สายลมตะวันออก บทที่ 20 : พูดจากใจ หามีคำใดปดแม้แต่น้อย

สายลมตะวันออก บทที่ 20 : พูดจากใจ หามีคำใดปดแม้แต่น้อย

โดย : สันติธร วินิจฉัยกุล

สายลมตะวันออก โดย สันติธร วินิจฉัยกุล เมื่อโครงการ Dream walkers นำเขากลับไปสู่อดีตกาลและได้รู้จักกับชายหนุ่มจากดินแดนอาทิตย์อุทัย ผู้ที่สายลมตะวันอกพัดพาให้เขาเดินทางมาสู่แผ่นดินกรุงศรีอยุธยาและมีชะตาชีวิตที่พิสดารเกินกว่าใครจะคิดฝันถึง ยามาดะคือใคร นวนิยายออนไลน์อีกเรื่องที่อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

**************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ราวต้นเดือนสิบสอง สมเด็จพระเจ้ากรุงอโยธยาประทับเรือพระที่นั่งชัยพยุหยาตรา เสด็จจากพระนครศรีอโยธยาทางชลมารค พร้อมคณะมหาดเล็ก ขุนนางฝ่ายทหาร และพลเรือน ไปทางตะวันออก ขึ้นฝั่งที่หัวเมืองสระบุรี เพื่อกราบและสนทนาธรรมกับพระเกจิรูปสำคัญ ยามาดะทราบจากท่านคิอิว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะพระองค์เคยทรงพระผนวชมายาวนานก่อนครองราชย์ จึงทรงมีศรัทธาในบวรพุทธศาสนา และนิยมสนทนากับพระเกจิทั้งหลาย

ในการสนทนา พระเกจิรูปหนึ่งทูลว่า ไม่นานมานี้ได้พบรอยเท้าประหลาดขนาดใหญ่ น่าเกรงว่าจะเป็นรอยพระพุทธบาทอันเป็นมงคลยิ่ง พระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปชมก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธา จึงโปรดเกล้าให้สร้างมณฑปครอบไว้ เพื่อเป็นพุทธสถานสำหรับชาวบ้านชาวเมืองกราบไหว้บูชา

จากนั้นเสด็จต่อทางสถลมารค ค่ำที่ไหนก็ตั้งค่ายพักแรมที่นั่น พักแรมที่ไหนก็มักมีขุนนางท้องถิ่นมาเข้าเฝ้ารายงานการปกครอง ความเป็นอยู่ของอาณาประชาราษฎร

หลังออกเดินทางได้สิบกว่าวัน ขบวนตั้งหลักพักแรมที่ตำบลปากช่อง เจ้าเมืองโคราชจัดขบวนขุนนางทหารพลเรือนมารับเสด็จ ตั้งใจทูลเชิญเสด็จต่อไปเพื่อประทับในจวน หากแต่จมื่นศรีสรรักษ์ที่ล่วงหน้ามาก่อนแจ้งว่า พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริว่า จากที่ได้เสด็จพระราชดำเนิน กินนอนในป่าเขา ทรงพอพระราชหฤทัยนัก เฉกเช่นตอนออกธุดงค์ครั้งยังเป็นพระพิมลธรรมในสมณเพศ จึงมีพระราชประสงค์อยากพำนักอยู่ในทิวเขาแถบนี้ ทั้งที่นี่ยังบริบูรณ์ด้วยน้ำหญ้าสำหรับอาชา พื้นที่กว้างขวางรับรองผู้ตามเสด็จได้มาก

เมื่อทรงมีพระราชประสงค์เช่นนี้ ทุกคนก็พร้อมสนอง บรรดาเจ้านายขุนนางไพร่ข้าทั้งหลายจึงเริ่มลงเสา กั้นฝา มุงจากเป็นที่พำนัก กระโจมเพิงพักใหญ่น้อยเรียงรายกันตามเชิงเขาใกล้ลำธารสายใหญ่

ในการตามเสด็จครานี้ แม่อินติดตามมากับคณะของสำนักมวยด้วย ทีแรกครูเทียนไม่อยากให้มา เกรงจะลำบาก  ทั้งที่พัก เรื่องอาบน้ำท่า และเรื่องสัพเพเหระของผู้หญิง

“ตาไม่ต้องห่วงดอก” หล่อนยืนยัน “ข้ามิใช่คนอยู่ยาก คนที่มาด้วยกันก็รู้จักรักใคร่ประหนึ่งญาติ อีกอย่างข้าจะได้คอยดูแลตาด้วย ระยะนี้ตาได้เจ็บบ่อยๆ ที่สำคัญจะได้ช่วยตาประคบแผลของพวกพี่ๆ หากได้เจ็บมาจากการประลองมวย”

ครูเทียนรู้นิสัยหลานสาวดี คร้านจะห้าม จึงอนุญาต คิดว่าก็ดีเหมือนกัน จะได้ให้โอกาสหล่อนเดินทางไปเห็นสถานที่ใหม่ๆ สิ่งใหม่ๆ บ้าง

ที่นั่นเอง ขุนชาญรณฤทธิ์ พ่อของอิน เดินทางจากหัวเมืองชัยนาท มาร่วมรับเสด็จด้วย

“ข้าคิดถึงพ่อนัก” หล่อนโผเข้ากอดบิดาตนเมื่อแรกพบหน้า

“ซนหรือเปล่า ทำอะไรให้ตาปวดหัวไหม?”

“เปล่าจ้ะ ข้าเป็นเด็กดี”

“ปวดจนเลิกปวดมากกว่าน่ะซีไอ้จัน” ตาของหญิงสาวพูดขำๆ

ยามาดะได้พบพ่อของอินเป็นครั้งแรก มีโอกาสพูดจา ทำความรู้จัก แกเป็นคนตัวไม่สูงไม่เตี้ย ผิวออกคล้ำ คงด้วยกร้านแดดจากงานราชการ ใบหน้าถือว่าคมสัน แกเป็นคนอารมณ์ดี พูดจาเป็นกันเอง ไม่ถือตัว

“เป็นญี่ปุ่น แต่ได้วิชามวยพ่อครู จนถูกเลือกมาประลองได้ เห็นจะมีดีแท้” พ่อของหญิงสาวชม

ขุนชาญยังบอกต่อว่า มาโคราชครั้งนี้นอกจากเข้าเฝ้าฯ ร่วมขบวนเสด็จแล้ว จะถือโอกาสไปกราบพระยาเกียนด้วย

“ท่านอุปถัมภ์ค้ำชูช่วยเหลือตลอดมา ระยะหลังไม่ได้พบ เมื่อครานี้ท่านตามเสด็จมาด้วย จึงเป็นโอกาส จำต้องไปกราบเคารพท่านบ้าง”

“ดีแล้ว กตัญญูรู้คุณท่านไว้” พ่อครูชม

“ข้าคิดจะนำเอากะแช่ขึ้นชื่อของชัยนาทไปให้ท่านลองสักหน่อย รสดีนักแล”

“เฮ้ย แล้วไม่มีมาให้ข้าบ้างรึ ไอ้จัน?”

“ไม่ต้องห่วงพ่อ ข้าเตรียมไว้แล้ว ให้เสร็จเรื่องราชการเสียก่อน จะเอามากินกับพ่อให้หนำใจไปเลย”

 

พระยาเกียนปลูกกระโจมพักห่างจากที่พักของสำนักมวยออกไปทางต้นลำธารสักสามสี่เส้น เป็นหลังใหญ่ทีเดียว เนื่องจากมีบุตรสาว และบ่าวไพร่ติดตามมาด้วยไม่น้อย แบ่งสัดส่วนสำหรับพักนอนของชายหญิงชัดเจน ส่วนหน้าทำเป็นที่รับแขก ไว้สนทนาหารือข้อราชการ

บ่ายวันนั้นครูเทียนพร้อมนักมวยที่จะประลองถูกเรียกตัวให้ไปพบ ตอนที่ยามาดะถึงในกระโจม เห็นว่า นอกจากพระยาคุณเกียน และบุตรสาวแล้ว ยังมีออกญาโชดึกราชเศรษฐี เจ้ากรมท่าซ้าย และหลวงรามเดชะ บุตรชาย ร่วมอยู่ด้วย ทราบหลังจากนั้นว่า ขุนนางผู้ใหญ่สองท่านนี้ เป็นสหายกันมายาวนาน นี่คงแวะมาสนทนา และขอดูตัวนักมวยที่ถูกจัดวางเพื่อประลองกระมัง

“นี่สินะครูเทียน ได้ยินชื่อมานาน ยังไม่เคยพบตัว” ออกญาโชดึกราชเศรษฐีเอ่ยขึ้น

“ยินว่าครูท่านมีวิชาเป็นเลิศ ข้าเองยังเคยคิดอยากขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์ แต่หามีวาสนา” บุตรชายพูดต่อจากพ่อของตน

“คุณหลวงเป็นเลิศทางวิชาต่อสู้ทั้งปวง หามีสิ่งใดที่ข้าจะสอนได้ขอรับ”

“ท่านถ่อมตนนัก” เจ้าคุณโชดึกฯ พูด

พระยาเกียนยกจอกสุราดื่ม แล้วถามขึ้นว่า

“เป็นอย่างไร เรื่องเตรียมนักมวยไว้เปรียบกับสำนักเมืองโคราช พร้อมมากน้อยเพียงไรแล้ว ครูเทียน?”

