สายลมตะวันออก บทที่ 25 : ไม่ชอบมาพากล

สายลมตะวันออก บทที่ 25 : ไม่ชอบมาพากล

โดย : สันติธร วินิจฉัยกุล

สายลมตะวันออก โดย สันติธร วินิจฉัยกุล เมื่อโครงการ Dream walkers นำเขากลับไปสู่อดีตกาลและได้รู้จักกับชายหนุ่มจากดินแดนอาทิตย์อุทัย ผู้ที่สายลมตะวันอกพัดพาให้เขาเดินทางมาสู่แผ่นดินกรุงศรีอยุธยาและมีชะตาชีวิตที่พิสดารเกินกว่าใครจะคิดฝันถึง ยามาดะคือใคร นวนิยายออนไลน์อีกเรื่องที่อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

**************************

ผมตื่นขึ้นมา บันทึกความฝันตามปกติ เมื่อล้างหน้าล้างตา เติมของกินลงท้องแล้ว จึงเปิดโทรทัศน์ดูข่าวเช้า ไล่ทีละช่อง มีเพียงบางช่อง รายงานข่าวไฟไหม้ที่เดอะ พิกเซลทาวเวอร์ แต่ก็บอกเล่าเรื่องเพียงเล็กน้อย รวบรัด ความยาวไม่เกินสิบวินาที พอจับใจความได้ว่า ไม่มีคนเจ็บ สาเหตุเช่นทั่วไป ไฟฟ้าลัดวงจร ลองเปิดคอมพิวเตอร์แล็บท็อป เข้าดูเว็บไซด์ข่าว เนื้อหาไม่ต่างกันนัก ไม่มีอะไรที่ผมคิดว่าน่าสนใจเพียงพอ

ปิดหน้าเว็บไซด์ หยิบแผ่นกระดาษร่างเอ้าต์ไลน์บทความชิ้นใหม่ บทเริ่มต้น ข้อมูลประกอบหลายๆ เรื่องมีมากเพียงพอแล้ว ทั้งข้อมูลพื้นฐานของยามาดะ เรื่องเกี่ยวกับตำนานสมบัติน่านน้ำตะวันออก และการค้นหา

ดังนั้นจึงเหลือเรื่องสำคัญหนึ่งที่อาจตอบคำถามได้หลายๆ ข้อ และเป็นประเด็นสำคัญของบทความนี้

เรื่องราวในช่วงเวลาบั้นปลายชีวิตของยามาดะ

หลักฐานหลายชิ้น เล่าถึงเหตุการณ์ช่วงสุดท้ายไว้ว่า ราชสำนักอโยธยาส่งยามาดะไปเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช เนื่องจากออกญากลาโหมเกรงยามาดะเป็นภัย จึงอ้างเหตุการณ์ศึกกับปัตตานีส่งไป จากการสงครามนี้เอง ทำให้ยามาดะบาดเจ็บ จนถึงฆาต

หลักฐานแรกที่ผมนำมาพิจารณา คือบันทึกของผู้อำนวยการบริษัทการค้าอินเดียตะวันออกของฮอลันดา นาม เยเรเมียส ฟาน ฟลิต  ช่วงหนึ่งบอกไว้ว่า

 

‘…ขณะที่ออกญานครคุมกองทัพไปปราบชาวปัตตานี ออกญานครได้รับบาดเจ็บ แผลปวดระบมมาก ออกพระมะริดจัดหายาให้ใส่รักษาแผล ทำให้ความเจ็บปวดทุเลาลงไป จนเกือบหาย ดังนั้นออกญานครจึงจัดงานฉลองการสมรสของตนกับหญิงสาว ที่พระเจ้าแผ่นดินพระราชทาน แต่ขณะที่ออกญานครเชื่อว่าตนกำลังจะสดชื่นในความรักนั้น ความจริงตนเองใกล้จะถึงคราวตายอยู่แล้ว

 

แต่ผมยังสงสัยว่า ออกพระมะริด น้องชายเจ้าเมืองนครคนเดิม เป็นผู้ลงมือเองหรือเปล่า? ไม่น่าใช่ ยามาดะรู้ว่าการถูกส่งมาเมืองนคร สุ่มเสี่ยงราวมาเยือนแดนมัจจุราชก็ไม่ปาน การถูกส่งมาเป็นเจ้าเมืองคนใหม่แทนสายตระกูลที่ปกครองมายาวนาน ย่อมถูกระแวงปองร้ายหมายช่วงชิงอำนาจกลับ เขาจึงน่าจะระแวดระวังไว้อยู่แล้ว การรื่นเริงกับงานแต่ง ไม่น่าทำให้นักรบชาญศึกอย่างยามาดะพลาดพลั้งให้คนที่เขาไม่ได้ไว้ใจ จนถึงแก่ชีวิต

ผมหันมาสนใจหลักฐานอีกชิ้น คือบทวิเคราะห์ของว่าโยโมฮากิ อิเอจิโร่ แห่งมหาวิทยาลัยสึกุบะ อธิบายจากหลักฐานบันทึกของนักเดินเรือชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง แม้ไม่ถูกหยิบยกมาพูดถึงกันในวงวิชาการมากนัก เพราะที่มาที่ไปของหลักฐานไม่ชัดเจน แต่ผมกลับรู้สึกว่าน่าเชื่อถือ บทวิเคราะห์พยายามยืนยันอย่างมั่นใจว่า

ยามาดะพบวาระสุดท้ายโดยคนที่ถูกส่งมาโดยเฉพาะเพื่อการนี้ ได้รับการสนับสนุนจากออกพระมะริดให้เป็นผู้ลงมือ โยโมฮากิเชื่อว่ามือสังหารต้องเป็นคนที่ยามาดะรู้จัก หรือสนิทสนม ถึงขนาดยอมให้อยู่ใกล้ตามลำพังได้

โยโมฮากิยังสันนิษฐานต่อไปอีกว่า บางทีคนนั้นอาจเป็นคนรักของยามาดะ

ประเด็นคือหล่อนเป็นใคร?

