สายลมตะวันออก บทที่ 10 : หนุ่มญี่ปุ่นและสาวกรุงศรี

สายลมตะวันออก บทที่ 10 : หนุ่มญี่ปุ่นและสาวกรุงศรี

โดย : สันติธร วินิจฉัยกุล

สายลมตะวันออก โดย สันติธร วินิจฉัยกุล เมื่อโครงการ Dream walkers นำเขากลับไปสู่อดีตกาลและได้รู้จักกับชายหนุ่มจากดินแดนอาทิตย์อุทัย ผู้ที่สายลมตะวันอกพัดพาให้เขาเดินทางมาสู่แผ่นดินกรุงศรีอยุธยาและมีชะตาชีวิตที่พิสดารเกินกว่าใครจะคิดฝันถึง ยามาดะคือใคร นวนิยายออนไลน์อีกเรื่องที่อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

**************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ยามาดะ นากามาสะช่วยงานคิอิ คิวเอมอนอย่างเต็มกำลังด้วยดีตลอดมา ส่งผลให้กิจการรุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับ โดยเฉพาะการติดต่อค้าขายกับดินแดนตะวันออกไกล อย่างญี่ปุ่น จีนฮั่น และใกล้เคียง กระนั้นท่านคิอิก็มีดำริต่อไปว่า หากกิจการยังเติบโต เป็นไปได้ว่าวันหน้าจะส่งเรือไปค้ายังแถบอินเดีย กระทั่งเปอร์เซียและแดนอาหรับ

“ตอนนี้ข้ากำลังหารือกับพ่อค้าอังกฤษ หากพูดจากันได้ คงจะได้ร่วมมือกันต่อไป”

ชายหนุ่มเห็นดีด้วย การไม่หยุดนิ่ง ทำให้กิจการเติบโตรุ่งเรืองต่อไปได้แน่

หนุ่มญี่ปุ่นพยายามคิดทบทวน เอาความรู้ที่ได้จากการสนทนากับพ่อค้าวาณิชมาแต่ครั้งอยู่โซเทอร์เรีย และจากสหายต่างชาติ มาปรับใช้เป็นวิธีการใหม่ๆ

เขาเสนอให้คิอิ คิวเอมอนจัดตั้งโรงเก็บสินค้าใหม่ ขยายโรงเก็บเดิมให้ใหญ่ขึ้น ตลอดจนให้ความสำคัญกับการจัดการแบ่งประเภทสินค้า ให้เหมาะกับการจัดส่งและระเบียบการค้าในอโยธยา

“เดิมที เรามีแต่ที่เก็บสินค้า ใช้กับสินค้าบางอย่างเท่านั้น อย่างน้ำกุหลาบ สุรา พริกไทย ผ้าฝ้าย แต่หากเป็นสินค้าสำคัญมูลค่าสูง จำต้องติดต่อค้ากับพระคลังเท่านั้น หากเรามีโรงเก็บสินค้าใหญ่ เทียบเท่ากับของพวกฮอลันดา น่าจะเพิ่มพูนประโยชน์ต่อเราได้อีกมาก”

“อย่างไรรึ” คิอิสนใจ

“หลายสินค้า ราชสำนักอโยธยาเป็นผู้เดียวที่ค้าขายได้ แต่กระนั้นก็ต้องการโรงเก็บที่เหมาะสม ในอโยธยาเองแม้พระคลังดูแลการค้า แต่ใช่ว่าครอบคลุมเพียงพอ ยังต้องการโรงเก็บสินค้าเพื่อนำไปซื้อขายอีกมาก ไม่แคล้วต้องมาเช่าของพ่อค้าทั้งหลายอยู่ดี ข้าเห็นว่าท่านน่าจะลองเสนอให้พระคลังใช้โรงเก็บสินค้าของท่าน เพื่อเป็นสถานที่ในนามพระคลัง นอกจากได้ค่าเช่าแล้ว สินค้าเข้าสำคัญอันเป็นสินค้าต้องห้าม ที่เดิมต้องรอพระคลังมารับซื้อเท่านั้น ก็จะสะดวก เก็บรอได้โดยไม่เป็นภาระ ทั้งยังกลายเป็นรายได้เพื่อรอพระคลังมารับซื้อ กลับกันหากเป็นสินค้าออก ก็ไม่ต้องขนส่งหลายต่อ ลดโอกาสสินค้าเสียหาย ได้กำไรแน่นอน กฎระเบียบของทางการที่พ่อค้าทั้งหลายพร่ำบ่น จะกลายเป็นประโยชน์กับเรา”

“เจ้าพูดน่าสนใจนัก หากทางพระคลังเห็นพ้อง ข้าคงต้องให้เจ้าช่วยดูแลงานนี้”

คิอิ คิวเอมอนนำเรื่องดังกล่าวไปหารือกับออกญาพระคลัง ยามาดะไม่ทราบว่าท่านมีวิธีโน้มน้าว ชักจูงใจเจ้าคุณพระคลังอย่างไร แต่ที่สุดเจ้ากรมพระคลังมหาสมบัติแห่งอโยธยา ก็ยินดีรับข้อเสนอ ใช้โรงเก็บของคิอิ เป็นที่พักสินค้าเข้าออก

