สื่อสังหรณ์ บทที่ 10

สื่อสังหรณ์ บทที่ 10

โดย : ชลนิล

สื่อสังหรณ์ โดย ชลนิล เรื่องราวของสามหนุ่ม…แทนนที ภูดล และณคราม ผู้สามารถมองเห็นเหตุการณ์ที่คนทั่วไปไม่เห็น หากคุณเป็นพวกเขา…แล้วคุณจะตัดสินใจอย่างไร นิยายออนไลน์ อีกเรื่อง ที่ เว็ปอ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 10-

อาการกระตุกเยือกของรถคล้ายเกิดจากเครื่องยนต์ติดขัดมีปัญหา กำลังเครื่องตกลง ความเร็วลดฮวบฮาบ เร่งไม่ขึ้น แทนนทีตั้งสติประคองรถชิดเลนซ้าย ระมัดระวังไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ

เมื่อจิตใจจดจ่อกับการควบคุมรถอย่างมั่นคงเช่นนั้น ภาพนิมิตจึงสลายสาบสูญ เห็นแค่ใบหน้าภูดลสองสามแวบก่อนดับวูบ

ต่อให้กังวลเสียดาย ‘สังหรณ์’ นักฟุตบอลหนุ่มก็เห็นปัญหาเฉพาะหน้าสำคัญกว่า สายตามองเห็นป้ายปั๊มน้ำมันอยู่ไม่ไกลนัก น่าจะมีศูนย์บริการรถยนต์ในเหตุฉุกเฉินเช่นนี้ จึงประคองรถพยายามไปให้ถึงจุดหมายอย่างปลอดภัย

———————-        —————     ——————-

เกือบหกโมงเย็น ปั๊มน้ำมันเขตชานเมืองกรุงเทพ

แดดโรยราใกล้ลับฟ้า คนที่ยืนหน้าศูนย์บริการรถยนต์ยิ่งกระวนกระวาย ร้อนรุ่ม มือกดโทรศัพท์ทั้งส่งไลน์ โทรหาเพื่อนทั้งสองคนแต่อีกฝั่งไม่มีวี่แววตอบกลับรับรู้เลย

รถยนต์มีปัญหาต้องเปลี่ยนอะไหล่บางชิ้นใช้เวลาสองสามชั่วโมงเสร็จ ลิ่วลมรอได้ไม่มีปัญหา เจ้าของรถกลับกังวล สีหน้าเครียดแทบอยากโลดแล่นออกจากปั๊มเสียเดี๋ยวนี้

…เพียงแต่…ไม่รู้จะไปที่ใด…

ภาพสังหรณ์ใบหน้าภูดลไม่กี่แวบ ไม่อาจบอกสถานที่เหตุการณ์เรื่องราวใด ยิ่งทำให้ใจสงสัย เป็นห่วง จนสังหรณ์ไม่อาจปรากฏซ้ำ

ตั้งใจส่งไลน์ โทรหาณครามเพื่อถาม…เกิดสังหรณ์พร้อมกันหรือไม่…เรื่องราวเป็นเช่นไร?

อาจารย์หนุ่มปิดโทรศัพท์ อาจเข้าประชุม หรือทำงานต้องใช้สมาธิมาก ไม่ต้องการเสียงโทรศัพท์ เครื่องมือสื่อสารใด ๆ รบกวน

ลองติดต่อภูดล อย่างน้อยเพื่อเลียบเคียงถามว่าอยู่ที่ใด จะได้ประเมินสถานการณ์ช่วยป้องกัน ทางนั้นก็ปิดโทรศัพท์เหมือนกัน

แทนนทีเหมือนถูกปิดหูปิดตา ‘สังหรณ์’ สั้น ๆ เป็นเหมือนเหยื่อล่อให้อยากรู้ แล้วถูกพรากไปต่อหน้าต่อตา

ลิ่วลมยืนมองด้านข้าง รอจนเขาถอนใจยอมแพ้ เก็บโทรศัพท์จึงเอ่ยปากชวนคุยให้ระบายความในใจ

“นอกจากเรื่องรถ…พี่แทนกังวลเรื่องอะไรอีกหรือเปล่าคะ”

“จ้ะ” ตอบรับโดยไม่มีคำอธิบายมากกว่านั้น

ลิ่วลมกำลังหาเรื่องคุยให้เขาสบายใจกว่าเดิม จังหวะนั้นโทรศัพท์มือถืออีกฝ่ายก็ดังขึ้น

“ดิน…อยู่ไหนวะ” แทนนทีกรอกเสียงรัวเร็ว

“กูเพิ่งเปิดโทรศัพท์ มึงมีอะไรกระหน่ำโทรกระหน่ำไลน์หากูขนาดนี้” อีกฝ่ายไม่ตอบคำถามทันที

“ปิดโทรศัพท์ทำไม”

อีกฝ่ายอึ้งชั่วขณะก่อนตอบแบบปัด ๆ

“กูปิดตั้งแต่ตอนทำงาน คุยกับลูกค้าแล้วลืมเปิด เพิ่งนึกได้ตะกี้…มึงมีอะไรกับกูนักหนาบอกมาสิ”

“มึงอยู่ไหน”

ปลายสายนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนตอบ

“สวนสาธารณะ ใกล้ศูนย์วิจัย” ตอบแค่นี้เป็นอันรู้กันว่าวิศวกรหนุ่มไปทำอะไรที่นั่น

แทนนทีคลายใจบางส่วน อยากเอ่ยปากถึงสังหรณ์แต่ต้องระงับไว้ เอ่ยอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน

“กูมีเรื่องสำคัญจะบอก” น้ำเสียงจริงจังจนคนฟังต้องนิ่งรอคอย “พ่อไอ้ครามไม่ได้ตายตอนตึกโรงพยาบาลถล่ม”

เรื่องนี้ควรพูดจาตอนเจอหน้า ทว่าสังหรณ์ร้ายเกิดเช่นนี้จึงไม่ควรรีรอ มีโอกาสต้องบอกทันที

…หากภูดลเฉลียวใจก็อาจรู้…มันเป็นการส่งสัญญาณเตือนภัยทางอ้อม

“มึงรู้จากไหน”

“แม่กูบอก!”

