ธำมรงค์เลือด บทที่ 11 : เงาฝัน

ธำมรงค์เลือด บทที่ 11 : เงาฝัน

โดย : พงศกร

ธำมรงค์เลือด นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาและพงศกรอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์…เรื่องราวของบุรุษลึกลับที่เทียวกลับมาที่ร้านของคุณไลยหลายครั้งหลายหน เพื่อตามหาแหวนโบราณวงหนึ่ง…แหวนไพลินที่ทำขึ้นมาในสมัยอยุธยา และคือจุดเริ่มต้นของความรัก ความแค้น ความพยาบาทที่ผูกพันมาแต่อดีตและเป็นแหวนที่จะเชื่อมโยงชะตากรรมของทุกคนเข้าด้วยกัน

เมื่อนานมาแล้ว ปะวะหล่ำมีโอกาสได้อ่านบทความหนึ่งในเฟซบุ๊กที่เล่าว่าบางครั้งความฝันก็อาจจะเป็นเงาสะท้อนแห่งอดีต และอาจจะเป็นเพราะเหตุนี้ คืนที่กลับจากอยุธยา หญิงสาวจึงเก็บเอาเรื่องภาพเขียนสีโบราณมาฝันวุ่นวาย

ในความฝันนั้น เธอเป็นเพียงเด็กหญิงไว้ผมจุก นุ่งโจงกระเบนสีเข้ม สวมเสื้อคอกระเช้า กำลังนั่งมองกระดานชนวนในมือของชายหนุ่มรูปร่างล่ำสันตรงหน้าด้วยความสนอกสนใจ ดวงตาใสแจ๋วกลมโตของเธอจับจ้องมือแข็งแรงใช้แท่นหินในมือวาดภาพนกตัวเล็กเกาะบนกิ่งไม้

“นั่นนกอะไรเจ้าคะ”

เสียงถามของหล่อนเจื้อยแจ้ว แจ่มใส

“นกแก้ว…เหมือนเจ้ายังไงล่ะ แม่นกแก้ว” ครั้นเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมาหัวเราะเบาๆ และปะวะหล่ำในร่างเด็กหญิงเห็นเข้าก็ถึงกับอ้าปากค้างไปชั่วขณะ ด้วยดวงหน้าคมสันนั้นเหมือนกับสีหราชไม่ผิดเพี้ยน

“เหมือนยังไงเจ้าคะ” หล่อนหรือเด็กหญิงนกแก้วเอียงคอเจรจา ปะวะหล่ำ ‘เห็น’ ภาพ ‘ได้ยิน’ เสียงชัดเจน เหมือนกับหล่อนสวมอยู่ในร่างของเด็กหญิงผมจุก และได้แต่เฝ้ามองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหมือนกำลังชมภาพยนตร์ “นั่นมันนก แต่นกแก้วไม่ใช่นก”

“นกแก้วเป็นนก จะไม่ใช่นกได้อย่างไร” เขาหัวเราะ สนุกกับการต่อปากต่อคำกับเด็กหญิง

“นกแก้วเป็นคน”

หล่อนเรียกแทนตนเองว่า ‘นกแก้ว’

“ใครว่า…นี่นกแก้ว” ชายหนุ่มชี้นิ้วไปที่ภาพวาดลายเส้นบนกระดานชนวน ก่อนจะชี้มาที่เด็กหญิง “นี่ก็นกแก้ว”

“ไม่เหมือนกันสักหน่อย” เด็กหญิงส่ายหน้า “นกกับคนจะเหมือนกันได้อย่างไร”

“ช่างพูดนักนะ” ชายหนุ่มเอื้อมมือมาจับผมจุกของเธอเขย่าเบาๆ ด้วยท่าทางเอ็นดู

“แล้วคุณพี่เสือวาดนกแก้วไปไหนหรือเจ้าคะ” เจ้าหล่อนถามต่อด้วยความอยากรู้

“พี่ร่างภาพน่ะ” ชายหนุ่มนาม ‘พี่เสือ’ ตอบ

“ร่างภาพ” คำตอบของชายหนุ่มทำเอาเด็กหญิงนกแก้วถึงกับอ้าปากหวอ

“พี่วาดภาพเป็นแบบเอาไว้ดู สำหรับจะนำไปวาดของจริงบนฝาผนังน่ะสิ” เขาพยายามอธิบายให้เด็กหญิงตัวน้อยเข้าใจ

