ธำมรงค์เลือด บทที่ 10 : เศษเสี้ยว

ธำมรงค์เลือด บทที่ 10 : เศษเสี้ยว

โดย : พงศกร

ธำมรงค์เลือด นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาและพงศกรอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์…เรื่องราวของบุรุษลึกลับที่เทียวกลับมาที่ร้านของคุณไลยหลายครั้งหลายหน เพื่อตามหาแหวนโบราณวงหนึ่ง…แหวนไพลินที่ทำขึ้นมาในสมัยอยุธยา และคือจุดเริ่มต้นของความรัก ความแค้น ความพยาบาทที่ผูกพันมาแต่อดีตและเป็นแหวนที่จะเชื่อมโยงชะตากรรมของทุกคนเข้าด้วยกัน

การได้พบพจีพร้อมกับปีธวัชในเช้าวันนี้ ทำให้ภาพความหลังพรั่งพรูราวสายน้ำ ความรู้สึกที่ปะวะหล่ำเคยคิดว่ามอดดับไปแล้วกลับคุกรุ่นขึ้นอีกครั้ง

ในใจของหญิงสาวเต็มไปด้วยความกระวนกระวาย ความสุขสงบที่เคยมีราวจะหายไปพร้อมกับสายหมอกยามเช้า สายตาของพจีที่มองมามีแต่ความท้าทาย หากเป็นแต่ก่อน ปะวะหล่ำคงไม่ยอมแพ้ แต่มาถึงตอนนี้ หญิงสาวบอกตัวเองว่าเธอสามารถเลือกได้ อะไรที่ทำแล้วไม่สบายใจก็ไม่จำเป็นต้องอดทน ปะวะหล่ำคิดว่ามีคำตอบให้กับปีธวัชแล้วว่าเธอจะช่วยงานเขาหรือไม่

“พี่ปีคะ” หล่อนตัดสินใจพูดต่อหน้าเขาและพจีให้ได้ยินพร้อมกัน “แป้มมาคิดๆ ดูแล้ว ตอนนี้คุณยายไม่ค่อยสบาย แป้มต้องช่วยดูแลทั้งร้านและยาย ต้องขอโทษด้วยนะคะ พี่ปีหาคนอื่นเถอะค่ะ ยังไงลองขอผู้เชี่ยวชาญจากกรมศิลป์มาช่วยก็ไม่น่ายากนะคะ”

“อ้าว เรื่องคุณยาย เรื่องเวลาทำงานเราตกลงกันแล้วนี่นา” ปีธวัชนิ่วหน้า เมื่อวานตอนกินข้าวเย็นที่หัวรอ นั่งคุยกัน ปะวะหล่ำยังมีท่าทางสนอกสนใจ ถามนั่นถามนี่อยู่เลย เหตุใดเช้าวันนี้ถึงมาเปลี่ยนใจเสียง่ายๆ “ถ้ากังวลเรื่องคุณยาย แป้มก็ไม่ต้องเข้าไซต์งานทุกวันก็ได้…วันไหนอยากอยู่ดูแลคุณยายก็ไม่ต้องมา แป้มบริหารจัดการเรื่องเวลาเองได้เลย”

“แป้มคิดมาทั้งคืนและตัดสินใจแล้วค่ะ นี่ตั้งใจว่าจะรอพบพี่ปีก่อนแล้วค่อยเช็กเอาต์กลับกรุงเทพ”

ปะวะหล่ำตอบเสียงหนักแน่น ปีธวัชเห็นสายตาของหญิงสาวมองเลยไปทางด้านหลังของเขา เลยพอจะนึกออกว่าเหตุผลที่แท้จริงเห็นจะไม่ใช่เรื่องสุขภาพของคุณไลยอย่างที่ยกมาอ้าง หากเป็นเพราะพจีมากกว่า

“ขี้ขลาดน่ะสิ” พจีสวนขึ้นทันที “เพิ่งมาเปลี่ยนใจเมื่อเห็นฉันใช่ไหม…กลัวเหรอ”

“แป้มไม่ได้กลัวพี่จี” ปะวะหล่ำจ้องหน้ารุ่นพี่แน่วนิ่ง

“เธอกลัว” น้ำเสียงพจีแผ่วต่ำ “เธอไม่กล้าสู้หน้าฉัน ไม่กล้าสู้หน้าปี”

“ถ้าพี่จีคิดว่าแป้มปฏิเสธเพราะเรื่องนั้นละก็…พี่คิดผิด”