แทนนทีเริ่มเล่าให้ฟังตั้งแต่น้องชายโทรมาหา จนต้องตามไปคุยกับมารดาเห็นหลักฐานบิดาณคราม ได้ฟังเรื่องราวก่อนเกิดเหตุตึกถล่ม

“ทำไมไม่บอกกูแต่แรกวะ” ภูดลถามเมื่อเรื่องราวส่วนแรกจบลง

นักฟุตบอลหนุ่มเตรียมคำอธิบายเรื่องนี้ไว้แล้ว

“กูเห็นมึงงานยุ่งมาก ไม่เว้นกระทั่งวันหยุด ก็เลยไปคุยให้รู้เรื่องทั้งหมดก่อนค่อยเอาหลักฐานมาปรึกษากันทีหลัง”

พอได้ยินคำว่าปรึกษา ภูดลก็บอกง่าย ๆ

“เราต้องบอกไอ้ครามรู้ด้วยสิ…ไม่แน่พ่อมันอาจยังอยู่ถึงตอนนี้ก็ได้”

“มึงยังฟังเรื่องไม่จบ”

“หือ…หลังจากพ่อไอ้ครามถูกจับตัวไป เกิดอะไรขึ้น…”

“ไม่ได้เกิดอะไรขึ้น แต่แม่กูยังไม่ได้บอกเหตุการณ์ก่อนออกจากโรงพยาบาลให้พ่อไอ้ครามฟังทั้งหมด”

ภูดลฉุกคิดได้

“แสดงว่าแม่ต้องเห็นอะไรมากกว่าคนหิ้วถังแกลลอนไปทางชั้นใต้ดิน”

“ใช่…เรื่องนั้นแหละที่แม่กลัวจนไม่กล้าปริปากบอกใครจนถึงทุกวันนี้”

“มึงเล่ามาเลย”

แทนนทีนิ่งทบทวนความทรงจำชั่วขณะ ระบายลมหายใจยาวก่อนเล่าเรื่องส่วนสำคัญออกมา

—————————   ————————   ———————–

ตอนพ่อณครามกระชากเสียงถาม ‘น้องเห็นอะไรอีก’ ดุจดาวก็จดจำเรื่องสำคัญได้ มองชายตรงหน้าด้วยความหวาดกลัว เพราะอีกเหตุการณ์นั้น…น่าจะมี ‘เขา’ เป็นตัวละครสำคัญ

เย็นวันนั้น ดุจดาวลงจากเตียงไปเข้าห้องน้ำ สำรวจลาดเลาทางหนีที่ไล่ ตั้งใจถ้ามีโอกาสจะหลบออกจากโรงพยาบาลเลย

ออกจากห้องน้ำเห็นทางสะดวก กำลังจะลงบันไดออกจากตึก พบนางพยาบาลห้องคลอดเดินมาทางนั้นพอดีจึงรีบลงบันไดต่ำลงไปอีกแล้วหลบอยู่ซอกบันไดตรงชั้นใต้ดิน

ยืนนิ่งรอครู่ใหญ่ให้พยาบาลผ่านไปก่อน พอคิดว่าปลอดภัยกำลังจะออกจากที่ซ่อนก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเบา ๆ เดินลงบันไดมายังชั้นใต้ดินเช่นกัน

ดุจดาวไม่กล้าขยับตัว ในใจคิดว่าพยาบาลคงเห็นตนเองหายไปจึงออกตามหา…ทว่าไม่ใช่

ที่เดินลงมาเป็นผู้ชายสองคน ท่าทางมีพิรุธลักษณะเหมือนต้องการหลบสายตาผู้คนมาแอบคุยเรื่องสำคัญ

“ผมเอาแผนผังห้องทดลองชั้นใต้ดิน กับข้อมูลการวิจัยทั้งหมดให้พวกคุณไปแล้ว…จะเอาอะไรอีก”

คนพูดเป็นชายหนุ่มสวมเสื้อกาวน์สีขาวเห็นเพียงแผ่นหลัง ส่วนคู่สนทนาเป็นผู้ชายสวมเชิ้ตสีดำตัวเตี้ยกว่า ใบหน้าซ่อนในเงามืด

“คืนนี้ดอกเตอร์สตีฟ กับทีมนักวิจัยจะเข้ามาทำการทดลองเวลาเท่าไหร่” คำถามเรียบเบา ไม่แสดงอารมณ์ความรู้สึก

“สามทุ่ม”

“ตอนนี้ห้องทดลองมีใครอยู่บ้าง”

“เจ้าหน้าที่เวรสองคน”

“ถ้างั้น ทำยังไงก็ได้ให้สองคนนั่นออกจากห้องสักสิบห้าถึงสามสิบนาที” คำบอกแฝงอำนาจสั่งการ

“พวกคุณจะทำอะไร” ชายในเสื้อกาวน์ฉุกใจสงสัย

“แกไม่ต้องรู้หรอก”

“คุณแค่จ้างผมให้เอาแผนผัง กับข้อมูลวิจัยมาให้เท่านั้นนะ”

“ค่าจ้างจำนวนมากที่แกได้ มันรวมถึงต้องช่วยทำให้โครงการนี้ถูกล้มเลิกด้วย”

เสียงถอนใจเหนื่อยหนัก ก่อนคำพูดแสดงอาการจำยอม

“พอเจ้าหน้าที่เวรออกไป พวกคุณจะทำอะไร”

“ทำให้แน่ใจว่าการทดลองครั้งสำคัญคืนนี้จะต้องล้มเหลว”

“อย่านะ การทดลองครั้งนี้จะถูกรบกวนไม่ได้ มันอันตรายมาก”

“พวกเราสามารถควบคุมความเสียหายได้” พูดเหมือนแค่ต้องการให้อีกฝ่ายสบายใจ

“พวกคุณจะทำลายโครงการนี้ทำไม ถ้าผลงานของดอกเตอร์สตีฟ กับทีมวิจัยสำเร็จสมบูรณ์ มันจะเปลี่ยนโฉมหน้าวงการแพทย์ทั่วโลก เกิดประโยชน์แก่คนจำนวนมหาศาล รวมถึงพวกคุณด้วย”

เสียงหัวเราะหึหึฟังเหยียดหยามก่อนตอบ

“กลุ่มผู้ว่าจ้างพวกเรา ไม่ต้องการให้ ‘งาน’ ชิ้นนี้ออกสู่สาธารณะ มันยังเกิดขึ้นไม่ได้ โลกไม่พร้อมต้อนรับผลงานชิ้นนี้”

ความเงียบงันเกิดขึ้นชั่วครู่ก่อนชายในเสื้อกาวน์จะถามด้วยเสียงขลาดกลัว

“จะเกิดอะไรขึ้น…ถ้าการทดลองคืนนี้ล้มเหลว…ผมยังต้องทำงานอะไรให้พวกคุณอีก”

“ไม่ต้อง…นี่จะเป็นงานชิ้นสุดท้าย ถ้าผลการทดลองคืนนี้ล้มเหลว โครงการ ‘ME โปรเจ็กต์’ จะถูกฝังเก็บอย่างถาวร”