“พร้อมแล้วขอรับ ทั้งห้าคนมีฝีมือไม่น้อยหน้า สามารถเอาชัยเหนือสำนักโคราชได้แน่ขอรับ”

“ดีๆ จะได้ไม่เสียชื่อมวยอโยธยาเรา”

เจ้าคุณกรมท่าซ้ายทำทีมองด้วยความสนใจชายในชุดแบบคนต่างถิ่น เอ่ยถามกับเจ้าคุณผู้สหาย

“นั่นคือเจ้าญี่ปุ่นที่เจ้าคุณเคยพูดถึงใช่ไหม?”

พระยาเกียนยิ้มเหมือนรอให้ถามอยู่แล้ว “ถูก มันเป็นศิษย์ครูเทียนเหมือนกัน”

“เอ แล้วจะลงประลองมวยด้วยกระนั้นรึ?” เจ้าคุณโชดึกฯ ทำเสียงเหมือนไม่เชื่อ

“เจ้าคุณอย่าดูเบาฝีมือของมัน ข้าเคยเห็นมาแล้ว ไม่ยิ่งหย่อนกว่าคนในสำนัก” พระยาเกียนขยับอิงหมอน ท่าทางสบายๆ ยกจอกสุราจิบนิดหนึ่ง “ว่าก็ว่าเถอะ บรรดาเจ้านายและขุนนางทั้งหลาย เมื่อรู้ว่ามีนักมวยญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในคู่ประลอง ก็สนใจกันนัก”

“ไอ้ภูผามันเป็นคนมีฝีมือดีขอรับ ขยันฝึกซ้อมไม่เว้นว่าง ตอนนี้ฝีมือไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าผู้ใดขอรับ” ครูเทียนยืนยัน

เจ้าคุณโชดึกฯ ชักสนใจ “อืมม…ได้ยินคำรับรองอย่างนี้ ฉันชักอยากเห็นแล้วสิ” แล้วพูดตรงมาถึงยามาดะ “หวังว่าจะไม่ทำให้เสียชื่อครูเทียนนะ”

“กระผมจะทำเต็มที่ มิให้เสียชื่อขอรับ” ยามาดะค้อมศีรษะนิดหนึ่ง

ตอนนั้นเองที่บุตรสาวพระยาเกียนซึ่งนั่งตัวตรงอวดองค์สง่าไว้เชิงอยู่นาน เอ่ยขึ้นบ้าง

“เจ้าคุณพ่อเจ้าคะ ข้ายินว่าครูเทียนมีหลานสาว เป็นเลิศทางเครื่องคาวหวาน อันมีส่วนผสมสมุนไพร ดูแลร่างกาย กลับคืนกำลังได้ดี ก่อนนี้เจ้าคุณโชดึก บ่นว่าอ่อนเพลีย มิลองเรียกตัวมาสอบถามสักหน่อยหรือเจ้าคะ เผื่อมันมีสำรับอาหารคลายอาการอ่อนแรงอ่อนเพลียให้เจ้าคุณโชดึกได้บ้าง”

พ่อของคนพูดสนใจขึ้นมา “จริงรึครูเทียน ข้าเคยทราบอยู่ว่าครูมีหลานสาว แต่ไม่รู้ว่าเก่งเรื่องอาหารและการสมุนไพร”

“นางอิน มันพอรู้เรื่องสมุนไพรจากกระผมอยู่บ้างขอรับ บางครามันจึงลองทำเป็นสำรับอาหาร กลายเป็นของบำรุงกำลัง กระผมเห็นว่าดี จึงให้มันทำอยู่หลายครา แต่ไม่ใคร่เก่งกาจนัก เพียงแค่กินได้เท่านั้นขอรับ”

“ไหนๆ เรียกมาพบข้าสักหน่อยเถิด”

ครูเทียนบอกให้นายยอดออกไปตามหลานสาวของตนมา

ระหว่างรอ ยามาดะรู้สึกตะขิดตะขวงใจอย่างไรบอกไม่ถูก ไฉนคุณทับทิมต้องสนใจเรื่องของแม่อินขึ้นมานะ ไม่อยากมองแง่ร้าย แต่ก็ขจัดความคิดอคติออกไปจากใจไม่ได้เสียที

เพียงไม่นาน คนที่ขุนนางผู้ใหญ่ต้องการพบก็มาถึง คลานเข้ามากราบ

“ไม่รู้ว่า ครูเทียนมีหลานสาวสะสวยเพียงนี้” เจ้าคุณโชดึกฯ ว่า

ทับทิมเอ่ยถามคนที่เพิ่งมาถึง “นางอิน เอ็งทำอาหารผสมสมุนไพรบำรุงรักษาโรคได้ใช่ไหม?”

“หากเป็นการรักษาเห็นจะไม่ได้เจ้าค่ะ เป็นเพียงแค่ป้องกัน หรือบำรุงร่างกายเท่านั้นเจ้าค่ะ”

“เช่นนั้นเอ็งจงทำให้เจ้าคุณโชดึกท่านได้ลิ้มลองบ้างเถอะ หากท่านพอใจ จะได้ให้ช่วยจัดสำรับบำรุงร่างกายอีกเรื่อยๆ” สั่งแล้วทับทิมก็หันไปทางบุตรชายเจ้าคุณที่มีอาการอ่อนเพลีย “คุณหลวงเองก็น่าจะลิ้มลองด้วยนะเจ้าคะ แม่อินรายนี้มิใช่เพียงงามด้วยรูปโฉม แต่ฝีมืออาหารอันจะช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรงมีกำลัง น่าจะเป็นที่พอใจของคุณหลวงได้แน่”

ออกหลวงรามเดชะยิ้มให้คนเสนอ “หากแม่ทับทิมแนะนำ ข้าก็พร้อมยอมรับความหวังดีนั้น” ก้มมองหญิงสาวที่หมอบกรานอยู่ “หากเอ็งมีฝีมือดังคำแม่ทับทิมว่าจริง ก็ขอให้ทำมาให้พ่อและข้าสักสำรับสองสำรับเถอะ”

“เจ้าค่ะ” หล่อนรับคำ

ยามาดะรู้สึกขัดใจ แม่ครัวทำสำรับคาวหวานมีตั้งมาก ไฉนต้องมาเจาะจงเอากับแม่อิน แค่เรื่องสำรับสมุนไพร บรรเทาอ่อนเพลีย เรียกกำลัง จะหาหมอไทย หมอจีน หมอฝรั่ง ก็มีตำรับหยูกยาพร้อมนำมาให้อยู่แล้ว

แว่บหนึ่งเขาเผลอไผลเหลือบไปมองสตรีที่นั่งอวดองค์ ตาคมจ้องกลับมาประสาน หากใต้ความงามสองดวงเสมือนซุกซ่อนอะไรสักอย่าง หวนคิดกลับไปถึงเหตุที่แม่จวงต้องแต่งงานไป เกรงเหลือเกินว่าเหตุการณ์อย่างนั้นจะเกิดอีกครั้ง

 

บ่ายวันนั้น ยามาดะและพวกซ้อมมวยกันเบาๆ อยู่ริมธารน้ำ อากาศเย็นสดชื่น ช่วยให้ไม่เหนื่อยมาก พ่อครูบอกว่าไม่ต้องฝึกหนัก ออมกำลังไว้พรุ่งนี้ สำหรับรำมวยถวายให้ทอดพระเนตร

ซ้อมกันจนพอได้เหงื่อ จึงต่างแยกย้ายกันพัก นายยอด นายแดง นายเรือง นายทอง ลงอาบน้ำในลำธาร ส่วนนายขาว เพียงวักน้ำใส่หน้า ลูบเนื้อลูบตัวอยู่ใกล้ๆ

ยามาดะเอาผ้าชุบน้ำเช็ดร่างกายอยู่บนลำไม้ล้ม อินนำถ้วยน้ำสมุนไพรมาให้

“ไฉนมีให้แค่ไอ้ภูผา แต่ไม่มีมาสำหรับพวกพี่เล่าแม่อินจ๋า” นายเรืองพูดมาจากกลางลำธาร มันทำทีพ้อถอนใจ “เฮ้อ อิจฉาไอ้ภูผานัก ทำบุญมาด้วยอะไรนะ แม่อินจึงคอยอยู่ใกล้ พะเน้าพะนออย่างนี้”

หญิงสาวหันไปตีหน้ายักษ์ใส่ “เอาไว้ขึ้นมาแล้ว ข้าจะหาน้ำหมามุ่ยให้ เอาไหมละ”

