สายลมตะวันออก บทที่ 6 : แผนการศึก

สายลมตะวันออก บทที่ 6 : แผนการศึก

โดย : สันติธร วินิจฉัยกุล

สายลมตะวันออก โดย สันติธร วินิจฉัยกุล เมื่อโครงการ Dream walkers นำเขากลับไปสู่อดีตกาลและได้รู้จักกับชายหนุ่มจากดินแดนอาทิตย์อุทัย ผู้ที่สายลมตะวันอกพัดพาให้เขาเดินทางมาสู่แผ่นดินกรุงศรีอยุธยาและมีชะตาชีวิตที่พิสดารเกินกว่าใครจะคิดฝันถึง ยามาดะคือใคร นวนิยายออนไลน์อีกเรื่องที่อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

**************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

หลังขบถญี่ปุ่นถอยจากอโยธยาไปตั้งยั้งทัพอยู่เมืองพิบพลี หรือที่ชาวพื้นเมืองเรียกเพชรบุรี ได้รับความช่วยเหลือจากขุนนางท้องถิ่น เกณฑ์ไพร่พลมาสมทบ ดำรงตนไม่ขึ้นกับพระนครหลวง พระเจ้ากรุงอโยธยาจึงมีพระบรมราชโองการให้ออกญากลาโหมนำไพร่พล ช้าง ม้า เป็นพยุหโยธาใหญ่ไปปราบ ทรงว่าแม้ข้าศึกมีกำลังไม่มาก แต่ฝีมือฉกาจ ทั้งยังได้รวบรวมขุนนางท้องถิ่นเป็นกำลังเพิ่มเติม หากละเว้นไว้ อาจยกกลับมาตีอโยธยาได้ ด้วยพิบพลีไม่ห่างจากอโยธยานัก จำต้องจัดการไม่ให้เป็นภัยภายหน้า

ทว่าหลังจากทัพเคลื่อนออกไปได้สักสัปดาห์หนึ่ง มีใบบอกส่งมายังอโยธยาว่า ล้านช้างได้กรีธาทัพ ช้าง ม้า ไพร่ราบ ไม่ต่ำกว่าสองหมื่น ผ่านเข้าขอบขัณฑสีมาอโยธยาประเทศแล้ว

ขุนนางบางคนว่าเห็นควรเรียกทัพออกญากลาโหมกลับมารับมือ แต่หัวหมื่นมหาดเล็กหนุ่มอย่างจมื่นศรีสรรักษ์ทูลว่า หากเรียกทัพเจ้าคุณกลาโหมกลับมารับศึกในกำแพงพระนคร เท่ากับปล่อยให้ขบถญี่ปุ่นมีเวลาจัดแต่งทัพ สะสมเสบียง และเกณฑ์ไพร่พลหัวเมืองรอบข้างได้มากขึ้น คิดตีภายหน้าจะยิ่งยาก แต่จะให้ยกพยุหโยธาใหญ่ขึ้นไปรับมือ ในพระนครที่ไพร่พลน้อยอยู่แล้วมาแต่หลังผลัดแผ่นดิน ก็จะสุ่มเสี่ยง อีกทั้งล้านช้างแจ้งเป็นทางการว่า จะยกพลมาช่วยอโยธยาทำการ หากยกพลใหญ่ไปสกัดเผชิญหน้าทีท่าต่อตี ใครมิรู้ความใน ก็จะติฉินว่าอโยธยารุกรบได้แม้ผู้มาช่วยเหลือ และพากันคลายภักดี

จมื่นศรีสรรักษ์ให้ความเห็นต่อว่า ทิศเหนือยังมีพิษณุโลกช่วยรับมือล้านช้างอยู่ หากเพียงส่งกำลังไปสมทบ เห็นจะพอรับมือได้ หรืออย่างน้อยก็ประวิงเวลาให้ทัพใหญ่เสร็จศึกเมืองเพชรบุรีกลับมาพระนคร เมื่อนั้นล้านช้างก็จะไร้ข้ออ้าง และยกกลับไปเอง

ดังนั้นพระเจ้ากรุงอโยธยาจึงโปรดเกล้าฯ ให้ออกญาจักรีศรีองครักษ์เป็นแม่ทัพ มีจมื่นศรีสรรักษ์เป็นรองแม่ทัพ พร้อมไพร่พลห้าพัน เคลื่อนขึ้นเหนือเพื่อไปสมทบกับทัพพระมหาอุปราชาเจ้าเมืองพิษณุโลกสองแคว

หลังมีพระบรมราชโองการ คิอิ คิวเอมอนชักชวนยามาดะรุดไปแจ้งแก่ออกญาจักรี และจมื่นศรีสรรักษ์ทันที

“ข้าและเหล่านักรบญี่ปุ่นพร้อมร่วมศึกครานี้ เพื่อแสดงว่าชนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังคงภักดีต่อพระเจ้ากรุงอโยธยา”

ทั้งแม่ทัพและรองแม่ทัพเข้าใจเหตุผลของคิอิ

“ข้ายินดีที่ได้อาสาญี่ปุ่นมาร่วมทำการ” จมื่นศรีสรรักษ์ตอบรับ

ยามาดะสนใจตัวท่านหัวหมื่นมหาดเล็ก ด้วยท่านผู้นี้แม้หนุ่มแน่น วัยยังไม่ถึงยี่สิบ แต่แววตาคมดวงโตใต้คิ้วดกดำดูมีอำนาจ รูปร่างสูงสง่า แลเห็นมัดกล้ามบนลำแขนแข็งแรงสีน้ำผึ้ง ทราบมาว่าแม้มีตำแหน่งเป็นมหาดเล็ก แต่ฝีมือการรบทัพจับศึกดีพอตัว ด้วยถูกฝึกฝนมาแต่ครูดาบวัดพุทไธศวรรย์

“รับศึกสองด้านครานี้ ทำให้ในพระนครแทบไม่หลงเหลือไพร่พลไว้ป้องกันเลย แม้แต่บรรดามหาดเล็ก ทหารราชองครักษ์ยังต้องถูกแบ่งไปทำการในศึกทั้งสองนี้” คิอิแสดงความห่วงใย