ไม่นานจากนั้น โรงเก็บสินค้าหลังใหม่ก็ถูกสร้างใกล้ท่าเรือหมู่บ้านชาวญี่ปุ่น โดยยามาดะคอยควบคุมดูแล

ออกญาพระคลังมาเยี่ยมเยือนดูความคืบหน้าการก่อสร้างบ่อยๆ จนเมื่อแล้วเสร็จ ก็มักมาตรวจดูสินค้าที่ถูกส่งมา ยังเปรยว่าเป็นโรงเก็บที่จัดแบ่งสัดส่วนได้อย่างดี

ยามาดะยินดีต่อคำชม เขาต้องการให้สินค้ากลุ่มเดียวกันอย่างไม้ฝาง กฤษณา และหนังกวาง อยู่ในพื้นที่โรงเก็บทางด้านตะวันตก วางเรียงเป็นแถวไว้ช่องตรงกลาง สำหรับเดินตรวจ ด้านตะวันออกห่างจากส่วนเก็บไม้ราวสิบวา เป็นจุดเก็บของจำพวกพริกไทยและบรรดาเครื่องเทศ โรงเก็บอีกแห่ง ขนาดเล็กกว่า ใช้เก็บของอย่างน้ำกุหลาบ เครื่องสังคโลก กระปุกเครื่องปั้นดินเผา

“ข้าต้องการให้ของอย่างสังคโลก อยู่ใกล้ท่าเรือมากกว่า จุดขนส่งกว้าง เพื่อสะดวกและปลอดภัย เพราะแตกหักง่าย ส่วนไม้ต้องสะดวกสำหรับเกวียนจะเข้าออก หนังกวางก็เช่นกัน โดยเฉพาะหนังกวาง ต้องมีคนดูแลที่ชำนาญสักหน่อย เพื่อให้คงทนสวยงาม ด้วยเป็นของราคาสูง” ยามาดะอธิบายให้คิอิรับฟัง

“หนังกวางเป็นที่ต้องการมาก เป็นของที่พ่อค้าชาติอื่นจัดการสู้เราไม่ได้” คิอิว่า

“เราชำนาญด้านการจัดการถนอมดูแล อีกทั้งข้ารู้จักสนิทสนมกับพรานพื้นเมืองอยู่มาก สามารถจัดหาสินค้าให้เราได้ตลอด ไม่ขาดตก”

คิอิฟังชายหนุ่มพูดแล้วก็พยักหน้ายิ้ม “เจ้าฉลาดเก่งกาจนัก หลานชาย มีเจ้าคอยช่วยเช่นนี้ เชื่อว่าจากนี้กิจการเรารุ่งเรืองอีกมากแน่”

ชายหนุ่มค้อมศีรษะ เดินต่อไป ชมโรงเก็บที่อยู่ระหว่างการสร้างใกล้แล้วเสร็จอีกแห่ง พูดต่อ

“ส่วนโรงนี้ แม้ไม่ใหญ่ แต่ก็สามารถรองรับสินค้าได้มาก โดยเฉพาะที่มาจากแถบเมืองญี่ปุ่น”

คิอิมองสถานที่ก่อสร้าง ยกแขนกอดอก “แต่ระหว่างรอคอยสินค้าญี่ปุ่น เห็นทีต้องนำมาใช้ประโยชน์ก่อนแล้ว”

“ท่านหมายถึงอะไรหรือขอรับ”

“เมื่อวาน นายมาร์โก วาเดอร์ลาม่า ตัวแทนจากอีส อินเดีย คอมพานี ของฮอลันดา มาคุยกับข้า เขาอยากอาศัยโรงเก็บของเราซื้อขายสินค้ากับพระคลัง ที่จริงฮอลันดาตั้งโรงเก็บอยู่หลายที่ แต่กิจการพวกเขาใหญ่โต จึงยังไม่เพียงพอและขาดคนเชี่ยวชาญควบคุมดูแล ส่วนใหญ่คนมีฝีมืออยู่โรงเก็บที่สงขลาเสียหมด”

“จริงหรือขอรับ” ยามาดะยินดี “เห็นทีพวกฮอลันดาคงไม่เห็นว่าเราเป็นพวกกิจการยิบย่อย หรือพวกมดปลวกอีกแล้ว”

“พวกฮอลันดาลำบากที่ถูกพระคลังกดราคาสินค้าเข้า เพิ่มราคาสินค้าออก การมาผูกสัมพันธ์ เช่าโรงเก็บเรา ก็หวังช่วยลดค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อนลง”

“นี่ก็ใกล้เดือนแปดแล้ว คงต้องเร่งรีบตระเตรียมให้เรือพร้อมออกเดินทาง”