ท้ายเสียงบาดลึกแฝงความน่าสะพรึง

“รับปากนะว่า หลังจากนี้พวกคุณจะไม่มายุ่งกับผมอีก”

“ได้สิ”

“แค่ทำให้เจ้าหน้าที่เวรออกจากห้องทดลองประมาณสิบห้าถึงสามสิบนาทีเท่านั้นใช่มั้ย”

“ใช่”

“คุณต้องการให้พวกเขาออกไปตอนไหน”

“ก่อนหนึ่งทุ่ม”

“ตกลง ผมจะทำงานชิ้นสุดท้ายให้พวกคุณ”

การสนทนาเบาลงจนเป็นเสียงกระซิบกระซาบ ไม่ได้ยินอะไรอีก

ดุจดาวเป็นแค่เด็กสาวอายุไม่ถึงสิบเจ็ดปี ฟังบทสนทนาไม่เข้าใจกว่าครึ่ง ได้แต่สะกดใจเฝ้ารอให้ทั้งสองพูดคุยจนจบ มั่นใจว่าไม่อยู่บริเวณนั้นแล้วค่อยรีบออกไปอย่างลนลาน

กลับไปถึงห้อง ในหัวครุ่นคิดสงสัยรู้สึกเรื่องที่ตนได้ยินมันสำคัญมาก สุดท้ายต้องสลัดทิ้งเพราะการหนีออกจากโรงพยาบาลสำคัญกว่า

พอฟ้ามืดปลอดคนตั้งใจหลบหนี อดไม่ได้ต้องแอบไปดูลูกครั้งสุดท้าย พอผ่านบันไดทางลงชั้นใต้ดินก็เหลือบเห็นคนแต่งชุดเจ้าหน้าที่พยาบาลกำลังหิ้วถังแกลลอนลงไปข้างล่าง นึกสะดุดใจคิดถึงบทสนทนาตอนเย็น มองเจ้าหน้าที่กลุ่มนั้นอีกที สังเกตลักษณะท่าทางดูไม่เหมือนคนทำงานโรงพยาบาลเลย

ตอนอยู่หน้าห้องเด็กอ่อน ตั้งใจบอกเรื่องน่าสงสัยกับพยาบาลปรานี แต่มีเหตุขัดจังหวะทารกน้อยณครามร้องไห้ขึ้น เธอจึงตัดสินใจไม่พูดอะไรแล้วรีบออกจากโรงพยาบาล

เมื่อได้ข่าวตอนดึก กลับมาพบตึกโรงพยาบาลถล่มไฟไหม้ ทำอะไรไม่ถูก ต่อมาพบพ่อณคราม พูดจากันจนได้ยินวาจาสะดุดหู ‘น้องเห็นอะไรอีก’ จำได้ว่าเป็นเสียงเดียวกับชายสวมเสื้อกาวน์ที่แอบคุยตรงบันไดชั้นใต้ดิน

ด้วยความหวาดกลัวจึงแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องราวใด หวังเอาตัวรอดไม่เกิดปัญหา ยิ่งเห็นเขาถูกจับขึ้นรถตู้ต่อหน้าต่อตาก็ขาสั่น ทราบทันที ‘กลุ่มผู้ว่าจ้าง’ น่ากลัวขนาดไหน

เธอจึงเก็บซ่อนความลับไม่ยอมบอกใคร ขนาดแอบไปดูลูกที่บ้านแสงเทียนก็ไม่ยอมแสดงตัว อีกทั้งยังขอให้โค้ชตะวันรับปากไม่บอกใครเรื่องตนเองเป็นแม่แทนนทีผู้รอดชีวิตจากตึกถล่ม

ดุจดาวไม่ได้กลัวแค่ทางบ้านจะรู้ความลับเรื่องแอบมาคลอดลูก แต่กลัวผู้ชายคนนั้นจะบอก ‘กลุ่มผู้ว่าจ้าง’ ว่ายังมีผู้เห็นเหตุการณ์คืนนั้นอีกคน

นั่นจึงทำให้เธอต้องหายสาบสูญ ไม่แสดงตัวตนมาตลอดเกือบสามสิบปี

วันนี้…หากไม่เจ็บป่วย ไม่เห็นลูกชายทั้งสองปรองดองเข้าใจ ก็คงไม่ยอมเปิดเผยออกมา ปล่อยให้ความลับตายไปกับตัวในที่สุด

———————–       ——————      ——————–

แทนนทีจบเรื่องราวด้วยเสียงถอนหายใจ ระบายความอึดอัดอธิบายไม่ถูก

“เราควรบอกเรื่องนี้กับไอ้ครามมั้ย” นี่เป็นข้อข้องใจที่นักฟุตบอลหนุ่มต้องการคำตอบจากเพื่อน

ภูดลนิ่งอั้นพูดอะไรไม่ออก

“กูไม่รู้” วาจาแรกหลุดออกมา จากนั้นความรู้สึกในใจค่อยหลั่งไหล “กูไม่รู้ว่าไอ้ครามมันจะดีใจหรือเสียใจที่พ่อมันไม่ตายในคืนนั้น แต่มีส่วนทำให้ตึกถล่ม…แถมถูกจับไปโดยไม่รู้ชะตากรรมเลยว่ายังรอดชีวิตถึงตอนนี้มั้ย”

“นั่นสิ กูพูดอะไรไม่ออกเลย” แทนนทีสารภาพ “แต่เรื่องตึกถล่มนั่น อาจไม่เกี่ยวกับการทดลองชั้นใต้ดินก็ได้”

“เกี่ยว” คนเป็นวิศวกรค้านทันที “หลิวส่งรายงานการตรวจซากตึกเมื่อเกือบสามสิบปีก่อนมาให้กูดูแล้ว…สาเหตุสำคัญเกิดจากการระเบิดตรงฐานราก ทำให้ระบบไฟฟ้าทั้งตึกช็อตเกิดระเบิดและเพลิงไหม้ตามมา…กูไม่รู้ว่าดอกเตอร์สตีฟอะไรนั่นกำลังทดลองอะไร แต่มันน่าจะมีผลให้เกิดแรงสะเทือน ทำให้โครงสร้างตึกที่ไม่ได้มาตรฐานอยู่แล้วเกิดพังลงมาได้แบบนั้น”

ขณะภูดลอธิบายรายละเอียด แทนนทีมองหน้าหญิงสาวข้างกาย คิดไม่ถึงเธอจะรู้รายละเอียดมากมายขนาดนั้น

