนี้มีชื่อคุณเป็นเจ้าของใช่ไหมครับ” นายตำรวจที่ดูหนุ่มกว่าอีกคนหนึ่งเอ่ยถาม

“ค่ะ”

“เอกสารการประกันภัย มีชื่อคุณและแดฟนี เอเวอเร็ต เป็นผู้ขับขี่ รวมทั้งหมดสองคน…ถูกต้องไหมครับ”

“ใช่ค่ะ”

“ผมเสียใจด้วยที่ต้องแจ้งให้คุณทราบว่า แดฟนี เอเวอเร็ต ผู้ขับขี่รถอีกคน เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุบนมอเตอร์เวย์เมื่อคืนนี้ เราได้รับแจ้งจากตำรวจทางหลวงให้มาประสานงานกับคุณในฐานะที่คุณเป็นเจ้าของรถ ต้องขอโทษด้วยที่เรามาแจ้งคุณช้าไปหน่อยเพราะพนักงานดับเพลิงต้องตัดบางส่วนของรถออกเพื่อนำผู้เสียชีวิตออกมาได้เมื่อตอนสายๆ นี่เอง…”

ไอลดาตกตะลึง ใบหน้าเผือดสี ริมฝีปากเต็มอิ่มนั้นเม้มแน่น หญิงสาวรู้สึกเหมือนสายฟ้าฟาดอย่างแรงลงมากลางตัว

“ขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ ทางครอบครัวของคุณแดฟนี เอเวอเร็ตทราบเรื่องนี้ก่อนหน้าคุณเล็กน้อย ตอนนี้น่าจะอยู่ในขั้นตอนของการยืนยันตัวผู้เสียชีวิต เราติดต่อบริษัทประกันของคุณเพื่อให้มาจัดการเรื่องซากรถเพื่อจะได้เคลื่อนย้ายออกไปจากไหล่ทาง ตัวคุณเองก็ต้องติดต่อทางประกันในเรื่องนี้เช่นกัน…เบื้องต้นเราสันนิษฐานว่าเป็นอุบัติเหตุเพราะจากกล้องวงจรปิดที่เราตรวจสอบ รถวิ่งมาด้วยความเร็วสูงเกินที่กฎหมายกำหนดมาก จากนั้นก็เสียหลักวิ่งเข้าชนราวด้านขวากลางถนน รถพลิกคว่ำไปอีกด้านหนึ่ง เดชะบุญที่ไม่ได้ชนกับรถคันไหน…”

หญิงสาวไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตำรวจทั้งสองนายลากลับไปตอนไหน ความโทมนัสแล่นเข้ามาเป็นริ้วจนรู้สึกจุกแน่นไปทั้งหน้าอกจนหายใจแทบไม่ออก แดฟนี…แดฟนีตายแล้ว แดฟนีรถคว่ำตายแล้ว…แดฟนีเพื่อนรักคนเดียวที่หล่อนมี แดฟนีคนที่ดีกับหล่อนเสมอตายแล้ว…

ไอลดาเองที่เป็นสาเหตุให้เพื่อนสาวของหล่อนต้องจบชีวิตลง จะโทษใครไปไม่ได้เลยนอกจากตัวหล่อนเอง หล่อนยังคงจำสีหน้าและสายตาของแดฟนีที่มองหล่อนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะหยิบกุญแจรถของหล่อนที่อยู่ใกล้แล้วผลักประตูออกไปจากบ้าน สายตานั้นทั้งเศร้า ทั้งโกรธแค้น ทั้งเสียใจ…

ลุคจ้องมองหล่อนเงียบๆ ในขณะที่บ๊อบเองก็เค่อยๆ เลี่ยงออกไปทางประตูด้านหลัง หญิงสาวนั่งนิ่ง ตัวแข็งเหมือนไร้ความรู้สึก ดวงตาสีนิลดำขลับรู้สึกร้อนผ่าวก่อนที่หยาดน้ำใสๆ จะไหลรินลงมาช้าๆ ไม่ขาดสาย

ความผิดครั้งนี้คือความผิดที่หล่อนเป็นสาเหตุทำให้แดฟนีตาย ความผิดที่ใจหล่อนเผลอไปแอบชอบผู้ชายคนนั้น…คนที่เป็นสาเหตุของเรื่องยุ่งยากทั้งปวงจนนำมาสู่ความสูญเสียอันยิ่งใหญ่อีกครั้งในชีวิตของหล่อน…ทริสตัน เรย์ลีย์

ไอลดาลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว หญิงสาวปาดน้ำตาทั้งสองข้างก่อนจะหยิบกระเป๋าข้างตัวขึ้นมาสะพายเฉียงไหล่อย่างทะมัดทะแมง

“คุณจะไปไหน”

“ฉันจะไปหาแดฟนีค่ะ…ฉันต้องไปหาแดฟนี…”

“คุณยังไปตอนนี้ไม่ได้นะ” ลุคจับต้นแขนหล่อนไว้ พลางบอกเสียงอ่อน “ตอนนี้แดฟนียัง…ไม่เรียบร้อย เธอคงไม่อยากเจอคุณตอนนี้ ตกลงไหม รอพรุ่งนี้แล้วเราค่อยโทรไปถามตำรวจดีไหมว่าแดฟนีอยู่ที่ไหน พร้อมหรือยัง แล้วผมจะพาคุณไปหาเธอเอง”

“ฉันต้องไปเดี๋ยวนี้ค่ะ ฉันต้องไปบอกแดฟนีให้เธอเข้าใจเรื่องทั้งหมด เธอโกรธฉันอยู่ก็เลยไม่ยอมฟัง…ฉันต้องไปบอกเธอค่ะลุค”

“ไอลดา” ชายหนุ่มเขย่าร่างบอบบางนั้นเหมือนจะเรียกสติให้กลับมา “ฟังผมนะ แดฟนีเสียชีวิตแล้ว…คุณจะไปหาเธอตอนนี้ไม่ได้ คุณต้องรอจนกว่าจะถึงพิธีนะ…ผมไม่คิดว่าครอบครัวของเธอจะอยากให้คุณเห็นเธอเป็นแบบนี้…”

“แดฟนีเป็นเพื่อนรักฉัน ฉันไม่กลัวหรอกค่ะไม่ว่าเธอจะอยู่ในสภาพไหน แต่เธอต้องฟังความจริงจากปากฉัน…ฉันไม่อยากให้แดฟนีเข้าใจฉันผิด”

“นั่งลงก่อนนะครับ…ทำใจดีๆ” ลุคปลอบประโลม “เล่าให้ผมฟังหน่อย เกิดอะไรขึ้นระหว่างคุณกับแดฟนี…ค่อยๆ รวบรวมสติแล้วเล่าช้าๆ นะ ผมอยู่ตรงนี้”

“แดฟนีโกรธฉันค่ะ…เราไม่ได้ทะเลาะกัน แต่เธอโกรธฉันมากแล้วเธอก็เสียใจ” ไอลดาพูดตะกุกตะกัก หล่อนสะอื้นเป็นห้วงๆ “ฉันพยายามจะอธิบายนะคะ…แต่เธอ…เธอโกรธฉันมากค่ะ ฉันก็เลยคิดว่ารอให้เธอหายโกรธก่อน พอใจเย็นแล้วค่อยพูดกัน…ฉันผิดเองค่ะ ฉันควรจะห้ามเธอไว้ไม่ให้ขับรถไป อย่างน้อยก็ให้เธออยู่รอคนขับรถก็ยังดี เธอไม่ต้องรอฟังฉันพูดก็ได้ อย่างน้อยถ้าเธออยู่รอ…เธอก็ไม่ต้องขับรถเอง เธอก็ไม่ต้อง…ไม่ต้องตาย…”

ลุคกอดร่างแบบบางที่สะอื้นจนตัวโยนแนบอกอย่างสงสาร เขาลูบผมดำขลับดุจกลุ่มไหมสีดำอย่างปลอบโยน เขาปล่อยให้หล่อนร้องไห้อยู่เป็นนานจนสงบลงไปเอง

“คุณอยากจะระบายอะไรออกมาก็เต็มที่เลยนะ เผื่อจะรู้สึกดีขึ้น”

ดูเหมือนว่าคำพูดนั้นจะทำให้หล่อนรู้สึกตัว ไอลดาเบี่ยงตัวออกจากอ้อมกอดของเขาโดยเร็ว หล่อนจับมือลุคไว้หลวมๆ แล้วปล่อยออก