“จะเก็บพลไว้หลังกำแพง หามีประโยชน์ใดไม่” จมื่นศรีสรรักษ์ว่า “ไพร่พล และเสบียงอาหารต้นแผ่นดินนี้มีน้อยนัก แม้ปิดเมืองรับศึก ก็ยากจะคงไว้ได้นาน ข้าเองแม้รับราชการในงานมหาดเล็กวังหลวง แต่ก็พอศึกษาพิชัยยุทธ์ ฝึกฝนงานศึกมาไม่ได้ขาด เพลานี้กำลังไพร่พลเราน้อยนัก จึงเห็นว่าสู้ทำศึกให้เด็ดขาดไปเสียดีกว่า พวกขบถที่เพชรบุรีคงคิดว่าเราไม่กล้าบุกตามตีด้วยไพร่พลน้อย และห่วงจะถูกประเทศราชเมืองออกอื่นฉวยโอกาสแยกตัว แต่หากเจ้าคุณกลาโหมมีชัยเร็ว หัวเมืองประเทศราชทั้งหลายย่อมไม่กล้าขยับ ด้วยเห็นว่าเรามีสรรพกำลังพร้อมอยู่”

ยามาดะเห็นพ้อง ขณะเดียวกันก็ยิ่งชื่นชมหัวหมื่นมหาดเล็กผู้นี้ว่าลักษณะท่าทาง การพูดจา และที่สำคัญ ความคิดความอ่านสูงกว่าวัย

คิอิเอ่ยย้ำขึ้นอีกครั้งว่า “ข้าและบรรดานักรบญี่ปุ่นจะร่วมทำการครานี้เพื่ออโยธยาอย่างเต็มที่ขอรับ”

การที่ทัพของออกญาจักรีไม่ได้เป็นกองทัพใหญ่ ทำให้การมุ่งขึ้นเหนือเดินทางได้อย่างรวดเร็ว ใช้เวลาไม่นานก็ไปถึง ร่วมตั้งค่ายอยู่กับทัพของพระมหาอุปราชา ณ จุดประชุมพลเมืองนครไทย ค่ำวันที่ทัพอโยธยาไปถึง เจ้าพิษณุโลกเตรียมประชุมแม่ทัพนายกองในกระโจมหลังใหญ่

พระมหาอุปราชาอยู่ในวัยราวห้าสิบเศษ ร่างไม่สูงใหญ่นักหากเทียบกับขุนพลองครักษ์ ทรงมีผิวเข้ม แต่ไม่ถึงกับหยาบกร้าน ฉลองพระองค์ลำลอง ประทับบนพระราชอาสน์ยามประชุมพล เบื้องหน้ามีโต๊ะใหญ่กางแผนที่ชัยภูมิศึก

ยามาดะนั่งร่วมประชุมอยู่ด้านหลังท่านคิอิ มองไปรอบๆ คบไฟประดับติดอยู่ตามเสา ให้ความสว่างพอสมควร มีแม่ทัพนายกองร่วมประชุมอยู่ไม่ต่ำกว่ายี่สิบ ทั้งฝ่ายของพิษณุโลกและฝ่ายอโยธยา

อย่างไรก็ตามหนุ่มญี่ปุ่นสังเกตมาแต่ครั้งเหยียบเข้าถึงที่ตั้งทัพแล้วว่า ทัพของพิษณุโลกสองแควเองก็มีกำลังไพร่พลราวหมื่นเศษเท่านั้น น้อยนักหากเทียบกับการเป็นหัวเมืองสำคัญ ได้รับทราบเหตุผลว่าหลังผลัดแผ่นดิน ขุนนางสำคัญยังทำการอยู่อโยธยา บางส่วนถูกส่งไปปกครองหัวเมืองสำคัญอื่น ขณะที่ในพิษณุโลกเองก็ยังไม่ได้เกณฑ์ไพร่พลมาเสริมเพิ่มเติมมากนัก ศึกก็มาถึงแล้ว

พระมหาอุปราชาเริ่มแจ้งในที่ประชุมว่า

“พระเจ้ากรุงศรีสตนาคนหุตส่งสารมาว่า ล้านช้างทราบข่าวขบถที่อโยธยา นึกห่วงใยหนักหนา ล้านช้างอันเป็นมหามิตรมายาวนาน จึงได้ส่งทัพมาเพื่อคุ้มครองพระนครและร่วมปราบขบถ เพื่อความวัฒนาสถาพรแห่งอโยธยาศรีรามเทพนครสืบไป”

“ความอันพระเจ้าล้านช้างแจ้งมา เป็นกลลวงไม่ต้องสงสัย” จมื่นศรีสรรักษ์ให้ความเห็น

ออกญาจักรีพูดขึ้นต่อมา “ล้านช้างและดินแดนประเทศราชใกล้เคียง คอยหาช่องแยกตนเป็นเอกราชอยู่เสมอ เพลานี้อโยธยาอ่อนแอ ด้วยเพิ่งผลัดแผ่นดิน การเกณฑ์ไพร่พล กฎระเบียบต่างๆ ยังไม่มั่นคงนัก จึงเป็นโอกาสให้ล้านช้างแยกตน และหากดูจากไพร่พลที่ยกมาเป็นทัพใหญ่เช่นนี้ ดีร้ายล้านช้างอาจคิดหวังเคลื่อนเข้าตี ยึดครองอโยธยาเป็นประเทศราชเสียในคราวเดียวกัน”

เจ้าพิษณุโลกพยักหน้าเห็นพ้อง แล้วบอกต่อที่ประชุม “ข่าวแจ้งมาว่า ล้านช้างเดินทัพมาทางตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านตำบลเชียงคานเข้ามา เห็นจะมาถึงตำบลนครไทย อีกไม่กี่เพลานี้”

ขุนนางพิษณุโลกคนหนึ่งทูลขึ้นว่า “การศึกครานี้ล้านช้างยกไพร่พลมามาก เป็นที่น่ากังวล แต่หากเราพลาดพลั้ง ก็ยกทัพถอยไปยั้งในอโยธยาได้ ทัพอโยธยาที่มีศึกติดพันที่เพชรบุรีนั้น เห็นจะถอนกลับมารับมือปกป้องพระนครได้สะดวกด้วยเพชรบุรีไม่ได้ไกลจากพระนครนัก”