เสียงหัวเราะฮาดังจากพรรคพวก

“ใจร้ายนักนะแม่อิน ไม่รู้ว่าไอ้ภูผาจะพอใจหญิงปากคอเราะรายเช่นนี้หรือเปล่า หากไม่แล้วละก็” นายเรืองทุบอกตัวเองเบาๆ  “อกพี่คนนี้ยังคอยอยู่นะจ๊ะแม่อินจ๋า” เสียงเฮยังดังมาจากเพื่อน

อินแสยะปาก “อย่าว่าแต่ข้าเลย ลูกสาวบ้านอื่นใด ก็ไม่อยากเฉียดใกล้ตัวเหม็นๆ ของพี่ดอก”

พรรคพวกต่างหัวเราะรื่น นายยอดเสริมขึ้นมา “หากเอ็งไม่ได้ลูกสาวบ้านไหนเป็นเมีย อย่างน้อยก็ยังมีควายของพ่อครูอย่างอีทุย เอาไว้แก้ขัดได้วะ ไอ้เรือง” พูดแล้วก็หัวร่อยกใหญ่

“อ้าว ไอ้ยอด นึกว่าจะเป็นพวกเดียวกัน ไฉนมาพูดหมาๆ อย่างนี้” นายเรืองถอนใจออกมาดังๆ “เฮ้อ ข้าอยู่ที่นี่ มีแต่คนรังเกียจ เห็นจะต้องหลบไปแถวต้นน้ำโน้น ไปแอบดูนางนุ้ย กับบ่าวในเรือนของเจ้าคุณพิพิธ มันอาบน้ำดีกว่า คงหรรษากว่าอยู่ตรงนี้”

“พวกมันอยู่กันแถวต้นน้ำรึ?” ไอ้แดงชักสนใจ

“ใช่ซี รูปโฉมโนมพรรณของพวกมันต้องใจข้านัก หากมีบุญได้จับได้เคล้าเคล้นเต้าถันใต้แถบบางๆ ของมัน คงกระตุ้นเลือดลมให้คึกคัก ดีกว่าอยู่ที่นี่ เสียดายเซกิมันไม่ได้มาด้วย ไม่อย่างนั้นมันคงไม่พลาดไปกับข้า” เรืองหันมาทางยามาดะ “ไอ้ภูผา เอ็งจะมากับข้าไหม อยู่ที่นี่เจอแต่แม่เสือ อกเอวไม้กระดานหน้าหลัง น่าเบื่อลูกตานัก”

“อีบ้า พี่เรือง ประเดี๋ยวแม่ขว้างด้วยถาด” หล่อนโกรธเสียงดุ ยกถาดไม้ในมือเงื้อ

เรืองหัวเราะ “มา ไอ้ภูผา ข้าจะนำไป”

ยามาดะเห็นสายตาของหญิงสาวเขม้นจ้องมา จึงได้แต่ทำตาโต หน้าเหลอหลา พูดอะไรไม่ออก ค่อยๆ หันไปบอกเพื่อนในสายธาร

“ข้า… ข้ายังเมื่อยล้าอยู่ เห็นจะขอตัวไปพักนวดเสียให้หายก่อน เอ็งชวนพวกไอ้แดงไอ้ยอดไปเถิด”

คราวนี้หญิงสาวยิ้มออกมา พูดกับคนจะไปแอบดูผู้หญิงอาบน้ำ

“จะไปก็ไปคนเดียวเถอะ แต่ระวังไว้นะ มาทำอุบาทว์ ลามกจกเปรตแถวนี้ ผีป่านางไม้จะหักคอ”

“พี่ไม่กลัวผีป่าดอก ลองมาสิ จะแก้ผ้าให้มันดูจะจะ เห็นแล้วมันคงจะยอมเป็นเมียข้าแต่โดยดี” ว่าแล้วมันถลันตัวยืนขึ้นมา น้ำตื้นทำให้มีเพียงเข่าลงไปเท่านั้นที่จมอยู่ ส่วนเหนือขึ้นไปตั้งแต่สะโพกมีเพียงอาภรณ์เวหาปิดบังไว้เท่านั้น

“ว้าย!” อินร้องอุทาน “พี่เรือง ทำอุบาทว์นัก เหมือนเปรตขอส่วนบุญ” แล้วเบือนหน้าหนี ท่ามกลางเสียงหัวเราะของพวกหนุ่มๆ

 

ยามาดะช่วยอินยกถาดถ้วยน้ำไปเก็บ ระหว่างทาง หล่อนบ่นไม่หยุดปากเรื่องนายเรือง ชายหนุ่มได้แต่ยิ้มขำๆ หลังจากนั้น ออกมาเดินเล่นริมธาร คนอื่นเลิกเล่นน้ำกันหมดแล้ว มีเสียงแว่วเคล้าเสียงหัวเราะมาจากในกระโจมของพวกมัน หนุ่มญี่ปุ่นไม่รู้ว่าเรืองอยู่ด้วยไหม หรือลอบแอบไปทำตามที่บอกเอาไว้แต่ตอนอาบน้ำ

“พี่ภูผาไม่ไปกับพี่เรืองรึ?”  อินถามทีเล่นทีจริงขึ้นมา “เห็นว่านางบ่าวเรือนเจ้าคุณพิพิธล้วนสะสวย เอวองค์อ่อนอรชรหนักหนา”

“เจ้าอยากให้ข้าไปรึ?” ชายหนุ่มลองเชิง

“ข้าจะไปกะเกณฑ์ให้พี่อะไรตามใจได้อย่างไร” หล่อนทำทีไม่ใส่ใจ

“หากเจ้าบอกให้ไป ข้าก็จะไป หากไม่ ข้าก็จะยอมตามเจ้า”

หล่อนตวัดสายมา พูดว่า “ทำไมต้องตามใจข้า?”

“ข้ารู้ว่าเจ้าหวังดีกับข้า”

ในสายตาหญิงสาวมีแววกำลังคิด แล้วแกล้งพูดมาว่า

“เช่นนั้นหากข้าจะให้พี่ไปกระโดดน้ำตายเสียตอนนี้ละ จะไปไหม?”

“ข้าเจ้าต้องการ ข้าก็จะไม่ปฏิเสธ” ชายหนุ่มกวาดมองไปทางสายน้ำ เหมือนกำลังหาที่เหมาะๆ อึดใจเดียวก็ออกวิ่งไป

“จะบ้าหรืออย่างไร?” หล่อนดึงแขนไว้ “ใครจะให้พี่ตายจริงๆ กันเล่า”

ชายหนุ่มอมยิ้ม “ลำธารนี้ตื้นนัก ถึงจะกระโดดลงไป คงไม่ถึงกับตายหรอก แต่ข้าดีใจนะที่เจ้าไม่อยากให้ข้าต้องตายจริงๆ”

“บ้า” หล่อนตีหน้าบึ้ง หันหลังให้

“เจ้าแกล้งข้าตั้งหลายครั้ง ทีข้าแกล้งหยอกเข้าหน่อย ไฉนทำหน้าบูดบึ้ง”

หล่อนยื่นหน้าบึ้งๆ มาตรงหน้าเขา “ข้าชอบแกล้งพี่ แต่ไม่ยอมให้พี่มาแกล้งข้าคืน”

“ช่างเอาแต่ใจนัก”

“ข้าก็เป็นคนแบบนี้ ไม่ชอบก็ไม่ต้องมาคุย” พูดแล้วเดินห่างไป

ชายหนุ่มขยับตาม เอ่ยเสียงนุ่มราบเรียบ แต่ก็แฝงไปด้วยความรู้สึกจากใจ

“เช่นนั้นแล้วยามข้าเจ็บกาย จะมีใครหาโอสถมาบรรเทา แม้ข้าทุกข์ใจ จะหาใครคอยปลอบ คอยเป็นเพื่อนคลายทุกข์ ถ้าขาดเจ้า ชีวิตข้าคงสิ้นไปแต่นานแล้ว”

หญิงสาวทำอะไรไม่ถูก มือไม้เริ่มเย็น “พูดอะไรของพี่น่ะ” เสียงอ้อมแอ้มไม่เต็มคำ

“ข้าพูดจากใจ หามีคำใดปดแม้แต่น้อย”

หญิงสาวพยายามซุกซ่อนความเขินอาย สะบัดหน้ามาเผชิญ กระเซ้ากลับมา

“นี่คงเที่ยวพูดจาอย่างนี้กับลูกสาวบ้านโน้นบ้านนี้ไปทั่วละสิท่า”

หนุ่มญี่ปุ่นส่ายหน้า “พี่หาใช่ชายชาญหว่านเสน่ห์อย่างไอ้เรือง หากจะเอ่ยคำนี้ ก็ด้วยกับคนที่ใจปรารถนาเอ่ยบอกเท่านั้น”

หญิงสาวเบือนหน้าหนี หัวใจในอกเต้นแรง และยิ่งมากขึ้นเมื่อชายหนุ่มวางมือลงเบาๆ บนบ่าทั้งสองของหล่อน

“เพราะข้ารู้ว่าคนที่ข้าอยากเอ่ย จะไม่หัวเราะเยาะคำจากใจจริงของคนจรจากแดนไกลคนนี้”

หล่อนค่อยหันมาสบตา ใบหน้าทั้งสองเวลานี้ห่างกันเพียงพอจะสัมผัสลมหายใจของกันและกันได้  เสียงจากปากสีชมพูเอ่ยออกมาแผ่วเบา แต่ก็ชัดในโสตของชายหนุ่ม

“ทำไมข้าต้องหัวเราะคำพี่ด้วยเล่า?”