“ฉันเหนื่อยจังค่ะ ขอขึ้นในพักบนห้องก่อนได้ไหมคะลุค”

จบประโยคนั้น หญิงสาวก็เดินขึ้นบันไดไปยังห้องพักแขกที่หล่อนเคยมาพักอยู่หลายวันโดยไม่เปิดโอกาสให้ลุคทัดทานแต่อย่างใด ชายหนุ่มมองตามพร้อมถอนหายใจ เขาคิดจะเดินตามขึ้นไปแต่แล้วก็ชะงัก คงจะดีกว่าถ้าจะปล่อยให้ไอลดาได้อยู่กับตัวเองสักพัก

บรรยากาศในห้องรับประทานอาหารของบ้านประจำตระกูลเรย์ลีย์ค่ำนี้ดูเงียบเหงาผิดไปกว่าที่เคย เสียงที่ได้ยินมีเพียงส้อมและมีดที่กระทบกันเบาๆ เป็นบางครั้ง

เรย์มอนด์ เรย์ลีย์ก้มหน้าก้มตารับประทานอาหารเงียบๆ ผิดปกติวิสัยของเขามาก เวลาอยู่ตามลำพังกับหลานชายคนเดียว เขาจะเป็นคนช่างพูดช่างคุย…แม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นการพูดอยู่ฝ่ายเดียวเสียมากกว่า แต่ทริสตันก็ไม่นึกรำคาญคุณลุงของเขาเลยแม้แต่น้อย ชายหนุ่มเข้าใจดีว่าท่านผ่านเรื่องหนักๆ ในชีวิตมามากมาย โดยเฉพาะเรื่องการสูญเสียภรรยาและลูกสาวไปก่อนวัยอันควร หากการได้พูดคุยทำให้ท่านรู้สึกสบายใจและมีความสุขขึ้นมาบ้าง เขาก็ถือว่าเป็นเรื่องดีที่ท่านจะได้ผ่อนคลาย

ชายหนุ่มพยายามนึกหาเรื่องขึ้นมาสนทนา แต่สมองดูเหมือนจะตื้อตันด้วยเรื่องอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับแดฟนี ใจนึกเป็นห่วงไอลดา เขารู้ว่าหญิงสาวผูกพันและสนิทสนมกับแดฟนีเพียงใด แต่เขาก็คิดว่าคงจะไม่เหมาะสมหากเขาจะไปหาหล่อนในขณะนี้

“เขาจะทำพิธีเมื่อไหร่…คุณลุงทราบไหมครับ”

“ยังไม่รู้เลย” คนฟังตอบเบาๆ “เลดี้ไวโอเล็ตจะแจ้งมาอีกที รู้แต่ว่าพิธีจะมีแต่ครอบครัวและญาติสนิทเท่านั้น”

“คุณลุงบอกผมด้วยก็แล้วกัน”

“คงต้องรอให้ทางนั้นเขาเชิญนะ” ท่านลอร์ดยกแก้วไวน์ขึ้นจิบ “ลุงคิดว่า…บางทีก็อาจจะดีกว่าถ้าหลานจะส่งดอกไม้และการ์ดไป หากไม่ได้รับเชิญก็อย่าไปเลย…”

“เลดี้ไวโอเล็ตคงโกรธผมมาก” เขาคาดคะเน “ผมก็เข้าใจ แต่เรื่องอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับแดฟนีมันไม่ใช่ความผิดของผมนี่ครับ”

“ลุงรู้…แต่ก็นั่นแหละนะ เสียลูกสาวคนเดียวไปแบบนี้ เธอก็คงจะโกรธทุกสิ่ง โทษทุกอย่าง…คงต้องใช้เวลานานกว่าจะทำใจได้…และยอมรับว่าคนที่เรารักจากไปแล้วอย่างไม่มีวันกลับ แล้วเราก็พยายามที่จะเดินหน้าต่อไป”

ทริสตันถอนใจ ก้มหน้ารับประทานอาหารต่อไปเงียบๆ โดยไม่รู้สึกถึงรสชาติเลยแม้แต่น้อย เขารวบส้อมและมีดเข้าด้วยกันก่อนจะจิบไวน์รวดเดียวจนหมด