จมื่นศรีสรรักษ์เอ่ยแย้งทันที “ความดังนั้นผิดหลักนัก ทำศึกหาควรห่วงหน้าพะวงหลัง อโยธยายกทัพไปเพชรบุรี หวังตีขบถให้แตกพ่ายสิ้นซาก ก็เห็นควรทำให้ลุล่วง แล้วจึงจะถอนกลับพระนคร หากแม้ถอนทัพโดยยังมีศึกติดพัน จะเป็นทีให้ขบถรวบรวมพลไล่ตามตี และรวมเอาหัวเมืองอื่นๆ เข้าเป็นพวก ดีร้ายจะเข้าร่วมกับทัพล้านช้างรุมตีอโยธยาอีก ถึงเพลานั้น จะยิ่งลำบากหนักหนา”

พระมหาอุปราชาเห็นด้วย “คำคุณพระนายต้องใจข้า” แล้วลุกขึ้นเดินมาหยุดหน้าแผนที่ใหญ่ “เราจำต้องหยุดยั้งทัพล้านช้างไว้แต่ตรงนี้” เจ้าพิษณุโลกใช้ไม้ยาวชี้ลงบนแผนที่ ตรงปากทางใกล้ช่องเขาในบริเวณตำบลนครไทย “หากเรายั้งทัพพวกมันไว้ตรงนี้ได้กระทั่งอโยธยาเสร็จศึกเมืองเพชรบุรี ล้านช้างก็จะเลิกทัพไปเอง”

“แต่การครานี้เรามีกำลังน้อย ไพร่พลพิษณุโลกถูกเกณฑ์ไปแต่ครั้งผลัดแผ่นดินจำนวนมาก ที่เหลือยั้งอยู่ที่นี่จึงน้อยนัก จากหัวเมืองใกล้เคียงก็ระดมได้ไม่มาก ศึกครานี้คิดหวังว่าอโยธยาจะส่งไพร่พลมาหนุนเนื่องมากกว่านี้ แต่เอาเข้าจริงกลับมีมาน้อยเหลือเกิน เกรงจะทำการใดๆ ลำบาก” ขุนนางพิษณุโลกอีกคนพูดขึ้นมา ยามาดะรู้สึกเหมือนเป็นคำเหน็บแนม ชำเลืองมองสีหน้ารองแม่ทัพอโยธยา ยังดูสงบสุขุม เผยรอยยิ้มเล็กๆ ในตอนที่กล่าวแก้

“จำนวนหาได้สำคัญเท่าฝีมือ ไพร่พลอโยธยาเป็นเลิศด้วยฝีมือการศึก รับมือไพร่เลวล้านช้างได้สิบต่อหนึ่ง เราตรองดูแล้วว่าเพียงเท่านี้ก็สามารถหยุดยั้ง หรือกระทั่งมีชัยเหนือทัพล้านช้างได้ ไพร่พลข้างพระพิษณุโลกอาจไม่เจนจัดการศึกอย่างไพร่พลเรา จึงกังวลอยู่บ้าง ข้าจึงขอให้ท่านวางใจในการครานี้เถิด” เจ้าของใบหน้ายิ้มยังเอ่ยต่อก่อนที่สีหน้าโกรธของขุนนางพิษณุโลกจะทันโต้ “อีกทั้งนอกจากพลอโยธยาแล้ว ยังมีอาสาญี่ปุ่นมาร่วมทัพสมทบ”

มหาอุปราชไม่อยากให้เกิดความกินแหนงระหว่างอโยธยาและพิษณุโลก จึงไม่ต่อความในเรื่องดังกล่าว หันมองทางกองอาสาต่างชาติ “เหล่าอาสาญี่ปุ่นร่วมทัพมาเท่าไรหรือ”

“สองร้อยพระพุทธเจ้าข้า” รองแม่ทัพอโยธยาตอบ

“สองร้อยอย่างนั้นรึ”

ขุนนางฝ่ายหัวเมืองพิษณุโลกบางคนลอบหัวเราะ

คิอิ คิวเอมอนขยับตัวจากที่นิ่งสงบอยู่นาน เอ่ยว่า

“อาสาญี่ปุ่นเป็นเลิศด้วยฝีมือรบไม่ยิ่งหย่อนใคร พร้อมรับใช้อโยธยา และแสดงฝีมือให้เป็นที่ประจักษ์จดจำสืบไป”

“คำท่านซาบซึ้งใจข้านัก แม้มีทหารเพียงน้อยแต่ก็ยังอาสา เชื่อว่าจะสามารถช่วยเหลือเราได้แน่” เจ้าพิษณุโลกว่า

ผู้นำกองอาสาญี่ปุ่นค้อมศีรษะเล็กน้อย ไม่หวั่นแม้เป็นเพียงคำประชดประชัน

“แม้มีจำนวนน้อย แต่หม่อมฉันได้เคยประจักษ์มาแล้ว เห็นว่าเปี่ยมด้วยสามารถ เพลงดาบว่องไวแต่ทรงพลัง เคลื่อนไหวรวดเร็ว อีกทั้งนักรบญี่ปุ่นล้วนกล้าหาญสัตย์ซื่ออดทน” จมื่นศรีสรรักษ์ว่า

“เช่นนี้เห็นควรให้อาสาญี่ปุ่นนำกองอาสาไปเป็นเสือหมอบแมวเซา สืบความข้างทัพล้านช้างว่ามีมากน้อยเพียงไร ทั้งช้าง ม้า ไพร่เลว จัดกระบวนทัพแบบไหน” ขุนนางข้างพิษณุโลกรายหนึ่งเสนอ

ยามาดะเหลือบตามองหัวหน้ากองของตน เห็นยังนิ่งอยู่ จนเมื่อพระมหาอุปราชาไถ่ถาม “กองอาสาญี่ปุ่นยินดีรับงานนี้หรือไม่”

คิอิ คิวเอมอนค้อมศีรษะตอบรับ “ข้าพระพุทธเจ้าจะทำการเต็มที่พระพุทธเจ้าข้า”

