ธำมรงค์เลือด บทที่ 14 : ลึกลงไปในความมืด

ธำมรงค์เลือด บทที่ 14 : ลึกลงไปในความมืด

โดย : พงศกร

ธำมรงค์เลือด นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาและพงศกรอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์…เรื่องราวของบุรุษลึกลับที่เทียวกลับมาที่ร้านของคุณไลยหลายครั้งหลายหน เพื่อตามหาแหวนโบราณวงหนึ่ง…แหวนไพลินที่ทำขึ้นมาในสมัยอยุธยา และคือจุดเริ่มต้นของความรัก ความแค้น ความพยาบาทที่ผูกพันมาแต่อดีตและเป็นแหวนที่จะเชื่อมโยงชะตากรรมของทุกคนเข้าด้วยกัน

ธามนิธิต้องเพี้ยนไปแล้ว เป็นนักวิทยาศาสตร์อยู่ดีๆ เหตุใดจึงจะมาสนใจองค์ความรู้ที่นอกเหนือจากสาขาของตัวเอง…ปะวะหล่ำนิ่งนึก หากไม่ได้พูดออกมา

“คิดว่าผมเพี้ยนไปแล้วใช่ไหม” ชายหนุ่มเอ่ยเหมือนเดาความคิดของอีกฝ่ายได้ “ไม่เป็นไรหรอกครับ ใครที่ได้ยินแบบนี้ก็ต้องคิดว่าผมเพี้ยนทั้งนั้นละ”

“ฉันแค่…ไม่เคยคิดว่าวิทยาศาสตร์กับ folklore…เอ้อ ตำนานเรื่องเล่าพื้นบ้านจะไปด้วยกันได้” ปะวะหล่ำคิดเช่นนั้น ดูเอาเถอะ เธอเรียนมาทางสายประวัติศาสตร์แท้ๆ ยังไม่เคยคิดไปถึงอะไรแบบนี้

ปาฏิหาริย์ก็คือปาฏิหาริย์…ใครจะคิดว่าหลังอำนาจเหนือธรรมชาติเหล่านั้น แท้จริงแล้วจะเกิดมาจากอะตอม…อนุภาคที่เล็กที่สุดของสสาร

“เป็นเพราะคนปัจจุบันนี่ละครับ ที่พยายามจะแยกนั่นนี่ออกจากกัน ทั้งที่เป็นเรื่องเดียวกัน” เขาอธิบายอย่างใจเย็น

“คุณลองคิดดูสิ…แป้ม สมมติว่ามีดาบในตำนานสักเล่มหนึ่ง ที่เล่าสืบต่อกันมาว่าสามารถเรียกฟ้าเรียกฝนได้ สมัยโบราณอาจคิดว่านั่นคือเวทมนตร์ คือเรื่องเหนือธรรมชาติ เพราะองค์ความรู้ของผู้คนในเวลานั้นมีเพียงเท่านั้น…แต่ตกมาถึงปัจจุบัน ถ้าเราลองศึกษาลึกลงไปถึงชนิดของโลหะที่นำมาทำดาบ เราอาจพบว่าโลหะนั้นมีคุณสมบัติล่อฟ้า หรือเหนี่ยวนำกระแสไฟมากกว่าโลหะชนิดอื่น และนั่นคือเหตุผลว่าเหตุใดดาบเล่มนั้นถึงมีพลังมากกว่าดาบเล่มอื่นๆ”

“คุณเลยอยากได้อาวุธโบราณเพื่อมาทำการศึกษา” ปะวะหล่ำเริ่มมองเห็นภาพ

“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ครับ” ธามนิธิยิ้มกว้าง “อย่างดาบในสมัยอยุธยาก็มีตั้งหลายแบบ หลายสำนัก…ดาบพุทไธสวรรย์ ดาบเหล็กน้ำพี้…ดาบแต่ละชนิดก็มีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน เพราะอย่างนี้ผมเลยอยากเห็นของจริง อยากนำมาศึกษาในเชิงนิวเคลียร์ฟิสิกส์ให้ละเอียดยิ่งขึ้น ถ้าเราสามารถแยกรายละเอียดเหล่านี้ได้ ก็อาจจะนำไปสู่การพัฒนาอาวุธ หรือเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ที่มีประโยชน์ในอนาคต”