“ลูกค้าทางโน้นคงไม่อยากรอนาน ไม้กฤษณา ไม้ฝาง หนังกวาง และบรรดาเครื่องเทศ เป็นที่ต้องการนัก หากไปช้า คงทรมานใจลูกค้าทั้งหลาย” คิอิพูดอารมณ์ดี

ยามาดะหัวเราะ “ของเหล่านั้นอย่างไรเสียก็ขายได้กำไรงาม เพราะอยู่ที่นี่ราคาน้อยนัก อย่างไม้ฝาง ไม้กฤษณา ราคาถูกราวกับไม้ฟืน”

“ส่วนสินค้าจากญี่ปุ่น เห็นทีต้องนำดาบ เกราะ อานม้ามามากหน่อย คนที่นี่ต้องการนัก โดยเฉพาะพวกขุนนาง”

“ข้าสั่งการนายเรือไว้แล้วขอรับ ท่านจะได้กำไรจากสินค้าเหล่านี้แน่ เกรงเพียงอย่างเดียว”

คิอิขมวดคิ้ว “อะไรหรือ”

ชายหนุ่มมีสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ชั่วประเดี๋ยว ก็ยิ้มออกมา

“เกรงว่าท่านจะต้องเหนื่อยนับเงินทองที่ได้มาจนไม่ไหวน่ะซีขอรับ”

ว่าแล้วก็หัวเราะกัน เสียงแว่วไปตามสายลมยาวนาน ประสานกับลำนำภาษาญี่ปุ่นที่คนเรือขับขานด้วยความสราญระหว่างรอลมมรสุม หากจะบอกเล่าไขความหมายให้สหายชาวอโยธยาเข้าใจ คงแปลความออกมาได้ว่า

 

ยินสำเนียงเสียงพระพายสายทักษิณ

วาโยรินประจำกาลตามเวหา

สำเภาใหญ่ใส่เครื่องบรรณามา

สู่ทักษาแดนใต้ถวายกษัตริย์

                                                *

นอกจากความรุ่งเรืองเงินทอง เป็นที่รู้จักมีชื่อในวงการแล้ว งานของคิอิยังมีส่วนสร้างไมตรีทางการค้าระหว่างญี่ปุ่นและอโยธยาให้วัฒนา ส่งผลให้สองอาณาจักรใกล้ชิดแนบแน่น ถือเป็นการทำคุณให้อโยธยาประการหนึ่ง

ศักราช 978 สมเด็จพระเจ้ากรุงอโยธยาจึงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คิอิ คิวเอมอน เป็น หลวงสาส์นสุนทร ทำหน้าที่ล่ามแปลสาส์น เพื่อแลกเปลี่ยนระหว่างพระเจ้ากรุงอโยธยาและโชกุนแห่งญี่ปุ่น

การอันคิอิ คิวเอมอนได้ยศมีตำแหน่ง ทำหน้าที่ในราชการอโยธยามากขึ้น เป็นโอกาสให้ยามาดะได้เรียนรู้ประสบการณ์งานราชการอโยธยาเพิ่มตามไปด้วย อีกทั้งยังช่วยให้รู้จักคบหาขุนนางใหญ่น้อย หลายคนเป็นที่น่าเคารพ คอยช่วยเหลือ ร่วมปรึกษาหารือการงานอย่างดี ชายหนุ่มเชื่อมั่นว่าจะเป็นประโยชน์ในวันหน้าแน่

หนึ่งในนั้นคือออกพระสุนทรโวหาร ยามาดะมักนำของกำนัลเล็กๆ น้อยๆ ที่ภรรยาของท่านคิอิจัดหา ถือติดมือไปฝากคุณพระผู้นี้เสมอยามท่านคิอิมีธุระต้องไปเยี่ยมหารือ

อย่างวันนี้เขากับพรรคพวกแบกแป้งข้าว ผ้าพับ และเครื่องหอมจำนวนหนึ่ง รวมถึงเครื่องเทศสมุนไพรที่ได้มาจากเมืองจีนไปฝากคุณหญิง เธอเคยเปรยไว้ก่อนหน้านี้ว่าอยากได้มานานแล้ว

ในระหว่างการหารือข้อราชการ ยามาดะไม่ได้ขึ้นไปบนเรือนเพื่อร่วมสนทนาด้วย เขาพอใจรออยู่ใต้ต้นมะขามข้างเรือนใหญ่มากกว่า

ใต้ร่มไม้เย็นสบายปลอดโปร่ง มีลมพัดไอชื้นจากลำคลองสัมผัสผิว ช่วยบรรเทาความร้อนลงไปได้ กระรอกวิ่งอยู่บนกิ่งใหญ่ หยุดทำท่ากัดแทะอะไรสักอย่าง เสียงนกกาเหว่าร้องแหลมจากที่ไกลๆ ขณะที่นกเขาจากบนเรือนก็ร้องขับแข่ง กลิ่นดอกปีบหอมรวยรินมาตามสายลมอ่อน ช่วยเรียกคืนกำลังกายที่สูญไปจากการพายเรือได้อย่างดี