“แล้วหลิวให้ข้อมูลอะไรมึงอีกมั้ย” ถามทั้งที่สายตายังจ้องมองเธอ

วิศวกรหนุ่มพูดโดยไม่ทราบว่าเพื่อนกำลังอยู่กับใคร

“ก็มี…หลิวยังส่งไฟล์ข่าวที่ถ่ายเก็บไว้ ข้อมูลสัมภาษณ์คนที่ติดตามการกู้ภัยตลอดทำให้รู้ว่า…งานนั้นมีพวกกู้ภัยมาช่วยทำงานจากหลายที่ พยายามขุดซากค้นหาผู้รอดชีวิต หรืออย่างน้อยก็นำซากศพออกมาให้ญาติพี่น้องบำเพ็ญกุศล

กู้ภัยกลุ่มหนึ่งตั้งใจขุดค้นบริเวณจุดชั้นใต้ดินเป็นพิเศษ ขนย้ายซากศพกลุ่มคนที่ดูออกว่าเป็นฝรั่ง ชาวต่างชาติออกมาจำนวนหนึ่ง ได้ข้าวของเครื่องมือบางอย่างออกมาด้วย แต่ไม่นานนักชั้นใต้ดินก็เกิดระเบิด กองอิฐกองดินถล่มทับไม่สามารถขุดค้นได้อีก

รายงานข่าวแจ้งรายชื่อผู้เสียชีวิตที่สามารถกู้ร่างออกมาได้ แต่ไม่มีชื่อชาวต่างชาติเลยสักคนเดียว ส่วนกู้ภัยกลุ่มนั้น พอชั้นใต้ดินถล่มเหตุการณ์สับสนวุ่นวาย ก็รีบพากันแยกย้ายกลับ นำศพและข้าวของที่ขนได้ขึ้นรถหายไปโดยไม่มีใครรู้…แล้วรายงานที่บอกว่าตึกถูกระเบิดจากฐานราก ก็ไม่มีในบันทึกตำรวจ ไม่มีในข่าวชิ้นไหนเลย”

ภูดลจบรายละเอียดที่คล้ายปริศนาค้างคาใจ แทนนทีละสายตาจากหญิงสาว ถามเพื่อนด้วยเสียงอ่อนเบา

“มึงคิดว่าพ่อไอ้ครามยังอยู่มั้ย”

ก่อนคำตอบมีเสียงถอนใจยาวอย่างลำบากใจหลุดออกมา

“กูไม่แน่ใจ…การถูกจับขึ้นรถไปแบบนั้นมันมองได้สองอย่าง…แบบแรกอุ้มฆ่า แบบสองเอาตัวไปใช้ประโยชน์”

“ถ้าจะฆ่า ก็แค่จัดฉากให้ตายในตึกโรงพยาบาลไม่ง่ายกว่าเหรอ” แทนนทีแสดงความเห็น

“จริง” ภูดลเห็นด้วย “เท่าที่มึงเล่ามา กูว่า ‘ME โปรเจ็กต์’ ที่พูดถึงต้องเป็นโครงการสำคัญมาก พ่อไอ้ครามน่าจะเป็นหนึ่งในทีมวิจัย ถึงสามารถเอาแผนผัง คัดลอกข้อมูลทั้งหมดออกมาได้ ถ้าดอกเตอร์สตีฟ กับทีมวิจัยเสียชีวิตทั้งหมด ‘กลุ่มผู้ว่าจ้าง’ อาจต้องการตัวคนที่รอดชีวิตมาสานงานวิจัยต่อ เพื่อหาผลประโยชน์เข้าตัวเอง”

การคาดเดามีเหตุผลชวนเชื่อถือ แทนนทีนิ่งชั่วขณะก่อนทำใจกล้าตั้งคำถามสำคัญกับเพื่อน

“ถ้า…พ่อไอ้ครามยังอยู่…มึงจะโกรธเกลียดคนนั้น…จนเลิกคบมันหรือเปล่า”

หลังคำถามคือความเงียบงัน คล้ายหัวใจคนฟังบังเกิดความอ้างว้าง เจ็บปวดขึ้นมาชั่วขณะ

สำหรับแทนนที เมื่อเห็นมารดายังมีชีวิตอยู่ ครอบครัวพร้อมหน้า จิตใจก็หมดความติดยึดแค้นเคืองเหตุการณ์ร้ายนั้นแล้ว

ทว่า…กับภูดลมันไม่ใช่ พ่อแม่เขาตายในตึก ซากศพยืนยันได้ ความเจ็บปวดสูญเสียมันผิดกัน

ความเงียบถูกกางกั้นชั่วครู่ก่อนเสียงวิศวกรหนุ่มจะดังขึ้นมา

“ไอ้ครามเคยบอกกูว่า…มีอยู่สองคนที่มันไม่ยอมสูญเสีย ไม่ยอมให้ออกไปจากชีวิตเด็ดขาด…คือมึงกับกู…ถ้ากูเกลียดมัน…โกรธพ่อมัน…แล้วมันจะเจ็บปวดขนาดไหน…ไอ้ครามไม่ได้ทำอะไรผิด…มันเป็นเพื่อน เป็นเด็กกำพร้า เป็นพี่น้องแก๊งเด็กเดนตายด้วยกัน…กูไม่เคยบอกมันหรอกว่า…มันก็เป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ที่กูไม่ยอมสูญเสียเหมือนกัน…แล้วอย่างนี้ กูจะเกลียดมัน จนตัดออกไปจากชีวิตได้ยังไง”

ความจริงใจเช่นนี้ สะเทือนลึกถึงกลางอกคนฟัง หากไม่มีลิ่วลมนั่งข้าง ๆ น้ำตาคงไหลไปแล้ว

แทนนทีสะกดกลั้นความตื้นตันลงไป ฝืนเอ่ยวาจากล่าวคำรวบรัด

“เออ…ตอนนี้กูรถเสียอยู่แถวชานเมือง ซ่อมเสร็จเมื่อไหร่จะตามไปนอนค้างบ้านมึง”

ภูดลรู้ว่าเพื่อนต้องการเจอหน้าเพื่อปรึกษาเรื่องณคราม

“ก็ดี…คุยแบบเจอหน้าดีกว่าโทรศัพท์…แล้วมึงไม่มีซ้อมไม่มีแข่งเหรอ” ท้ายเสียงยังอดเป็นห่วง

“ไม่เป็นไร ช่วงนี้กูเพิ่งเริ่มซ้อมลงสนามไม่หนักมาก ยังไม่ได้ลงแข่งจริงหรอก”

“โอเคแล้วเจอกัน”