“วาดบนผนังโบสถ์น่ะหรือจ๊ะ” เด็กหญิงตื่นเต้น เธอเคยตามเจ้าคุณพ่อไปทำบุญที่วัดแถวบ้านอยู่บ่อยๆ บนผนังโบสถ์มีภาพเขียนสวยงาม เป็นภาพนรก สวรรค์ ป่าหิมพานต์ มีสิงสาราสัตว์หน้าตาประหลาด ดูน่าตื่นตาตื่นใจนัก

“ครั้งนี้วาดเพื่อตกแต่งผนังกรุ หาใช่ผนังโบสถ์ไม่” เขาวางดินสอในมือ เงยหน้ามองเด็กหญิง ดวงตาเต็มไปด้วยร่องรอยล้ำลึกเสียจนไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังนึกถึงสิ่งใด

“ผนังกรุ” นกแก้วทำตาโต “ที่เขาเอาไว้ฝังสมบัติหรือเจ้าคะ”

“นั่นละ” พี่เสือพยักหน้า “ในกรุนะ มีแก้วแหวนเงินทองเหลืองอร่าม สมบัติมากมายกองเท่าภูเขา”

“นกแก้วขอไปด้วยได้ไหมจ๊ะ” เด็กหญิงอ้อน

“จะไปทำไม” เขาเลิกคิ้วด้วยความเอ็นดู

“นกแก้วอยากไปดูภูเขาแก้วแหวนเงินทอง วงไหนสวย วงไหนงาม นกแก้วจะได้ขอมาใส่เล่นดูสักวงสองวง” นกแก้วคิดแบบเด็กๆ

“ไม่ได้เทียวหนา” พี่เสือเอ็ด “สมบัติพวกนั้น พ่ออยู่หัวกับพระญาติพระวงศ์บรรจุลงมาในกรุเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ใครขโมยไปละก็บาปกรรมกินหัว ตายไปไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด ต้องกลายไปเป็นเปรตอยู่ชั่วนาตาปีเลยเทียว”

“งั้นนกแก้วขอไปดูเฉยๆ” เด็กหญิงยังไม่ละความพยายาม “นกแก้วสัญญาว่าจะไม่หยิบ ไม่จับอะไรเลยนะเจ้าคะ”

“ไม่ได้หรอก” ชายหนุ่มส่ายหน้า

“นะจ๊ะคุณพี่เสือ ให้นกแก้วไปด้วยนะจ๊ะ” เด็กหญิงร้องขอ “นกแก้วอยากไปดูเขาวาดภาพ”

“ไม่ดีหรอก…เจ้ายังเป็นเด็กเป็นเล็ก” ชายหนุ่มมีท่าทางลังเล “ภาพที่วาดอยู่ในกรุ แถมกรุยังมีตั้งสามชั้น ต้องไต่บันไดลงไปลึกเชียวหนา ฉวยพลาดพลั้งตกลงไปแขนหักขาหักละแย่เลย”

“นกแก้วสัญญาว่าจะไม่ดื้อ ไม่ซน” เด็กหญิงรีบบอก

“ไปไม่ได้” คราวนี้เสียงคนห้ามเป็นสตรีสูงวัยที่นั่งอยู่ถัดไป ปะวะหล่ำในร่างของเด็กหญิงผมจุกหันหน้าไปมอง ก็เห็นเจ้าของเสียงเป็นสตรีหน้าตาเข้มงวด ผมสีเทาตัดทรงดอกกระทุ่ม ปะวะหล่ำไม่เคยเห็นหน้าของสตรีผู้นี้มาก่อน หากรู้ได้เองว่าเธอคือคุณหญิงตลับ ผู้เป็นย่าของเด็กหญิงนกแก้วนั่นเอง “แก่นกะโหลกกะลาจริงนะแม่นกแก้ว เอ็งเป็นหญิงก็อยู่ส่วนหญิง จะไปยุ่งเรื่องของบุรุษเขาทำไม”

