สายลมตะวันออก บทที่ 11 : หนูยู

สายลมตะวันออก บทที่ 11 : หนูยู

โดย : สันติธร วินิจฉัยกุล

สายลมตะวันออก โดย สันติธร วินิจฉัยกุล เมื่อโครงการ Dream walkers นำเขากลับไปสู่อดีตกาลและได้รู้จักกับชายหนุ่มจากดินแดนอาทิตย์อุทัย ผู้ที่สายลมตะวันอกพัดพาให้เขาเดินทางมาสู่แผ่นดินกรุงศรีอยุธยาและมีชะตาชีวิตที่พิสดารเกินกว่าใครจะคิดฝันถึง ยามาดะคือใคร นวนิยายออนไลน์อีกเรื่องที่อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

**************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ใกล้มืดเต็มทีตอนที่ผมกลับถึงห้องพัก ล้างหน้าล้างตา หยิบน้ำอัดลมกระป๋องดื่ม พลางดูโทรทัศน์ รายการร้องเพลงเต็มไปหมด เปลี่ยนช่องไปเรื่อยๆ หยุดลงที่รายการอาหาร เชฟสาวน่ารัก กำลังทำสเต๊กแซลมอน ครีมซอสเลมอน วางบนซัลซา โรยหน้าด้วยครัมเบิ้ล ภาพอาหารช่วยสะกิดให้น้ำย่อยเริ่มส่งเสียง ผมลุกไปเปิดตู้เย็น มีวัตถุดิบเหลือน้อยนิด ที่จริงเพียงพอหากคิดทำอะไรง่ายๆ แต่ภาพอาหารในจานเชฟสาว ทำให้อยากกินขึ้นมา นานๆ ที จะกินของราคาสูงดูบ้าง ไม่น่าจะเป็นไร ไม่มีอะไรต้องเร่งรีบอยู่แล้ว ไม่มีนัดหมายสำคัญระดับพันล้าน ผมจะซื้อหาวัตถุดิบ ลงมือทำนานแค่ไหนก็ไม่มีใครมาว่าได้ หากมีก็เพียงท้องที่อาจร่ำร้องตัดพ้อบ้าง แต่เชื่อว่ามันไม่มีอำนาจเหนือสมอง และจิตสำนึกของผม

ผมตัดสินใจออกจากห้อง มุ่งไปห้างสรรพสินค้าใกล้ๆ เครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำเหมือนเดิม ผู้คนเยอะมากกว่าช่วงกลางวัน ผู้คนกลับจากทำงาน แวะซื้อหาข้าวของเข้าบ้าน บางส่วนตั้งใจมายามค่ำหวังของสดลดราคา ผมล้วงกระเป๋า เดินทอดน่อง ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบ มองดูร้านรวง ข้าวของหลากหลาย ทั้งส่วนสินค้าเทคโนโลยี ส่วนเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ เครื่องใช้ไฟฟ้า

ผมเลี้ยวเข้าร้านดีวีดี คิดว่าน่าจะหาภาพยนตร์สักเรื่องไปดูพักผ่อน ร้านใหญ่ ได้ยินชื่อตามหน้าสื่อ คิดว่าคงมีภาพยนตร์หลากหลายประเภทและแหล่งกำเนิด ผมเดินตามชั้นวาง กวาดตาไล่ดูแต่ละเรื่อง ทั้งไทย เทศ หนังเก่าและใหม่ มีให้เลือกสรร ส่วนใหญ่ไม่ค่อยน่าสนใจ หนังไทยตลกโปกฮา ดูครั้งเดียวก็เกินพอ หนังเกาหลีโศกนาฏกรรมแบบทายตอนจบได้ ขณะที่หนังญี่ปุ่นเริ่มหายไปจากกระแสความน่าสนใจ หนังฮอลลีวูด ยังอยู่ตรึงแน่นทั้งในโรงและร้านดีวีดี

ผมหยิบขึ้นมาเรื่องหนึ่ง ภาพยนตร์ฮอลลีวูด ปกรูปนักบินอวกาศเดินกลางภูมิประเทศขาวโพลน จำได้ว่าเคยชมทางช่องเฟย์เพอร์วิวครั้งหนึ่ง เนื้อหาเกี่ยวกับการบุกเบิกหาโลกใหม่ เดินทางแสนไกลผ่านหลุมดำสู่อีกกาแล็กซี ยอมรับว่าเข้าใจบ้างไม่เข้าใจ แต่ก็ยังชอบ