สองหนุ่มผ่อนคลาย คล้ายความกังวลหนักใจถูกแบ่งปันแก่กันเรียบร้อย

วางสายโทรศัพท์ แทนนทียิ้มบาง ๆ ให้หญิงสาวที่นั่งฟังด้านข้าง

“ยังมีเรื่องอะไรเกี่ยวกับพวกพี่ ที่หลิวรู้แล้วยังไม่เล่าอีกมั้ย”

ลิ่วลมฟังตลอดการสนทนา คาดเดาออกว่าสองหนุ่มคุยอะไรกันบ้าง ถึงตอนนี้ไม่จำเป็นต้องซุกซ่อนสิ่งที่ตนรู้อีกแล้ว

“มีค่ะ” ลิ่วลมไม่ปฏิเสธ

“เรื่องอะไร พอจะบอกตอนนี้ได้มั้ย” วาจาไม่คาดคั้น

หญิงสาวก้มศีรษะชั่งใจชั่วครู่ก่อนตอบ

“ตอนที่แม่ของพี่ไปสั่งลาหน้าห้องเด็กอ่อน ตอนนั้นไม่ได้มีแค่ป้าปรานีคนเดียว ยังมีผู้ชายอีกคนอยู่ใกล้ ๆ สังเกตเห็นว่าเด็กสาวคนนั้นมีเรื่องสำคัญจะบอก แต่รีบออกไปคล้ายมีเรื่องด่วน…ตอนนั้นยังไม่ติดใจอะไรจนกระทั่งเกิดเรื่องแล้วมานึกทบทวน ปะติดปะต่อเรื่องราวต่าง ๆ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นในการตามหาตัวคุณดุจดาว”

“ผู้ชายคนนั้นเป็นใคร” ชายหนุ่มถาม

“ลุงทัศ…” เมื่อณครามรู้จัก ‘ลุงทัศ’ ละเอียดขนาดนั้น ลิ่วลมก็ไม่จำเป็นต้องปิดบังเพื่อนเขา

“เขาเป็นใคร…เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้”

“ลุงทัศเป็นแฟนป้าปรานี แล้วก็เป็นลูกชายเจ้าของบริษัทก่อสร้างภราดรและเพื่อน ที่สร้างตึกโรงพยาบาลเพชรมหาสมุทร”

คำตอบเช่นนี้ทำให้นักฟุตบอลหนุ่มพอจะเข้าใจเหตุผลเรื่องราวมากขึ้น

ใจจริงมีคำถามอยากซักหญิงสาวอีกมาก ทว่าสมองอ่อนล้าจนอยากพัก ระงับความฟุ้งซ่านชั่วขณะ จึงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วเป่าออกทางปากเบา ๆ

ชั่วเวลาที่จิตใจปลอดโปร่ง สลัดความคิดยุ่งเหยิงชั่วแวบนั้น ‘นิมิต’ ก็บังเกิดขึ้น !

———————————           ———————          ————————–

ก่อนหน้านั้นประมาณเกือบหกชั่วโมง

ระหว่างรับประทานอาหารกลางวันหลังประชุม และพูดคุยกับศาสตราจารย์คมกฤษณ์ ในใจณครามยังกังวลเป็นห่วงสวัสดิภาพผู้เป็นอาจารย์ อดไม่ได้ต้องส่งไลน์คุยกับมารดาบุญธรรม

‘แม่ฝ้ายได้พบคุณวทัศหรือยัง’

คำตอบกลับค่อนข้างช้า

‘เพื่อนเก่า นานปีเพิ่งเจอ มีเรื่องคุยกันนาน…แต่เข้าใจกันดี’

อาจารย์หนุ่มโล่งอก ส่งข่าวทางตนบ้าง

‘ทางนี้อาจารย์ผมประกาศทำโครงการวิจัยคล้าย ME โปรเจ็กต์แล้ว คาดว่า ‘ฝ่ายนั้น’ ต้องรู้แน่’

‘ไม่เป็นไร ‘พวกมัน’ ยังไม่ทำอะไรจนกว่า ‘กลุ่มผู้ว่าจ้าง’ จะสั่งการ’

‘ผมเป็นห่วงศาสตราจารย์คมกฤษณ์ มีวิธีป้องกัน คุ้มครองท่านมั้ย’

‘ขอปรึกษาผู้ใหญ่ก่อน ได้ความยังไงจะบอก’

การสนทนาจบลงแค่นั้น

บ่ายโมงณครามต้องเข้าประชุมย่อยกับทีมวิจัยที่รับงานส่วนออกแบบโครงสร้างแคปซูล จึงต้องปิดโทรศัพท์ก่อน

ออกจากที่ประชุมประมาณบ่ายสามโมงเศษ ยังไม่ทันเปิดโทรศัพท์ก็พบเพลงทรายยิ้มกว้าง นั่งรอตรงล็อบบี้ศูนย์วิจัย

“ทราย มาได้ไง”

“คิดถึง…วันหยุดทั้งทีอยากหาคนเลี้ยงข้าว ไม่คิดเลยว่าอาจารย์ณครามจะมีงานยุ่งขนาดนี้”

หญิงสาวทราบตารางงาน ตารางสอนอาจารย์หนุ่ม จนรู้ว่าว่างเวลาไหน สามารถชวนกินข้าวโดยไม่ต้องนัดล่วงหน้า…เพราะต่อให้ชักชวน นัดหมายก่อน ณครามย่อมหาทางหลีกเลี่ยงปฏิเสธอยู่ดี

“วันหยุดทำไมไม่พักผ่อนอยู่บ้าน มาดักเจอทำไม” คำพูดกึ่งปราม

“ไม่รู้เหรอว่าทรายกำลังตามจีบครามอยู่”

เพลงทรายพูดตรง ๆ อย่างนี้ หนุ่มหน้านิ่งก็สะอึกทำอะไรไม่ถูก

…เธอพยายามเข้าหา ยืนยันความรู้สึกชัดเจนไม่คลอนแคลนมาตลอด เขาต่างหากก่อกำแพง ปิดกั้นหัวใจ…

“อย่าพูดแบบนี้กับคนอื่นอีกนะ” อาจารย์หนุ่มดุไม่จริงจังนัก

“ทำไม…หึงหรือเปล่า” สาวสายรุกยังไม่ยอมหยุด

“จะกินอะไร พาไปเลี้ยงก็ได้” ณครามยอมแพ้ไม่กล้าต่อวาจา

หญิงสาวยิ้มเบิกบานจนชายหนุ่มอดยิ้มตอบไม่ได้

ที่จริงหัวใจณครามมีความสุขตั้งแต่เห็นเธอมานั่งรอแล้ว แต่พยายามทำหน้าเคร่งเย็นชาใส่

วินาทีนี้ในใจกลับแสดงความรู้สึกชัด…อยากให้โลกเหลือแค่เขากับเธอเพียงสองคน…สักชั่วคราวก็ยังดี

นั่นทำให้ลืมเลือนสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นเปิดโทรศัพท์!