หลักฐานต่างๆ กล่าวถึงภรรยาของยามาดะเพียงน้อยนิด

เมื่อหล่อนยังเป็นปริศนา จึงยากจะวิเคราะห์ต่อไปว่าเหตุใดหล่อนจึงยอมเป็นมือสังหาร

แต่หากหล่อนเป็นผู้ลงมือสังหารยามาดะจริง ไม่ว่าจะด้วยคำสั่งจากใคร หล่อนคือผู้ถือครองสิ่งล้ำค่าไว้อย่างนั้นหรือ? ไม่น่าใช่ เพราะหากเป็นคำสั่งจากราชสำนักอโยธยา สิ่งล้ำค่าย่อมต้องตกอยู่กับราชสำนัก หรือขุนนางใดสักคน

แต่ตลอดมาไม่มีหลักฐานใดหรือข้อมูลเหตุการณ์ไหน ชวนให้คิดไปได้ว่าราชสำนักอโยธยา หรือใครสักคนครอบครองสิ่งนั้นไว้เลย

หรือยามาดะซุกซ่อนไว้โดยไม่บอกใคร เมื่อสิ้นชีวิต ทุกอย่างก็สาบสูญ หากเป็นเช่นนั้น ก็ถึงทางตัน

มีเสียงกริ่งจากหน้าห้อง ผมวางมือจากงาน ลุกไปส่องที่ช่องตาแมว เป็นชายที่ผมไม่รู้จัก

มาผิดห้องหรือเปล่านะ?

เมื่อเปิดประตู จึงเห็นคนตรงหน้าคือ ชายวัยสักสามสิบห้าถึงสี่สิบ ท่าทางเหมือนทายาทคนนามสกุลดัง หรือพวกลูกนักการเมือง ที่กำลังเตรียมตัวลงสมัครส.ส. สมัยหน้า หมอนี่สูงโปร่ง คางแหลมเหมือนจิ้งจก ผมทรงอเมริกัน ใส่สูทไม่มีเนคไท เขาไม่ได้มาลำพัง แต่มีสาวแว่นกรอบหนาสีดำ สวมชุดสีม่วงมาด้วยพร้อมกัน ผมจำเธอได้ สาวชุดม่วงที่นั่งอยู่ตรงเคาน์เตอร์ ชั้นใต้ดิน เธอผู้แทบไม่เคยเอ่ยอะไรกับผมนอกจาก ‘ทางนั้นค่ะ’

“ผมมาจากบริษัทx มีเรื่องอยากคุยกับคุณสักหน่อย” เจ้าหนุ่มลูกนักการเมืองบอก

ผมแปลกใจว่า ไม่เคยสักครั้งที่มีคนจากบริษัทมาหาถึงที่

“มีเรื่องอะไรหรือครับ?”

“จะให้คุยกันตรงนี้เลยหรือ?”

ผมจ้องมองแววตาเหมือนพวกขุนนางกังฉินของคนตรงหน้า พยายามคิดว่ามีเหตุผลอะไรที่ทำให้บริษัทส่งคนมาหาถึงที่นี่ ไม่ใช่เรื่องปกตินัก เหตุจากเพลิงไหม้เมื่อคืนหรือเปล่า ก็เป็นได้ แต่เกี่ยวอะไรกับผมเล่า คงไม่ได้มาเพื่อบอกเล่าเหตุการณ์หรอก ผมไม่น่าสำคัญขนาดนั้น ไม่ใช่ผู้ถือหุ้นรายสำคัญสักหน่อย

ผมใช้เวลาคิดตัดสินใจอยู่หลายอึดใจ ผมมีสิทธิ์ปฏิเสธ แต่หากผมทำอย่างนั้น ก็จะไม่รู้ว่า บริษัทส่งสองคนนี้มาทำไม สุดท้ายจึงเปิดทาง

ผู้มาเยือนเข้ามายืนอยู่ใกล้โซฟา ยังไม่นั่ง ดูเหมือนมีมารยาทเต็มเปี่ยม แต่ไม่ได้ช่วยให้รู้สึกเป็นมิตรมากนัก

“เชิญนั่งครับ” ผมบอก

พวกเขานั่งลงบนโซฟาตัวยาว ผมตั้งใจจะนั่งลงอีกตัว แต่นึกขึ้นได้ ต้องทำตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดี

“เดี๋ยวเอาน้ำให้ครับ”

“ไม่เป็นไร ไม่รบกวนนาน” ลูกนักการเมืองบอก แต่ผมไม่สน เดินไปเปิดตู้เย็น เหตุผลหนึ่งคือ ผมต้องการใคร่ครวญว่า มีเรื่องใดถึงกับทำให้บริษัทต้องส่งคนมาหา เกี่ยวข้องกับไฟไหม้เมื่อคืน? หรือรวมถึงการนัดหมายในเวลาแปลกไปจากปกติ ผมควรแจ้งเรื่องที่ว่ากับนายคนนี้หรือเปล่านะ ลึกๆ ไม่ต้องการทำอย่างนั้น