หลังประชุมพล ยามาดะหารือกับคิอิในกระโจมพัก แสดงความกังวลออกมา

“ทัพพิษณุโลกดูแคลนฝีมือเรา ข้าหวังอาสาญี่ปุ่นจะได้แสดงฝีมือเป็นกองอาสาอยู่ทัพหน้าประจัญข้าศึก แต่พิษณุโลกกลับให้เป็นเพียงกองเสือหมอบแมวเซา คอยสอดแนม มิได้นำหน้าเข้าต่อตี”

“งานแต่ละหน้าที่ล้วนสำคัญ เจ้าจงอย่าดูแคลน แม้งานเล็ก แต่จะขาดเสียมิได้”

ยามาดะยอมรับเหตุผล แต่ก็ยังมีข้อห่วง “แต่เราเป็นพลจากเมืองหลวง หาชำนาญชัยภูมิ น่าเกรงว่าจะทำการลำบาก”

“เรื่องนี้ข้าก็กังวลอยู่” คิอิยอมรับ

ตอนนั้นเอง จมื่นศรีสรรักษ์เข้ามาในกระโจม ไม่ทันมีพิธีรีตองต้อนรับ หรือกล่าวทักทายใดๆ ท่านก็เอ่ยมาทันทีว่า

“พวกท่านคงกังวลกันอยู่ว่าจะไม่ชำนาญชัยภูมิ จนเป็นอุปสรรคต่อหน้าที่สินะ”

ญี่ปุ่นสองคนมองหน้ากัน คิอิเอ่ยบอก “ท่านคาดการณ์แม่นยำนัก”

มหาดเล็กวังหลวงเรียกอีกคนให้เข้ามา แล้วแนะนำ

“ผู้นี้คือขุนจงใจภักดิ์ มาแจ้งกับข้าว่าจะขออาสาช่วยการพวกท่าน”

ขุนนางที่มากับจมื่นศรีสรรักษ์ เป็นคนหนุ่มวัยไล่เลี่ยกับยามาดะ มากน้อยกว่ากันคงไม่มาก รูปร่างก็ไม่ต่างกับเขาเช่นกัน ใบหน้ากลม ดวงตามีแววที่ยามาดะสัมผัสได้ว่า เป็นในทางไมตรี

“หากได้ขุนศึกชาญชัยภูมิ ย่อมถือเป็นเรื่องดี” ผู้นำกองอาสาญี่ปุ่นยินดี

เมื่อทุกอย่างพร้อม คิอิก็จัดตระเตรียมพลทันที  คืนนั้น กองอาสาหนึ่งร้อย สวมเกราะหวาย เริ่มเดินทาง พร้อมขุนจงใจภักดิ์และพรรคพวกอีกสิบกว่าคน

“โชคดีนักที่ท่านเป็นคนแถบเมืองนี้ จึงรู้เส้นทางลัด ทางสะดวกต่อการเดินทัพ” คิอิว่า ระหว่างขี่ม้าไปจุดหมายเส้นทางของข้าศึก

ขุนนางหนุ่มอโยธยาเพลานี้อยู่บนหลังม้า สวมชุดเกราะโลหะสีเงินของพวกโปรตุเกส ไขว้ดาบคู่บนหลัง ดูองอาจ

“ข้าเกิดที่เมืองชาติตระการ ก่อนโกนจุกได้เดินทางย้ายตามพ่อแม่มาที่นครไทย รับราชการอยู่ที่นั่นจนย้ายลงมาทำราชการที่พระนครจนตอนนี้”

“เห็นจะหลายปีแล้วซี”

ขุนนางอโยธยาเข้าใจว่าอีกฝ่ายอยากสอบทาน ด้วยลังเลความทรงจำเกี่ยวกับพื้นที่

“สมัยเด็ก ข้าวิ่งเล่นแถบนี้ตลอด โตขึ้นมา ก็เที่ยวชมถ้วนทั่วตั้งแต่เขาลูกโน้น จนถึงที่ราบทางใต้ที่เห็นนี่” เขาเบนสายตาแทนการชี้ “พบเห็นเส้นทาง พื้นที่ชัยภูมิปรุโปร่ง แม้ผ่านไปนานปี ก็ยังจำได้ไม่ลืม”

“เช่นนั้นความชาญในชัยภูมิของท่าน ย่อมเป็นคุณกับฝ่ายเราเหลือคณา” ยามาดะพูด “พิชัยสงครามว่า รู้ชัยภูมิ เทียบไพร่พลนับแสน”

ขุนจงใจภักดิ์หันมาทางคนพูด “ท่านก็เป็นหนึ่งที่ชาญพิชัยสงครามสินะ”

“ไม่หรอก” หนุ่มญี่ปุ่นยิ้มน้อยๆ “ข้าเป็นแต่คนสามัญโง่เขลาเท่านั้น”

“คนเก่งมักไม่อวดตัว ข้ายินดีที่ได้ร่วมศึกกับท่าน” รอยยิ้มมีไมตรีส่งมาพร้อมคำพูด

“เช่นกัน” หนุ่มญี่ปุ่นตอบรับ

เมื่อกองเสือหมอบญี่ปุ่น เดินทางถึงจุดหมายอันเป็นที่สังเกตการณ์ ก็พากันขี่ม้าขึ้นไปบนเนินเขา ผู้ชาญชัยภูมิอธิบาย

“แถบนี้ชาวบ้านเรียก เขาตาเฒ่า ทัพล้านช้างต้องเดินผ่านมาทางนี้”

กองเสือหมอบปักหลักรอสืบความอยู่หลายชั่วยาม จนอรุณรุ่ง เมื่อมองจากยอดภู จึงเห็นขบวนกองทัพไพร่ราบ ทัพม้า เคลื่อนเป็นแถวยาวอยู่ลิบๆ

มีม้าเร็วของอาสาญี่ปุ่นที่คิอิส่งไปสืบความล่วงหน้า กลับมารายงานให้ทราบว่า ที่เห็นเป็นทัพหน้าเท่านั้น ไพร่ราบสักหนึ่งหมื่น ยังมีทัพช้าง ม้า อีกหลายกอง ทยอยเคลื่อนมาสมทบ นอกจากนี้ข้าศึกยังจัดวางกองขนส่งเสบียงไว้ตามหัวเมืองย่อยด้วย