หลังชำระเงิน ผมเดินออกจากร้าน เข้าส่วนซูเปอร์มาร์เก็ต

ผู้คนมากเหมือนตลาดสด ผมเดินหาวัตถุดิบที่ต้องการ ผัก ปลา เครื่องปรุง ฯลฯ ไม่ได้มากมายนัก ไม่จำต้องซื้อเพื่อเก็บกักยาวนาน แค่เพียงพอสำหรับมื้อถึงสองมื้อ ผมไม่รังเกียจการเดินซื้อบ่อยๆ

ออกมาจากห้างสรรพสินค้า เป็นเวลาราวสองทุ่ม ท้องฟ้าไร้ดาววิบวับให้อภิรมย์สายตา แสงจากเบื้องล่างสว่างกลบชวนให้คิดว่าไม่มีความมืดโดยสมบูรณ์อีกแล้วในเมืองกรุงแห่งนี้ ผมเดินผ่านลานกว้างริมแม่น้ำ หลายคนกำลังออกกำลังกาย กลุ่มวัยรุ่นชายสนทนาเฮฮา คนหนึ่งเล่นเลี้ยงลูกบาสเกตบอลอยู่ใกล้ๆ เขื่อนคอนกรีตกันตลิ่งทำเป็นแถวที่นั่ง มีคนนั่งกันอยู่บ้าง

หนึ่งในนั้น คือสาวน้อยแรกรุ่น นั่งอยู่เพียงลำพัง ใส่หูฟังต่อโทรศัพท์ ดูเหมือนไม่ได้คุย อาจฟังเพลงหรืออะไรสักอย่าง เธออายุราวสิบแปดหรือสิบเก้า ตัวบาง เตี้ยกว่าผมสักสิบเซนติเมตรเห็นจะได้ ผมซอยสั้นทำให้แลดูไม่ใช่สาวหวาน เธอสวมเสื้อยืดขาวบางเบา แลเห็นร่องรอยเสื้อชั้นใน กางเกงยีนส์ขาสั้นเผยเรียวขาเล็กยืดตรงไขว้กันที่ปลายเท้า

ผมเรียกเธอว่าหนูยู จากคำหลังซึ่งเป็นชื่อเล่นที่เธอเคยบอก เติมคำหน้าด้วยคำสรรพนามที่ผมมักใช้สำหรับสาวอายุน้อยกว่า เธอพักอยู่ห้องข้างๆ นี้เอง ย้ายเข้ามาก่อนไม่กี่เดือน ผมเคยช่วยเธอขนคอมพิวเตอร์ออลอินวันเข้าห้อง

หนูยูไม่ใช่คนช่างพูดนัก ไม่ใช่คนนิยมสุงสิงกะใคร อย่างน้อยก็เท่าที่ผมรู้ ไม่มีคำทักทายยิ้มแย้มกับ รปภ.หรือแม่ค้าร้านสะดวกซื้อชั้นล่างคอนโดฯ ไม่ถึงกับเป็นเรื่องเลวร้าย ไม่มีพิษมีภัย ผมเองก็ไม่ต่างจากเธอเท่าไรนัก บางทีผมอาจเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่เธอสนทนาด้วย แม้เป็นไปตามมารยาท แต่ก็ช่วยให้ผมรู้สึกเหมือนมีเพื่อนบ้าน

ผมใช้เวลาตัดสินใจว่าควรเดินไปทักทายดีไหม บางทีเธออาจต้องการเวลาส่วนตัว แต่การสานไมตรีตามสมควร ไม่น่าเสียหายอะไร จึงเดินเข้าไป อย่างน้อยเพื่อกล่าวทักทาย หากเธอมีอาการไม่ไยดี ค่อยว่ากันใหม่

ดูเหมือนผมโชคดี เธอถอดหูฟังออกข้างหนึ่งเมื่อผมเอ่ยทัก เป็นการแสดงว่าพร้อมรับฟังการสนทนาต่อไป