ผมเดินเอาน้ำมาให้ทั้งสอง นั่งลงตรงข้ามกับเจ้าลูกนักการเมือง หลังพิงพนัก พยายามทำตนให้สบาย เหมือนว่าการมาของสองคน ไม่ได้สร้างความวิตกต่อผมสักนิด แต่ไม่รู้ว่าแสร้งได้ดีเพียงไร

“คุณบอกว่ามาจากบริษัทx ?” ผมเริ่ม

“ใช่”

แล้วหมอนั่นก็เริ่มแนะนำตนเอง หันหน้าไปทางสาวชุดม่วง บอกกล่าวชื่อเสียงเรียงนามของเธอ ผมไม่ได้ใส่ใจจำชื่อทั้งสอง

“ได้ยินข่าวว่าเมื่อคืนอาคารเกิดไฟไหม้” ผมบอก

“ใช่” ลูกนักการเมืองตอบ “อุบัติเหตุเล็กน้อย ไม่มีอะไรมาก”

“ดูแล้ว ต้นเพลิงอาจมาจากส่วนเดอะคิวบ์”

ผมคิดว่าเขาชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนยอมรับ “ก็ถูก”

“มีใครเป็นอะไรไหม ด็อกเตอร์ หรือคนอื่น แล้วเสียหายมากน้อยแค่ไหน?”

“ไม่มาก เกิดตอนกลางคืน ด็อกเตอร์ไม่อยู่ ไม่มีใครทำงาน นอกจากยาม อุปกรณ์มีปัญหาบ้าง กำลังตรวจสอบอยู่ อาคารมีการจัดการอัคคีภัยที่ดี เลยไม่เสียหายมาก”

ดูเหมือนด็อกเตอร์และคุณรินทร์ ไม่อยู่ในอาคารเวลาเกิดไฟไหม้จริง คงหนีไปหลังได้ยินสัญญาณเตือนภัยกระมัง

“ยินดีที่ไม่เสียหาย ไม่มีคนเจ็บ” ผมบอกไปตามมารยาท

ลูกนักการเมืองขยับเสื้อนอก แล้วเอนหลังพิงทำท่าทางสบายๆ “แต่ยังไงก็ตาม ด็อกเตอร์มูรากิก็ต้องถูกสอบสวน”

“สอบสวน?”

“เหตุนี้เกิดไม่บ่อยกับอาคารและสถานที่ของเรา ที่จริงไม่เคยเกิดเลย ยิ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าต้นเพลิงเกิดจากส่วนทำงานของแก ดังนั้นตามระบบของบริษัท จำเป็นต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียด”

“แล้วเกี่ยวข้องกับผมในประเด็นไหน?”

“เมื่อด็อกเตอร์อยู่ระหว่างการสอบสวน เราจึงเกรงว่าอาจเกิดผลต่อโครงการดรีม วอล์กเกอร์ที่คุณมีส่วนร่วม เราไม่หวังให้เกิดช่องว่าง บริษัทจึงมีนโยบายออกมาว่า จะมีหัวหน้าโปรเจกต์คนใหม่มาสานงานต่อ”

ด็อกเตอร์ถูกปลดแล้วหรือ? ผมยอมรับว่าตกใจทีเดียว เหตุผลที่ได้รับฟัง ถือว่าเข้าใจได้อยู่ แต่ไม่รู้ทำไม จะด้วยหน้าตาท่าทาง หรืออื่นใด ผมไม่ค่อยเชื่อเหตุผลที่ได้รับการบอกกล่าวนัก รู้สึกเพียงว่า บนใบหน้าจิ้งจก เหมือนมีอะไรปกปิด ตาโตใต้หัวคิ้วหนา ที่จ้องมองมา ให้ความรู้สึกไม่เป็นมิตรเท่าไร แม้คำพูดจากปากบอกกล่าวขอความร่วมมือ แต่ลึกๆ เหมือนว่าหากผมไม่ยอมรับ มันก็พร้อมโทรเรียกนักเลง มาจับตัวผมกระตืบจนมันตีน

ลูกนักการเมืองแจ้งต่อมาว่า “เราจึงมาเพื่อบอกว่า คุณยังเป็นบุคลากรสำคัญสำหรับบริษัทเรา หวังจะได้ร่วมงานต่อไปโดยไม่เกิดช่องว่าง และเรารับรองได้ทันทีว่าทุกอย่างจะเหมือนเดิม ค่าตอบแทน และเรื่องต่างๆ ไม่มีผลกระทบทั้งนั้น”

“ด็อกเตอร์มูรากิเป็นผู้ศึกษาค้นพบหลายเรื่อง ทีมอื่นมาสานต่อ อาจไม่ได้ประสิทธิภาพ” ผมแสดงความกังวล

“เรามีทีมนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญมากมาย สามารถสนับสนุนโปรเจกต์นี้ได้ ไม่ต้องห่วง แต่ละคนล้วนเก่งกาจ ทีมใหม่สานงานได้โดยไร้รอยต่อ”

“คุณจะดำเนินโครงการต่อโดยใช้ทีมงานใหม่ทั้งหมด หมายถึงทีมของด็อกเตอร์ จะถูกตรวจสอบและหยุดทำงานไปด้วยอย่างนั้นหรือ?”