————————        —————        ——————

บ่ายสามโมงเศษ ภูดลเดินสำรวจรอบสวนสาธารณะแล้วทดลองเดินจากกึ่งกลางสนามหญ้าหน้าหอนาฬิกา ข้ามถนนไปยังอาคารศูนย์วิจัย

ขนาดทอดน่องช้า ๆ ยังมาถึงลานจอดรถหน้าอาคารภายในห้านาที อาจเป็นไปได้ที่ณครามจะถูกลอบทำร้ายตรงจุดจอดรถ แล้วพยายามหลบหนีขอความช่วยเหลือ

เวลาที่เห็นในนิมิตคือสามทุ่มสี่สิบเจ็ดนาที ฝนตกหนัก รถติดยาว ถ้าณครามถูกทำร้ายในสภาพอากาศเลวร้าย การจราจรติดขัด เป็นไปได้ที่เจ้าตัวจะพยายามหนีมาซ่อนตัวในสวนสาธารณะมากกว่าขอความช่วยเหลือจากผู้คนที่อยู่ในรถ ซึ่งอาจถูกคนร้ายตามสังหารซ้ำก่อนมีคนออกมาช่วยทันท่วงที

พอได้สมมุติฐานคาดคะเนเหตุการณ์ก่อนเกิดภาพนิมิต ภูดลก็สะดุดตากับรถยนต์ที่จอดบนลาน หันไปมองประตูทางออกศูนย์วิจัย คิดว่าควรแวะเข้าไปทักทายเจ้าของรถเสียหน่อย

นั่นเป็นรถณคราม น่าจะมาประชุมไม่ก็ทำงานวันหยุด วิศวกรหนุ่มก้าวขาเดินตรงไปยังประตูศูนย์วิจัยแต่ต้องรีบชะงักเท้าหลบวูบโดยอัตโนมัติ

ชายหนุ่มสูงโปร่งผิวขาวเดินออกมากับหญิงสาวใบหน้ากระจ่างสดใส ดวงตามีชีวิตชีวาชวนให้คนอยู่ใกล้ปลอดโปร่งสบายใจ

ณครามกับเพลงทรายเคียงคู่ดูเหมาะสม ใบหน้าอาจารย์หนุ่มฉายรอยความสุขอย่างไม่เห็นบ่อยนัก ส่วนผู้เดินเคียงข้างก็ชวนพูดคุย ยิ้มหัวเราะร่าเริงจนอยากเก็บภาพดี ๆ เช่นนี้ไว้ในความทรงจำ

ภูดลตอบไม่ถูกเหตุใดจึงต้องหนีหน้าไม่กล้าเข้าไปแทรกกลาง รู้สึกคล้ายภาพตรงหน้ามันสมบูรณ์สวยงามจนไม่มีช่องว่างใด ๆ ให้คนนอกเข้าไปรบกวนได้เลย

ชายหนุ่มไม่รู้ว่าตนเองกลับมานั่งริมสนามหญ้าสวนสาธารณะตั้งแต่เมื่อไหร่อย่างไร เงยหน้ามองหอนาฬิกาบอกเวลาสี่โมงเย็น ยังนึกไม่ออกเวลาผ่านมาเมื่อครู่ทำอะไรบ้าง

เพราะในหัวมีแต่ภาพหนุ่มสาวคู่รักที่ชวนให้ใจริษยา

อยากตัดใจ สลัดเยื่อใยความรักให้สิ้น เพราะความริษยาเช่นนี้มีแต่ทำให้หัวใจปวดร้าวเกินทน

…ทว่าไม่เคยทำได้เสียที…

ถ้าสามารถย้อนเวลา เขาควรระวังหัวใจตอนไหน ไม่ให้ตนเองอยู่ในสภาพแบบนี้

เดินไปข้างหน้าไม่ได้ จะถอยหลังก็ไม่ไหว

บ้านเด็กกำพร้าในความคิดคนทั่วไป อาจฟังแล้วชวนหดหู่เงียบเหงา

บ้านแสงเทียนไม่เป็นอย่างคนนอกคิดไปเสียทั้งหมด เพราะที่นี่เปิดเพื่อดูแลเด็กเร่ร่อน ถูกทอดทิ้ง ไร้บ้าน หมอดิบตั้งใจช่วยเหลือให้โอกาสเด็กกลุ่มนี้ด้วยใจจริง เป็นเหมือนแสงเทียนชี้นำเส้นทางโดยไม่บังคับ ไม่คาดหวัง

สภาพความเป็นอยู่ไม่ขาดแคลน แต่ก็ไม่ฟุ้งเฟ้อเหลือเฟือแม้จะมีบริษัทใหญ่ ๆ บริจาคเงินสนับสนุนมาตลอดหลายสิบปี

ภูดล ณคราม แทนนทีเป็นเด็กกำพร้าจริง ๆ เพียงกลุ่มเดียวที่ถูกรับมาเลี้ยงตั้งแต่ยังเป็นทารก เติบโตขึ้นมาภายใต้ความดูแลของลุงดิบ พวกพี่ ๆ ที่อยู่ก่อน และป้าหวาน แม่ครัวผู้หญิงคนเดียวในบ้าน

เด็กผู้หญิงคนแรกที่แก๊งเด็กเดนตายรู้จักสนิทสนมคือเพลงทราย หลานสาวลุงดิบที่มักชอบมาวิ่งเล่นกับพวกเด็กผู้ชายจนกลายเป็นทโมนกลุ่มเดียวกัน

เด็กหญิงเพลงทรายทำให้ภูดลเข้าใจความแตกต่างชัดเจนระหว่างเพื่อนผู้ชายกับเพื่อนผู้หญิง และความรู้สึกเช่นนั้นเติบโตตามวัยโดยไม่รู้ตัว

ก่อนวันที่ณครามจะมีผู้อุปการะนำไปเลี้ยง เด็กชายทั้งสามแอบไป ‘ฐานลับ’ ตะโกนก้องให้คำสัญญาต่อท้องทะเล

“ไอ้คราม กูจะไม่ลืมมึง”

“ไอ้ดิน ไอ้แทน…มึงจะเป็นเพื่อนกูตลอดไป”

“กูจะไม่ลืมมึง…ไอ้คราม”

“ไอ้แทน…มึงต้องเป็นนักบอลทีมชาติให้ได้”

“กูจะเป็นทีมชาติ กูจะเล่นบอลตลอดไป”

“พวกเราจะไม่ลืมกัน”