อย่างไรก็ตาม บรรยากาศแสนสบายใต้ร่มไม้ หาใช่สาเหตุสำคัญให้ชายหนุ่มปรารถนาพักพิงตรงนี้ ได้มากเท่ากับการได้เห็นบุตรสาวเจ้าของเรือนเดินนำบ่าว ถือน้ำท่าของว่างมาต้อนรับ

หล่อนเป็นสาวรุ่นวัยสิบห้า ผมดำขลับถูกปล่อยยาวสลวยถึงกลางหลัง ดูต่างจากหญิงสาวพื้นเมืองทั่วไปที่มักตัดสั้น ริมแก้มผ่องใส ผิวขาวเหลืองดูเรืองรอง กลิ่นหอมจากเรือนกายเห็นจะแข่งกับดอกไม้รายรอบได้อย่างมีชัย

หล่อนเป็นบุตรสาวสุดท้องของออกพระสุนทรโวหาร พี่ชายสองคนเพลานี้ ทำหน้าที่ราชการอยู่หัวเมืองพิจิตร

วันนี้ร่างงามห่มด้วยผ้าสีจำปา นุ่งโจงพื้นสีเหล็ก เดินนำบ่าวอีกสองคนตรงมาหา

หนุ่มญี่ปุ่นและพวกยืนขึ้นเมื่อหล่อนมาถึงตรงหน้า

“เชิญพี่ๆ ทั้งหลายดื่มน้ำท่าให้สบายก่อนเถิดจ้ะ” หญิงสาวยื่นขันน้ำลอยดอกมะลิหอมกรุ่นให้ยามาดะ ส่วนบ่าวที่ตามมา ก็ยื่นขันน้ำ หมากพลูบุหรี่ รวมถึงสำรับของว่างให้คนอื่น

ชายหนุ่มยื่นมือรับขันน้ำมา หากสายตายังมองตากลมดวงโตและแก้มนวลปลั่ง

หญิงสาวหลบสายตาหวานที่สบมอง

กลุ่มผู้มาเยือนบางคนหยิบหมากพลูที่จีบแล้วขึ้นมาพินิจพิจารณา เหมือนลังเลว่าจะลิ้มลองดีหรือไม่

“พลับ” หญิงสาวเอ่ยกับบ่าวของตน “บอกแล้วอย่างไร ว่าพวกพี่ๆ เขาไม่กินหมากกินพลูอย่างเรา”

บ่าวสาวสะดุ้ง สีหน้าเปลี่ยนเป็นสลด “ขอโทษเจ้าค่ะ”

“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ แม่จวง” ยามาดะบอก ยกน้ำดื่ม “ใช่เรื่องใหญ่โต เพียงเท่านี้พวกพี่ก็ซาบซึ้งใจแล้ว”

หญิงสาวปลีกตัวกลับไป ชายหนุ่มอมยิ้มไม่ยอมหยุด มองร่างอ้อนแอ้นจนหายลับ จากนั้นหันมาพินิจของว่าง มีทั้งขนมครก หอมกรุ่นกลิ่นกะทิ รสชาตินุ่มติดลิ้น สำปันนี ซึ่งหอมหวานกว่าคราที่สหายชาวสยามของท่านอายะ เคยนำมากำนัลเป็นของฝาก

นอกจากนี้ยังมีผลไม้ในน้ำเชื่อม ผลสีส้มดูละม้ายคล้ายผลบิวะ แต่รสชาติมีความเปรี้ยวเจือในรสหวาน เมื่อรับประทานแล้วก็ชื่นใจ คลายกระหายได้อย่างดี

เมื่อรับประทานของว่างเรียบร้อย คนอื่นๆ ใช้เวลาพักผ่อนเอาแรง ส่วนยามาดะทอดสายตาไปทางโน้นทีทางนี้ที ที่สุดจึงพบบุตรสาวเจ้าของบ้าน กำลังถือตะกร้ายืนอยู่ริมชายคลอง ยื่นมือเก็บดอกไม้สีขาวบนต้นขนาดไม่สูงมากนัก เขาลุกเดินเข้าไปหาอย่างเงียบกริบ ไม่พลันให้เป็นที่สังเกตของพรรคพวก แม้กระทั่งฝ่ายหญิงสาวเอง กว่าจะรู้ตัวว่ามีคนมาใกล้ ก็เมื่อเขามาอยู่ข้างๆ แล้ว

“ดอกนี้ คนที่นี่เรียกว่าอย่างไรหรือจ๊ะ”

หญิงสาวเกือบสะดุ้ง แต่สงวนท่าทีได้ทัน เหลือบมองเขาแวบหนึ่ง แต่ไม่กล้าสบตา

“ดอกแคจ้ะ”

ยามาดะเก็บดอกสีขาวจากต้นมาพิจารณาดอกหนึ่ง ไม่มีกลิ่นเท่าไร ไม่หอมชื่นใจเช่นมะลิ

“แม่จวงเก็บดอกนี้ไปทำอะไรหรือจ๊ะ”

“เอาไปแกงรับประทานมื้อเย็นนี้จ้ะ”