ที่จริง ทีมที่ว่า ก็ไม่ได้มีมากมายอะไรนัก อย่างน้อยก็เท่าที่ผมรู้ แต่โดยสัตย์จริง ผมนึกห่วงใยคุณรินทร์

“เพื่อความสะดวก หัวหน้าโปรเจกต์คนใหม่ จะทำงานด้วยทีมของตนเอง ส่วนด็อกเตอร์และทีมของแก เมื่อตรวจสอบทุกอย่างเรียบร้อย ก็จะสามารถกลับมาทำงานอื่นๆ ได้ ผมเข้าใจ คุณร่วมงานกับด็อกเตอร์และทีมงานเก่ามานาน สนิทสนมและห่วงใย แต่ไม่ต้องห่วง เรายังมีงานวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอีกมากรอให้มีคนมาเริ่มต้น” รอยยิ้มของเจ้าลูกนักการเมืองหลังพูดจบ ไม่ได้ช่วยให้ผมรู้สึกดีกับเขามากขึ้น

“เมื่อได้ทีมใหม่แล้วซึ่งคงไม่เกินอีกวันสองวันนี้ เราจะแจ้งคุณทันทีค่ะ” สาวชุดม่วงบอก

“และโครงการก็จะเดินหน้าต่อไป เหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยน ไม่ต้องห่วง ทีมงานใหม่จะทำงานประสานกับคุณได้อย่างดี” ลูกนักการเมืองเสริม

ผมพยักหน้า ไม่คิดจะพูดอะไรอีก

ผมเดินไปส่งผู้มาเยือนที่หน้าประตู แล้วกลับมานั่ง หยิบโทรศัพท์มือถือโทรหาคุณรินทร์ ยังเป็นเพียงการฝากข้อความ รู้สึกห่วง การมาของลูกนักการเมือง บอกว่าด็อกเตอร์และทีมงานถูกปลดจากโครงการ ยิ่งก่อความกังวลเพิ่ม ผมรู้สึกว่าเหตุผลที่หมอนั่นบอกเป็นเรื่องโกหก แต่ผมก็ไม่มีทางรู้ความจริงได้

ผมสลัดความคิดสับสนเรื่องงาน ลุกไปหยิบกระป๋องน้ำอัดลมจากตู้เย็นมาดื่ม เดินไปชั้นหนังสือ ตั้งใจจะคว้านิยาย นอร์วีเจี้ยด วู๊ด ของมูราคามิ มานอนอ่านบนโซฟา พอดีเสียงเคาะประตูดังอีกครั้ง

ไอ้สองคนยังมีอะไรอีกนะ ยอมรับว่าไม่อยากคุย แต่ยังไงก็ต้องไปเปิด

คนหลังประตูไม่ใช่ลูกนักการเมือง หรือสาวชุดม่วง แต่เป็นชายหนุ่มใหญ่ สวมแจ็กเก็ตม่วงเข้ม กางเกงสแล็กดำ ผมเริ่มขัดเคืองว่าคอนโดมิเนียมที่ผมควักจ่ายเงินไปเพื่อความสบายและเป็นส่วนตัว ปล่อยให้ใครอยากขึ้นมาหาผู้อาศัยได้ง่ายๆ อย่างนี้เลยหรือ

ผมไม่รู้จักชายตรงหน้า ไม่แน่ใจว่ามาถูกห้องหรือเปล่า แต่ตลอดการมาพักในคอนโดแห่งนี้ ไม่เคยพบใครเคาะห้องผิด คิดจะพูดไถ่ถามให้แน่ชัด แต่เขาเอ่ยสอบทานชื่อผมมาเสียก่อน เมื่อรู้ว่าผมคือคนที่ต้องการพบ จึงแนะนำตัว จากนั้นบอกต่อว่า

“ผมมาจากดีเอสไอ ขอเวลาคุณสักหน่อยนะครับ”

“มีอะไรหรือครับ?” ผมใจไม่ดีนัก ลองย้อนคิดว่าเคยทำอะไรผิดที่ไหนหรือเปล่า คิดว่าไม่นะ

“อยากคุยอะไรด้วยนิดหน่อยน่ะครับ ไม่มากหรอก” ใบหน้านั้นไม่ถึงกับบึ้งตึง ดูเหมือนพยายามยิ้มแสดงไมตรี แต่สำหรับผมถือว่าล้มเหลว

“ผมทำผิดอะไรหรือ?”

“เปล่าๆ อย่าเข้าใจผิด” เขารีบปฏิเสธ “แค่อยากคุยด้วยนิดหน่อยเท่านั้น ไม่มีการคุมตัว ดูสิ ผมมาคนเดียว” เขาผายมือให้ดูรอบๆ

ผมนึกไม่ออกจริงๆ ว่า ดีเอสไออยากคุยกับผมด้วยเหตุผลใด พยายามนึกอีกครั้งว่า เคยทำอะไรผิดหรือเปล่า ก็นึกไม่ออก คนธรรมดา ไม่เป็นที่รู้จักของสังคม ไม่สำคัญขนาดดีเอสไอมาขอคำปรึกษาหากไม่มีเรื่องที่ผมไปเกี่ยวข้อง แล้วเรื่องอะไรล่ะ? เรื่องบริษัทx ที่เพิ่งถูกไฟไหม้น่ะหรือ?