“ท่านคิดว่าอย่างไร” คิอิถามออกขุนจงใจภักดิ์

“ยินว่ากองทัพออกมาจากกรุงศรีสตนาคนหุตเกือบสองหมื่น ตลอดทางคงได้เกณฑ์ไพร่พลตามหัวเมืองที่ผ่านอีกจำนวนหนึ่ง ยิ่งมีการวางกำลังกองเสบียงรายทางเช่นนี้ มีเพียงเด็กไม่ประสาเท่านั้น ที่คิดว่ามาเพื่อช่วยรับศึกเมืองเพชรบุรี เห็นทีหากมีชัยเหนือพิษณุโลกครานี้แล้ว คงจะได้เคลื่อนเข้าตีอโยธยาต่อ โดยทัพหลวงของพระเจ้ากรุงล้านช้าง จะได้เคลื่อนลงมาหนุนเนื่องเป็นแน่”

“ดังนั้นจำต้องหยุดศึกนี้ไว้ให้ได้เสียแต่ตรงนี้” ยามาดะบอก

“แต่เราเป็นรองแทบทุกอย่าง” คิอิกังวล

ขุนจงใจภักดิ์กวาดตามองชัยภูมิ ภูเขา และที่ราบแสนไกลตรงหน้า แล้วพูดว่า

“ทัพล้านช้างเห็นจะเคลื่อนมาตามแนวเขาตาเฒ่า หากเราตั้งทัพปิดทางไว้ตรงโน้น” เขาชี้ไปยังทิศตะวันตก บริเวณพื้นที่ราบ หน้าช่องเขา ห่างจากจุดที่อยู่กันเพลานี้สักสามร้อยเส้น “ล้านช้างจำต้องตั้งทัพตรงหน้าช่องเขา ตรงนั้นหากเป็นฤดูร้อน จะแล้ง อยู่ลำบาก หากเป็นฤดูฝน น้ำจะหลาก ไม่อาจตั้งทัพยั้งอยู่ได้ ถือเป็นชัยภูมิมรณะที่ผู้ชาญสงครามต้องเลี่ยง”

“แม่ทัพล้านช้างหาใช่เด็กไม่ประสา ย่อมล่วงรู้เช่นกัน” ผู้นำกองอาสายังไม่วางใจ

“แต่หากเดินทัพมาตามเส้นทางนั้น ก็หามีทางเลือก อีกทั้งฝ่ายนั้นคงคิดว่าไม่มีผู้ใดต่อต้าน หรือหากมีก็เป็นเพียงทัพน้อย มีชัยโดยง่าย ถือเป็นความประมาทที่เราจะฉวยช่องเอาชัย”

คำของขุนนางอโยธยาช่วยลดความกังวลลงได้บ้าง

ตลอดเวลาที่รับฟังแผนการศึกจากออกขุนจงใจภักดิ์ ยามาดะเห็นว่าสหายใหม่รายนี้เป็นเลิศทางปัญญา ชาญการศึก แต่ก็ไม่อวดอ้างถือตัว

น่ายินดี ที่จะได้คบหากันไว้เป็นสหาย

*

คิอิและยามาดะกลับมารายงานข่าวการสืบความแก่ที่ประชุมพล

เมื่อรับฟัง ขุนนางพิษณุโลกคนหนึ่งพูดขึ้นว่า

“หากเราตั้งค่ายในชัยภูมิดีรอรับศึก ประวิงเวลาไว้ จนกว่าศึกเมืองเพชรบุรีเสร็จ ทัพหลวงคงยกขึ้นมาหนุน ถึงเวลานั้น ทัพล้านช้างก็หาใช่เรื่องน่ากลัว เสบียงที่มีสะสมไว้ แลที่จะเก็บเกี่ยว เห็นจะมีเพียงพอเลี้ยงดูทัพได้หลายเดือน ต่างกับล้านช้างที่เดินทางมาไกล ขนส่งเสบียงลำบาก เป็นช่องทางให้เราจัดเป็นกองโจรออกปล้นได้ด้วย”

“แต่หากทัพล้านช้างทุ่มกำลังเข้าตีในคราวเดียว เราก็จะรับมือยาก มิพลันประวิงเวลารอทัพหลวงจากอโยธยาเสร็จศึกเพชรบุรีแล้วยกมาหนุน” นายทัพพิษณุโลกอีกรายหนึ่งเป็นห่วง

จมื่นศรีสรรักษ์พูดขึ้นบ้างว่า “ขุนจงใจภักดิ์ได้ไปตรวจตราชัยภูมิมา จึงคิดอุบายแผนการมีชัยในศึกครานี้” แล้วหันไปทางขุนนางที่กล่าวถึง เจ้าพิษณุโลกสนใจเช่นกัน

“เจ้ามีแผนการใดเร่งว่าไป”

ออกขุนจงใจภักดิ์ทูลต่อพระมหาอุปราชาว่า

“แม้เราเป็นเพียงทัพน้อย เป็นรองเกือบสามต่อหนึ่ง แต่ใช่ว่าไร้หนทางสบช่องเอาชัย” เขาขยับตัวไปตรงแผนที่ “หากเราไปตั้งยั้งทัพใหญ่อยู่แถวตำบลนี้” ชี้ไปยังจุดหนึ่งบริเวณที่ราบหน้าช่องเขา “แล้วให้อีกทัพหนึ่งไปซุ่มเหนือค่ายใหญ่ไปทางตะวันตก ราวเดินทางชั่วยามหนึ่ง ตรงนั้นเป็นเนินสูงติดกับแนวภูผาหินใหญ่ มีป่าไผ่ขึ้นหนา เป็นชัยภูมิอันดี ทำให้ได้เปรียบ ทัพล้านช้างย่อมต้องเข้าตีทำลายค่ายนี้ก่อนจะมุ่งตีค่ายใหญ่ หรือไม่ก็ต้องแบ่งทัพมาตีค่ายนี้ แล้วจึงค่อยเคลื่อนไปสมทบเข้าตีค่ายใหญ่”