“ผู้ช่วยผมบอกว่า เลขาของเลดี้ไวโอเล็ตโทรศัพท์มาขอให้ทางเราประสานงานเรื่องท่านจะส่งคนมาเก็บข้าวของส่วนตัวของแดฟนีออกไปจากบ้าน ขอเป็นวันที่เราสะดวก…ผมก็เลยตอบไปว่าวันไหนก็ได้ แล้วก็เลยให้ผู้ช่วยเรียนท่านไปว่า ผมจะคืนเงินค่าเช่าทั้งปีคืนให้ รวมทั้งค่าขนย้ายด้วย..แต่ว่าท่านปฏิเสธ ขอมาแค่เก็บของอย่างเดียว”

“ก็ดี…” ลุงของเขาพยักหน้า “บ้านนั้นก็จะได้ปิดตายเหมือนเดิม ขอร้องนะ…ถือว่าเป็นคำสั่งก็แล้วกัน ลุงไม่ต้องการให้ใครเช่าบ้านนั้นอีกแล้ว แค่ไปอยู่ที่บ้านนั้นไม่กี่เดือน…เหตุการณ์ร้ายแรงก็เกิดขึ้นจนแดฟนีเสียชีวิต ลุงไม่ต้องการให้อะไรที่ยังคงอยู่ที่บ้านหลังนั้นมาทำร้ายใครได้อีกแล้ว”

“คุณลุงครับ” เขาขมวดคิ้ว “แดฟนีเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุรถคว่ำนะครับ ไม่น่าจะเกี่ยวข้องอะไรกับเมโดว์บรุคเลยสักนิด”

“ทำไมจะไม่เกี่ยว” ท่านลอร์ดชราลงเสียงหนัก “ก็ถ้าไม่เพราะแดฟนีไปอยู่บ้านหลังนั้น…ก็คงจะไม่ประสบอุบัติเหตุจนตายหรอก ใครที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับบ้านบ้าๆ นั่น ล้วนแล้วแต่ต้องประสบกับความพินาศ สูญเสียเพราะไอ้คำสาปที่นังแม่มดมันสาปไว้…”

“ไปกันใหญ่แล้วครับคุณลุง คำสาปอะไรที่ไหนกันอีกแล้ว” เขาขัดขึ้น คร้านที่จะปิดบังน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย “นี่มันยุคไหน ศตวรรษไหนกันแล้วครับ ใครจะไปมัวเชื่อในเรื่องคำสาป บ้านอาถรรพณ์ บ้านผีสิงอะไรก็แย่เต็มที ผมฟังเรื่องนี้มาเป็นร้อยๆ ครั้งแล้ว ไม่เห็นมีใครจะพิสูจน์อะไรได้ว่าเมโดว์บรุคมีผีสางนางไม้อะไร เรื่องที่ว่าคนเจอผีแถวๆ บ้านนั้นก็ล้วนแล้วแต่พวกคนเมาเล่าๆ กันต่อๆ มาในผับเท่านั้น ผมไปบ้านนั้นกี่ครั้งกี่หน ก็ไม่เคยเจออะไร…”

ทันทีที่พูดจบ ชายหนุ่มก็ฉุกคิดขึ้นได้ถึงเหตุการณ์ประหลาดครั้งสุดท้ายที่เขานัดเจอกับแดฟนีที่เมโดว์บรุค เสียงฝีเท้าที่เหมือนเสียงเด็กวิ่ง เสียงหัวเราะกิ๊กกั๊กอย่างชอบอกชอบใจ รวมทั้งรอยเท้าคู่เล็กที่ค่อยๆ เลือนหายไปกับตาเมื่อเขากับแดฟนีวิ่งตามไปดู

จะให้ปฏิเสธว่านั่นไม่ใช่เรื่องแปลกก็คงเป็นไปไม่ได้ ทั้งแดฟนีและเขาต่างก็มองจ้องหน้ากันอยู่เป็นครู่โดยปราศจากคำพูดใดๆ แดฟนีเองก็มองหน้าเขาอย่างงงๆ ก่อนจะยักไหล่แล้วเดินออกจากบริเวณนั้นไป หล่อนคงลืมว่ากำลังโกรธเขาไปเสียสนิทเพราะเหตุการณ์ประหลาดนั้น เขาเองก็งงงันไม่แพ้กัน หากก็เลือกที่จะออกจากเมโดว์บรุคด้วยไม่อยากจะเห็นหญิงสาวร้องไห้เสียใจฟูมฟายจนขาดสติเพราะเขา…