ผมน่าจะกล่าวขอโทษ ปฏิเสธการเข้าพบ ปิดประตู ตามกฎหมายย่อมทำได้ ตามสิทธิ์ แต่จะมีประโยชน์อะไรเล่า หากเขาต้องการจะคุย หรือกระทั่งคุมตัว จะอ้างสิทธิ์อย่างไรย่อมไร้ประโยชน์ พวกนี้มีหนทางเสมอ

ใช้เวลาตัดสินใจอยู่นาน จ้องมองชายตรงหน้าที่ดูเหมือนว่าอย่างไรเสียก็ต้องได้คุยกับผมไม่ว่าวิธีใดก็วิธีหนึ่ง ดังนั้น เมื่อผมก็นึกไม่ออกว่าเคยทำอะไรผิดไป จึงไม่จำเป็นต้องกลัว

“เชิญครับ”

เขายิ้มกว้างขึ้น ไม่รู้ว่าเพื่อให้ผมสบายใจ หรือเยาะว่าอย่างไรเสีย ผมก็อยู่ในฐานะต่ำกว่า

“เพิ่งมีแขกหรือ?” เขาถามเมื่อเดินเข้ามาถึงโซฟารับแขก

“อะไรนะครับ?”

“แก้วน้ำวางอยู่ คิดว่าคงเพิ่งมีแขก”

“ครับ ขอโทษ ไม่ทันเก็บ” ผมเก็บแก้ว พลางคิด เจ้านี่ช่างสังเกต

ผมเอาน้ำแก้วใหม่มาให้ เขากล่าวขอบคุณ

“มีเรื่องอะไรหรือครับ?” ผมถาม หลังนั่งลงที่โซฟาตัวยาว

“คุณทำงานกับบริษัทxใช่ไหม?”

อย่างที่คิดไว้ เจ้านี่มาด้วยเรื่องบริษัทx จริงๆ

“ก็ไม่เชิง ไม่ถึงกับเรียกว่าทำงาน แค่มีความเกี่ยวข้อง”

“ขยายความหน่อย”

“คุณน่าจะสืบมาแล้วนะ” ผมว่าการมาวันนี้ เจ้าดีเอสไอ คงไม่ได้มาแบบไม่รู้อะไรเลย

“เราอยากได้นิยามที่มาจากตัวคุณเองมากว่า เพื่อกันความเข้าใจผิด”

ผมลังเลอยู่ชั่วครู่ จึงตอบ “ผู้ร่วมการทดสอบ ผู้ร่วมโครงการ อาสาสมัคร กลุ่มตัวอย่าง หรืออะไรทำนองนี้”

ไม่มีเหตุให้โกหก เรื่องอย่างนี้ ปกปิดไม่ได้ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องปิด

ดีเอสไอพยักหน้าช้าๆ ตาจ้องมองผม ไม่แน่ใจว่าเข้าใจ หรือยังสงสัย หรือกำลังคิดคำถามจี้ผมให้

ลึกมากกว่านี้

ผมเพิ่มเติมเมื่อเห็นเขายังไม่พูดอะไรต่อ “งานทดลองทางวิทยาศาสตร์น่ะครับ ที่จริงถ้าอยากรู้รายละเอียด คุณน่าจะไปสอบถามบริษัทเองนะ น่าจะได้ข้อมูลครบถ้วน”

“ก็จริง คงได้ข้อมูล แต่อาจเป็นข้อมูลฉากหน้า”

“หมายความว่ายังไง?”

เขาขยับตัว เปิดแจ็กเก็ต หยิบอะไรสักอย่าง ทีแรกคิดว่าเป็นบุหรี่ แต่เขาอาจเกรงใจว่าอยู่ห้องแอร์ จึงเปลี่ยนมาหยิบหมากฝรั่ง ออกมาใส่ปากเคี้ยว

“ซักหน่อยไหม?”

“ไม่ครับ ขอบคุณ”

เมื่อเคี้ยวไปได้สามสี่หยับ เขาเอ่ยต่อมา

“บริษัทx ไม่ใช่บริษัทธรรมดา ทำกิจการอย่างหนึ่ง แต่ปกปิดไว้ด้วยรูปลักษณะอีกอย่าง มีการปกปิดหลายรูปแบบ ตั้งแต่ระดับโครงสร้างผู้ถือหุ้น ผู้บริหารใหญ่ตัวจริงในที่มืด มีการเข้าไปถือหุ้นไขว้ในบริษัทอื่นๆ อีกหลายบริษัท ในหลากหลายวงการ ทุกบริษัท ล้วนแต่มีชื่อคุ้นหูในสังคม จนทำให้รู้สึกได้ว่ากิจการทั้งหลายเป็นเพียงหน้ากาก อำพรางตัวตนแท้จริง พยายามลองสืบ แต่ทุกอย่างเหมือนถูกเตรียมการ ซุกซ่อนไว้อย่างดี”

ผมเก็บความรู้สึกหวั่นๆ ไว้ใต้สีหน้าเรียบเฉย แม้รู้อยู่ว่าบริษัทx ไม่ธรรมดา แต่ไม่คิดว่าจะลึกลับขนาดที่เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ยังเข้าไม่ถึงข้อมูล

“ผมรู้แค่เป็นบริษัท มีแผนกวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ผมเข้าไปร่วมในการทดลองเท่านั้น”

เขาพยักหน้าหงึกๆ เอนตัวพิงพนัก กอดอก “งานทดลองเรื่องอะไรหรือ?”

“เป็นโครงการวิจัยเกี่ยวกับความฝัน”

“ความฝัน?”