“แหม” โดนคุณย่าเอ็ดเบาๆ เด็กหญิงเลยได้แต่ทำคอหด “ถ้างั้นนกแก้วไม่ไปก็ได้เจ้าค่ะ”

“ถ้าแม่นกแก้วอยากไปจริงๆ ละก็…กระผมก็อาจจะ…” ชายหนุ่มหันไปทางผู้สูงวัย หากอีกฝ่ายรีบร้องห้ามเอาไว้

“พอทีพ่อเสือ” คุณหญิงว่า “ตามใจกันตะพึดตะพือ จนแม่นกแก้วเสียเด็กกันหมดแล้ว”

“ขอรับคุณหญิง ไม่ไปก็ไม่ไปขอรับ”

‘พ่อเสือ’ รับคำเสียงอ่อย เขาหันไปยักคิ้วให้กับเด็กหญิงอย่างรู้กัน

“ว่าแต่วันนี้พ่อเสือจะอยู่กินข้าวเย็นด้วยกันก่อนไหม” คุณหญิงเปลี่ยนเรื่อง

“คุณอายงล่ะขอรับ” เขาถามถึงเจ้าคุณบิดาของเด็กหญิง

“คงจะกลับเอาเมื่อพลบโน่นละ” คุณหญิงตลับว่า “เพลานี้ต้องไปคุมก่อสร้างพระปรางค์ กลับเอาเมื่อตะวันตกดินทุกวัน”

“ถ้าเช่นนั้น กระผมขออยู่รอเจ้าคุณอาก่อนดีกว่าขอรับ” ชายหนุ่มตัดสินใจ “มีเรื่องเกี่ยวกับกรุที่จะต้องปรึกษาหลายประการ”

เด็กหญิงผมจุกนั่งนิ่งฟังผู้ใหญ่สนทนา หันมองคนนั้นทีคนนี้ที ก่อนจะอ้าปากหาวด้วยความง่วงงุน ด้วยไม่เข้าใจว่าทั้งชายหนุ่มร่างล่ำสันและคุณย่าของเธอ มีท่าทีหนักใจด้วยเรื่องใดกันแน่…

 

ออกญาภักดีบรรยงกลับมาถึงเรือนเอาเมื่อเข้าไต้เข้าไฟ รอบกายของเด็กหญิงมีแต่ความสลัวราง แสงจากคบไฟที่ตามอยู่บนฝาเรือน ขับให้เห็นดวงหน้าเคร่งเครียดของผู้เป็นบิดา

“กินข้าวแล้วหรือยังพ่อเสือ”

ออกญาภักดีบรรยงเอ่ยทัก ก่อนจะส่งดาบประจำกายให้กับหญิงสาวคนหนึ่งที่คลานเข้ามารับ ปะวะหล่ำรู้อย่างที่แม่นกแก้วรู้ว่าหญิงผู้นั้นคือแม่ปราง ผู้เป็นเมียบ่าวของบิดา

คุณหญิงสา มารดาของเด็กหญิงผมจุกนั้นล่วงลับไปนานหลายปีตั้งแต่เด็กหญิงยังแบเบาะ ส่วนพ่อเสือหรือออกหลวงสีหเสนาเป็นลูกชายของออกญาอภัยรณฤทธิ์ ผู้เป็นพี่ชายแท้ๆ ของคุณหญิงสา ดังนั้นออกหลวงสีหเสนาจึงมีศักดิ์เป็นหลานอาของออกญาภักดีบรรยง

“ยังขอรับ” ชายหนุ่มส่ายหน้า “รอให้เจ้าคุณอากลับมานี่ละขอรับ”

“มา…งั้นมานั่งกินเสียด้วยกัน” บิดาของแม่นกแก้วกวักมือเรียกชายหนุ่ม ให้เดินมาร่วมวงอาหารเย็นด้วยกัน