เรย์มอนด์ เรย์ลีย์ถอนใจยาวอย่างกลัดกลุ้ม ทำอย่างไรเขาจึงจะเกลี้ยกล่อมให้หลานชาย ผู้เป็นทายาทคนเดียวที่เหลืออยู่ของตระกูลให้รับฟังในสิ่งที่เขาขอร้อง

จะให้เขาบอกเล่าเรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นจากบรรพบุรุษรุ่นแล้ว…รุ่นเล่า ที่ประสบเคราะห์กรรมต่างๆ กันช่วงระยะเวลาหลายร้อยปีที่ผ่านมา ที่ได้เขียนบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นไว้เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติให้ลูกหลานรุ่นต่อไปได้ระมัดระวังตัว ทริสตันจะเชื่อหรือ…ทุกครั้งที่เขาหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาสนทนา นอกจากชายหนุ่มจะไม่เห็นเป็นเรื่องมีสาระแล้ว เขายังปฏิเสธที่จะยอมรับฟัง

ปีเตอร์ คีน…บัทเลอร์ประจำบ้าน ค้อมตัวเดินเข้ามาแล้วโน้มตัวกระซิบที่ข้างหูของลอร์ดชราเบาๆ พร้อมกับส่งกระดาษแผ่นหนึ่งให้ ท่านลอร์ดรับมาอ่านช้าๆ ก่อนจะโบกมือเป็นสัญญาณให้บัทเลอร์ออกไปจากห้องอาหารได้

รอจนเหลือแค่เขากับผู้เป็นหลานชาย เรย์มอนด์ เรย์ลีย์ก็อ่านข้อความในกระดาษแผ่นนั้นเบาๆ

“เลดี้ไวโอเล็ตโทรมาแจ้งว่า บริษัทประกันทำการตรวจสอบซากรถแล้ว พบว่าสายเบรกถูกตัดขาด ประกอบด้วยภาพจากกล้องวงจรปิดหลายจุด เห็นว่าผู้ขับขี่พยายามที่จะหยุดรถหลายครั้งจนเกิดอุบัติเหตุดังกล่าวขึ้น”

“สายเบรกถูกตัดขาด…”

“ใช่” ผู้เป็นลุงวางกระดาษแผ่นนั้นไว้ข้างตัว “คงจะมีคนคิดปองร้ายกับแดฟนี”

“แต่รถคันนั้นเป็นรถของไอลดานะครับ ไม่ใช่รถแดฟนีสักหน่อย ถ้ามีคนคิดร้ายกับแดฟนี…ทำไมถึงตัดสายเบรกรถของไอลดาล่ะครับ ถ้าเป็นเช่นนั้น…ผมว่าคนที่ตัดสายเบรกน่าจะคิดปองร้ายกับไอลดามากกว่า”

“เหลวไหล” ท่านลอร์ดเอ่ยเสียงเข้ม “ผู้หญิงคนนั้นเป็นคนต่างชาติ ไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรกับใครที่นี่ ใครจะไปปองร้ายเธอ ลุงคิดว่า…อาจจะมีใครบางคนคิดที่จะกำจัดแดฟนีให้พ้นทางไปเสียมากกว่า”

“ทำไมคุณลุงถึงคิดอย่างนั้น”

“ลุงก็พูดไปตามความน่าจะเป็น” คนพูดรินไวน์ลงในแก้วหลานชายอย่างใจเย็น ก่อนจะเติมที่เหลือให้ตนเอง “แดฟนีคงจะไปขัดผลประโยชน์ใครบางคนเข้า…”

ทริสตันแทบไม่เชื่อหูตัวเอง ลุงของเขาสันนิษฐานว่าแดฟนีถูกฆาตกรรม…

“เอาเถอะครับ ผมว่าเราปล่อยให้เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของตำรวจดีกว่า คุณลุงอย่าเพิ่งด่วนสรุป มันจะทำให้คนอื่นที่เขาไม่ได้เกี่ยวข้องหรือรู้เห็นอะไรเสียหายไปด้วย อย่างไรเราก็มีกล้องวงจรปิดตลอดเวลาที่เมโดว์บรุค ถ้ามีคนคิดร้ายอย่างคุณลุงว่า…บางทีเราก็อาจจะได้เบาะแสอะไรบางอย่างให้ทางตำรวจสืบต่อไปก็ได้”