“ครับ อธิบายยาก ผมไม่เชี่ยวชาญ หากต้องการทราบ ควรไปพบผู้รับผิดชอบโครงการ”

เขาพยักหน้า มองแก้วน้ำบนโต๊ะ เหมือนคิดอะไรสักอย่าง จากนั้นจึงถาม

“คุณคงรู้ว่าเมื่อวาน เกิดไฟไหม้ที่อาคารพิกเซล”

“ก็ได้ยินข่าวอยู่ เห็นว่าเกิดจากไฟช็อต”

“ก็เหตุผลประจำ นึกอะไรไม่ออก ก็ไฟฟ้าลัดวงจรไว้ก่อน”

“แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต ไม่มีใครเป็นอะไรนี่ครับ”

“ใช่ แต่สำหรับผม อาจมีอะไรมากกว่านั้น”

“หมายความว่าไง?” ผมสงสัย

“ก็แค่ไม่คิดว่าเป็นไฟช็อตไฟไหม้ธรรมดาไงละ แต่มันก็แค่ความรู้สึก”

“รู้สึก? ฟังไม่เหมือนคำพูดของผู้รักษากฎหมาย ที่ต้องใช้พยานหลักฐานเพื่อหาคนผิดเลยนะครับ”

“ไม่ นี่ละผู้รักษากฎหมายแท้จริง รู้สึกไวต่อความไม่ชอบมาพากล” เขายืนยัน

ผมไม่เถียงด้วย

“แล้วเกี่ยวอะไรกับผมหรือ?”

ดีเอสไอหนุ่มยกน้ำดื่ม วางลง กระแอมเบาๆ

“คุณไปที่นั่นตอนไฟไหม้”

เขาโพล่งมาตรงๆ ไม่ใช่ประโยคคำถาม แต่เป็นการบอกกล่าวด้วยความมั่นใจ ไม่เปิดช่องรับฟังคำปฏิเสธ

ผมใจหายวาบ ไม่แน่ใจว่าแสดงอาการให้เห็นไหม

“ผมไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้นะ”

“เปล่า อย่าเข้าใจผิด” เขายกมือทำท่าให้ผมใจเย็น “ไม่ได้คิดว่าคุณเป็นมือวางเพลิง หรือเกี่ยวข้องในแง่ร้าย เพียงแต่ผมกำลังคิดว่าคุณอาจไม่ใช่ผู้ร่วมโครงการปกติทั่วไป”

“ผมเป็นแค่ผู้ร่วมในโครงการวิทยาศาสตร์ธรรมดาคนหนึ่ง ผมไม่รู้ว่าความไม่ปกติของคุณคืออะไร แต่ผมไม่รู้สึกว่ามีอะไรเป็นพิเศษเลย”

“ทำไมต้องไปตอนกลางคืน?”

“ผมเป็นผู้ร่วมทดสอบงานวิจัยด้านความฝัน ต้องอาศัยการนอนหลับ ที่จริงอาจใช้การนอนหลับตอนกลางวันก็ได้ แต่หัวหน้าโครงการบอกว่าไม่ใช่กิจวัตร การนอนหลับจะเป็นเพียงระยะไม่นาน เหมือนเวลากลางคืน”

ผู้มาเยือนพยักหน้าช้าๆ เหมือนคิดไปด้วย แล้วพูดต่อออกมาว่า

“บอกตามตรง ผมกำลังคิดว่าบริษัท อาจรวมถึงโครงการวิจัยของบริษัท มันมีอะไรไม่ชอบมาพากล”

“ผมไม่เข้าใจ”

“ผมยังไม่รู้มากนัก แต่สองสามปีมานี้ มีการเสียชีวิตที่บอกสาเหตุไม่ได้จำนวนหนึ่ง ไม่ถึงกับมาก สักสิบรายเห็นจะได้”

“ที่จริงการตายไม่ทราบเหตุ เกิดขึ้นได้ อาจเกิดจากหลายสาเหตุ แพทย์ชันสูตรไม่ชัด หรือศพไม่ถูกชันสูตรจากความเชื่อด้านศาสนา และอีกมาก” ผมเพียงคิด แต่ไม่ได้พูดออกไป ตระหนักว่าดีเอสไอหนุ่มใหญ่ คงมีอะไรบอกมากกว่านี้ จึงรอฟัง

“รายงานการชันสูตรบอกว่า ไม่มีอาการอะไรที่แสดงว่าเกิดความผิดปกติ เหมือนกับว่าจู่ๆ ตายไปอย่างนั้น หัวใจหยุดเต้นไปเฉยๆ สมองเลิกทำงาน หยุดดื้อๆ เหมือนไฟดับ ถือว่าแปลกมาก”

“คุณกำลังจะบอกว่ามีการฆาตกรรมอำพรางหรือ?”

“เปล่า ผมเชื่อว่ารายงานชันสูตรเป็นจริงตามนั้น เคยไปดูศพอยู่บ้าง ไม่น่าเป็นการฆาตกรรม อย่างน้อยก็แบบที่เราเข้าใจ”

ผมยอมรับว่าตามอีกฝ่ายไม่ค่อยทันนัก

“เคยสอบถามตำรวจที่ทำคดีอยู่บ้าง อยากรู้รายละเอียด เผื่อจะเอามาปะติดปะต่อได้”

“แล้วพบอะไรบ้างครับ?”