เด็กหญิงหัวจุกรีบขยับให้คุณพี่ของเธอนั่งล้อมวงด้วยความดีใจ ที่นั่งด้วยกันในวงมีคุณหญิงตลับอีกหนึ่งคนเท่านั้น ส่วนแม่ปรางนั้นคอยนั่งเป็นวงนอก มีหน้าที่คอยดูแลสำรับข้าวปลาอาหารไม่ให้ขาดตกบกพร่อง เธอเป็นเพียงเมียบ่าว จึงไม่ได้รับอนุญาตให้ร่วมรับประทานอาหารกับครอบครัวของออกญาผู้เป็นใหญ่ในเรือน

“อยู่รออาจนเย็นย่ำ มีเรื่องอันใดกันแน่” ออกญาภักดีบรรยงถาม ด้วยพอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายต้องมีเรื่องสำคัญไม่น้อย

“กระผมอยากปรึกษาเจ้าคุณอาเรื่องงานสร้างกรุขอรับ” ชายหนุ่มเริ่มต้นโดยไม่อ้อมค้อม แม่นกแก้วผมจุกนั่งอยู่ข้างๆ ตั้งใจฟังตาไม่กะพริบ

“สร้างกรุ” บิดาของแม่นกแก้วเลิกคิ้ว “พ่อเสือมีปัญหาหรืออย่างไร ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราร่วมกันสร้างพระปรางค์สักหน่อย”

ตั้งแต่พ่ออยู่หัวขึ้นครองราชสมบัติ พระองค์ทำศึกสงครามแทบไม่ได้เว้น

เมื่อมีสงคราม ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะต้องฆ่าฟันผู้คนไปเป็นจำนวนมาก ทั้งข้าศึกที่มารุกราน รวมถึงบรรดาขุนนางกับบรรดาศัตรูที่มีอันตรายกับราชบัลลังก์ ดังนั้นเมื่อมีโอกาส พระองค์ก็จะสร้างวัดวาอารามเพื่ออุทิศให้กับดวงวิญญาณเหล่านั้นอยู่เสมอ

นับเฉพาะวัดสร้างใหม่ในเกาะเมืองช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ มีไม่ต่ำกว่าหกถึงเจ็ดวัด และออกญาภักดีบรรยงก็คือนายช่างใหญ่ในการก่อสร้างวัดเหล่านั้น

“ขอรับ ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก” ออกหลวงหนุ่มพยักหน้า “แต่ครั้งนี้…สำคัญมากมิใช่หรือขอรับ…”

“อืม ก็จริงของพ่อเสือ” ออกญาภักดีบรรยงถอนใจยาว ครั้งนี้พ่ออยู่หัวมีพระราชดำริจะบรรจุ ‘ของสำคัญ’ อีกหนึ่งชิ้นลงไปในกรุชั้นล่างสุด พระปรางค์ที่กำลังก่อสร้างจึงถูกออกแบบให้มีความซับซ้อนมากกว่าพระปรางค์ของวัดอื่น

“กรุมีถึงสามชั้น” ชายหนุ่มถอนใจยาว “อีกทั้งเวลาก็ออกจะกระชั้นมาก กระผมเกรงจะทำไม่ทันตามกำหนด”

พระราชธิดาของพ่ออยู่หัวสิ้นพระชนม์กะทันหัน พ่ออยู่หัวทรงเสียพระทัยมาก เพราะพระราชธิดาพระองค์นี้ถือเป็นลูกสาวคู่ทุกข์คู่ยาก ประสูติมาตั้งแต่ก่อนทรงขึ้นครองราชบัลลังก์ ครั้นพอบ้านเมืองเริ่มจะสงบสุขก็มาด่วนสิ้นพระชนม์ไปก่อน

ทรงให้จัดงานถวายพระเพลิงพระบรมศพอย่างยิ่งใหญ่ พระเมรุมาศของพระราชธิดานั้นงามวิจิตร เป็นที่เลื่องลือไปทั้งแผ่นดิน หลังจากถวายพระเพลิงเสร็จเรียบร้อย พระอัฐิได้ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนที่หนึ่งเก็บไว้ในหอพระในพระราชวังหลวง อีกส่วนหนึ่งพ่ออยู่หัวตั้งพระทัยจะให้บรรจุเอาไว้ที่วัดเล็กๆ แห่งหนึ่ง ที่อยู่นอกเกาะเมืองออกไปไกล ด้วยวัดแห่งนั้นตั้งอยู่ที่ตำบลอันเป็นนิวาสสถานดั้งเดิมของพระองค์ และพระราชธิดาก็ประสูติที่นั่น