“ทำไมมานั่งตรงนี้คนเดียวล่ะ” ผมชวนคุย

“เย็นดี”

จริงของเธอ ตรงนี้ลมแม่น้ำพัดไม่หยุด เหมาะสำหรับเป็นสถานที่ปล่อยอารมณ์สบายให้ล่องลอย ปล่อยความคิดความกังวลที่ต้องแบกมาตลอดทั้งวัน บางทีผมน่าจะเอาอย่างบ้าง

ผมนั่งลงข้างเธอ วางข้าวของลง หยิบกระป๋องน้ำอัดลมยื่นให้เธอกระป๋องหนึ่ง เธอรับไป ไม่มีคำกล่าวใดกลับมา ผมไม่ใส่ใจ

ผมมองสายน้ำ มีเรือบรรทุกทรายล่องเอื่อยเฉื่อย แสงจากอาคารใหญ่น้อยบนฝั่ง สะท้อนบนผิวน้ำสั่นระริก เสียงลมแว่วเป็นระยะ ต่างจากกระแสที่พัดพาไม่ขาด เสียงรถมีให้ได้ยินจากบนสะพานแขวนใกล้ๆ ไม่ถึงกับดังจนน่ารำคาญ

“มานั่งตรงนี้บ่อยสินะ” ผมทำลายความเงียบระหว่างเราสองคน

“อื่อ” เธอตอบห้วนๆ

“ฟังอะไรอยู่ เจอทีไรเห็นติดหูอยู่ตลอด”

เธอแค่ยักไหล่ “เรื่อยเปื่อย” เสียงอ้อมแอ้มเหมือนตอบขอไปที

ช่างยากจริงกับการเป็นคนช่างคุย ดึงดูดความสนใจคู่สนทนา บางทีผมน่าจะลงทะเบียนเรียนวิชานี้มาแต่ครั้งมหาวิทยาลัย แต่ช่างเถอะ ย้อนกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว

“เรียนเป็นไง” ผมยังไม่ยอมแพ้

“เรื่อยๆ”

“เรียนเก่งไหม”

“ก็เอาตัวรอดได้”

“ชอบไหมที่เรียนอยู่ หนูเรียนอะไรนะ”

“บริหาร น่าเบื่อฉิบ” สีหน้ายามตอบบ่งบอกอารมณ์ตามคำพูด

“ถ้าอย่างนั้น ทำไมถึงเลือกเรียนล่ะ”

“แม่ให้เรียน”

ผมเข้าใจ “แล้วใจจริงชอบอะไร”

“หนูอยากเที่ยว ไปรอบโลก”

“น่าสนใจ”

“คุณอยากเดินทางรอบโลกมั้ย” เธอหันหน้ามาถาม ดูเหมือนเรื่องนี้เป็นความสนใจแท้จริงของเธอ สวรรค์อำนวยพรให้ผมประสบความสำเร็จจากความพยายามสานสนทนากับเธอ

“ก็น่าสนนะ ถ้ามีโอกาส ปัจจัยพร้อม เพราะคงต้องใช้เงินมาก”

“ต้องได้เจออะไรที่ไม่เคยเห็นแน่ๆ” น้ำเสียงและแววตาใสแป๋วของสาวน้อยดูชื่นมื่นขึ้น เมื่อพูดถึงเรื่องนี้

“แน่นอน โลกกว้างกว่าที่เราคิด”

“หนูอยากเดินทาง คล้องกล้องไว้กับคอ มือถือแผนที่ พูดกับคนที่ไม่รู้จัก คนละภาษา”

“หนูอยากจะไปแบบแบ็คแพ็กเกอร์หรือ”

“นั่นละ”

“ยอดเยี่ยม”

สาวน้อยชำเลืองถุงข้าวของที่วางอยู่ปลายเท้า

“ซื้อเอาไรมาเยอะแยะ”

ผมว่าถึงตอนนี้ กำแพงน้ำแข็งระหว่างเราสองคนละลายลงไปแล้วตั้งแต่เรื่องราวการเดินทางรอบโลก ผมยินดี น่าจะหาโอกาสจัดฉลองสักที

“ของกิน ว่าจะทำกิน”

“ทำได้หรือ”