ที่จริงก็…ไม่ผิดหรอก…ปะวะหล่ำนึกในใจ…แต่จะยอมรับตรงๆ ก็ออกจะเสียหน้าไปสักหน่อย และเรื่องนี้เธอจะให้รุ่นพี่ทั้งสองรู้ไม่ได้เด็ดขาด

“แป้มลืมเรื่องพวกนั้นไปหมดแล้ว”

“แล้วถ้าอย่างนั้นทำไมเธอถึง…” พจีกำลังจะพูดอะไรออกมาอีก หากปีธวัชรีบตัดบทขึ้นเสียก่อน

“พอเถอะ” เขาว่า “ถ้าแป้มไม่พร้อมก็ไม่เป็นไร แต่ก่อนจะกลับกรุงเทพ พี่อยากให้แป้มแวะไปที่ไซต์งานหน่อยได้ไหม…พี่มีอะไรให้ดู”

รู้ทั้งรู้ว่าเขาคงมีอะไรที่น่าสนใจมาล่อหลอก หากปะวะหล่ำไม่อยากให้ปีธวัชเสียน้ำใจ ปะวะหล่ำมั่นใจในตัวเอง…ไม่ว่าเขามีอะไรจะอวดให้ดู ก็ไม่มีทางเปลี่ยนใจเธอได้

 

วัดราชธิดาอยู่ห่างจากโรงแรมที่ปะวะหล่ำพักไปราวครึ่งชั่วโมง เป็นวัดเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในชุมชนริมแม่น้ำอย่างกลมกลืน

ปะวะหล่ำเคยมาวัดนี้หนหนึ่งสมัยเป็นนักศึกษา แต่ตอนนั้นอาจารย์พาพวกเธอไปดูโบราณสถานหลายวัด จนปะวะหล่ำแทบจะจำวัดเล็กๆ แห่งนี้ไม่ได้

วัดราชธิดาสร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น ได้รับการบูรณะมาอย่างต่อเนื่อง ช่วงอยุธยาตอนกลางวัดนี้ได้รับการอุปถัมภ์จากพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่ง เหตุเพราะพระมารดาของพระองค์มีนิวาสสถานเก่าอยู่ตำบลแถวนี้

ภายในวัดจึงมีโบราณสถานหลายยุคสมัยปะปนกันอยู่ ทั้งพระปรางค์แบบขอมซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยอยุธยาตอนต้น และพระเจดีย์ทรงระฆังคว่ำแบบอยุธยาตอนกลางและตอนปลาย

ด้วยความที่เป็นวัดเล็กๆ และไม่ได้ตั้งอยู่ในเกาะเมือง วัดราชธิดาจึงไม่ได้เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวมากนัก หลายคนที่มาเที่ยวอยุธยาไม่เคยได้ยินชื่อวัดราชธิดาด้วยซ้ำ อาจจะเป็นเพราะเหตุนี้ วัดราชธิดาจึงไม่มีผู้คนพลุกพล่านผ่านไปมา และไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปจากสมัยแรกสร้างมากนัก

ปะวะหล่ำขับรถตัวเองตามปีธวัชมา ตั้งใจว่าหลังจากดูของที่ชายหนุ่มอยากอวดเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะแยกกลับกรุงเทพฯ เลย

ขับตามไปตามมาอย่างไรไม่รู้ กลายเป็นว่าหล่อนมาถึงวัดก่อนรุ่นพี่ อาจเพราะปีธวัชเลือกใช้ทางหลัก ขณะที่หล่อนลัดเลาะตามจีพีเอสมาเส้นทางลัด ปะวะหล่ำเห็นมีเต็นท์สีเขียวเข้มสองหลังกางอยู่ใกล้กับพระปรางค์องค์เล็ก เป็นที่ทำงานชั่วคราวของคณะทำงานนั่นเอง

ปะวะหล่ำเหลือบสายตามองไปรอบๆ พระปรางค์ประธานมีรูปลักษณะคล้ายกับพระปรางค์วัดราชบูรณะไม่ผิดเพี้ยน…น่าจะสร้างในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน…

ยังไม่ทันได้คิดวิเคราะห์อะไรต่อ หญิงสาวก็ได้ยินเสียงทักทายดังมาจากทางเต็นท์

“ไอ้แป้ม”

ปะวะหล่ำหันไปทางชายหนุ่มร่างผอมสูง ดวงตาเบิกกว้าง ด้วยไม่คิดว่าจะเป็นเพื่อนสนิท

“วาที” ปะวะหล่ำยิ้มกว้าง “นี่มาช่วยพี่ปีด้วยเหรอ”