ชายหนุ่มไม่แปลกใจ ชนสยามชาญนักกับการสรรหาพืชพันธุ์ใกล้ตัว มาประกอบเป็นอาหารคาวหวานได้หลากรสหลายชาติ มาพำนักในอโยธยาก็นานแล้ว แต่ยังได้เห็นสำรับอาหารอันประกอบด้วยพืชพันธุ์ที่เขาไม่คุ้นเคยอยู่เสมอ

“แกงฝีมือแม่จวง เห็นจะอร่อยเป็นแน่แท้”

“ข้าไม่ได้เก่งเรื่องอาหารการครัวดอกจ้ะ”

ชายหนุ่มส่ายหน้าน้อยๆ “เพียงของหวานก็ต้องใจพี่หนักหนาแล้ว สำรับอาหารอื่น อย่างไรเสียเห็นจะไม่ผิดคำพี่”

หญิงสาวแอบปลื้ม “ข้าดีใจที่พี่ท่านชอบของหวานฝีมือข้า”

ชายหนุ่มขยับเดินไปใกล้ “สำรับของหวานของเจ้าเมื่อครู่ พี่รู้จักขนมครก สำปันนี แต่ผลไม้ในน้ำเชื่อม พี่หารู้ไม่ แม่จวงพอจะไขความให้พี่กระจ่างได้ไหม”

“มะยงชิดจ้ะ” หล่อนบอก “ช่วยให้สดชื่นคลายร้อนได้”

“เป็นโชคดีของพี่นัก หวังพระเป็นเจ้าช่วยบันดาลให้สักวัน ได้โอกาสลิ้มลองรสมือของเจ้าอีก ไม่ว่าจะเป็นของคาวหรือหวาน เพียงแต่หากเป็นของคาว ขอแม่จวงเจ้าเพลามือความเผ็ดร้อนลงกว่าปกติรสของชาวอโยธยาด้วยเถิด”

หญิงสาวแอบยิ้ม ชายหนุ่มเห็นหล่อนอารมณ์ดี ก็ขยับเข้าไปจนเกือบแนบชิดร่างอรชร

“พี่เพิ่งได้รับโองการให้ร่วมงานราชการอโยธยาดูแลป้องกันลำน้ำ หากพี่ช่วยการอโยธยาครานี้ลุล่วงเป็นที่พอใจ คงพอมีวาสนาได้ยศกินตำแหน่งกับเขาบ้าง จะได้ไม่น้อยหน้าผู้ใดหากสักวันพี่จะขอเป็นคู่ เป็นผู้ดูแลคุ้มครองเจ้า คนที่พี่รัก”

หญิงสาวใจสั่นรัว แต่ก็อิ่มเอม น้ำตาแทบรินออกมาเสียให้ได้ เงยสบดวงตาเล็กที่จ้องมอง วาจาเอ่ยอวยพร

“ขอคุณพระคุณเจ้าคุ้มครองพี่ท่าน อำนวยพรให้ปลอดภัย ทำการสำเร็จลุล่วงตามปรารถนาด้วยเถิด”

                                                         *

การอันอโยธยาจำต้องตั้งกองทหารดูแลลำน้ำ เนื่องด้วยระยะหลายเดือนนี้ บริษัทการค้าทั้งหลายประสบปัญหาโจรสลัดอาละวาด ทั้งในและนอกน่านน้ำอ่าวสยาม แม้กระทั่งในแม่น้ำเจ้าพระยา ก็มีเกิดอยู่หลายครา อีกทั้งบางครั้งบางคราว กองเรือทั้งของรัฐและพ่อค้าเอกชนหลายชาติ เกิดความขัดแย้งกันอยู่เนืองๆ ทั้งสเปน โปรตุเกส ฮอลันดา ส่วนใหญ่มาจากความเข้าใจผิด หรือไม่ก็ต่างต้องการแสดงอำนาจบาตรใหญ่เหนือคู่แข่ง สยามจึงจำต้องหาทางป้องกัน แก้ไข เพื่อขจัดปัญหาดังกล่าว และอำนวยประโยชน์ให้เหล่าพ่อค้าวาณิชทั้งหลายอย่างเหมาะสม

พระเจ้ากรุงอโยธยาจึงมีพระบรมราชโองการให้พระยาเกียนเป็นผู้นำ จัดทัพกองเรือดูแลเส้นทางน้ำ ตั้งแต่ป้อมเพชร เรื่อยจนถึงปากน้ำนครเขื่อนขันธ์ มีออกหลวงจุฬาเป็นนายทัพกองหน้า อาสาญี่ปุ่นอีกสองร้อยร่วมราชการครานี้ด้วย

“ยินดีที่ได้ร่วมรบกันอีกครั้ง” ออกหลวงจุฬาบอกยามาดะระหว่างทั้งสองเดินตรวจตราไพร่พลในกองเรือ

“ข้าก็เช่นกัน เมื่อแรกที่ทราบว่าจะได้ร่วมงานกับท่านอีก ข้ายังนึกยินดี”