ชายหนุ่มเมืองญี่ปุ่นเชยคางบนใบหน้าเรียวงาม ประหนึ่งต้องการมองให้ชัดๆ เพื่อให้ประทับตรึงอยู่ในหัวใจไปตลอด ไม่ว่าจะนิทราหรือยามตื่น

เสียงนกป่าผัวเมียขันกรูดังก้องไพร ก่อนถลาลงเกาะกิ่งสน ซุกไซ้อิงแอบร่างกันและกัน แล้วโผบินสู่ฟ้ากว้าง เคียงกันไปจนหายลับ

*

ท้องฟ้ากลายเป็นสีทองเมื่ออาทิตย์คล้อยเย็นย่ำตามลักษณาการผีตากผ้าอ้อม ยามาดะผลัดเสื้อผ้า ออกมาพักผ่อนชมธรรมชาติริมตลิ่งสายธาร น้ำไหลกระทบหินแตกกระเซ็นเป็นละอองจับผิว

เขาหวนนึกถึงบ้านเกิดขึ้นมา นึกถึงภาพสีขาวของหิมะละลานตา ถ้วนทั่วทั้งป่าสวน ถนนหนทาง และทิวเขาห่างไกล ไม้ใหญ่ยืนต้นทานสายลมและเกล็ดน้ำแข็ง ราวกับสิ้นใจตายตกไปแล้ว แต่ไม่นานยามใบไม้ผลิ ชีวิตก็ถูกสร้างสรรค์ขึ้นอีกครา

ทว่าเป็นเพียงความทรงจำสำหรับเขา

อโยธยาเขียวขจีตลอดปี ยิ่งเดินทางตามเสด็จครานี้ ยิ่งแลเห็นป่าอันชุ่มชื้น ลำธารตรงหน้าใสเย็น เสียงกิ่งสนลู่ไหวตามลมแผ่วเบาใกล้เคียงความสงัด กลิ่นดอกไม้หอมรวยรินจางๆ สัมผัสต้องปลายจมูก กลิ่นหอมคุ้นเคย แต่นึกไม่ออกว่าเคยสัมผัสจากที่ใด

“ที่นี่ช่างเงียบสงบดีจริง ว่าไหม?”

ทีแรกชายหนุ่มเผลอไผลหลงคิดไปว่าเป็นเสียงเทพีแห่งพงไพร แต่แท้แล้วเป็นความที่เอ่ยจากสตรีร่างอรชรในอาภรณ์สีเลือดนก ซิ่นสีน้ำตาลเข้ม เกล้ามวยปักปิ่นรูปดอกไม้ เมื่อเดินมาใกล้ กลิ่นหอมก็ยิ่งแจ่มชัด กลิ่นหอมคุ้นเคยเห็นจะมาจากเรือนกายของบุตรีพระยาเกียนนางนี้ไม่ผิด

ชายหนุ่มยอมรับว่าทำตัวไม่ค่อยถูกนักเมื่อต้องเผชิญหน้ากับหล่อนเพียงลำพัง ตั้งแต่ผิดใจกันที่เรือนแพ ก็ไม่เคยได้พูดจาใดๆ กันอีก วันนี้บังเอิญพบ แต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไร สายตาพร้อมรอยยิ้มที่หล่อนมอบมา อ่านไม่ออกว่าเป็นจากไมตรี หรือมีสิ่งใดแอบแฝง

“ไม่คิดเลยว่าเวลาน้อยนิด ท่านจะกลายเป็นที่ชมชอบของครูเทียน เห็นทีประลองมวยต่อหน้าพระพักตร์ครานี้ จะเป็นที่พอใจของผู้คนทั้งหลาย

“ข้าเป็นเพียงคนโง่ ดีที่มีพ่อครูให้วิชา จึงมีวาสนาตามเสด็จ แต่ก็หาได้ทะเยอทะยานไปมากกว่านี้”

“ท่านเป็นคนถ่อมตนเหมือนเดิม”

เขายืนนิ่งแต่เงียบๆ

หญิงสาวขยับเข้ามา “นานแล้ว เราไม่ได้พูดจากันเช่นนี้”

“คนธรรมดาอย่างข้า คงไม่มีโอกาสพบพูดจากับคุณทับทิมได้บ่อยๆ”

“ท่านกล่าวดังเราเป็นคนเหินห่าง ครั้งหนึ่งเราสองยังเคยสนทนาเช่นผู้มีไมตรีต่อกัน หรือท่านลืมไปแล้ว”

“ข้าไม่เคยลืม”

“หรือท่านนึกโกรธเกลียดข้า ตั้งแต่คราที่เรือนแพ”

เขาอึกอักเล็กน้อย “หาได้เป็นเช่นนั้น ข้าเพียงเจียมตนว่า เป็นเพียงคนสามัญ พเนจรหมอนหมิ่น ไร้ยศศักดิ์ใด ที่จะพอให้หาญกล้าพบสนทนาเป็นนิตย์กับบุตรสาวผู้เป็นแก้วตาดวงใจของพระยาเกียนผู้สูงศักดิ์”

“ท่านเห็นจะชาญภาษาเราแล้วกระมัง จึงเจรจาประชดประชันเช่นนี้”

“ข้าขออภัย ข้าพูดจากใจจริง”

ทับทิมขยับตัวมาใกล้ๆ กลิ่นหอมจากเรือนกายขจายเหนือว่าดอกไม้พงไพรใดในเพลานี้

“เจ้ามิใช่คนจรอีกแล้ว เจ้ามีที่พำนัก มีหน้าที่การงาน และหากแม้เจ้าประสงค์ ด้วยฝีมือและความสามารถ ย่อมไม่ยากสำหรับยศตำแหน่งราชการ หรือกระทั่งถวายตัวเป็นราชองครักษ์ มียศศักดิ์ไม่น้อยหน้าใคร” หล่อนเดินเข้าไปใกล้จนเขารู้สึกว่ากลิ่นหอมยวนใจอบอวลอยู่ถ้วนทั่วกาย “เพียงเจ้าเอ่ยขอ ข้าจะไปร้องขอเจ้าคุณพ่อให้ เชื่อว่าท่านเต็มใจสนับสนุนเจ้าให้ได้ยศกินตำแหน่งราชการมากกว่าอาสาญี่ปุ่นคนใดในแผ่นดิน”

นี่หล่อนคิดจะซื้อใจเขาเช่นคราก่อนกระมัง หวังว่าเวลาจะทำให้เขาเปลี่ยนใจรับไมตรีนี้สินะ ชายหนุ่มคิดในใจ แล้วถอยห่างออกมาก้าวหนึ่ง

“ข้าซาบซึ้งต่อความหวังดีของคุณทับทิม แต่ข้าหาได้หวังซึ่งลาภยศ”

หญิงสาวอารมณ์เสีย พูดกระชากห้วนๆ “ไฉนเจ้าต้องปฏิเสธข้าไปเสียทุกที เจ้าเกลียดข้านักหรือ!?”

“ข้าหาได้คิดเช่นนั้น” เขาเงียบไปนิดหนึ่ง รับรู้เจตนาของหญิงสาว ความรู้สึกที่หล่อนมีต่อเขา ซึ่งแทบไม่ปกปิด โดยเฉพาะยามอยู่กันลำพัง แต่ก็ด้วยเหตุนี้กระมัง จึงทำให้เขาตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

ยามาดะมองตาคมแข็ง

“ข้าเข้าใจเจตนาของคุณทับทิม ข้าซาบซึ้งใจหนักหนา และไม่คิดหมายดูแคลนเจตนานั้น” เขาพูดเสียงอ่อนโยน ไม่อยากให้ถูกมองทางร้าย ดวงหน้าหล่อนยังอยู่ในสายตาเขาในตอนเอ่ยต่อมา “แต่เป็นเพียงมายาเท่านั้นที่ท่านรัก ข้าไม่อาจตอบกลับไปด้วยใจอันรู้สึกเช่นเดียวกันได้”

หญิงสาวพูดอะไรแทบไม่ออก ชายหนุ่มไม่มั่นใจว่า หล่อนอยู่ในอารมณ์เศร้าเสียใจ โกรธ หรืออื่นใด กระทั่งเห็นหล่อนกัดฟัน เสียงที่ลอดผ่านออกมา แม้แผ่วเบา แต่เขากลับได้ยินชัดเจนจนน่าขนลุก