“แน่นอน ไม่เลวร้าย ลองไหม หนูกินอะไรหรือยัง” ผมชักชวน ทีแรกคิดว่าเธอคงปฏิเสธ แต่ตรงข้าม

“น่าลอง กินได้ ไม่ตายนะ”

“รับประกัน”

เราสองคนกลับมาห้องพัก ไม่เคยมีสตรีใดเข้ามาเยี่ยมเยือนห้องผม ใช่ว่าผมเป็นพวกถือศีล หรือไร้ความรู้สึกต่อสตรีเพศ ผมเป็นคนสามัญ มีความต้องการปัจจัยพื้นฐานตามธรรมชาติเช่นคนอื่น เพียงแต่ผมไม่คิดใช้ห้องพักเพื่อความสุขสมชั่วครั้งชั่วคราว สถานที่อื่นทั้งใกล้ไกล มีให้เลือกสรรมากมายอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ผมจัดห้องค่อนข้างเรียบร้อย ไม่เคยทิ้งเสื้อผ้าใช้แล้วให้กระจายเต็มพื้น กางเกงในไม่เคยตากไว้ตรงลูกบิดประตูห้องน้ำ ผมว่ามันมีส่วนต่อความคิดในการสร้างสรรค์งานเขียน ที่นอกจากใช้ข้อมูลทางวิชาการ สุนทรียะทางภาษาก็ไม่ใช่สิ่งละเลยได้

สาวน้อยทำตัวสบายๆ เมื่อเข้ามา ซึ่งช่วยให้ผมคลายกังวล เธอจุ่มตัวลงบนโซฟา สมอลทอร์กยังติดหูเสมอ ดูเหมือนเธอจมดิ่งเข้าสู่โลกส่วนตัวอีกครั้ง อาจลืมเลือนว่ามาเยือนห้องของผม แต่ไม่ใช่เรื่องที่ผมคิดตำหนิ

“น้ำอยู่ในตู้เย็น หยิบกินได้เลยเต็มที่” ผมบอก พยายามสร้างบรรยากาศเป็นกันเอง แม้ไม่มั่นใจว่ามาถูกทางหรือเปล่า

เธอถอดหูฟังข้างหนึ่ง หันมาถาม “มีไวน์มั้ย”

ผมอึ้งไปชั่วนาที “ไม่”

“งั้นเดี๋ยวหนูมา” เธอลุกขึ้น

“อย่าบอกนะว่าในห้องมีไวน์”

“ปะป๊าเอามาให้ ของดี นานๆ ปะป๊าจะมา”

“ไม่เก็บไว้ดื่มกับป๊าหรือ”

“มีเหลือเฟือ อีกอย่าง ปะป๊ามาเมื่อไรก็มีขวดใหม่มาให้อีก”

ผมใช้เวลาระหว่างเธอหายไปจากห้อง เริ่มจัดการของที่ซื้อมา นำพาสต้าลงต้ม ใช้เวลาระหว่างรอ หั่นชิ้นแซลมอน แล้วเริ่มย่างในกระทะ ตักพาสต้าที่เริ่มนิ่มออกมาพัก จากนั้นเอาพาสต้าครีมสำเร็จรูปลงอุ่น เติมออริกาโนลงไปเล็กน้อย

มีเสียงเปิดประตูเข้ามาตอนที่แซลมอนสุกเป็นสีทอง

ผมชะโงกออกไป เห็นสาวน้อยวางขวดไวน์และแก้วก้านใบแจ๋วลงบนโต๊ะโซฟา คิดเลยไปว่านี่ผมกำลังจะได้ลองลิ้มรสชาติระดับสูงสินะ ก่อนนี้เคยแต่เหล้าเบียร์ราคาถูก

เธอคงลิ้มลองเครื่องดื่มราคาสูงนี้บ่อย เงินทองไม่ใช่ปัญหาสำหรับการสรรหาเครื่องดื่มประเภทนี้มาบำเรอลิ้น ดื่มได้ตามต้องการจนเมามาย

บ่อยไหมที่เธอดื่มพร้อมเพื่อนสักคน หลายคราเธอมีปะป๊าร่วมลิ้มรส แต่กับคนอื่นล่ะ ไม่อาจรู้ได้ วันนี้ผมจะมีโอกาสได้ร่วมดื่มเป็นเพื่อนเธอ หวังให้เป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับเราทั้งสองคน