กองเรือใบและเรือพายรวมแล้วหลายสิบลำ เทียบท่าเตรียมพร้อมไว้แล้ว พลประจำเรือส่วนหนึ่งนั่งพักกันอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ สนทนากันไปเฮฮา อีกส่วนนั่งคุกเข่ารอให้พระสงฆ์ชรารูปหนึ่งเป่ากระหม่อมเพื่อเป็นสิริมงคล

“ระยะนี้พวกโจรสลัดชุมราวยุงก็ไม่ปาน แม้เรือของท่านคิอิเอง ก็สุ่มเสี่ยงเผชิญสลัดอยู่หลายครา” ยามาดะบอก ตลอดเวลาที่ผ่านมา ได้คุยกับคนเรือในกิจการของคิอิ ทราบว่าแม้เรือของตนยังไม่เคยเจอโจรสลัด แต่เรือของพ่อค้าตะวันตกหลายลำ มักถูกจู่โจมทั้งแถบชายฝั่งอันนัม และใกล้ช่องแคบมะละกา กระทั่งแม้ในลำเจ้าพระยาเองก็เคยมีที่ถูกพวกโจรท้องถิ่นดักปล้น จึงน่าเกรงว่าเรือของตนคงไม่โชคดีไปทุกครั้ง

“แต่การค้าของหลวงสาส์นสุนทร ก็ยังรุ่งเรืองดีอยู่นี่” ขุนนางสยามกระเซ้า

หนุ่มญี่ปุ่นหัวเราะ “หาใช่เพียงกิจการของท่านคิอิเท่านั้นหรอก เหล่าพ่อค้าวาณิชต่างๆ ยังคงดำรงความรุ่งเรืองไว้ได้ เพราะทุกผู้ทุกคนต้องระมัดระวังเตรียมการรับมือไว้ ขืนไม่ทำอะไร ถูกปล้นเสียทีหนึ่ง ก็แย่ไปนานเทียว”

“ที่ไหนการค้ารุ่งเรือง อุดมไปด้วยเรือสินค้าใหญ่น้อย ก็มักเป็นที่ชุมนุมของเรือสลัด”

ยามาดะเห็นเช่นเดียวกัน “ข้าเชื่อมั่นว่าสามารถช่วยเหลืออโยธยาจัดการระวังภัยพวกสลัดเหล่านั้นได้”

“เห็นจะด้วยท่านเคยเป็นสลัดกระมัง” ขุนนางสยามพูดยิ้มๆ

แม้ไม่ได้เคยเปิดเผย แต่ภูมิหลังก็ใช่ว่าจำต้องปกปิด หลายคนที่ร่วมในเรือสลัดกันมา เมื่อมาอยู่ที่นี่ ปักหลักมั่งคง ย่อมไม่แปลกที่จะบอกกล่าวเล่าเรื่องที่มาของตน จนถูกบอกต่อกันไป หากเรื่องการเป็นสลัดจะถึงหูออกหลวงจุฬา ก็ใช่เป็นเรื่องเกินคาดหรือน่ากังวล เขาจึงไม่ตะขิดตะขวงใจผงกศีรษะรับ แล้วบอก

“ก็ส่วนหนึ่ง ข้าเคยเป็นสลัด จึงพอรู้เล่ห์กลความคิดอุบายของพวกมัน เพียงพอไว้ป้องกันตัว”

“ข้าเชื่อเช่นนั้น แต่ล่าสุดข้าได้ยินว่า เมื่อข่าวอโยธยาสั่งเตรียมกองเรือไว้ดูแลคุ้มครองเรือพาณิชย์ พวกสลัดบางส่วนเริ่มระวัง ถอยหนีออกห่างอ่าวสยาม ส่วนที่เป็นกลุ่มกองโจร ดักปล้นตามสายน้ำเจ้าพระยา ก็สลายแยกย้ายกันไปมากแล้ว”

“หากเป็นได้เช่นนั้น ย่อมถือเป็นเรื่องดี”

“เรื่องสลัดพอหมดห่วง แต่ไอ้เรื่องพวกฝรั่งตะวันตกนี่ซี ข้าเกรงจะเป็นปัญหา”

“อย่างไรรึท่าน”

ยามาดะเห็นสีหน้าเพื่อน แฝงความหนักใจมากกว่าเรื่องกองโจรจากสายน้ำเสียอีก

“ขุนนางหลายคนห่วงแต่สลัด แต่ข้ากังวลเรื่องการทะเลาะเบาะแว้งของพวกคนจากตะวันตกมากกว่า พวกพ่อค้าแข่งกันทำกำไร แก่งแย่งผลประโยชน์ นำไปสู่การต่อตี เกือบยิงใส่กันอยู่หลายครา ไม่นานมานี้พวกฮอลันดาก็มีปัญหากับสเปน ถึงขนาดยิงเรือกัน นี่ละเป็นเหตุให้ต้องตั้งกองทหารนี้ไว้ให้พร้อม เพราะดูแล้วเรื่องขัดแย้งคงไม่มีเพียงเท่านี้แน่ พวกฝรั่งเหล่านี้มีอาวุธทันสมัย จำต้องระมัดระวังให้จงหนัก”