“ถ้างั้นลุงจัดการเรื่องนี้เอง” เรย์มอนด์ เรย์ลีย์ อาสาอย่างกระตือรือร้น “เดี๋ยวลุงไปที่บริษัทเลยดีกว่า จะได้ไปจัดการดูกล้องวงจรปิดก่อนวันที่เกิดเหตุ แล้วลุงจะส่งไปให้ทางเลดี้ไวโอเล็ตเอง ถือว่าเป็นการช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ที่เราพอจะทำได้”

“ก็ดีครับ”

“คืนนี้หลานมีธุระอะไรหรือเปล่า”

“ผมเอารายงานมาอ่านครับ กับงานอีกเยอะที่ต้องอนุมัติ…ก็คงจะไม่ออกไปไหน”

“ถ้างั้นก็ไม่ต้องอยู่รอลุงหรือเป็นห่วงนะ เสร็จจากดูกล้องวงจรปิด ลุงอาจจะไปหาเพื่อนสักหน่อย…เครียดเหลือเกิน คืนนี้นึกครึ้มๆ อยากไปหาอะไรดื่ม แล้วถ้าดึกมากลุงก็จะค้างที่ลอนดอนเลย”

“จะเอาคนขับรถไปด้วยไหมครับ”

“ก็คงต้องให้เขาไปด้วยแหละ” ท่านลอร์ดลุกขึ้นยืนเพื่อเป็นการตัดบทสนทนา “ลุงไปก่อนละ ถ้าได้ความว่าอย่างไรลุงจะรีบบอกทริสตันเป็นคนแรก”

เขายกมือขึ้นเสยผมอย่างใจลอย หลังจากที่ได้ทราบข่าวการจากไปของแดฟนี…เขาก็อดรู้สึกผิดไม่ได้ แม้ว่าตนเองจะไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงให้แดฟนีต้องจบชีวิตลงก็ตาม แต่เขาก็ไม่สามารถจะปฏิเสธได้เลยว่า เขาก็อาจมีส่วนทำให้แดฟนีเสียใจและด้วยพื้นนิสัยที่เป็นคนหุนหันพลันแล่นอยู่แล้ว ก็อาจจะทำให้หล่อนขาดสติจนประสบอุบัติเหตุ…

แต่ข้อมูลที่ได้รับเมื่อครู่จากเลดี้ไวโอเล็ตทำให้เขาประหลาดใจมาก ใครกันหนอ…ที่ตัดสายเบรกรถของไอลดา ชายหนุ่มรู้ว่าหล่อนเพิ่งซื้อรถคันนั้นมาไม่นานนัก แม้แดฟนีจะทัดทานให้ใช้รถของหล่อนไปพลางๆ ก่อนก็ตาม การย้ายจากลอนดอนมาอยู่ที่เชมส์ฟอร์ดทำให้การเดินทางไปมหาวิทยาลัยใช้เวลานานมากขึ้น บ่อยครั้งที่รถไฟล่าช้าหรือขัดข้องทางระบบไฟฟ้า ไอลดาก็ไปสอนไม่ทันหรือขาดการสอน ทำให้หล่อนต้องตัดสินใจซื้อรถเองในที่สุด

เป็นไปได้หรือไม่…ที่สายเบรกขาดเองโดยไม่มีคนไปตัด?

ไม่ว่าจะเป็นการคิดร้ายหมายปองชีวิตของแดฟนีหรือไอลดาก็ตาม เขารู้สึกว่าเป็นเรื่องที่แทบไม่น่าจะเป็นไปได้ แดฟนีไม่เคยมีเรื่องราวอะไรกับใครหรือไปขัดผลประโยชน์ใคร หญิงสาวเป็นทายาทคนเดียวของเลดี้ไวโอเล็ตและบิดาของหล่อนก็เป็นนักธุรกิจทางด้านอสังหาริมทรัพย์ที่สวีเดน แค่ทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ก็พอจะให้กินและอยู่อย่างสบายไปตลอดชาติ ดังนั้นหล่อนจึงทำงานเพียงเพื่อให้มีสถานะมากกว่าที่คิดจะไต่เต้าหรือประสบความสำเร็จมากมายอะไร แดฟนีใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ด้วยความมีน้ำใจและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของหล่อน หญิงสาวจึงเป็นที่รักใคร่ของทุกๆ คน แม้จะเป็นคนที่โกรธง่าย อารมณ์รุนแรงหุนหัน แต่ก็หายเร็ว…ข้อสำคัญคือ แดฟนีรู้จักขอโทษจึงทำให้ไม่มีใครถือโทษโกรธเคืองหล่อน