“ไม่ว่าอย่างไร เจ้าก็ไม่คิดแม้จะมองข้าสินะ”

ชายหนุ่มเห็นดวงตาคนตรงหน้า เริ่มมีน้ำใสรื้น

“คุณทับทิม รักหาได้เกิดขึ้นจากการแลกเปลี่ยนหรือยอมรับเงื่อนไข แต่เป็นความรู้สึกอันเกิดขึ้นในใจ ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดเมื่อไร อย่างไร หรือกระทั่งกับใคร เป็นความรู้สึกที่ไม่อาจสร้างขึ้น หรือแสร้งทำตนหลอกลวงว่าเป็นอยู่ แม้พยายามแสร้ง เพียงไม่นานก็จะสูญสลาย เหลือแต่ความว่างเปล่า”

แต่เหมือนหล่อนไม่ยอมรับ “เจ้าเกลียดข้าสินะ”

ชายหนุ่มถอนใจช้าๆ “ครั้งหนึ่งก็ใช่ แต่วันนี้ ตรงนี้ ไม่แล้ว คำตอบนี้เป็นความรู้สึกจากใจ ไม่ปั้นแต่งเพื่อหลอกลวง เพราะข้าเชื่อว่าคุณทับทิมย่อมต้องการรับรู้ความเป็นจริงจากใจข้า หวังว่าเราจะยังมีไมตรีอันดีฉันสหายคนหนึ่งต่อไป”

มีน้ำตาเอ่อท้นออกมาจากดวงตา ชโลมรินอาบแก้ม หล่อนไม่ตอบโต้หรือต่อว่าอย่างโกรธเกรี้ยว เนิ่นนานทีเดียวกว่าจะมีคำหลุดจากปากต่อมา

“แม้ไร้นางจวง เจ้าก็ยังไปมองนางไพร่คนหนึ่งแทนที่จะเป็นข้า”

“คุณทับทิมไม่เข้าใจหรือ? เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคนอื่น”

หล่อนส่ายหน้า “ไม่ ข้าไม่เชื่อว่าหากไร้พวกมันทั้งหลายแล้ว เจ้าจะไม่มองข้า”

“ไม่ว่าใจข้าจะมีใครหรือไม่ก็ตาม ข้าก็ยังรู้สึกกับคุณทับทิมเช่นที่เป็นอยู่นี้ เป็นที่ชื่นชมเคารพ หาได้เกินเลยไปกว่านั้น”

น้ำใสยังปริ่มขอบตาของหญิงสาว ก่อนรินออกมาเรื่อยๆ “ข้าเข้าใจละ ข้าจะไม่หวังให้เจ้ารักข้าอีกต่อไปแล้ว” น้ำเสียงหล่อนกระด้าง ไม่ละม้ายคนทำใจได้

“แต่เจ้าจงรู้ไว้เถอะ ว่าเจ้าจะไม่ได้สมใจหมาย ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าและนางคนไหนที่เจ้ารัก ได้พบความสุขเลยตราบชั่วชีวิตของเจ้า”

ชายหนุ่มขนลุกซู่ “คุณทับทิมจะทำอะไร?”

ไร้คำตอบกลับ นอกเสียจากรอยยิ้มที่คล้ายกัดฟันไปด้วย ปรากฏบนใบหน้าอันยังชโลมน้ำตา ทว่าน้ำเสียงและแววตากร้าวราวกำลังมีเพลิงลุกโชน ช่างน่าประหวั่น

เห็นทีคำหล่อนหาใช่เพียงคำขู่จากอารมณ์โกรธชั่วครั้งชั่วคราวเสียแล้ว

*

อรุณรุ่งที่ลานหน้าพลับพลาชั่วคราว พระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกทอดพระเนตรบรรดานักมวยจากสำนักครูเทียนแสดงท่วงท่าไหว้ครู มีเหล่าเจ้านาย ขุนนาง รวมถึงบรรดาเจ้าเมืองจากหัวเมืองใกล้เคียงร่วมชมด้วย

ยามาดะเป็นหนึ่งในคณะนักมวยที่ร่ายรำท่วงท่าแม่ไม้มวยถวาย แต่ละคนออกท่าทางตามตำรา อ่อนช้อยแต่แข็งแกร่ง พร้อมเพรียง สอดรับกลมกลืน เป็นที่พอพระราชหฤทัยของพระเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะยามาดะซึ่งแม้รูปร่างหน้าตาแตกต่าง แต่ฝีไม้ลายมือไม่ยิ่งหย่อน จนมีรับสั่งถามพระยาเกียนที่นั่งอยู่ไม่ห่าง

“นี่สินะ อาสาญี่ปุ่นที่ท่านเจ้าคุณให้ไปร่ำเรียนวิชามวยกับครูเทียน”

“ถูกแล้วพระพุทธเจ้าข้า และวันรุ่งพรุ่งนี้ ก็จะเป็นหนึ่งในการประลองกับสำนักมวยโคราชด้วย”

“จริงรึ!?” พระเจ้าอยู่หัวแปลกพระทัย ไม่คิดว่าคนต่างแดนจะมีฝีมือดีพอให้ครูมวยเลือกมาประลองครั้งสำคัญ “น่าชมนัก ฝีมือมวยไอ้หนุ่มเมืองญี่ปุ่นศิษย์ครูเทียนผู้นี้จะเป็นอย่างไร เห็นจะได้รู้กัน”

 

ยามบ่าย พระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกรับคณะกรมการเมืองของหัวเมืองต่างๆ ที่มาทูลรายงานการปกครอง ยามาดะและพรรคพวกใช้เวลาระหว่างนั้นพักผ่อนที่โขดหินริมธาร ไอ้ขาว ไอ้ยอด ไอ้แดง ไอ้เรือง ไอ้ทอง ล้างหน้า ล้างตัว อยู่ใกล้ๆ

“วันพรุ่งต้องประลองกับพวกสำนักมวยโคราชแล้ว ข้าเห็นพวกมันจัดที่พำนักอยู่ไม่ไกลจากเรามากนัก รูปร่างใหญ่โต ฝีไม้ลายมือไม่น้อยหน้ามวยสายอื่น หมัดหนักแต่ก็คล่องแคล่วรวดเร็ว” ไอ้เรืองพูด มีแววประหวั่นแฝงอยู่ในน้ำเสียง และสีหน้าแววตา

“จะเก่งกาจเพียงไร ก็สู้สำนักเรามิได้ดอก ครูเทียนมีฝีมือเชิงมวยเป็นที่เลืองลือ” ไอ้ยอดบอก ท่าทางมั่นใจ

“เราจะทำให้เสียชื่อสำนักครูเทียนไม่ได้” ไอ้ขาวว่า

“ฝีมือเอ็งเก่งกาจอยู่แล้วไอ้ขาว” ไอ้แดงพูดขึ้นบ้าง มีแววหวาดหวั่นแฝงอยู่ไม่น้อยไปกว่าเรือง “จะใครในสำนักโคราช ก็คงสู้เอ็งไม่ได้ แต่พวกข้านี่ซี หารู้ไม่ว่าจะสู้มันได้หรือเปล่า”

“เราทุกคนมีโอกาสแพ้ชนะได้เท่ากัน” ขาวว่า “ไม่แน่ว่าอาจต้องตัดสินกันที่คู่สุดท้าย”

ทุกคนหันมาทางยามาดะ

“หากถึงคราเอ็ง เอ็งก็อย่าทำให้เสียชื่อสำนักพ่อครูละ ไอ้ภูผา” ขาวบอก

ชายญี่ปุ่นยืนยัน “ถึงข้าเป็นเพียงศิษย์ใหม่ แต่ก็จะทำเต็มที่ ไม่ให้เสียชื่อครูเทียน”

 

เย็นวันนั้นยามาดะและพรรคพวกไม่ได้ฝึกมวยหนักนัก เพื่อเก็บแรงไว้ประลองในวันพรุ่ง จึงเพียงยืดเส้นยืดสายพอได้เหงื่อ เสร็จสรรพก็ล้างเนื้อล้างตัว กลับเข้ากระโจมพัก

ยามาดะเลือกมาพักผ่อนร่างกายและสงบใจอยู่ริมธาร รู้สึกว่าธรรมชาติประหนึ่งโอสถชั้นดีบำรุงกำลังกายใจ ชายหนุ่มหลับตา ปล่อยตัวให้กลืนกับสายลม ละอองน้ำเย็น ลำนำแห่งพงไพรจากนกน้อยใหญ่และเหล่าแมลง ในใจรำลึกถึงพระเป็นเจ้า ขอทรงอำนวยพรให้การในวันรุ่งพรุ่งนี้เป็นไปด้วยดีเถิด

“ไอ้ภูผา…”

เขาลืมตา

“ไอ้ยอด มีเรื่องใดรึ ข้าคิดว่าเอ็งกลับเข้าไปพักในกระโจมแล้ว”