ยังมีขุนศึกบางคนกังวล “เรามีพลน้อยอยู่แล้ว หากแบ่งไปสองค่าย จะยิ่งกำลังลดน้อย หากพ่ายทัพหนึ่ง อีกทัพย่อมยากจะต้านทาน เป็นการเสียกำลังไปอย่างไร้ค่า จะพากันสิ้นทั้งสองทัพ”

ออกขุนฝ่ายอโยธยาไม่สนใจข้อกังวล ทูลต่อ “หม่อมฉันขอพระองค์อนุญาตให้นำพลสองพันไปตั้งทัพในค่ายหน้า เชื่อว่าจะสามารถเอาชัยเหนือทัพล้านช้างได้”

“เพียงสองพันจะมีชัยเหนือทัพสองหมื่นได้อย่างไร” เจ้าพิษณุโลกขอความแน่ใจ

จมื่นศรีสรรักษ์ช่วยยืนยัน เสียงชัดในกระโจมศึก

“การศึกจะมีชัยหาใช่ด้วยกำลัง แต่อยู่ที่ปัญญา วันรุ่งพรุ่งนี้ ทัพล้านช้างจะเคลื่อนมาถึง คงจะได้ส่งคนมาแจ้งให้เปิดทาง และจะเข้าตีค่ายเราเป็นแน่แท้ ขอพระองค์และออกญาจักรีตระเตรียมพลรับศึกที่ค่ายใหญ่ให้พร้อมเถิด ส่วนอีกค่าย ขอเป็นธุระของข้าพระพุทธเจ้าและเหล่าอาสาญี่ปุ่นเอง”

*

เมื่อทัพล้านช้างเคลื่อนมาถึงที่ราบหน้าช่องเขา ก็ลงมือปลูกค่าย จากนั้นส่งขุนพลจำนวนหลายร้อย ตรงมาหยุดยังทุ่งกว้างห่างจากค่ายใหญ่ฝ่ายพิษณุโลกสักร้อยเส้น

พระมหาอุปราชาและขุนพลฝ่ายพิษณุโลก จมื่นศรีสรรักษ์ รวมถึงคิอิ และยามาดะ บนหลังม้า เคลื่อนออกมารอรับอยู่แล้ว

แม่ทัพฝ่ายล้านช้างควบม้ามาหยุดเบื้องหน้าเจ้าพิษณุโลก เหลือบมองทางตะวันตกไกลลิบ ค่ายเนินป่าไผ่ ค่ายแยกของฝ่ายพิษณุโลกกำลังถูกสร้างขึ้นมา มองจากภายนอกดูแข็งแรง รัดกุม กำแพงไม้ไผ่อยู่ด้านหน้า ขณะข้างหลังเป็นทิวไม้หนา

ละสายตาจากค่ายที่กำลังปลูก มายังนายทัพฝ่ายพิษณุโลกอีกครั้ง แม่ทัพล้านช้างจึงเริ่มแจ้งว่า

“สมเด็จพระเจ้ากรุงศรีสตนาคนหุตได้ทราบความวุ่นวายอันเกิดแต่ในอโยธยาแล้ว ทรงเห็นว่าด้วยอโยธยาและล้านช้าง มีไมตรีกันยาวนาน จึงทรงโปรดเกล้าให้ข้านำพยุหโยธามาเกื้อกูลช่วยการอโยธยาต่อตีขบถญี่ปุ่น”

“พระเจ้ากรุงอโยธยาซาบซึ้งพระทัยนัก แต่ขบถที่เพชรบุรีเป็นเพียงกลุ่มน้อย ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต อีกทั้งหาใช่ชาวญี่ปุ่นทั้งมวล ชาวญี่ปุ่นในพระนครล้วนยังภักดีต่ออโยธยา” แล้วผายมือไปทางคิอิและยามาดะ “จึงไม่ต้องการรบกวนล้านช้าง ต้องยกทัพเดินทางไกลมาทำการนี้ ขอท่านถอนทัพ เพื่อเหล่าทหารจะได้กลับไปหาครอบครัวเถิด”

“การศึกไม่ควรประมาท หากแม้พระองค์เชื่อว่าจัดการได้ ข้าก็เข้าใจ แต่ก็หวังจะได้ยั้งทัพรออยู่แถบนี้สักชั่วเวลาหนึ่ง เพื่อรอคอยให้การศึกเพชรบุรีลุล่วงโดยแท้ จึงจะยกกลับ”

“เช่นนั้นข้าก็ไม่ขัดประสงค์แห่งท่าน ขอท่านได้ปลูกค่ายไว้ที่ลานทางเหนือนี้เถิด ที่นั่นมีพื้นที่กว้าง ด้านหลังยังมีน้ำท่า เป็นที่พักของเหล่าทหารและช้างม้าได้”

ยามาดะเห็นสายตาแม่ทัพล้านช้าง มักแอบชำเลืองไปทางเนินป่าไผ่ ย่อมต้องเห็นไพร่เลวกำลังช่วยกันขนปืนใหญ่ เคลื่อนหายไปหลังแนวพุ่มไม้กระบอกแล้วกระบอกเล่า อีกทั้งยังมีเปลวควันลอยขึ้นจากด้านหลังหลายจุด ยามาดะเชื่อว่าแม่ทัพล้านช้างต้องระมัดระวัง กริ่งเกรงอยู่ไม่มากก็น้อย

ค่ำวันนั้น หลังยามาดะนำอาสาญี่ปุ่นส่วนหนึ่งมาสมทบค่ายเนินป่าไผ่ เขายืนบนยอดเนิน มองทัพล้านช้างปลูกค่ายหุงต้มอาหาร แสงไฟเป็นจุดๆ นับพัน ปรากฏเบื้องหน้า

ออกขุนจงใจภักดิ์ก้าวมายืนข้างๆ

“คิดอะไรอยู่รึ ท่านยามาดะ”

“คิดว่าท่านเลือกชัยภูมิดีนัก เราเห็นมัน มันไม่เห็นเรา”