“ไม่เลย ไม่เจออะไรนอกจากตอ ทางตัน ไม่มีข้อมูลอะไรมากกว่านั้น ไม่มีข้อสงสัย เพื่อนำไปหาคำตอบ ทุกอย่างจบ แค่นั้น งานศพรวดเร็วรวบรัด เผา จบกัน”

“ญาติพวกเขาคงไม่คิดว่ามีอะไรผิดปกติ” ผมลองเดา

“อาจใช่ ทุกอย่างปกติ แต่ปกติเกินไป ทั้งๆ ที่มีเรื่องน่าสงสัย แต่กลับไม่มีใครพูด หมอชันสูตร ผู้เกี่ยวข้อง ไม่พูดถึงเลย”

“แล้วมันเกี่ยวกับบริษัทxยังไง?”

“ที่จริงสืบยาก เกือบไม่รู้ แต่วันหนึ่งมีญาติของผู้ตายรายหนึ่งชาวบุรีรัมย์ พยายามมาร้องตำรวจ แต่ไม่มีการตอบรับ เลยมาร้องต่อที่ดีเอสไอ”

เขาโยนเอกสารที่หยิบออกมาจากแฟ้มสีฟ้าให้ผม เป็นสำเนาข้อมูลคนตาย ทั้งภาพ ประวัติ ภาพตอนที่มาร้องต่อดีเอสไอ มีเจ้าดีเอสไอตรงหน้าผม ร่วมในรูปถ่ายด้วย ผมดูทุกแผ่นอย่างลวกๆ แล้ววางลง

เจ้าของเอกสารเอ่ยต่อ “แน่นอน เราเห็นความผิดปกติ จึงเริ่มสืบ พบว่าทุกคนที่ตาย มีจุดร่วมกันอยู่ที่เคยร่วมงานกับบริษัทx”

ผมนิ่งฟัง รู้สึกว่าใจเริ่มเต้นแรง

“งานที่เข้าร่วม ก็คล้ายกับคุณ”

ผมเสียววาบไปทั้งแผ่นหลัง แต่พยายามนิ่งต่อไป พูดเสียงเรียบๆ อย่างน้อยก็พยายามให้เป็น

“ไม่รู้สิ ผมไม่รู้จักผู้ร่วมโครงการรายอื่น ผมร่วมงานนี้เมื่อไม่นานมานี้เอง”

“เข้าใจ” เขาพยักหน้าน้อยๆ เพียงแค่ให้สอดรับกับคำพูด

ผมขยับตัวเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่นั่งไม่สบาย จากนั้นเอ่ยต่อมา

“คุณกำลังบอกว่าบริษัทx เกี่ยวข้องกับการตายหรือ?”

“บอกไม่ได้ แต่คนตายโดยไร้สาเหตุ เกี่ยวข้องกับบริษัท”

ผมไม่รู้ว่าควรพูดอะไรต่อ ปล่อยให้เจ้าดีเอสไอ ว่าต่อไป

“เราคิดว่าคดีนี้ไม่ธรรมดา มีความซับซ้อน เข้าเงื่อนไขเป็นคดีพิเศษ จึงเสนอเข้าบอร์ด ทีแรกเชื่อว่าผ่านฉลุย เตรียมลุยงานทันที เรื่องใหญ่ออกข่าวเป็นเดือนแน่ แต่พอถึงวันประชุมบอร์ด เรื่องตกไปเฉยๆ ข่าววงในว่ารัฐมนตรีสั่งยุติ คนอื่นก็นายว่าขี้ข้าพลอย จากนั้นเรื่องก็เงียบหายเข้ากลีบเมฆ”

ผมทำได้แต่นิ่ง

“ไม่แค่นั้น ไม่นานมานี้ก็ได้ยินข่าวว่า ญาติคนตายที่มาร้องเรียนก็หายไป เห็นว่าย้ายไปจังหวัดอื่น แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครพบเห็นอีก”

“แต่คุณก็ยังไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้?”

“ก็ประมาณนั้น ทีแรกแค่สงสัย ตั้งใจทำไปตามหน้าที่ แต่เมื่อวันหนึ่งมีสัญญาณสั่งมาให้เลิกยุ่ง ไอ้เราก็พวกไม่ชอบตามใครซะด้วย ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ” เขาหัวเราะแค่นๆ “เลยลองสืบดู”

“พบอะไรอีกละครับ?”

“ไม่เลย ไม่มีอะไร เดินหน้าไปทางไหนก็เจอตอ เจ้าหน้าที่รัฐ ผู้เกี่ยวข้องอื่น ไม่มีใครรู้ หรือไม่ก็ปกปิดไว้สนิท  นักข่าวบางสำนักเคยคิดทำ แต่ก็เจอตอเหมือนกัน ที่สุดก็ถูกระดับบริหารสั่งกองบก. ให้จบเรื่องนี้ ทำเรื่องอื่น ส่วนนักข่าวถูกบีบให้ลาออก”

ผมหยิบแก้วน้ำจิบ วางลง พิงพนักโซฟา “คุณมาหาผมทำไม?”