แต่ถ้าเธอเมาขึ้นมาล่ะ แอลกอฮอล์ ลดความยั้งคิด เธออาจหลับใหล ไม่รู้สึกตัว เสื้อสีขาวบางๆ กางเกงขาสั้น อาจก่อให้ใจผมปั่นป่วนโดยง่าย ผมคิดมากไปหรือเปล่านะ ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ไวน์เพียงขวดเดียวคงไม่ทำให้เกิดสถานการณ์นั้นหรอก แต่ถ้าเกิดล่ะ จะทำอย่างไร หลายคนอาจปล่อยไปตามครรลองธรรมชาติ สู่ความสำราญเสร็จสมตามสัญชาตญาณ เช่นนั้นผมควรปลดเปลื้องเสื้อผ้าของสาวน้อย และปล่อยเลยไปตามความปรารถนาจากสมอง?

“ทำอะไรแบบนี้บ่อยหรือ” เสียงสาวน้อยดังผ่านโสต ความคิดไร้สาระในสมองผมแทบกระเจิง

“อะ…อะไรนะ!”

ตอนนี้เธอยืนพิงผนังครัว จ้องมองผมตาแป๋ว “อาหารน่ะ คุณเป็นคนชอบทำอาหารกินเองเสมอหรือ”

ผมโล่งใจ ยิ้มให้น้อยๆ “ใช่ เพลินดี อาหารเป็นศิลปะแบบหนึ่ง ให้ทั้งกลิ่น รส ความสวยงามทางตา และยังสัมผัสความนุ่มเหนียวบนลิ้น กับเสียงกรุบกรอบ เป็นสุนทรียะครบถ้วนสวยงาม บางครั้ง การทำอาหารเป็นแบบหนึ่งของการทำสมาธิ”

เธอแบะปาก ยักไหล่

“ไปนั่งรอก็ได้” ผมบอก

เธอเดินไปอย่างว่าง่าย

ไม่กี่นาทีต่อมา ผมนำพาสต้าแซลมอนครีมซอสมาวางบนโต๊ะ ไม่ถึงกับเลิศหรู แต่สำหรับผมถือว่าน่าพอใจ

สาวน้อยเอนตัวขึ้นจากพนักโซฟา ถอดหูฟัง ชะโงกมอง ไม่พูดอะไร แต่ผมแอบเห็นรอยยิ้มมุมปากเล็กๆ เป็นกำลังใจอย่างดี เธอลุกไปล้างมือ กลับมานั่งที่เดิม หยิบแก้วก้านที่มีไวน์อยู่ก้นแก้วดื่ม

ผมเสียบแฟลชไดรฟ์ลงบนเครื่องเสียง ผมมีดาวน์โหลดเก็บไว้หลายเพลงหลายสไตล์ แต่ละเพลงตอบสนองหูในเวลาและอารมณ์ต่างกัน

ครู่ต่อมา เสียงไวโอลินก็เริ่มเคล้าคลอประกอบมื้ออาหาร ตามด้วยเสียงคำร้องแว่วหวาน

“งามแสงเดือนส่องอาทิตย์อุทัย มองเห็นซากุระ…”

“เคยไปญี่ปุ่นไหม เทศกาลฮานามิ ชมสวนดอกซากุระ” ผมชวนคุย

“ยังไม่เคย ก็เคยคิดนะ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ รู้สึกอยากไป คิดว่าจะได้ไปแน่สักวัน แต่ไม่ใช่ตอนนี้ แต่คงอีกไม่นาน ประมาณนี้ เข้าใจใช่มั้ย”

“หึ” ผมครางในลำคอ ในหัวไม่เข้าใจสักนิด

สาวน้อยเลิกอธิบาย รินไวน์ให้ผม “เคยดื่มไวน์นี้มั้ย” โชว์ขวดไวน์ขึ้นให้ดูแว่บหนึ่ง ผมมองไม่ทัน เห็นแต่คำภาษาต่างประเทศเขียนว่า ชาร์โต…อะไรสักอย่าง

“ไม่ หนูคงดื่มบ่อย”