พ่ออยู่หัวจึงมีรับสั่งให้ออกญาภักดีบรรยงเป็นแม่กองบูรณะปฏิสังขรณ์วัดให้สวยงาม รวมถึงสร้างพระปรางค์สำหรับบรรจุพระอัฐิของพระราชธิดา

และแน่นอน เมื่อมีพระปรางค์ก็ต้องมีกรุสมบัติตามธรรมเนียมปฏิบัติ พ่ออยู่หัวจะต้องอุทิศข้าวของเงินทอง อัญมณีเครื่องประดับใส่ลงในกรุ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาอีกด้วย

โหรหลวงกำหนดวันเสด็จพระราชดำเนินไปประกอบพระราชพิธีเรียบร้อยแล้ว นับจากวันนี้ไปเหลือเวลาอีกเพียงไม่ถึงหนึ่งเดือนเท่านั้น

การก่อสร้างพระปรางค์ในพื้นที่ซึ่งมีอยู่อย่างจำกัดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งยังเสียเวลาอยู่นานหลายสัปดาห์กับการออกแบบให้ดูสวยงามสอดคล้องกับอุโบสถและวิหารที่มีอยู่แต่เดิมอีกด้วย ขั้นตอนต่างๆ จึงล่าช้ามาจนจวนใกล้จะถึงหมายกำหนดงานพระราชพิธีอยู่รอมร่อ แม้ออกญาภักดีบรรยงเร่งพวกไพร่ในสังกัดให้ทำงานตลอดทั้งวันทั้งคืนแล้วก็ตาม จนบัดนี้ก็ยังไม่สำเร็จ และเวลาก็ออกจะหมิ่นเหม่เต็มทน

เมื่อพระปรางค์ยังสร้างไม่เสร็จ ผลกระทบที่ต่อเนื่องติดตามมาก็คือการสร้างและตกแต่งกรุที่จะใช้บรรจุสมบัติก็จะพลอยช้าตามไปด้วย ซึ่งขั้นตอนนี้เองที่เป็นงานของออกหลวงสีหเสนา

การตกแต่งกรุ รวมถึงเขียนภาพผนังกรุจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อการก่อสร้างพระปรางค์ใกล้จะเสร็จแล้วเท่านั้น ระหว่างรอเวลาสร้างกรุ ออกหลวงสีหเสนาจึงใช้เวลาไปกับการร่างภาพในกรุเอาไว้ก่อน เพราะในวันที่จะลงไปวาดภาพนั้น เขาจะต้องวาดขณะที่ปูนยังไม่แห้ง จิตรกรจะต้องวาดภาพด้วยความมั่นใจ ลงสีอย่างแม่นยำ จะผิดพลาดมิได้เลย เพราะการเขียนภาพลงบนปูนเปียกไม่สามารถแก้ไขได้

หลังจากพระปรางค์เสร็จเรียบร้อย พ่ออยู่หัวพร้อมกับบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์จะเสด็จลงไปในกรุ เพื่อบรรจุข้าวของประดามีลงไปด้วยพระองค์เอง จากนั้นออกญาภักดีบรรยงก็จะเป็นผู้ผนึกกรุ เป็นอันเสร็จพระราชพิธี

ขั้นตอนการปิดกรุนี้สำคัญที่สุด ออกญาภักดีบรรยงผู้เป็นนายกองก่อสร้างต้องกระทำด้วยตัวเองเท่านั้น ให้คนอื่นทำแทนไม่ได้เด็ดขาด นอกจากนี้ยังจะต้องทำให้เสร็จเรียบร้อยภายในวันเดียวกัน เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีผู้ใดเข้าไปยุ่งวุ่นวายกับแก้วแหวนเงินทองเหล่านั้นได้อีก

“แล้วพ่อเสือจะคิดทำเช่นไร” บิดาของแม่นกแก้วถามเสียงเรียบ

“กระผมจะขอเจ้าคุณอา เพิ่มผู้ช่วยอีกสองคนขอรับ” ออกหลวงหนุ่มเงยหน้ามองผู้มีศักดิ์เป็นอาเขย