ยามาดะสังเกตสีหน้าสหายร่วมสำนัก ปรากฏแววกังวล ลังเลจะพูด

“ข้า…” เสียงเอ่ยขาดไป คล้ายกล้าๆ กลัวๆ  “ข้าจะบอกว่า พรุ่งนี้เอ็งอาจต้องลงประลองมวยด้วย ดังนั้นวันนี้เอ็งจงรีบพักผ่อน แปลกที่แปลกทาง อย่าได้เดินออกไปไหนต่อไหน ให้อยู่แต่ในกระโจมพัก ครูเทียนท่านกำชับมาน่ะ”

ยามาดะหรี่ตามองเพื่อน ไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องที่นายยอดต้องการบอก แต่ก็เก็บความสงสัยไว้ในใจ พยักหน้ารับ

“ข้าก็ตั้งใจอย่างนั้นอยู่แล้ว เอ็งไม่ต้องห่วง”

“อย่างนั้นก็ดี” นายยอดพูดเท่านั้น ก็เดินหายกลับเข้ากระโจมทันที

 

เมื่อราตรีเยี่ยมกรายมาถึง ยามาดะและพรรคพวกกินข้าวปลาเรียบร้อย ก็มาร่วมสนทนาเฮฮากัน

ในกระโจมพัก

แม่อินเอาน้ำสมุนไพรเข้ามาแจกจ่ายกันจนทั่ว

“ดื่มเสีย จะได้หลับสบาย” หล่อนบอก

“น้ำอะไรหรือ?” ยามาดะถาม

“น้ำบัวบกผสมน้ำผึ้งแล้วก็มะนาว ช่วยให้นอนหลับดีจ้ะ”

“ยังไม่ทันขึ้นสังเวียนมวย ไฉนให้น้ำบัวบกพวกพี่เล่า? หรือคิดว่าพวกพี่จะถูกมวยโคราชมันอัดเสียจนช้ำในเลยล่ะจ๊ะแม่อิน” นายเรืองเย้า

“ถ้าเป็นพี่เรืองน่ะใช่” หล่อนตอบกลับ คนอื่นร้องเฮฮา นายเรืองยังทำหน้าระรื่น

หญิงสาวไม่ตั้งใจจะอยู่นาน เมื่อแจกจ่ายน้ำดื่มแล้ว ก็ขยับออกจากกระโจม

ยามาดะอยากมีเวลาพูดจากับหล่อนอีกสักน้อยก็ยังดี จึงตามไป

“ทำไมจึงรีบกลับเร็วนักเล่าแม่อิน”

หญิงสาวหยุด หันกลับมา “ข้าอยากให้พวกพี่พัก พรุ่งนี้มีการสำคัญ อีกอย่างข้าต้องเอาน้ำสมุนไพรนี้ไปให้ท่านเจ้าคุณโชดึกและเจ้าคุณเกียนด้วย”

“อ้อ อย่างนั้นเอง” ชายหนุ่มรู้สึกขัดใจ “แล้วก่อนนี้ พวกท่านพอใจไหม?”

“ก็เห็นชอบใจอยู่ ชมไม่ขาดปาก” หล่อนบอกซื่อๆ

“ลูกชายเจ้าคุณโชดึกด้วยสินะ”

อินเอียงคอทำท่านึก “ก็คงอย่างนั้น เจ้าคุณโชดึกท่านว่า ลูกชายท่านบอกว่าดื่มแล้วรู้สึกมีเรี่ยวแรง”

“อ้อ เจ้าคงยินดีสินะ ที่ถูกใจหลวงรามเดชะ”

“ข้าก็ดีใจอยู่แล้ว ไม่ว่าใครดื่มกินสำรับของคาวหวานของข้า” หล่อนตอบซื่อๆ “ที่จริง ข้าไม่ค่อยเห็นคุณหลวงเธอเท่าไร พี่ถามทำไมหรือ?”

“เปล่า” เขาปฏิเสธห้วน

อินนึกสงสัยท่าทางของชายหนุ่มอยู่ แต่ก็ไม่อยากใช้เวลาพูดจาให้นาน เกรงจะรบกวนเขาพักผ่อน จึงจับมือที่เขาถือถ้วยน้ำ ขึ้นมาตรงปาก

“อย่างนั้นก็ดื่มเสีย แล้วก็ไปนอน ขืนพรุ่งนี้หมดเรี่ยวแรง จะพ่ายพวกมวยโคราชให้อับอาย”

ชายหนุ่มเห็นดวงหน้าราวกับมีรัศมีผุดผ่อง ก็เผลอยิ้มออกมา ลืมเรื่องขัดใจไปเกือบหมด

 

กระโจมหลายหลังเริ่มดับคบไต้ ตะเกียงลาน ลงเป็นส่วนใหญ่แล้ว แต่ยามาดะยังคงยืนรับละอองน้ำเย็นริมธาร ใต้จันทร์เดือนหงาย เขาไม่รู้สึกง่วง เห็นทีน้ำสมุนไพรคงมีฤทธิ์ช่วยการนิทราไม่มากพอกระมัง เขาไม่ได้ตื่นเต้นกับการประลองวันพรุ่ง เพียงอยากมีโอกาสแสดงฝีมือให้ทุกคนประจักษ์ และมีส่วนให้สำนักมวยอโยธยามีชัย เขาสวดภาวนาต่อพระเป็นเจ้า ขอพระองค์ให้การวันพรุ่งเป็นไปตามที่หวังเถิด

แม้ใจตั้งอยู่ในบทสวดอ้อนวอนถึงเบื้องบน แต่สติระแวดระวังอันเกิดมาแต่ครั้งเป็นสลัด ก็เตือนให้เขารู้สึกตัวจากสัมผัสรับรู้เสียงฝีเท้า หางตาเห็นร่างเงาดำพาดบนพื้น เงื้อแขนที่ถืออะไรสักอย่างขึ้น

ยามาดะฉากตัวหลบทันทีก่อนท่อนไม้ฟาดปะทะลงมา

เมื่อพลาดครั้งแรก คนร้ายก็จะตวัดท่อนไม้ หวังฟาดลงใส่อีกครั้ง แต่ยามาดะเบี่ยงหลบ จับท่อนไม้นั้นไว้กับมือ สองฝ่ายยื้ออาวุธมาเป็นของตน ตอนนั้นเองเขาจึงเห็นว่าคนร้ายสวมเสื้อคอกลม ปิดหน้า ไม่ต่างจากตอนถูกทำร้ายคราก่อน

ยามาดะหาจังหวะรุกกลับ ใช้โอกาสที่อีกฝ่ายเสียกำลังไปกับการยื้อยุดท่อนไม้ เตะเข้าตรงข้อพับจนอีกฝ่ายเสียอาการ คนถูกเตะรู้ว่าเสียเปรียบ จึงปล่อยมือจากท่อนไม้ เพื่อยกแขนรับลำแข้งขวาของหนุ่มญี่ปุ่น

ยามาดะหวดแข้งขวาต่ออีกสองที แต่ฝ่ายรับก็ป้องกันได้หมดอย่างคนชำนาญเชิงมวย มันหวดแข้งขวาโต้กลับมาบ้าง แต่ยามาดะก็รับไว้ด้วยท่อนแขน และขาซ้าย จากนั้นมันพยายามเข้าประชิด ตีเข่า แต่ยามาดะพอคาดได้ ใช้โอกาสเสี้ยวอึดใจ เกี่ยวขาหลักจนมันล้ม คิดจะลงไปซ้ำอีกสักหมัดให้แน่ใจว่ามันจะไม่ลุกขึ้นมา แต่คนร้ายอีกคนโผล่จากความมืด โยนเข่าลอยมา ยามาดะรีบเบี่ยงตัวหลบ ไม่ตกใจกับคนมาใหม่ เตรียมตั้งรับ

คนร้ายที่เพิ่งโผล่มาสาวหมัดใส่ทันที แต่หนุ่มญี่ปุ่นก็รับและหลบได้ทัน แม้อีกฝ่ายวางแข้งอีกสองครั้ง ยามาดะก็ปิดป้องได้ จากนั้นรุกกลับ หวดแข้งเข้าที่ต้นขาฝ่ายตรงข้าม แต่มันไม่สะทกสะท้าน เปลี่ยนเป็นเตะให้สูงขึ้นมาก้านคอ มันก็ยกแขนรับไว้ แต่น้ำหนักเตะครานี้รุนแรง จนทำเอาคนตั้งรับเซไปตามแรง ยามาดะรีบรุดสาวหมัดซ้ายขวา โดนใบหน้าจนสะบัด เกือบคว่ำ แต่พวกของมันลุกขึ้นตั้งหลัก กระโจนมากอดรัดเขาจากข้างหลัง ยามาดะใช้หลังหัวกระแทกเข้าสันจมูกของคนรัด ความเจ็บปวดทำให้แรงกอดรัดคลายออก เป็นทีให้หนุ่มญี่ปุ่นจับต้นคอคนร้าย เหวี่ยงข้ามตัว ทุ่มลงกองตรงหน้า คนร้ายอีกคนซึ่งทีแรกตั้งใจจะเข้ามารุม ชะงักกึกเมื่อเห็นเพื่อนนอนกอง รีบเข้าไปประคองแทน

“อะไรกันน่ะ! เกิดอะไรขึ้น!” เสียงนายขาวตะโกนออกมาจากกระโจมพร้อมแสงตะเกียงวอมแวม

พวกคนร้ายเห็นท่าไม่ดี รีบผละหนีหายไปในความมืด

ชายหนุ่มไม่ตาม เพราะรู้ว่าไม่มีประโยชน์

ไอ้ขาวรีบวิ่งมาหา “เกิดอะไรขึ้น!?”