“ก็นะ ปะป๊ามาหาก็ติดมาให้เรื่อยๆ กำชับอย่าดื่มเยอะ แต่ก็นะ ปะป๊าชอบดื่ม ได้มาก็เอามาอวดเสมอ หนูไม่รู้อะไรพวกนี้ แต่ก็ยินดีดื่ม”

“ชอบไหม”

“ก็ดีมั้ง บางทีถ้าโลกนี้ไม่มีไวน์ หนูอาจไม่ได้เจอปะป๊า หนูเป็นแค่คนที่ป๊ะป๋าจะเอาไวน์มาอวด มีไวน์จึงค่อยมาหา ไม่มีก็ลืมว่ามีหนู”

ผมไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี ดูเหมือนเธอบอกเรื่องราวแฝงที่ไม่ใช่แค่ไวน์ แต่ผมไม่ใช่คนชอบไถ่ถามเรื่องราวส่วนตัวคนอื่น ยินดีรับฟังหากอีกฝ่ายบอกเล่ามาเองด้วยความเต็มใจ ดังนั้นเมื่อสาวน้อยไม่ได้บอกเล่าอะไรต่อมา ผมจึงเปลี่ยนเรื่อง

“ยินดีนำเสนอพาสต้าแซลมอนซอสครีม”

เธอมองผลงานการครัวของผม “รูปร่างหน้าตาดี”

“ลองชิมสิ”

เธอตักพาสต้าเข้าปาก จากนั้น หั่นชิ้นแซลมอนกินตามไป

“รสดี ครีมอร่อย”

เธอกินอาหารฝีมือผม สลับยกไวน์ดื่ม ผมสังเกตว่าท่วงท่าเธอช่างชำนาญ สง่างามราวนางพญา

เราไม่ได้พูดอะไรกันมากนัก ปล่อยให้เป็นเวลาลิ้มรสชาติอาหาร ผมคิดว่าเป็นการสมควร คนเราควรมีสมาธิกับการรับรสอาหารในปาก โดยไม่มีเรื่องราวอื่นมาดึงความสนใจ เพื่อสามารถสัมผัสอรรถรสของอาหารได้ครบถ้วน อย่างน้อยก็โอกาสพิเศษเช่นนี้

ผมใช้เวลาจิบไวน์หลังรับประทานหมด มองดูเธอค่อยๆ ละเลียดชิ้นแซลมอนเข้าปาก สลับกับไวน์เป็นบางครา ไวน์ของเธอรสไม่หวานนัก มีความขมเจืออยู่ให้สัมผัสได้อยู่บ้าง แต่ไม่กระด้าง ผมไม่รู้หรอกว่าไวน์ดีมีรสชาติอย่างไร แต่สุนทรียะแห่งเครื่องดื่มในพจนานุกรมของผม ผมพอใจไวน์ของเธอ

หนูยูวางส้อมและมีดหลังอาหารในจานหมด จิบไวน์ตาม ตาเริ่มต้นให้ความสนใจไปรอบๆ

“อยู่คนเดียวหรือ” เธอถาม

“ใช่”

“แฟนล่ะ”

“โสด”

“ทำไม อายุไม่น้อยแล้ว”

สายตาเธอรอคำตอบ ทำให้ผมคิดว่าเป็นคำถามที่ต้องการคำตอบจริงจัง ไม่ใช่แค่เป็นการชวนคุย

ผมใช้เวลาคิด “ชอบอยู่คนเดียว”

“เป็นเกย์?”

“เปล่า เกย์หลายคนมีแฟน เป็นเกย์หรือไม่ บ่งชี้สถานะโสดไม่ได้”

เธอยักไหล่ “หรือเป็นพวกบ้างาน”

“คิดว่าไม่ ผมไม่ใช่คนขยัน ที่จริงเอนไปทางขี้เกียจด้วยซ้ำ”

“ทำงานอะไรหรือ”

“เขียนหนังสือ บทความสารคดี ไปตามเรื่อง”

“คิดว่าคนทำงานอย่างนี้จะขยันอ่าน ขยันทำงานซะอีก”

“ขยันอ่านไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขยันทำงาน ถึงบางครั้งอ่านเพื่อเป็นข้อมูลสนับสนุนงาน แต่ส่วนใหญ่อ่านเพราะอยากอ่าน ไม่มีเหตุผลอะไรมากกว่านั้น”