“อืม ได้สิ ว่าแต่พ่อเสือจะเอาใครมาล่ะ” ออกญาภักดีบรรยงมีสีหน้าครุ่นคิด

การก่อสร้างพระปรางค์หลวงมีความสำคัญ ไม่ใช่อยากจะเกณฑ์ใครมาทำก็ทำได้ ด้วยแก้วแหวนเงินทองในกรุมีมูลค่ามากมายมหาศาล มักจะล่อตาล่อใจคนโลภให้แอบหยิบฉวยเอาสมบัติพระศาสนาไปเป็นสมบัติส่วนตัว ในบางแผ่นดิน หลังจากสร้างกรุเสร็จเรียบร้อย คนงานทั้งหมดมักจะถูกประหารเพื่อไม่ให้ย้อนกลับมาขุดเอาสมบัติไปได้

แต่ครั้นพอตกมาถึงแผ่นดินนี้ ประเพณีเช่นนั้นถูกยกเลิกไปแล้ว แต่กระนั้นเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีคนขโมยเอาของในกรุไป คนงานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการสร้างพระปรางค์จะต้องถูกคัดเลือกมาเป็นอย่างดี แม่กองอย่างออกญาภักดีบรรยงต้องรู้จักหัวนอนปลายเท้าของทุกคน และที่สำคัญจะต้องไว้ใจได้ เพราะคนพวกนี้จะรู้แผนผังของพระปรางค์ รู้ว่ามีอะไรอยู่ตรงไหน จึงต้องการคนที่ซื่อสัตย์เท่านั้น

“ลูกน้องเก่าของกระผมเองขอรับ ชื่ออ้ายหาญกับอ้ายทัพ…สองคนนี้ไว้ใจได้” ออกหลวงหนุ่มรับประกัน “พ่อแม่ของพวกมันทั้งสองเป็นช่างปั้น บ้านอยู่แถวภูเขาทอง ทั้งอ้ายหาญและอ้ายทัพเคยบวชเรียนมาแล้วทั้งคู่”

“วันหน้าวันหลัง พามาให้อารู้จักหน้าค่าตาไว้หน่อยก็ดี” ออกญาภักดีบรรยงเอ่ยเสียงราบเรียบ

“กระผมพาพวกมันมาวันนี้แล้วขอรับ” คำของออกหลวงหนุ่มทำให้แม่นกแก้วออกจะประหลาดใจ “รออยู่ที่ศาลาริมน้ำ”

“อ้าว” ออกญาภักดีบรรยงเลิกคิ้ว “เช่นนั้นก็พาพวกมันขึ้นมาสิ”

“ได้ขอรับ…ไปตามพวกมันมาหาท่านเจ้าคุณหน่อย…พี่บุญ” ออกหลวงหนุ่มหันไปพยักหน้ากับนายบุญ ผู้เป็นทนายหน้าหอซึ่งนั่งรออยู่ทางด้านหลัง

บุญรับคำผู้เป็นนายแล้วหายลงไปจากเรือน ก่อนจะกลับมาพร้อมกับชายหนุ่มรูปร่างสูงล่ำสันสองคน ปะวะหล่ำในร่างของแม่นกแก้วเหลือบมองชายทั้งสองด้วยความสนใจใคร่รู้ ครั้นพอเห็นดวงหน้าได้ถนัดถนี่ ก็ต้องอ้าปากค้างไปด้วยความพิศวง

ด้วยดวงหน้าของชายทั้งสองที่มีชื่อว่า…อ้ายหาญและอ้ายทัพ เหมือนกับดวงหน้าของสองผู้ติดตามชายหนุ่มนามสีหราชไม่มีผิด

ดวงตาของชายทั้งสองเหลือบมาทางแม่นกแก้ว มีร่องรอยประหลาดใจปรากฏให้เห็นเช่นเดียวกัน และความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นกับเด็กหญิงผมจุกที่ปะวะหล่ำสามารถรับรู้ได้…ก็คือ…

น่ากลัว…เธอไม่ชอบแววตาเช่นนั้นเอาเสียเลย!

 



Don`t copy text!