“เออน่ะสิ” วาทีพยักหน้า

“นี่ละนะ” ปะวะหล่ำยังจำได้ว่าสมัยเรียนปีหนึ่ง วาทีไม่ชอบหน้ารุ่นพี่คนนี้เอาเสียเลย “เขาถึงว่าเกลียดอะไร ได้อย่างนั้น”

“ใครว่าฉันเกลียดพี่ปี” วาทีแกล้งทำเสียงสูง “ฉันออกจะรักและเคารพพี่ปี”

“ไม่ต้องมาพูดเอาใจเลย” ปะวะหล่ำหัวเราะ “ฉันรู้นะ”

“นั่นมันสมัยเรียน” วาทีเสียงอ่อน “ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าพี่ปีเขาดียังไง”

“ว่าแต่แกย้ายมาตั้งแต่เมื่อไหร่” ก่อนหน้านี้วาทีทำงานอยู่จังหวัดทางภาคอีสาน

“มาเดือนที่แล้ว…พอดีพ่อไม่ค่อยสบาย เลยขอนายย้ายกลับมาอยู่ใกล้บ้านหน่อย” บ้านของวาทีอยู่ปทุมธานี “มาถึงก็ได้มาออกภาคสนามงานนี้เป็นงานแรกเลย…ว่าแต่แป้มเหอะ สบายดีหรือเปล่า เรียนจบต่างคนต่างแยกย้ายกันไป ไม่ได้เจอกันเลย”

เพื่อนในกลุ่มของเธอ รวมตัวเองด้วยมีอยู่สี่คน อังกูรได้ทุนมหาวิทยาลัย ไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศส จบกลับมาก็จะเข้ารับราชการเป็นอาจารย์ที่คณะ อนงค์นาถกลับไปช่วยกิจการที่บ้านต่างจังหวัด มีวาทีคนเดียวที่รับราชการ

แม้ไม่ได้พบหน้ากันบ่อยเหมือนสมัยเรียน หากโซเชียลมีเดียทำให้ปะวะหล่ำรู้ข่าวคราวของเพื่อนฝูงผ่านเฟซบุ๊ก มีแต่วาทีที่ไม่ชอบใช้สื่อพวกนี้ จึงเป็นคนเดียวที่เหมือนจะหลุดวงโคจรไปจากกลุ่มเพื่อน ปะวะหล่ำเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าเขาย้ายมาเป็นลูกน้องของปีธวัช

“ก็เรื่อยๆ นะ” ปะวะหล่ำพยักหน้า “ช่วงนี้ยายไม่ค่อยสบายเหมือนกัน ฉันเลยช่วยยายดูแลร้าน…ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน”

“พี่ปีบอกว่าแกจะมาช่วยที่ไซต์งาน” วาทีมีท่าทางตื่นเต้น ดูเหมือนปีธวัชจะบอกเรื่องของหล่อนกับทุกคนไปเรียบร้อยแล้ว

“แกเข้าใจผิด” ปะวะหล่ำยักไหล่ “ฉันยังไม่ได้รับปาก”

“แต่ฉันว่าแกน่าจะสนใจ” วาทีทำเสียงจริงจัง “ที่นี่มีอะไรแปลกๆ หลายอย่าง”

“ไม่มีทาง” ปะวะหล่ำเอ่ยอย่างมั่นใจ ไม่มีอะไรเปลี่ยนใจเธอได้แน่นอน

“คุยอะไรกันอยู่” ปีธวัชเพิ่งมาถึง จอดรถเสร็จเรียบร้อยเขาก็เดินมาหารุ่นน้องทั้งสองพร้อมกับพจี เขาแกล้งสัพยอกวาทีด้วยน้ำเสียงไม่จริงจังนัก “อู้งานเหรอไอ้ที”

“เปล่าพี่” วาทีรีบแก้ตัว “ผมแค่มาทักทายเพื่อนน่ะ”

“ต่อไปคงได้เจอกันบ่อยๆ” ปีธวัชตีขลุม “แต่…เอ๊ะ…คงไม่ใช่ละ แป้มเปลี่ยนใจ ไม่ช่วยพี่แล้ว”

“อ้าว” วาทีเกาศีรษะแกรก เขาหันไปมองเพื่อนสาว “ไม่ช่วยแล้วแกมาทำไมวะ”

“พี่ชวนให้แวะมาดูอะไรสักหน่อย ก่อนจะกลับกรุงเทพ” ชายหนุ่มผู้เป็นหัวหน้าโครงการขุดสำรวจพระปรางค์มีรอยยิ้มอ่อนจางบนดวงหน้าคมสัน “นายไปหยิบมาให้แป้มดูหน่อย”

“หยิบ…หยิบอะไรหรือพี่…”