“ฉันคิดว่าเราคงต้องใช้วิธีสอบถามเอาจากนักสะสมแล้วละค่ะ” ปะวะหล่ำว่า “เพราะถ้าใช้วิธีติดตามหาจากร้านขายวัตถุโบราณ…คงจะยาก ของเก่าแก่แบบนี้ไม่ใช่จะมีเข้ามาบ่อยๆ และส่วนมากร้านแต่ละแห่งก็มีขาประจำกันอยู่ ของเข้ามายังไม่ทันวางขายหน้าร้าน ลูกค้าประจำก็เอาไปหมดแล้ว”

“คุณจะช่วยผมใช่ไหม” เขาถามอย่างมีความหวัง

“ยังไม่รับปากนะคะ” ปะวะหล่ำมองแลเลยไปทางอื่น เมื่อรู้สึกว่าดวงตาคู่คมนั้นจ้องมองมาแน่วนิ่ง “เอาเป็นว่า ถ้าได้ข่าวอะไรฉันจะรีบบอกคุณก็แล้วกัน”

“งั้นเอาไลน์คุณมา” เขาเอ่ยขอไลน์ของปะวะหล่ำง่ายๆ

“อะไรกันคุณ อยู่ๆ จะมาขอไลน์ฉัน” ปะวะหล่ำนิ่วหน้า ไม่เคยโดนหนุ่มจู่โจมแบบนี้มาก่อน

“จะได้ติดต่อกันง่ายๆ ไง”

“ไม่เอาหรอก เดี๋ยวเพลงมาโกรธฉัน” ปะวะหล่ำส่ายหน้าดิก

“ก็บอกแล้วไงว่าผมกับเพลงเราเป็นแค่เพื่อนกันจริงๆ”

“แน่ใจนะ ฉันไม่อยากมีปัญหากับเพลง” ถามย้ำ

ภาพที่เพลงภัทรกระโดดจิกผมเพื่อนผู้หญิงกลางโรงอาหารเพราะคิดว่าอีกฝ่ายแย่งแฟน ยังติดตามาถึงวันนี้…แม้ว่าเหตุการณ์นั้นจะผ่านมานานแล้ว หากปะวะหล่ำยังจำได้ไม่ลืม

“แน่ใจ”

เขายืนยันหนักแน่น พร้อมกับมือแข็งแรงก็ยื่นโทรศัพท์มือถือไปตรงหน้าหญิงสาว ปะวะหล่ำส่ายหน้าน้อยๆ ก่อนจะรับมากดเพิ่มเพื่อนแต่โดยดี

“ขอบคุณนะครับ” เขายิ้มให้หล่อน รอยยิ้มและลักยิ้มบุ๋มทำให้ดวงหน้าเขาอ่อนเยาว์เหมือนเด็กๆ เป็นมุมน่ารักที่ธามนิธิไม่เคยแสดงออกมาให้ใครเห็น โดยเฉพาะในยามที่เขาอยู่กับเพลงภัทร

“จริงสิ” ธามนิธิเอ่ยเหมือนนึกขึ้นได้ “ถ้าคุณว่าให้ผมลองเสาะหาเอากับนักสะสมของเก่า คุณคิดว่าผู้ชายคนที่ซื้อสังวาลของเพลงไปจะมีของพวกนี้ไหม”

“ไม่รู้สิคะ” ปะวะหล่ำไม่รู้จริงๆ

“งั้นตอนที่เพลงนัดขายแหวน ผมว่าลองถามเขาดูดีกว่า” ธามนิธิมาดหมาย

“ก็ลองดูสิคะ” ปะวะหล่ำพึมพำ

“ท่าทางเหมือนคุณไม่มั่นใจ” ธามนิธิไวต่อภาษาร่างกายของอีกฝ่าย

“ฉัน…แค่” ปะวะหล่ำพยายามเลือกหาคำที่เหมาะสม “แค่รู้สึกว่าคุณสีหราชเขาดูลึกลับ ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร…”

“เป็นพวกโลกส่วนตัวสูงหรือ” ธามนิธิเลิกคิ้ว

“ก็ไม่เชิง…ฉันไม่รู้จะอธิบายอย่างไรเหมือนกัน รอเอาไว้คุณพบกับเขาเองดีกว่า” ปะวะหล่ำส่ายหน้า ยังไม่ทันจะพูดอะไรต่อ คุณไลยก็กลับมาพอดี