“มีคนคิดทำร้ายข้า” ยามาดะบอก

“จริงรึ!?” นายขาวตกใจ กวาดตาไปในความมืด เมื่อไม่เห็นใครแล้ว “ใครกันนะกล้าทำอย่างนี้!?”

“ข้าก็ไม่รู้”

“แล้วเอ็งเป็นอะไรหรือเปล่า?”

“ไม่เป็นไรหรอก แค่เล็กน้อยเท่านั้น”

ขาวยกนิ้วเกาจมูก “เอ…หรือจะเป็นพวกสำนักมวยโคราชคิดตัดกำลังเรา?”

หนุ่มญี่ปุ่นส่ายหน้า “มวยโคราชเป็นพวกมีฝีมือ หยิ่งในศักดิ์ศรี ไม่ทำการขลาดเช่นนี้หรอกกระมัง คงเป็นพวกนักเลงเจ้าถิ่น หรือพวกโจรคิดมาปล้นน่ะ”

“เฮ้ย เราอยู่ในขบวนเสด็จ มีทหารหลวงมากมาย จะมีใครเขลาพอมาปล้นได้”

“คนบ้ามีมากนัก” ยามาดะพูดให้เป็นเรื่องตลก

แต่ขาวไม่ได้ขำตาม “เห็นทีต้องบอกพ่อครู”

“อย่าเลย” ยามาดะรีบห้าม “ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต ข้าก็ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย อย่าให้พ่อครูต้องวุ่นวายเลย แล้วก็ไม่ต้องบอกใครด้วย จะกังวลกันเปล่าๆ พวกมันมาครานี้ ย่อมรู้แล้วว่าที่นี่ล้วนมีแต่คนมากฝีมือ คงไม่กล้ากลับมาอีกแล้วละ”

*

ลานหน้าพลับพลาที่ประทับเช้าวันนี้ พระเจ้าอยู่หัวพร้อมเจ้านาย ขุนนางจำนวนมาก รอคอยชมการประลองเชิงมวยระหว่างสำนักมวยมีชื่อจากสองถิ่น ขุนนางผู้น้อยกับไพร่บางส่วนต่างวางเดิมพัน พนันขันต่อกันเป็นที่สนุกสนาน

เพลาราวเก้าโมงเช้า ไอ้ขาวและคู่ต่อกรจากสำนักมวยโคราช ก็ก้าวมาคุกเข่าถวายบังคมองค์กษัตริย์ จากนั้นเริ่มไหว้ครูมวย ยามาดะนั่งรวมอยู่กับกลุ่มพรรคพวก เห็นว่าคู่ต่อสู้ของไอ้ขาวเป็นคนร่างสูง ท่าทางแข็งแรง มัดกล้ามทั้งท่อนแขนขา ลำตัว ดูแข็งแกร่ง

ครูเทียนเอ่ยกับทุกๆ คน “มวยเมืองนี้มีจุดเด่นที่หมัด หนักหน่วง นักมวยก็ร่างกำยำแข็งแกร่งนัก ต้องระวังให้ดี”

นายเรืองขยับตัว ทำสีหน้าเยาะ “มันจะแค่ไหนกันนักเทียวพ่อครู มวยเราเป็นเลิศเรื่องเคลื่อนไหวรวดเร็ว กำปั้นไวปานสายฟ้า ทั้งยังใช้ไหวพริบ ขบคิดระหว่างต่อสู้ เห็นจะไม่มีทางแพ้แน่จ้ะ”

อินซึ่งนั่งร่วมอยู่ด้วยใกล้ๆ ได้ทีเอ่ย “แหม พออยู่ต่อหน้าพ่อครูละ ทำปากเก่งนะพี่เรือง ทีเมื่อวานไม่เห็นพูดอย่างนี้ ระวังไว้เถอะ หากวันนี้ต้องใช้ไหวพริบขบคิดต่อสู้อย่างที่พี่ว่า เห็นที พี่คงพ่ายไม่เป็นท่าแน่ พี่เรือง” แล้วหัวเราะคิก

นายเรืองอยากโต้ แต่พอดีเสียงฆ้องเริ่มต้นคู่มวยดังขึ้น

สองฝ่ายออกมาเผชิญหน้า ดูชั้นหยั่งเชิงกันเพียงครู่ ก็ออกอาวุธหมัดเท้าเข่าศอก ผลัดกันรุกผลัดกันรับ ด้วยท่วงท่าเชิงมวยอันได้ร่ำเรียนกันมา เสียงโห่ฮาจากผู้ชมส่งเสียงดังสนุกสนาน ยามาดะเห็นว่าแม้ร่างกายของนักมวยโคราชสูงใหญ่ แต่ก็ปราดเปรียว ยากที่ขาวจะรุกเข้าโจมตีได้ง่ายๆ

อย่างไรก็ตามเมื่อต่อสู้กันไปสักระยะ ก็เริ่มเห็นว่าขาวเปลี่ยนมาใช้การต่อสู้วงในประชิดตัว ทำให้ความสูงและช่วงแขนที่มากกว่าของคู่ต่อสู้ใช้ประโยชน์ได้น้อยลง จากประสบการณ์ของขาวที่มีมากกว่า เมื่อรุกเข้าเหนี่ยวคอได้ ฝ่ายตรงข้ามมัวห่วงแต่ปิดป้องหน้าท้องเกรงถูกตีเข่า นายขาวจึงใช้โอกาสสับศอกเข้าขมับ จนคู่ต่อสู้เซจนล้มกอง ยืนไม่ขึ้น

นายขาวจึงเป็นฝายชนะในคู่แรก เป็นที่พอพระราชหฤทัยขององค์กษัตริย์และขุนนางฝ่ายอโยธยานัก

รายต่อไปเป็นคราวของยอด เมื่อเริ่มต้นก็แลกหมัดเท้าเข่าศอกกันอย่างสนุก แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า ยามาดะสังเกตว่าเรี่ยวแรงของยอด ลดน้อยลงรวดเร็ว จะรุกจะหลบดูเชื่องช้าลง นานเข้าก็ได้แต่ตั้งรับ ออกอาวุธสะเปะสะปะ ไม่แม่นยำ จนกระทั่งตอนที่ยอดออกหมัดขวา คู่ต่อสู้ของมันเอนตัวหลบก่อนตะบันหมัดซ้ายเข้าแก้มยอดเต็มๆ จนหน้าสะบัด ล้มกองลุกไม่ขึ้น

เป็นอันว่านายยอดพ่ายสำนักมวยโคราช

ลำดับต่อมาเป็นทีของแดง ยามาดะรู้ว่าแม้แดงมีหมัดไม่หนักนัก แต่เชิงมวยดี น่าจะนำชัยให้สำนักอโยธยาได้ ทว่าการชกของนายแดงไม่ต่างจากยอด เริ่มต้นได้ดี แต่เหมือนเรี่ยวแรงหมดลงเร็ว จึงพ่ายอย่างที่ยามาดะยังแปลกใจแกมเสียดาย

ต่อมาเป็นทีของนายเรืองขึ้นประลอง ยามาดะนึกห่วงอยู่ เพราะหากสำนักโคราชมีชัยอีก ก็เท่ากับทำให้อโยธยาพ่ายในการประลองครานี้ เรืองเองก็ไม่ใช่คนตัวใหญ่หมัดหนัก กระนั้นเมื่อเห็นอีกฝ่ายซึ่งร่างกายไม่ต่างกันนัก ก็พอเบาใจลงได้บ้าง

เรืองทำได้ดีกว่าคาด ต่อสู้ด้วยรูปมวยอันงดงาม แสดงฝีมือเหนือกว่า แม้ชกกันจนครบเวลา ยังไม่มีใครซัดคู่ต่อสู้ลงกองได้ แต่ครูมวยสองฝ่ายต่างเห็นพ้องกันว่าให้นายเรืองมีชัย

เมื่อการณ์เป็นดังนี้ ก็เท่ากับว่าต้องวัดผลกันที่คู่สุดท้าย

ครูเทียนหันมาทางนักมวยคนต่อไป

“เป็นทีของเอ็งแล้วไอ้ภูผา เอ็งจะต้องเป็นคนตัดสินศักดิ์ศรีสำนักมวยอโยธยาแล้ว”