ส่วนไอลดา…เขาไม่รู้รายละเอียดอะไรเกี่ยวกับตัวหล่อนมากไปกว่าที่แดฟนีรู้ หญิงสาวเป็นนักศึกษาปริญญาเอกสาขาอาชญวิทยา ครอบครัวพี่น้องก็น่าจะอยู่ที่เมืองไทย หญิงสาวไม่ได้ทำอะไรนอกจากมาเรียนและเป็นผู้ช่วยสอนในภาควิชาของหล่อน ดังนั้นเขาเองก็ยังคงมองไม่เห็นว่าไอลดาจะไปขัดผลประโยชน์ใครได้

ทริสตันเดินไปยังห้องส่วนตัวของเขา แต่แล้วก็เปลี่ยนใจเมื่อเห็นไฟในห้องทำงานของท่านลอร์ดยังเปิดอยู่ เขาคิดว่าได้ยินเสียงฝีเท้าท่านเดินออกไปทางประตูหน้าเมื่อครู่ใหญ่นี้ นี่แสดงว่าท่านคงยังไม่ได้ออกไปข้างนอก

เขาผลักประตูที่แง้มอยู่นิดๆ นึกประหลาดใจที่ไม่เห็นท่าน คงจะรีบร้อนจนลืมปิดไฟ…เขาคิดในใจ…ก่อนที่เขาจะหันตัวกลับไป หางตาก็เหลือบไปเห็นสมุดเก่าคร่ำด้วยกาลเวลาเล่มบางๆ กางเปิดอยู่บนโต๊ะทำงาน

เหมือนมีแม่เหล็กดึงดูดให้เดินเข้าไปหา ทริสตันจ้องมองที่สมุดนั้นไม่วางตา…ตัวหนังสือสีดำเป็นพืดยาว เห็นได้ชัดว่าเป็นตัวหนังสือแบบอังกฤษโบราณ เขาจ้องมองรูปภาพทางด้านขวามืออยู่เป็นครู่ ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองในสิ่งที่เห็น

ดวงตาคู่นั้นช่างเหมือนนิลน้ำงามที่จ้องมองตอบเขาอย่างบริสุทธิ์ใจ กลุ่มผมยาวสีดำดุจไหมสีนิลล้อมใบหน้ารูปไข่ลงไปถึงบั้นเอว หญิงสาวในรูปนั้นมีผิวสีน้ำผึ้งจางๆ ผิดกับชาวตะวันตกทั่วไป ริมฝีปากเต็มอิ่มนั้นแย้มออกน้อยๆ จนเห็นรอยลักยิ้มทั้งสองข้าง

ไอลดา…เขาอุทานในใจ…ไม่ผิดแน่…

ทริสตันทรุดตัวลงนั่ง ใต้ภาพนั้นมีคำกลอนสามบรรทัดที่เขาพอจะอ่านได้ไม่ยากนัก

“ผมยาวสีดำดุจเส้นไหม

ดวงตาดุจนิลเจียระไน

เธอผู้มาจากดินแดนแสนไกล…ข้ามน้ำข้ามทะเล”

อุปาทานเหมือนเขาจะได้ยินเสียงหัวเราะแผ่วๆ มาจากที่ใดที่หนึ่ง ชายหนุ่มสะบัดศีรษะเหมือนจะเรียกสติตนเองให้กลับคืนมา…เหตุใดรูปวาดในสมุดบันทึกในห้องทำงานของลุงเขาจึงเป็นรูปของหล่อน? ไอลดาเกี่ยวข้องอะไรกับสมุดบันทึกเก่าแก่เล่มนี้?

 

Don`t copy text!