“ใช่ พวกเราจะไม่ลืม ไม่ทิ้งกัน”

“ความเป็นเพื่อนจะอยู่ตลอดไป”

เด็กชายทั้งสามตะโกนกู่ร้องทั้งน้ำตา กล่าวคำสัญญา บอกความรู้สึกแก่กัน สายลม เสียงคลื่น ท้องฟ้า ท้องทะเลล้วนเป็นพยาน

น้ำตาหลั่งไหลจนเหือดแห้ง ก่อนจะเดินลงจากฐานลับ พบเด็กหญิงจอมแก่นยืนเท้าเอวคอย

แม่หนูน้อยรู้ ยามใดที่เพื่อนทั้งสามอยู่ในช่วงเวลาเช่นนี้เธอทำได้เพียงแค่เฝ้ารอ…เพราะไม่มีช่องว่างให้แทรกเข้าไปได้เลย

“แอบมาตะโกนสัญญาอะไร ทำไมไม่บอกทราย”

“เหอะ เรื่องของผู้ชาย ผู้หญิงไม่ต้องรู้หรอก” ณครามบอกปัด

“ทรายจะมาตะโกนสัญญาด้วยไง ว่าจะตามไปเรียนที่กรุงเทพเหมือนกัน”

“หา…” คนตกใจกว่าเพื่อนคือภูดล

“แต่…อีกสองปีนะ” เด็กหญิงยิ้มเผล่ “พ่อบอกว่าให้ไปเรียนมัธยมที่นั่น คงได้เจอครามบ่อยเลยล่ะ”

“เธอรู้เหรอ ฉันไปอยู่ไหน ได้เรียนโรงเรียนอะไร”

“โด่…รู้ดิ พ่อถามลุงดิบแล้ว บ้านใหม่ครามไม่ไกลบ้านป้าของทรายเท่าไหร่ โรงเรียนใหม่คราม กับโรงเรียนมัธยมที่พ่อจะให้ทรายไปสอบเข้าก็อยู่ใกล้กัน…แต่ที่นั่นสอบเข้ายากมาก”

“โง่อย่างเธอจะสอบติดเหรอ” ณครามดูถูก

ผลการเรียนเพลงทรายไม่นับว่าแย่ มันสมองอยู่ในเกณฑ์ดี ไม่ถึงขั้นอัจฉริยะอย่างณคราม เพียงแต่เด็กหญิงติดเล่นติดสนุกจึงสนใจการเรียนน้อยกว่าที่ควร

“เหอะ…คอยดูก็แล้วกัน” เด็กหญิงเข่นเขี้ยว

หลังจากนั้นอีกสองปีเธอก็เคี่ยวเข็ญ พัฒนาตนเองจนสามารถสอบเข้าโรงเรียนมัธยมที่แสนยากเย็นนั้นได้ ขณะที่ณครามสอบเข้าเรียนด้วยคะแนนอันดับหนึ่งอย่างสบาย

ช่วงเวลานั้นแทนนทีต้องย้ายไปอยู่หอพักโรงเรียนกีฬา มุ่งมั่นสู่นักกีฬาอาชีพและทีมชาติ ทว่าการติดต่อสื่อสารระหว่างเด็กชาย เด็กหญิงทั้งสี่ยังไม่ขาดหาย

เด็กชายทั้งสามเขียนจดหมายถึงกันสม่ำเสมอ ส่วนเด็กหญิงเพลงทรายจะกลับมาช่วงปิดเทอม บอกเล่าว่าเคยไปเชียร์แทนนทีที่ข้างสนามอย่างไร สนุกแค่ไหน และยังเล่าเรื่องราวของณครามในมุมมองที่ภูดลไม่มีทางรู้จากจดหมาย เช่นเขาเป็นคนดังในโรงเรียน หยิ่งถือตัว มีสาว ๆ ตามกรี้ดหลงใหลความหล่อ ความสามารถจนน่าหมั่นไส้ นั่นเป็นครั้งแรกที่เริ่มเข้าใจว่าสายตาเพลงทรายคอยจ้องมองและติดตามใครแค่คนเดียว

เด็กหญิงเป็นเสมือนสายใยอีกเส้นที่เชื่อมโยงเด็กผู้ชายทั้งสามด้วยกันอย่างหลวม ๆ ทว่ายิ่งนานวัน สายใยเส้นนี้กลับกระหวัดรัดหัวใจภูดล ณครามช้า ๆ โดยไม่รู้ตัว

ภูดลรู้ว่าเพลงทรายชอบณครามตั้งแต่เด็ก ทำให้เธอมุ่งมั่นสอบเข้าโรงเรียนแสนยากเย็นนั้นให้ได้ จากนั้นยังขยันติวหนังสือหัวแทบผุ เพื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกับเขา

ถึงรู้อย่างนั้นก็ยังไม่อาจตัดใจ ไม่รู้ว่าหลงรักเด็กผู้หญิงคนนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่

แรก ๆ มองเห็นไม่ต่างจากเพื่อนผู้ชายด้วยกัน ต่อมารอยยิ้ม เสียงหัวเราะของเธอยิ่งประทับในใจ ถอนออกไม่ได้ อบอุ่นเบิกบานทุกครั้งยามมองเห็น รู้สึกคล้ายผีเสื้อบินวนในใจตอนอยู่ใกล้แทบสัมผัสถึง

คนภายนอกอาจมองเห็นภูดลมุ่งมั่นกับเป้าหมายชีวิต ทำงานไปด้วย เรียนไปด้วยโดยไม่มีเรื่องความรักมาทำให้ไขว้เขว

แค่ไม่กี่คนล่วงรู้…ภูดลไม่สามารถรักผู้หญิงคนอื่นได้ ยิ่งณครามไม่ยอมฝ่ากำแพงทำตามหัวใจ ก็ทำให้แอบหวังลึก ๆ แบบห้ามไม่ได้…สักวันเพลงทรายคงท้อถอย ถอดใจ

ทว่า…จนถึงวันนี้หญิงสาวไม่เคยเปลี่ยนใจ แน่วแน่กับความรัก หวังทลายกำแพงหัวใจผู้ชายคนนี้คนเดียว

ภาพที่เห็นยืนยันหนักแน่น ณครามไม่ได้ใจแข็ง ปากแข็งตลอดเวลา นั่นยิ่งทำให้หัวใจเธอไม่เหลือพื้นที่แก่ใคร ต่อให้ภูดลดีแค่ไหน มั่นคงจริงใจเพียงใดก็ตาม

เมื่อใจไม่รัก…ก็คือไม่รัก

 