“ข้าจะทำการให้เต็มที่ ยอมตายไม่ยอมแพ้” เขาประกาศ

หลังร่ายรำเคารพครูผู้ประสาทวิชาเสร็จสิ้น เสียงฆ้องดัง ปี่กลองเริ่มบรรเลงเร่งเร้า การต่อสู้เริ่มต้น

ฝ่ายนักมวยโคราชเป็นคนตัวโต แขนที่พันผ้าขึ้นจนถึงศอกยกตั้งท่า ย่างสามขุมเข้ามา ยามาดะเขม้นจ้อง เตรียมรับมือ คิดว่าต้องดูชั้นหยั่งเชิง เพื่อหาช่องจู่โจม

คู่ต่อสู้ย่างช้าๆ เข้ามาระยะหนึ่ง ก็พุ่งปรี่พร้อมต่อยหมัดตรงต่อเนื่อง ยามาดะหลบได้หมัดแรก แต่ไม่ทันสองหมัดต่อมา จึงโดนเข้าไป แม้ไม่เต็ม แต่ก็ทำเอารับรู้น้ำหนักหมัดอันหนักหน่วงอย่างที่หลายคนว่า

หนุ่มญี่ปุ่นคิดว่าต้องรุกกลับ ใช้ความเร็วอันเป็นจุดเด่น เริ่มเตะ ต่อย เข้าออกว่องไว ไม่ให้คู่ต่อสู้หลบได้ แต่เอาเข้าจริง อีกฝ่ายไม่ได้หลบหลีกสักเท่าไร แต่กลับใช้แขนปัดป้องตั้งรับมากกว่า ยามาดะพยายามเร่งความเร็ว แต่ไม่ได้ผลนัก กระทั่งเมื่อเขาชกออกไปหมัดหนึ่ง อีกฝ่ายใช้แขนปัดหมัด แล้วโยกตัวเบี่ยงหลบ ก่อนกระทุ้งเข่าเข้าที่ลำตัวเขา จนแทบหายใจไม่ออก ราวกับมีก้อนหินจุกอยู่ตรงอก กัดฟัน ถอยออกมาตั้งหลัก

มวยโคราชเดินหน้าเข้ามา ซัดหมัดไม่ยั้ง ยามาดะพยายามหลบ หาโอกาสตอบโต้ แต่ทำได้น้อยนัก เพราะยังห่วงปิดป้องให้ตนคลายอาการเจ็บปวด

คู่ต่อสู้เริ่มเดินช้าลง ไม่เร่งเหมือนตอนแรก ยามาดะคิดว่าน่าจะได้โอกาสรุกกลับบ้าง ขยับเข้าไป เตะแล้วต่อยตาม ใช้หมัดอันเป็นจุดเด่นของสำนัก มุ่งเป้าใบหน้า โดนเข้าหลายหมัดอยู่ อีกฝ่ายพยายามปิดป้อง ยามาดะจึงสลับมุ่งเป้าหน้าท้องบ้าง

ด้วยความได้ใจว่ากำลังเร่งรุกได้เปรียบ หนุ่มญี่ปุ่นจึงไม่ทันระวัง หมัดซ้ายที่มุ่งต่อยท้อง ถูกนักมวยโคราชใช้หมัดขวาปัดให้พลาดเป้า แล้วตวัดหมัดเดียวกันขึ้นกระแทกเข้าที่กรามเต็มๆ ยามาดะถึงกับทรุด

ทุกอย่างเงียบ มืดไปชั่วขณะ ราวกับทั้งลานปราศจากผู้คน ในหัวมึนงงราวกับมียุงบินอยู่ใกล้หู ตาพร่า ภาพตรงหน้าแปลกไปหมด ใช้เวลานานทีเดียวกว่าจะเริ่มมองเห็นชัดๆ

ตอนนี้คู่ต่อสู้ของเขากำลังชูกำปั้นราวประกาศชัย หันไปรอบๆ อวดศักดาของตัวเอง

“พี่ภูผา! ลุกสิ” เสียงคุ้นเคยแว่วมา เป็นเสียงแม่อินไม่ผิด มองไม่เห็นทีแรก แต่เสียงร้องเรียกจากพรรคพวกอื่นๆ ก็ช่วยให้สติค่อยๆ กลับมา สายตาคลายจากพร่ามัว จนมองเห็นหญิงสาวและคนอื่นๆ ร้องตะโกนเร่งเร้าให้กำลังใจ เสียงโห่ฮาดีใจจากฝ่ายตรงข้ามก็ดังอื้ออึงเช่นกัน ยามาดะพยายามประคองตัว แม้ยากลำบาก แต่สุดท้ายก็ยันตัวขึ้นมา ตั้งท่าพร้อมสู้อีกครั้ง

เสียงเฮดังลั่นเมื่อผู้คนเห็นว่าการต่อสู้ยังไม่จบ ยามาดะเห็นคู่ต่อสู้หันกลับมาเผชิญหน้า แยกเขี้ยวใส่ ปรี่เข้ามา ชกหมัดตรงต่อเนื่อง ยามาดะได้แต่ปิดป้อง ไร้ช่องทางโต้กลับ พยายามใช้ขาที่เรี่ยวแรงเริ่มลดน้อย ก้าวหลบฉากทางซ้ายทีขวาที หลบได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ก็อดทนไม่ยอมแพ้

จนเมื่อเริ่มรู้สึกว่าหมัดเท้าจากอีกฝ่ายเริ่มช้าลง คงเพราะใช้กำลังไปมาก หนุ่มญี่ปุ่นจึงเริ่มหาช่องโต้ ก้มหลบแล้วปล่อยหมัดขวาเข้าหน้าอีกฝ่ายได้เต็มๆ จนมันต้องถอย เขาเร่งรุกเตะแล้วโยนเข่า ชกต่ออีกชุดใหญ่ แต่ก็ยังถูกมันปัดป้องได้เป็นส่วนใหญ่ จึงเปลี่ยนมาต่อยช่วงท้อง เขาเกร็งหมัดซ้ายแน่นปล่อยออกไปทั้งไหล่ มุ่งเป้าที่ลิ้นปี่ แต่อีกฝ่ายมีสติพอ ยกหมัดปัดป้อง แล้วเตรียมเหวี่ยงหมัดเดียวกันจู่โจมกลับเช่นที่เคย หมัดขวาของมันตรงรี่มายังแก้มซ้าย ยามาดะโยกศีรษะหลบจนพ้น จากนั้นก้าวขวา หันหลังเข้าชิดคู่ต่อสู้ ยกแขนขึ้นจับหัวและไหล่อีกฝ่าย กระแทกบั้นท้าย พร้อมออกแรงดึงร่างนักมวยโคราชลอยขึ้นจากพื้น ข้ามตัวลงฟาดกับพื้น แผ่นหลังคนถูกทุ่มกระแทกลงเต็มๆ เสียงครางแต่แหบพร่า ออกจากปากของคนหน้าเหยเก

ในลานประลองเงียบกริบ ตกตะลึง

อึดใจต่อมา ออกหลวงรามเดชะในพลับพลาถลันลุกขึ้นมา ชี้หน้า

“ไอ้มวยเมืองญี่ปุ่นนี้ใช้วิชาใด ผิดตำราครูมวยนัก สมควรลงทัณฑ์”

ยามาดะคุกเข่าลงต่อหน้าพระพักตร์ ค้อมศีรษะ

ครูเทียนรีบเข้ามาหมอบข้างๆ “ขออภัยพระพุทธเจ้าข้า ข้าสั่งสอนไม่ดี เป็นความผิดของข้าพระพุทธเจ้าเอง”

ทุกคนนิ่งรอคอยดำรัสแห่งองค์กษัตริย์ สายลมพัดเอาฝุ่นแดงคลุ้ง หมุนเป็นวง ก่อนสลายหายไป

พระเจ้าอยู่หัวยกมือเหมือนห้าม ไปทางครูเทียน

“ไม่ดอก เจ้าหามีความผิดใดไม่ การต่อสู้ต้องปรับเปลี่ยนตามการณ์ ไม่อาจยึดตามตำรับตำราได้ทั้งหมด มิเช่นนั้นก็จะไม่เกิดสิ่งใหม่ แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ยังอนุญาตปรับเปลี่ยนข้อกำหมด ข้อปฏิบัติให้เหมาะสมแก่กาล การประลองเมื่อครู่ ข้าเห็นว่าเหมาะแล้ว ข้าชอบ”

ยามาดะยิ้มออกมาได้ ยกมือถวายบังคม “เป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าพระพุทธเจ้าข้า”

“เจ้ามีชื่อเรียงเสียงไร” ทรงถามมาที่ชายหนุ่ม

“ข้าพระพุทธเจ้ามีนามว่า ยามาดะ นากามาสะ แต่พ่อครูเรียกขานข้าพระพุทธเจ้าว่า ภูผา พระพุทธเจ้าข้า”

“ดี ไอ้ภูผา ประลองมวยครานี้เจ้าทำให้ข้าพอใจนัก จะตบรางวัลให้สมดังความเก่งกาจของเจ้า”

 



Don`t copy text!