“แค่ลองมาถามดูว่าคุณรู้อะไร ผมไม่รู้ว่าคุณรู้มากน้อยแค่ไหน รู้เรื่องที่ผมบอกไปไหม แต่หวังว่าหากคุณรู้ จะบอกผม”

“ผมไม่รู้อะไรมากไปกว่าที่บอก”

ดีเอสไอพยักหน้าหงึกๆ “คุณรู้จักผู้ร่วมงานของคุณแค่ไหน เจ้าหน้าที่ในทีมวิจัย หรือคนอื่นๆ”

“ไม่รู้จักมาก แค่พอให้ทำงานร่วมกันได้ ไม่มากไปกว่านั้น” ผมตอบไปอย่างนั้นเพราะไม่รู้ว่าควรวางใจไอ้หมอนี่แค่ไหน ไม่อยากให้ด็อกเตอร์ และคุณรินทร์เดือดร้อน ตลอดการร่วมงานกันมา ผมได้รับการเอาใจใส่จากทั้งสองคนอย่างดี จึงไม่อยากให้เกิดเรื่อง โดยเฉพาะในเวลาที่ไม่รู้ว่าบริษัททำอะไรผิดหรือเปล่า หรือเจ้าดีเอสไอรายนี้ ไว้ใจได้หรือไม่ อีกอย่างในสัญญาก็บอกไว้ว่า ไม่ให้เปิดเผยเรื่องรายละเอียดโครงการเป็นการทั่วไป

“ก็คาดอยู่ แต่หวังว่าจะนึกอะไรออกเพิ่มเร็วๆ นี้ เพื่อตัวเอง เพื่ออนาคตจะได้ไม่มีชะตากรรมเหมือนคนอื่น แต่ถ้าคุณรู้และปกปิด ผมก็ต้องบอกว่าผมจะพยายามหาข้อมูล เปิดโปงให้ได้ ถึงเวลานั้นคุณอาจไม่ได้อยู่ในฐานะแค่ผู้ร่วมการทดลอง”

“ผมไม่รู้จริงๆ”

เขาถอนใจเล็กๆ ตบเข่าตัวเองเบาๆ “เอาละ ถ้ายืนยันอย่างนั้น ผมก็ไม่ถามต่อ ผมเชื่อคุณว่าไม่ได้โกหก จริงๆ นะ เพียงคุณยังบอกไม่ครบถ้วน แต่ผมก็เข้าใจ ไม่ว่ากัน เอาเป็นว่า…” เขายื่นนามบัตรให้ กระดาษแผ่นเล็ก ไม่มีตัวพิมพ์ มีแต่ชื่อและหมายเลขโทรศัพท์เขียนด้วยปากกา ดูแล้วไม่ใช่นามบัตรด้วยตัวของมันเอง “หากคุณมีอะไรจะบอก ก็ติดต่อผม ขอบคุณที่คุยด้วย”

“ยินดีครับ มีอะไรผมจะบอกคุณ ขอให้คุณสืบได้สำเร็จ”

“แน่นอน”

เขากล่าวอำลา ผมไปเปิดประตูให้ เขาไม่หันกลับมามองตอนเดินไปจากห้อง

เมื่อปิดประตู ผมคิด หมอนี่พูดจริงหรือเปล่า บริษัทมีส่วนกับการตายของผู้ร่วมทดสอบในโครงการวิจัยคนอื่นๆ จริงหรือ เดินกลับมาที่โต๊ะ เปิดแล็บท็อป ค้นหาข่าวเก่า การเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ

ผลการค้นหา มีข่าวเล็กๆ บนเว็บไซด์ข่าวออนไลน์

 

…รายที่สาม ในรอบสามเดือน คราวนี้เกิดกับชายชาวบุรีรัมย์ เพิ่งกลับจากกรุงเทพ ญาติให้ข้อมูลว่าระยะสองเดือนก่อน ผู้ตายดูเหนื่อยอ่อน หลงลืมง่าย แต่ก็ไม่มีอาการผิดปกติ จนบ่ายวันเกิดเหตุ ผู้ตายนอนหลับไปแล้วไม่ตื่นอีกเลย สร้างความหวาดหวั่น และเล่าลือกันเรื่องผีแม่หม้ายมาเอาตัวไป คนในหมู่บ้านเริ่มมีการติดเสื้อสีแดงที่หน้าบ้าน ส่วนผู้ชาย ทาเล็บตามความเชื่อ…

 

ผมค้นหาเหตุการณ์การตายก่อนหน้า พบเกิดกับชายวัย ๔๕ ปี ชาวนครสวรรค์ และหญิงวัย ๔๙ ชาวอุบลราชธานี ทั้งสองทำงานที่กรุงเทพ ก่อนเสียชีวิต มีอาการอ่อนเพลีย บ้างหูอื้อ ตาพร่า เห็นภาพซ้อน หญิงชาวอุบล มีอาการเพิ่มเติมคือพากินสันในระยะสั้นก่อนเสียชีวิต

นอกจากนี้ยังมีคนอื่น ที่ผมเห็นว่าเป็นชื่อเดียวกันกับคนในแฟ้มของเจ้าดีเอสไอ

พวกที่ตายเหล่านี้เกี่ยวข้องอย่างใดอย่างหนึ่งกับการทดลองของบริษัทจริงๆ หรือ?

ผมตอบไม่ได้ แต่ที่บอกได้แน่ คือตอนนี้มือไม้ผมเย็นไปหมด แต่เหงื่อกลับซึมจากหน้าผาก

ผมจะมีชะตากรรมอย่างคนพวกนี้หรือ?

ไม่หรอกน่า

ผมมั่นใจอย่างนั้นได้จริงหรือ?

ไม่มีอะไรรับรอง

ก่อนความสับสนพรั่งพรูจนล้นหัวสมอง เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น

เป็นสายจากคุณรินทร์



Don`t copy text!