เป็นเรื่องที่มีเหตุให้น่ากังวลจริงอย่างว่า แต่ยามาดะก็ประกาศยืนยันกับเพื่อน

“ไม่ว่าจะเสี่ยงเพียงไร ข้าก็พร้อมทุ่มกายถวายชีวิตเพื่ออโยธยาอย่างเต็มที่”

ไม่ถึงเดือนต่อมา เกิดเหตุการณ์กลุ่มโจรเกือบสามสิบคน ยกกำลังบุกยึดเรือของบริษัทการค้าฮอลันดา มีเสียงปืนและการปะทะตั้งแต่เที่ยงคืน กัปตันเรือผู้ถูกปล้นส่งคนไปร้องทุกข์กับทางการอโยธยา

พระยาเกียนจึงสั่งการระดมพลทันที

พลม้าควบมาหยุดลงหน้ากองประชุมพล แจ้งว่า

“พวกที่ปล้นเป็นเหล่าทหารสเปนหนีทัพ ตอนนี้ล่องเรือหลบจนใกล้ไปถึงบางเดื่อ เมืองสามโคกแล้วขอรับ”

“น่าเกรงว่าจะเป็นการแก้แค้นกันไปมาระหว่างกิจการการค้าของสองชาติ ซึ่งขัดแย้งกันตลอดมา ครานี้สเปนจึงแสร้งให้ทหารหนีทัพ ทำตนเป็นสลัดมาบุกปล้น เพื่อแก้แค้นจากครั้งเคยถูกพวกฮอลันดายิงเรือที่นอกอ่าวสยามเมื่อไม่นานนี้” ยามาดะคาดการณ์

คนทั้งหลายเห็นพ้องด้วย พระยาเกียนเอ่ยต่อมา

“แต่ในเมื่อพวกมันมาทำผิดในขอบขัณฑสีมาเรา ก็จำต้องเอาตัวมาลงทัณฑ์ตามโทษานุโทษ”

“พวกมันนำเรือไปตามลำน้ำแล้วเช่นนี้ หากปล่อยให้ล่วงเลยบางกอกไป เห็นจะตามไม่ทันอีก พวกมันคงออกปากแม่น้ำไปเสียก่อน” ออกหลวงจุฬาให้ความเห็น

ยามาดะเสริมขึ้นว่า “หากจะหยุด เห็นควรหยุดพวกมันให้ได้ก่อนพ้นปากแม่น้ำ เพลานี้แม่น้ำอับลม อีกทั้งคืนนี้ตั้งแต่ยามสอง จะมีหมอกมากจนย่ำรุ่ง เรือมันคงไปได้ไม่เร็วนัก”

“ท่านทราบได้อย่างไรว่าจะมีหมอก” ออกหลวงจุฬาสงสัย

“ข้าอยู่กับน้ำกับทะเลมานาน ได้วิชาความรู้ วิธีดูสิ่งรอบกายเพื่อคำนายสภาพอากาศติดตัวมาบ้าง หลังจันทร์เดือนมืด ใบไม้ชื้นเมื่อย่ำค่ำและแห้งพลันไปก่อนยามหนึ่ง ภุมราเลิกหลงใหลบุปผางามแต่ยามสายัณห์ ครานั้นหมอกจะหนา ลมสงบ”

“ดีนักแล” สหายขุนนางอโยธยาชื่นชม แล้วหันพูดกับพระยาเกียน “เช่นนี้แล้ว หากมันใช้ฝีพายแรงจ้ำ คงราวยามสามคืนนี้ จึงจะถึงปากแม่น้ำ เห็นควรรีบจัดแต่งเรือพลพายฝีมือดี ติดตามไปโดยเร็วขอรับ”

พระยาเกียนจึงสั่งการให้ออกหลวงจุฬา นำเรือพายใหญ่ฝีพายห้าสิบลำหนึ่ง กองอาสาญี่ปุ่นอีกลำหนึ่ง มุ่งติดตามทางแม่น้ำ ขณะที่ไพร่พลที่เหลือใช้ทางบก เพื่อดักหน้าบริเวณแถบนครเขื่อนขันธ์

เรือพายใหญ่สองลำเคลื่อนจากท่า ล่องออกติดตาม ฝีพายจ้วงรวดเร็วสม่ำเสมอพร้อมเพรียงด้วยถูกฝึกกันมาอย่างดี จนเมื่อเวลาล่วงยามสามเล็กน้อย ใกล้ด่านขนอนปากน้ำ จึงมองเห็นท้ายเรือที่ถูกปล้น

“พระยาเกียนคงล่วงมาถึง สั่งนายด่านให้ยกโซ่ขวางไว้แล้ว” ยามาดะพูดพลางสายตาจับบนหอสูงบนฝั่ง คบไฟหลายจุด ทำให้มองเห็นคนบนหอกำลังกุลีกุจอหมุนรอก ยกโซ่ขึ้นกั้นลำน้ำ มีเสียงตะโกนแว่ว และสัญญาณไฟให้เรือกำปั่นลำหน้าหยุดลง