แดดอ่อนโรย โคมไฟตามเสารอบสวนสาธารณะเริ่มติดทีละดวง ภูดลเงยหน้ามองหอนาฬิกาเห็นตัวเลขบอกเวลาเกือบหกโมงเย็น รู้สึกตนเองปล่อยใจคิดฟุ้งซ่านนานเกินไปแล้ว

ฉุกใจนึกได้ว่าลืมเปิดโทรศัพท์ จึงรีบเปิดและพบว่ามีสายเข้าจากแทนนทีหลายครั้ง กระหน่ำส่งไลน์บอกให้โทรกลับอย่างผิดปกติ

ชายหนุ่มสงสัยรีบโทรกลับทันที จากนั้นจึงได้ทราบเรื่องราวพ่อณครามอย่างเกินคาดหมาย…

————————      ———————     ——————-

เวลา ๑๘:๓๐

หลังวางสายภูดล พูดคุยกับลิ่วลมไม่กี่คำ ‘นิมิต’ ก็ปรากฏ

แทนนทีรู้สึกเหมือนตนเองถูกดูดไปยังอีกสถานที่หนึ่ง บรรยากาศปั๊มน้ำมันยามเย็นหายไปกลายเป็นตอนค่ำหน้าศูนย์วิจัยที่ณครามทำงาน

สายฝนปรอย ๆ มองเห็นนาฬิกาดิจิตอลหน้าตึกศูนย์วิจัยบอกเวลา ๑๙:๓๐  ต่ำลงมาเห็นคนงานกำลังเก็บป้ายนิทรรศการ ‘นวัตกรรมก้าวหน้า’ ออกอย่างเร่งรีบแข่งกับเวลา ด้านล่างป้ายติดข้อความ ‘วันสุดท้าย’ เด่นชัด

ภูดลกำลังเดินอยู่บนทางเท้ารีบมาหลบฝนที่ป้ายรถเมล์หน้าศูนย์ฯ จู่ ๆ ก็มีมอเตอร์ไซค์ขับขึ้นทางเท้าตามหลังด้วยความเร็ว ชนร่างเขากระเด็นลงถนน จังหวะเดียวกับแท็กซี่ขับมาชนพอดี

ร่างภูดลกระแทกถนนเลือดแดงไหลนอง

 

เฮือก…แทนนทีสะดุ้งเฮือกคล้ายเพิ่งโผล่พ้นน้ำ ใบหน้าซีดเผือดตัวหนาวสั่น แววตาหวั่นกลัว

นิมิตใบหน้าภูดลแวบสองแวบที่ค้างคาตอนแรก ถูกฉายรายละเอียดครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว

“พี่แทนเป็นอะไรไปคะ” ลิ่วลมถามอย่างสงสัย

นักฟุตบอลหนุ่มใช้เวลาไม่กี่วินาทีในการตั้งสติ ทบทวนภาพเหตุการณ์ และวางแผนหาทางช่วยเหลือ

“พี่แทน” หญิงสาวเรียกซ้ำ

แทนนทียกมือห้าม แสดงท่ารับรู้แต่ไม่สะดวกตอบวาจาเวลานี้ รีบหยิบโทรศัพท์กดเบอร์เพื่อนสนิทอีกครั้ง…คราวนี้ไม่ใช่ภูดล

ทว่า เสียงโทรศัพท์เรียกเข้า ดังสวนขึ้นมาก่อนอย่างคาดไม่ถึง

“คราม…”

“เออ…แทน…มีอะไรวะ ขอโทษทีกูเพิ่งเปิดโทรศัพท์”

แทนนทีถอนใจโล่งอก ไม่ซักถามเหตุผลที่เพื่อนปิดโทรศัพท์ ไม่อ่านไลน์ตั้งแต่ตอนแรกที่พยายามติดต่อ

“กูเห็นนิมิตของไอ้ดิน…มึงเห็นมั้ย” พูดเข้าประเด็นทันที

“ไม่เห็น…ว่ามาเลย” ณครามพูดอย่างคนรับมือเหตุไม่คาดฝันประจำ

“มันถูกรถชนหน้าศูนย์วิจัยที่มึงทำงาน”

“ตรงไหน ยังไง”

“บนทางเท้าก่อนถึงป้ายรถเมล์ มอเตอร์ไซค์วิ่งขึ้นมาเฉี่ยวจนตกถนนแล้วถูกแท็กซี่ชน”

“เมื่อไหร่”

“ตอนทุ่มครึ่ง กูไม่รู้วันไหน รู้แค่คืนนั้นมีฝนปรอย ๆ”

“มีอะไรสังเกตอีกมั้ย”

แทนนทีหลับตา ทบทวนความทรงจำ

“ที่หน้าตึกศูนย์วิจัย มีคนกำลังเก็บป้ายนิทรรศการ ‘นวัตกรรมก้าวหน้า’ ที่เป็นวันสุดท้าย”

ความเงียบอันน่าสะพรึงแผ่ซ่านจากปลายสายจนแทนนทีรู้สึกได้

“คราม…มึงรู้ใช่มั้ยวันไหน”

เสียงถอนใจยาวก่อนตอบ

“คืนนี้”

“งั้นกูจะรีบไปศูนย์วิจัยเดี๋ยวนี้เลย”

แทนนทีไม่สนใจรถที่รอซ่อม ถ้านั่งแท็กซี่ขึ้นทางด่วนโดยรถไม่ติดเลยอาจทันเวลา

วางสายแล้วสบตาหญิงสาวที่กำลังจ้องหน้าด้วยความงุนงงไม่เข้าใจ

“เกิดอะไรกับพี่ดินคะ” ลิ่วลมขมวดคิ้วสงสัย “ตะกี้ก็เพิ่งคุยกัน ทำไมไม่โทรไปเตือนพี่ดินแทนที่จะบอกให้คุณณครามไปช่วย”

แทนนทีไม่อยากโกหก สร้างเรื่องกับหลานสาวพยาบาลปรานี คำตอบจึงตรงไปตรงมาน่ากลัว

“ถ้าพี่เตือนไอ้ดินตอนนี้ จะเกิดเรื่องร้ายแรงกว่าที่พวกเราไม่รู้ คาดเดาไม่ได้”

ลิ่วลมมองชายตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา ไม่รู้ควรเชื่อคำพูดมากน้อยแค่ไหน

พอเห็นกิริยาเช่นนี้ชายหนุ่มเข้าใจ ยิ้มบาง ๆ เอื้อมมือแตะไหล่เบา ๆ

“ถ้ามีเวลาพี่จะเล่าให้ฟังทั้งหมด…ยินดีต้อนรับสู่แก๊งเด็กเดนตาย!”

Don`t copy text!