วาทีมีสีหน้าครุ่นคิดก่อนจะร้องอ๋อ แล้ววิ่งหายไปพักหนึ่ง ก่อนจะกลับมาพร้อมกับชิ้นส่วนของอะไรบางอย่างในมือ

วาทียื่นก้อนปูนรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเท่าคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กมาตรงหน้าปะวะหล่ำ ท่าทางหนักไม่ใช่เล่น

“วางก่อนไหม” ปีธวัชโคลงศีรษะ ก่อนจะชี้นิ้วไปที่โต๊ะไม้ที่อยู่ใกล้ๆ

วาทีวางศิลาก้อนนั้นลงตามคำสั่ง และปะวะหล่ำก็สืบเท้าไปใกล้ๆ ก้มลงมอง สายตาเต็มไปด้วยความสนอกสนใจ

เป็นศิลาฉาบด้วยปูนสีเข้ม ดูจากลักษณะของปูน สาวโบราณคดีอย่างปะวะหล่ำก็บอกได้ในทันทีว่าเป็นปูนสมัยโบราณที่แตกต่างจากปูนซีเมนต์ที่ใช้สร้างบ้านปัจจุบัน แต่ที่น่าสนใจกว่าปูนคือภาพเขียนสีที่ปรากฏอยู่บนศิลาก้อนนั้น…

เป็นภาพนกขนาดเล็กเกาะกิ่งไม้อยู่บนพื้นหลังสีแดงเข้ม ดวงตาสีดำเข้มของนกที่มองจ้องมาดูสุกสว่างราวมีชีวิต ส่วนหางของนกตวัดเป็นลวดลายกนกสวยงาม เหนือจากกิ่งไม้ขึ้นไปเห็นเป็นรูปเข่าของคนในท่านั่งขัดสมาธิ ปะวะหล่ำคาดว่าเป็นภาพพระพุทธเจ้า

ทันทีที่เห็นภาพเขียนบนก้อนศิลา ปะวะหล่ำรู้สึกหน้ามืดไปนิดหนึ่ง…นิดเดียวจริงๆ จนไม่ทันมีใครสังเกตเห็น

นอกจากอาการหน้ามืด ปะวะหล่ำยังรู้สึกประหลาด ด้วยทั่วทั้งเรือนกายของตนราวกับมีกระแสของอะไรบางอย่างไหลวนเวียน เป็นความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับตัวเธอมาก่อน

“เป็นไง” ปีธวัชไม่ได้สังเกตท่าทางผิดปกติไปของหญิงสาว “นี่ละที่พี่อยากให้แป้มได้เห็น”

“ภาพเขียนนี้…มาจาก…” ปะวะหล่ำเหลือบมองพระปรางค์องค์เล็ก

“ใช่” ปีธวัชพยักหน้าก่อนจะอธิบายว่า “เป็นภาพเขียนภายในกรุที่พวกคนร้ายขุดเข้าไป…พี่ยังไม่ได้สำรวจละเอียด แต่เท่าที่เห็น…มีภาพเขียนอยู่ทุกผนังเลย ศิลาชิ้นนี้เป็นชิ้นส่วนของผนังด้านที่ถูกเจาะ เลยแตกออกมา แต่ที่เหลืออยู่ข้างในยังค่อนข้างสมบูรณ์มาก”

“เป็นภาพวาดสีปูนเปียก…Fresco…” ปะวะหล่ำบอกได้เมื่อแรกเห็น “แบบเดียวกับภาพเขียนในกรุวัดราชบูรณะเลย”

จิตรกรที่วาดภาพนี้ จะลงมือวาดภาพบนผนังของกรุขณะที่ปูนยังไม่แห้ง เนื้อสีจึงซึมซาบผสมกลมกลืนกับเนื้อปูนเป็นเนื้อเดียวกัน เรียกศิลปะที่วาดด้วยเทคนิคนี้ว่า ภาพวาดสีปูนเปียกหรือเฟรสโก้

ด้วยวิธีการวาดภาพแบบนี้ ภาพและสีจึงติดคงทน ไม่เหมือนจิตรกรรมฝาผนังตามวัดต่างๆ ที่วาดภายหลังผนังปูนแห้งแล้ว พอกาลเวลาผ่านไปเมื่อปูนบนผนังร่อน ภาพเขียนก็พลอยล่อนหลุด ชำรุดเสียหายตามไปด้วย

“ยังจะปฏิเสธอยู่อีกไหม” ปีธวัชถามเสียงแผ่วต่ำในลำคอ ดวงตาของเขาจ้องมองหญิงสาวอย่างมีความหวัง…