“คงไม่เสียเวลาสังเกตความเคลื่อนไหวในค่ายมันนานนัก เห็นจะไม่เกินเจ็ดราตรี ต้องได้ต่อตีกันเป็นแน่”

“แต่เราก็พร้อมรับมืออยู่แล้วนี่” นักรบญี่ปุ่นว่า

นักรบอโยธยาพยักหน้ายิ้ม

เป็นไปตามที่ออกขุนจงใจภักดิ์คาด ผ่านไปเพียงสามราตรี เวลาล่วงยามสามไปได้เล็กน้อย ทัพล้านช้างเริ่มกรีธาออกจากที่ตั้ง เข้าตีค่ายเนินป่าไผ่ คิอิ คิวเอมอนสั่งปืนใหญ่ระดมยิง แสงวาบจากปลายกระบอกระเบิดไพร่เลวล้านช้างอันเป็นกองหน้าล้มตายเหลือคณา ทว่าขบวนคชสารที่ดาหน้าเข้ามาหนุน บรรทุกปืนหลังช้าง ยิงตอบโต้กลับมาเช่นกัน แรงระเบิดทำให้ทหารวิ่งกันจ้าละหวั่น

ไพร่ราบล้านช้างยกพลเข้าประชิด พาดพะองปีนค่าย ทหารบนเชิงเทินสกัดกั้น เททรายคั่ว หิน ใส่ข้าศึกพลัดหล่นดังใบไม้ร่วง แต่ก็ยังไม่มีคำสั่งล่าถอย

ยามาดะยืนสั่งการยิงยันบนเชิงเทิน ป้องกันศัตรูมิให้ล่วงเข้าค่ายได้โดยง่าย ผ่านไปพักใหญ่ จึงมีเสียงร้องเรียก

“ท่านยามาดะ!” เสียงขุนจงใจภักดิ์ดังมาจากบนหลังม้า พยักหน้าให้สัญญาณ หนุ่มญี่ปุ่นรับรู้โดยไม่ต้องบอกกล่าว วิ่งลงจากเชิงเทิน ขึ้นหลังม้า พร้อมเหล่าอาสาญี่ปุ่น

ทัพม้าของออกขุนจงใจภักดิ์และอาสาญี่ปุ่นพุ่งออกจากค่ายเนินป่าไผ่ ลงไปประจัน ต่อตีกับทัพข้าศึก สังหารฝ่ายตรงข้ามกันไปไม่ต่ำกว่าคนละยี่สิบ ทว่าทหารล้านช้างก็ยังเสริมพลเข้ามาหนาแน่น ที่สุดขุนนางอโยธยาจึงตะโกนบอก

“ถอย ถอย!”

เหล่าทหารทั้งอโยธยาและอาสาญี่ปุ่นเริ่มถอย ยามาดะพร้อมออกขุนจงใจภักดิ์ขับม้า นำพลถอยร่นมุ่งไปตามเส้นทางในช่องเขา ทัพล้านช้างต่างฮึกเหิม ด้วยคิดว่าตนได้เปรียบ รีบรุกไล่ตามไปทันที

เวลานั้นยามาดะเชื่อว่าอีกด้านหนึ่ง ทัพใหญ่ของล้านช้างกำลังเร่งเคลื่อน เตรียมเข้าตีค่ายใหญ่ของพระมหาอุปราชาแล้ว

จึงเป็นเวลาอันเหมาะควร

ยามาดะสบตาเพื่อนขุนนางอโยธยา พยักหน้าอย่างรู้กัน จากนั้นนำไพร่พลเลี้ยวเข้าช่องทางแคบๆ ในภูผา

โรนินจากญี่ปุ่นเคลื่อนม้าไปตามทางเล็กๆ ในช่องผา ซึ่งสหายอโยธยาแจ้งไว้แล้วว่า สามารถลัดเลาะกลับไปค่ายเนินป่าไผ่ได้

ส่วนออกขุนจงใจภักดิ์ตะโกนสั่งเสียงดังกับทหารของตน

“ถอยกลับไปค่ายใหญ่ เร็ว!”

ยามาดะนำพลอาสาญี่ปุ่นลัดเลาะไปตามทางลัด ไม่นานนัก จึงโผล่ออกมาทางด้านหลังค่ายเนินป่าไผ่ ซึ่งเพลานี้แทบกลายเป็นเถ้าแล้ว ด้วยถูกฝ่ายล้านช้างเผาทำลายย่อยยับ

แต่ไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องกังวลเลย

เพลานี้ค่ายเนินป่าไผ่ไม่มีทหารล้านช้างอยู่แล้ว คงจะยกพลทั้งหมดตามขุนจงใจภักดิ์ไป และร่วมตีค่ายพระมหาอุปราชากับทัพใหญ่

ทว่าหาได้ปราศจากผู้คน ทหารม้ากองหนึ่งพร้อมพลธนูหลายร้อย มีจมื่นศรีสรรักษ์เป็นนายทัพอยู่บนหลังม้า รอคอยมาสักพักแล้ว

“พวกล้านช้างยกออกไปหมดสิ้นแล้ว”

“พวกมันคงคิดว่ากำลังจะได้ชัยแล้วกระมังขอรับ” ยามาดะว่า

“ให้มันรู้ว่า ใครกันแน่ ที่จะมีชัย”

มีพลม้าของอาสาญี่ปุ่นควบมารายงาน

“กองอาสาญี่ปุ่นเตรียมเชื้อฟืนเรียบร้อย พร้อมบุกตี เผาค่ายล้านช้างแล้วขอรับ”

จมื่นศรีสรรักษ์ยิ้มน้อยๆ ไม่กี่อึดใจต่อมา ก็สั่งการนำพลอโยธยาและอาสาญี่ปุ่นลงจากเนิน มุ่งสู่ค่ายใหญ่ฝ่ายล้านช้าง จากที่สืบความมา เพลานี้ทหารอยู่รักษาค่ายไม่น่าเกินสองพัน และล้วนแต่ประมาท ไม่คาดว่าจะมีใครหวนมาตี จึงไม่ได้ตระเตรียมให้พรั่งพร้อม ดังนั้นเมื่อทัพของจมื่นศรีสรรักษ์ไปถึง จึงบุกเข้าโจมตี เผาทำลายโดยง่าย จับตัวเป็นเชลยก็หลายคน แต่ก็ปล่อยให้บางคนทำตัวเป็นม้าเร็ว รีบเอาข่าวร้ายไปแจ้งแก่แม่ทัพ