ธามนิธิหันไปยกมือไหว้ ขณะที่ยายของหล่อนส่งสายตาสงสัยมายังปะวะหล่ำ หญิงสาวเลยรีบบอกเหตุผลที่เพื่อนชายของเพลงภัทรย้อนกลับมาที่ร้าน

ผ่านไปหลายชั่วโมงหลังจากนั้น คุณไลยและธามนิธิยังคงนั่งคุยกันถึงเรื่องอาวุธโบราณกันอย่างสนุกสนาน

…พร้อมกับความรู้สึกของปะวะหล่ำที่มีต่อชายหนุ่มคนนั้นก็เริ่มเปลี่ยนไป…

 

ค่ำคืนนั้นเป็นคืนเดือนดับ

ไร้แสงจันทร์ ดวงดาวหรี่แสง นับเป็นค่ำคืนที่เหมาะอย่างยิ่งกับการลงมือทำอะไรเช่นนี้

ก่อนจะมา พวกเขาเช็กรายละเอียดมาเรียบร้อยแล้วว่าคืนนี้จะไม่มีใครอยู่ในบริเวณไซต์งาน เหตุเพราะเป็นวันสิ้นเดือนที่เจ้าหน้าที่ทุกคนต้องกลับไปประชุมที่กรุงเทพฯ กว่าจะเลิกประชุมก็เย็นย่ำ ไม่มีใครกลับมาที่ไซต์งานจนกว่าจะวันจันทร์

ยามรักษาความปลอดภัยที่เป็นชาวบ้านในพื้นที่จะมารับหน้าที่ก็ตอนเที่ยงคืน จึงมีช่วงเวลาปลอดผู้คนราวสองถึงสามชั่วโมง ที่พวกเขาจะฉวยโอกาสปฏิบัติการให้เสร็จสิ้นไป

ไม่ใช่เรื่องยากที่จะขุดหาของที่ได้รับการว่าจ้างมา เพราะทีมของทางราชการเริ่มลงมือขุดค้นไปบ้างแล้ว นั่นทำให้ทำงานได้ง่ายขึ้นมาก

“ดับไฟ” คนเดินนำหน้าหันมาสั่งเสียงกร้าว

ลูกน้องที่เดินตามมาดับไฟฉายในมือ ทุกคนหยุดยืนหลับตานิ่งเพื่อให้สายตาชินกับความมืด ผ่านไปพักใหญ่จึงลืมตาขึ้นแล้วเดินต่อไปยังที่หมายตรงหน้า

“พี่อ้ายไม่กลัวหรือ” ลูกน้องที่เขาพามาด้วยไม่วายเสียงสั่น

เพิ่งเกิดเหตุร้ายกับคนที่ลักลอบมาขุดกรุไปไม่ถึงเดือน ข่าวนั้นสร้างความประหวั่นพรั่นพรึงเป็นอย่างมาก หัวขโมยสองคนถูกฆ่าตายกลายเป็นผีหัวขาด ที่เหลือรอดอีกหนึ่งคนก็วิปลาสไม่เป็นผู้เป็นคน

ถ้ารู้ว่าลูกพี่พามาขุดกรุนี้เขาไม่ยอมมาแน่ ไม่ว่าจะได้ค่าตอบแทนมากแค่ไหน

“ไม่กลัว” เขาส่ายหน้า อาบน้ำว่านของหลวงพ่อมาแล้วทุกคน ไม่ว่าผีสางที่ไหนก็ทำอะไรพวกเขาไม่ได้ “มึงเองก็ไม่ต้องกลัว”

ใช่…ไม่มีอะไรต้องกลัวสักนิด ก็แค่รีบลงมือขุด หยิบเอาของที่ต้องการออกมาจากกรุ แล้วรีบกลับไปก่อนชาวบ้านที่เป็นยามจะมาถึง

“กลัวผีน่ะเรื่องนึง” ลูกน้องอีกคนว่า “แต่ฉันกลัวตำรวจมากกว่า ทำไมเราไม่ทิ้งระยะให้มันห่างอีกสักหน่อยค่อยลงมือเล่าพี่”