“เขียนเกี่ยวกับอะไร”

“ประวัติศาสตร์เป็นส่วนใหญ่”

เธอวางศอกทั้งสองบนโต๊ะ มือสองข้างเท้าคาง จ้องมองผม พลางพูด

“หนูก็ชอบนะ ประวัติศาสตร์ เรื่องราวเหมือนอีกโลก เหมือนอยู่ในความฝัน ไม่น่าเบื่อเหมือนโลกนี้”

“แต่ละอย่างมีข้อดีข้อเสีย อยู่ที่ว่าเรามองหาอะไร ค้นพบอะไร”

เธอลุกขึ้น ถือแก้วไวน์ติดมือไปด้วย กวาดตามองรอบๆ ห้อง หยุดลงที่โต๊ะทำงาน

“ทำงานแบบนี้ ก็ต้องเดินทางไปที่โน่นนี่ด้วยสินะ”

“ก็มีบ้างถ้าจำเป็น การได้เจอคน เห็นสถานที่ในประวัติศาสตร์ ถึงต่างช่วงเวลา แต่ย่อมดีกว่า อย่างน้อยก็ได้รับอารมณ์ร่วมบ้างไม่มากก็น้อย”

“อยากไปบ้างจัง”

“โตอีกหน่อยก็แบ็กแพ็กไปเองได้แล้ว”

“ตอนนี้หนูก็โตแล้ว ไปไหนต่อไหนเองได้แล้วย่ะ” เธอมุ่ยหน้า ตอบสะบัดๆ

ผมยักไหล่บ้าง หยิบแก้วไวน์ดื่ม ท่วงท่าไม่อาจเทียบชั้นเธอ

เด็กสาวเปิดประตูกระจกออกไปตรงระเบียง จ่อมตัวลงบนเก้าอี้เอน

ผมปล่อยให้เธออยู่กับตัวเอง ใช้เวลาระหว่างนั้น เก็บจานไปไว้ในครัว ปล่อยทิ้งไว้ในซิงค์ แล้วกลับออกไปหาสาวน้อย นั่งลงบนเก้าอี้เอนอีกตัว เธอกำลังทอดสายตาบนฟ้ากว้าง ไม่อาจระบุจุดหมาย

“เชื่อมั้ย หนูก็ทำอาหารได้ โดยเฉพาะขนม” เธอพูดขึ้นมา

“จริงหรือ”

“ไม่เชื่อหรือไง” สายตาเธอคาดคั้น

“ก็ไม่เชิง แค่คิดว่าผู้หญิงสมัยใหม่ไม่ชอบเข้าครัว แต่ที่จริงก็ไม่ใช่ทั้งหมด หลายคนสร้างสรรค์เมนูออกมาชั้นยอด”

เธอหันไปมองฟ้าตามเดิม ราวหน่ายคำตอบของผม สักครู่จึงพูดต่อมา

“หนูทำกับคุณยายตอนเด็กๆ คุณยายสอน หนูชอบนะ แต่ตอนนี้ไม่ค่อยได้ทำแล้ว นานๆ ถึงจะแอบลองทำสักที”

“ทำไมต้องแอบ”

เธอใช้เวลาคิด ไม่รู้ว่าเพราะคำถามยากเกินไป หรือไม่ปรารถนาบอกเรื่องนี้กับคนอื่น ตอบมาแค่

“ไม่รู้สิ ไม่อยากให้ใครรู้มั้ง”

“ไม่น่าเสียหาย”

เธอเงียบ ไม่ตอบอะไร ผมคิดว่าบางทีเบื้องหลังการทำขนมอาจมีเรื่องราว ซึ่งเธอยังไม่ต้องการบอก ผมไม่ดึงดัน ใช้เวลาสดับรับฟังเสียงสายลมและยลภาพฟ้าประดับด้วยดาวน้อยนิด เนิ่นนานทีเดียว เธอจึงเอ่ยต่อมา

“ไว้คราวหน้า หนูจะทำให้คุณกินบ้าง”

“จะรอ”

สาวน้อยยังเหม่อมองท้องฟ้าต่อไป ผมปล่อยให้เธอทำเช่นนั้น ไม่เอ่ยอะไรให้ระคายหู

 



Don`t copy text!