แต่ไม่เป็นผล

ปืนใหญ่จากเรือแผดเสียงคำราม ก่อนบนตลิ่งเกิดแสงวาบตามด้วยเสียงระเบิด

หนุ่มญี่ปุ่นคะเนว่าเป็นการยิงทำลายหอคอยและสายโซ่เพื่อเปิดทาง เขาเห็นเป็นโอกาส เพราะการทำเช่นนี้ย่อมต้องยิงให้แม่นยำ จำต้องชะลอความเร็วเรือลง

ยามาดะส่งสัญญาณไฟให้เรือของออกหลวงจุฬา พายนำไพร่พลมุ่งเข้าโจมตีทางกราบซ้ายเรือ ขณะเดียวกันยามาดะสั่งการไพร่พลฝ่ายตนดับคบ ทยอยหย่อนตัวลงน้ำ ไม่ให้ดังไปกว่าเสียงน้ำค้างหยดลงบนใบบัว ว่ายเคลื่อนไปเงียบเชียบ

มีเสียงโห่ฮาระคนเสียงปืนจากบนเรือ

ไพร่พลของออกหลวงจุฬา เริ่มปะทะกับพวกสเปนแล้ว

ยามาดะพร้อมอาสาญี่ปุ่นยี่สิบ เคลื่อนเข้าประชิดทางขวาลำเรือ ขว้างเชือกตะขอเกี่ยวกราบ ปีนขึ้นไปอย่างเงียบกริบ พวกสเปนมัวแต่สนใจต่อสู้ยิงยันอยู่ทางกราบเรือซ้าย จึงไม่ทันรู้ตัวว่ามีผู้บุกรุกอีกกลุ่ม จนยามาดะและพวกขึ้นเรือได้ ก็ชักดาบ ตรงเข้าประหัตประหาร บ้างแย่งปืนศัตรูมายิงใส่

พวกสเปนเริ่มสับสน แตกตื่น ไม่ทันตั้งแนวรบได้ตามแบบแผน ทหารอโยธยาทยอยปีนจากกราบซ้ายขึ้นมาได้เรื่อยๆ แล้วประจัญ สังหารพวกสเปนคนแล้วคนเล่า

ยามาดะกวาดตามองหาหัวหน้าพวกปล้นเรือ เห็นมันกำลังยืนสั่งลูกน้อง รูปร่างเจ้านั่นตัวใหญ่ เคราหนา ผมดำ หนุ่มญี่ปุ่นพุ่งรวดเร็วหวังสังหารให้ได้ในดาบเดียว แต่เจ้าสเปนรู้ตัว ดึงอาวุธมารับมือได้ทัน ชายหนุ่มต้องถอยมาตั้งหลัก กระชับดาบ ยืนให้มั่นคง ตาจ้องเขม็ง เห็นอีกฝ่ายยกดาบเรียว มันเงาวาบวับ สืบเท้าเข้ามา ฟาดฟันเป้าหมายที่ลำคอ หนุ่มญี่ปุ่นยกดาบรับไว้ได้สามครั้ง แล้วตอบโต้กลับ แต่ก็ถูกอีกฝ่ายรับเบนวิถีดาบพ้นจากร่างกาย ยามาดะกลับมาตั้งหลัก อึดใจต่อมา สองฝ่ายพุ่งเข้าหากันอีกอย่างรวดเร็ว คมดาบของหนุ่มญี่ปุ่นปาดเข้าต้นแขนอีกฝ่าย แต่กลับกันปลายแหลมของอาวุธเรียวเล็กก็แทงเข้าหน้าอก

ยามาดะเจ็บปลาบ ร่างเสียหลัก จนต้องใช้ดาบช่วยยันพื้น รู้สึกได้ถึงโลหิตไหลเป็นทางจากบาดแผล แต่ชายหนุ่มไม่สน ตั้งสมาธิยืนให้มั่นคง ตาจับจ้องคู่ต่อสู้ซึ่งเสียเลือดไปไม่น้อยเช่นกัน เข้าจู่โจมต่อเนื่องอีกหลายครั้ง แม้เจ้าสเปนยกดาบขึ้นรับได้ทันตลอด แต่ความเร็วเริ่มช้าลง ยามาดะใช้โอกาสที่กำลังได้เปรียบ ตวัดดาบปาดเข้าข้อมือ เจ้าสเปนสะดุ้ง ดาบหลุดมือ ชายหนุ่มปราดเข้าฟันที่หน้าท้อง ร่างหัวหน้ากลุ่มปล้นเรือนิ่งไป ก่อนทรุดลงล้มคว่ำ

เมื่อเห็นผู้เป็นหัวหน้าสิ้นชีพลง พวกสเปนที่เหลือก็หมดแรงกายใจ ทิ้งอาวุธยอมแพ้



Don`t copy text!