“ที่จริงรอให้พวกมันขุดกรุจนเสร็จ แล้วเราค่อยมาปล้นของไปทีหลังอาจจะง่ายกว่า” อีกคนว่าพลางขยับปืนในมือไปมา

“ตอนนี้ละเหมาะที่สุด” คนเป็นหัวหน้าบอก “ไม่มีใครคิดหรอกว่าเราจะลงมือในช่วงนี้”

“เจ้านายมั่นใจใช่ไหมพี่อ้าย…ว่ามีของอยู่ในกรุนั่นจริงๆ” ลูกน้องคนแรกกวาดสายตามองไปรอบๆ พระปรางค์องค์เล็ก บรรยากาศรอบกายมืดมิด เงาของพระปรางค์องค์ใหญ่ที่ทอดทับลงมาทำให้รอบบริเวณดูทะมึนจนน่ากลัว

“มั่นใจสิวะ” คนเป็นลูกพี่มั่นใจ “ระดับเจ้านายไม่มีทางพลาด มีทั้งเงิน มีทั้งความรู้…ก่อนจะส่งพวกเรามา เจ้านายมีหลักฐานทั้งภาพถ่ายดาวเทียม ค้นคว้าเอกสารต่างๆ ทุกฉบับล้วนพูดตรงกันว่าพ่ออยู่หัวฝังพระแสงดาบไว้ในกรุแห่งนี้แน่ๆ”

“แปลก” ลูกน้องคนเดิมว่า “มีแต่คนอยากได้พระ อยากได้แก้วแหวนเงินทอง…เจ้านายกลับอยากได้พระแสงดาบ”

“มึงจะรู้อะไร…ของแบบนี้ล้ำค่ากว่าแก้วแหวนเงินทองหลายเท่า” คนหัวหน้าว่า

“จะเอาไปทำไม” ลูกน้องคนที่มีปืนสงสัย “ได้มาก็เอาไปอวดใครไม่ได้”

“เรื่องของเจ้านาย มึงไปเสือกอะไรด้วย” หัวหน้าที่ชื่ออ้ายทำเสียงเอ็ด “จ่ายหนัก จ่ายงาม จ่ายง่ายแบบนี้ ท่านใช้ให้ทำอะไรพวกมึงก็ทำๆ ไปเถอะ…แต่อย่าลืมที่นายสั่ง”

คนหัวหน้าไม่วายย้ำ

“หยิบแค่พระแสงดาบ ของอื่นห้ามแตะต้องเด็ดขาด”

“น่าเสียดายนะพี่” ลูกน้องอีกคนทำท่าฮึดฮัด “เสี่ยงขนาดนี้ ทำไมไม่หยิบเอาของอย่างอื่นไปด้วย”

“นายย้ำ อย่าโลภมาก” อ้ายแค่นเสียง “ส่วนมากที่พลาดก็เพราะมัวแต่โลภมากอยากได้ของอื่นนี่ละ”

“แต่…” ลูกน้องคนเดิมลังเล

“แต่อะไร” อ้ายตวาด “กูสั่งยังไงมึงก็ทำอย่างนั้น อย่านอกคำสั่งเด็ดขาด ไม่งั้นกูไม่รับรองความปลอดภัย”

“น่าเสียดายไอ้พวกกลุ่มที่แล้วดันพลาดนะพี่ ทางการเลยส่งทีมเข้ามาสำรวจ” ลูกน้องอีกคนเห็นท่าทางไม่พอใจของลูกพี่เลยรีบเปลี่ยนเรื่อง “หากครั้งนี้เราพลาดอีก โอกาสครั้งที่สามคงแทบไม่มี”

“จะไม่มีคำว่าพลาด” หัวหน้าหัวเราะเสียงแผ่วต่ำ ประสบการณ์ตระเวนขุดค้นวัตถุโบราณมาทั้งชีวิต ทำให้อ้ายแน่ใจ

“พี่อ้ายแน่ใจหรือ” ลูกน้องคนเดิมว่า

“พูดมากน่ะพวกมึง…หุบปาก แล้วรีบลงมือดีกว่า” หัวหน้าหน้าตาเหี้ยมเกรียมพยักหน้าไปทางพระปรางค์ประธาน