เขารู้ว่าถ้าได้เห็นชิ้นส่วนของภาพวาดนี้…ปะวะหล่ำจะต้องเปลี่ยนใจ…

“แป้ม” ปะวะหล่ำลังเล ภาพเขียนบนก้อนศิลาเหมือนมีมนตร์ขลัง ทำให้หล่อนลืมความตั้งใจแต่เดิมของตนไปจนหมดสิ้น “ก็ได้ค่ะพี่ปี…แป้มจะมาช่วย…แต่แป้มจะดูแค่เรื่องภาพเขียนเท่านั้นนะคะ เรื่องอื่นแป้มไม่ขอยุ่งเกี่ยว”

“ที่แท้ก็อยากทำตั้งแต่แรกนั่นละ” พจีเบ้ปาก “แล้วจะมาแกล้งเล่นตัวทำไม น่าเบื่อ”

ปะวะหล่ำหันขวับไปทางรุ่นพี่ที่เป็นคู่ปรับ ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความไม่พอใจ หากยังไม่ทันจะได้เอ่ยอะไรออกมา ปีธวัชก็เอ็ดพจีเสียงดังจนอีกฝ่ายหน้าเสีย

“พอได้แล้วจี…โตๆ กันแล้ว ทำไมต้องประชดประชันกันแบบนี้ด้วย เราเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกันทั้งนั้น ต่อไปอย่าทำแบบนี้อีก ผมไม่ชอบดราม่า”

พจีเม้มปากแน่น ไม่เถียง เพราะรู้ว่าปีธวัชไม่ได้อยู่ในอารมณ์จะต่อล้อต่อเถียงด้วย เธอยักไหล่ก่อนจะทำท่าเดินเลี่ยงไปที่อื่น

“จีขอตัวไปดูอะไรทางโน้นหน่อยนะคะ”

“แป้มจะมาเริ่มได้เมื่อไหร่คะ” รอจนพจีเดินไปพ้นจากบริเวณแล้ว ปะวะหล่ำจึงเอ่ยถาม

รู้สึกเสียหน้าอยู่หรอกที่จู่ๆ ก็มากลับคำเสียอย่างนั้น หากความสนใจใคร่รู้นั้นมีมากกว่า

“สัปดาห์หน้าเลยดีไหม” ปีธวัชเสนอ “สองวันนี้พี่ให้ทีมลงไปวางระบบ ติดตั้งไฟ ติดพัดลมระบายอากาศ จากนั้นจะให้ทีมของวาทีเริ่มลงไปสำรวจเก็บรายละเอียดในกรุ พอเคลียร์ทุกอย่างจนเสร็จเรียบร้อย แป้มค่อยเก็บข้อมูลของภาพเขียน”

“มีเครื่องทอง เครื่องประดับ พระเครื่อง สมบัติอื่นๆ เหมือนที่วัดราชบูรณะไหมคะ” ปะวะหล่ำถามเพราะอยากรู้รายละเอียดในเชิงวิชาการ

“ไม่มีอะไรเลย” ปีธวัชส่ายหน้า “แปลกมาก”

“พวกโจรก็ยังไม่ทันได้อะไรไปนะ” วาทีช่วยเล่า “ไม่เหมือนคราววัดราชบูรณะที่ขนเอาไปขายกันเป็นเข่งๆ”

“โจรคนที่รอดชีวิตอยู่แค่คนเดียวเอาแต่พูดถึงหีบไม้” ปีธวัชว่า “แต่ตำรวจที่เข้ามาตอนเช้าวันนั้นบอกว่าไม่มีอะไรเลย”

“อาจจะมีกรุสามอีกก็ได้นี่คะ” ปะวะหล่ำสันนิษฐาน เพราะกรุที่พระปรางค์วัดราชบูรณะก็มีหลายชั้น

“พี่ก็คิดเหมือนแป้ม” ปีธวัชพยักหน้า “ยุคนั้นนิยมสร้างกรุซ้อนกันหลายชั้นอยู่แล้ว เราคงใช้เวลาค่อยๆสำรวจกันไปเรื่อยๆ”

“แป้มขอถ่ายรูปไปดูนะคะ” ปะวะหล่ำขออนุญาต ครั้นชายหนุ่มพยักหน้า เธอก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาบันทึกภาพเขียนอายุหลายร้อยปีเอาไว้ทุกแง่มุม

พร้อมกันนั้นก็อดสงสัยไม่ได้…

ด้วยรู้สึกเคยคุ้นกับภาพเขียนรูปนกเกาะกิ่งไม้ภาพนี้เหลือเกิน

ปะวะหล่ำออกจะมั่นใจว่าเคยเห็นมาก่อน

แต่…นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน…

 



Don`t copy text!