“เมื่อแม่ทัพมันรู้ เห็นจะได้ตระหนก ทำการใดต่อมิได้” ท่านจมื่นว่า

ยามาดะรับรู้แผนการนี้ เห็นพ้องตั้งแต่แรก เขาคิดว่าเพลานี้ออกขุนจงใจภักดิ์ซึ่งทำทีล่าถอยกลับไปค่ายใหญ่ คงจะได้ล่อทัพล้านช้างตามไปจนถึงปากทางออกช่องเขา ก่อนให้ทหารผู้ซุ่มรออยู่แล้ว สุมกองฟอนปิดทาง ขังทัพล้านช้างไว้ทั้งหน้าหลัง แล้วจุดไฟเผาเสีย ระดมพลธนูยิงลงมาจากด้านบน ไพร่พลล้านช้างที่ติดตามไป คงจะได้พินาศหมดสิ้น

ส่วนค่ายพระมหาอุปราชาก็ตระเตรียมปิดค่ายรับมือทัพใหญ่ล้านช้างไว้อยู่แล้ว แต่เมื่อข่าวจมื่นศรีสรรักษ์เผาค่ายใหญ่วายวอดไปถึงทัพใหญ่ล้านช้าง ย่อมเป็นเหตุให้ไพร่พลแตกตื่น ระส่ำระสาย ไร้ระเบียบแบบแผนการจัดทัพ ถึงเวลานั้นพระมหาอุปราชาก็จะเปิดประตูค่าย นำพลออกประจัญ มุ่งจับตัวผู้เป็นแม่ทัพ

ทุกอย่างเป็นไปตามแผนการยุทธ์ฝ่ายอโยธยา

เมื่อฟ้าสาง อาทิตย์ลอยตัวขึ้น ฉายให้เห็นซากสงคราม ศพกลาดเกลื่อน กลิ่นคาวเลือดคลุ้ง แร้งบินวนเวียนครางเสียงแหลมบนฟ้า ก่อความน่าหวาดหวั่นต่อไพร่ทหารที่เริ่มรู้ว่าฝ่ายตนเสียเปรียบ

ไพร่พลล้านช้างจำนวนมากทิ้งอาวุธยอมแพ้ ส่วนแม่ทัพใหญ่ยกพลที่เหลือไม่ถึงห้าพัน หลบหนีเข้าไปยังชายป่าโปร่งทางตะวันออก ห่างจากค่ายมหาอุปราชไม่ไกลนัก

“ระยะนี้น้ำแล้ง ป่าแถบนี้ล้วนแห้ง แหล่งน้ำอันพอจะพึ่งพิงได้น้อยนัก ร่มเงาไม้แม้พอมีให้พักพิง แต่ก็ไม่อาจคลายความเหนื่อยล้า อยู่ได้ไม่นาน หากเราคิดรุกไล่ ก็เพียงเผา ใช้ไฟเปิดทาง เห็นจะได้ชัยโดยง่าย” ออกขุนจงใจภักดิ์บอก

“หากรีบรุกเข้าตี เห็นจะทำลายได้” ขุนพลพิษณุโลกรายหนึ่งสนับสนุน

แต่จมื่นศรีสรรักษ์ทูลเสนออีกอย่าง

“หากทัพล้านช้างถูกทำลายลงสิ้น ย่อมเป็นที่พิโรธแก่พระเจ้าล้านช้าง เป็นเหตุให้ขัดเคือง ก่อศึกใหม่อีกในวันหน้า ครานี้เราเพียงป้องกันตนเอง มิได้หวังสังหารทำลายทั้งทัพ หากปล่อยให้ถอยกลับไป น่าจะพอบรรเทาความเคืองแค้นใจฝ่ายล้านช้างลงได้บ้าง วันหน้าจะได้ฟื้นฟูสัมพันธ์โดยง่าย ถือเป็นกุศลกรรมสำหรับพระเจ้ากรุงอโยธยาผู้เปี่ยมไปด้วยพระเมตตาสมดังเป็นหน่อพระพุทธเจ้า อีกอย่างหากเสร็จศึกไว ทหารไม่เหนื่อยอ่อน หม่อมฉันหวังจะยกทัพอโยธยาไปสมทบกับทัพออกญากลาโหม ร่วมทำการศึกเมืองเพชรบุรีอีก”

พระมหาอุปราชาเห็นพ้องด้วยความคิดจมื่นศรีสรรักษ์

เจ้าพิษณุโลกปล่อยทัพล้านช้างพักอยู่วันหนึ่ง รุ่งเช้าจึงยกพลออกจากค่าย เป็นขุนศึกทหารไพร่ราบสองพัน รวมถึงอาสาญี่ปุ่นนำโดยคิอิ คิวเอมอน ให้คนส่งสารเชื้อเชิญแม่ทัพล้านช้างออกมาเผชิญหน้า

“เราเปิดศึกครานี้ด้วยท่านคิดอุบายหมายบุกเรา จึงจำต้องป้องกันตนเอง หาได้คิดการหวังทำลายท่านแต่อย่างใด ถึงเพลานี้ท่านย่อมทราบแล้วว่า อโยธยานั้นปลอดภัยจากขบถทั้งปวง ข้าจึงจะขอฝากความไปกราบบังคมทูลพระเจ้ากรุงล้านช้างด้วยว่า เป็นพระกรุณายิ่งที่ทรงส่งกองทัพมาช่วย เพลานี้อโยธยาปลอดภัยแล้ว สมควรที่ท่านจะถอยทัพคืนพระนครศรีสตนาคนหุตแต่โดยดีเถิด”

แม่ทัพล้านช้างไร้หนทางอื่น ตอบกลับอย่างเสียไม่ได้

“หากอโยธยาคิดเห็นเช่นว่านั้น ข้าก็ไม่ขัด จะเร่งถอนทัพนับแต่นี้”



Don`t copy text!