ลูกน้องทั้งสองหันไปสบตากัน หนึ่งในนั้นถอนใจยาวก่อนจะเดินขึ้นบันได มุ่งหน้าไปยังห้องโถงที่อยู่ใจกลางพระปรางค์ โดยมีหัวหน้าตามหลังไปติดๆ

บันไดทั้งแคบและชัน แถมยังแคบเสียจนต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมาก ขณะไต่ตามกันไปถึงครึ่งทาง นกกลางคืนก็ส่งเสียงร้องแจ้กพร้อมกับพุ่งตัดหน้าในระยะกระชั้น จนคนที่เดินนำอยู่ข้างหน้าเกือบหงายหลังตกลงมา

“ไอ้นกเหี้-” มันสบถ

เมื่อขึ้นไปจนถึงโถงกลางองค์พระปรางค์ กลิ่นเหม็นสาบของขี้ค้างคาวคละคลุ้ง โดยรอบมืดสนิทราวกับมีใครเอาผ้าสีดำขึงไว้โดยรอบ

อ้ายกดปุ่มไฟฉายในมือ ฉายกราดไปโดยรอบบริเวณ

เวลานี้พวกเขาขึ้นมาอยู่ในโถงกลางแล้ว ไม่ต้องกลัวว่าจะมีคนเห็น ทั้งสามกวาดสายตาไปโดยรอบ เห็นมีหลุมลึกอยู่บนพื้น เมื่อเดินเข้าไปจนใกล้จะเห็นมีบันไดไม้พาดลึก หายลับไปในเงามืด

คนหัวหน้าพยักหน้าให้ลูกน้อง

หนึ่งในนั้นปีนลงไปเป็นคนแรก ก่อนที่หัวหน้าและลูกน้องอีกหนึ่งคนจะปีนตามลงไป

ดูเหมือนบันไดนั้นจะยาวกว่าที่คิด ปีนลงไปอยู่เป็นนานก็ยังไม่ถึงก้นหลุมเสียที

“กรุอะไรวะ…ลึกยังกับนรก” ใครคนหนึ่งบ่น

“ไอ้เหี้-” หัวหน้าตวาด “ปากเสียนะมึง”

“ผมเปล่าปากเสีย…พี่อ้ายไม่รู้สึกเหรอ…ทำไมมันลึกขนาดนี้” ลูกน้องคนนั้นเริ่มใจเสีย มองกลับขึ้นไปก็ไม่เห็นห้องโถงที่เพิ่งไต่ลงมา มองต่ำลงไปข้างหน้าก็มีแต่ความมืดดำ

“นั่นสิ” อีกคนเริ่มเห็นด้วย “พระปรางค์สูงอย่างมากก็สิบเมตรเอ้า…นี่เราไต่บันไดลงมาเกือบสิบนาที ผมว่าลึกเกินสิบห้าเมตรแล้วนะพี่…กรุมันอยู่ลึกขนาดนี้เลยหรือยังไง”

“ลึกสิวะ” หัวหน้าว่า “กรุชั้นที่สอง ชั้นที่สาม มันต้องอยู่ลึกจากพื้นดินลงไปอีก”

“แต่ว่า…” อีกคนส่งเสียงลังเลมาจากเบื้องล่าง

“มันมืดไง พวกมึงเลยรู้สึกว่ามันลึกกว่าปกติ” หัวหน้าพยายามปลอบ ทั้งที่ตัวเองก็เริ่มใจเสียเช่นกัน

“แต่…” ใครสักคนพยายามจะเอ่ยอะไรออกมา หากคนหัวหน้ารีบตัดบทขึ้นเสียก่อน

“หุบปาก แล้วไต่ลงไป” อ้ายแค่นเสียง “เงิน…ท่องเอาไว้…เงิน มึงไม่อยากได้กันหรือไง”

คำว่าเงิน ปิดปากลูกน้องทั้งสองได้สนิท

ชายร่างสูงใหญ่ทั้งสามยังคงไต่บันไดต่อ

ไต่ลึกลงไป ลึกลงไปในความมืดมิดราวไม่มีที่สิ้นสุด โดยมีความหวังว่าเมื่อถึงก้นกรุ จะได้พบกับสิ่งที่ตามหา…

 



Don`t copy text!