ธำมรงค์เลือด บทที่ 15 : ยกแรก

ธำมรงค์เลือด บทที่ 15 : ยกแรก

โดย : พงศกร

ธำมรงค์เลือด นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาและพงศกรอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์…เรื่องราวของบุรุษลึกลับที่เทียวกลับมาที่ร้านของคุณไลยหลายครั้งหลายหน เพื่อตามหาแหวนโบราณวงหนึ่ง…แหวนไพลินที่ทำขึ้นมาในสมัยอยุธยา และคือจุดเริ่มต้นของความรัก ความแค้น ความพยาบาทที่ผูกพันมาแต่อดีตและเป็นแหวนที่จะเชื่อมโยงชะตากรรมของทุกคนเข้าด้วยกัน

ตอนที่ปะวะหล่ำมาถึงวัดราชธิดา ปีธวัชกับคนของเขากำลังสำรวจห้องโถงบนองค์พระปรางค์อยู่พอดี ดวงหน้าคมสันของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความวิตก เนื่องจากมีรอยเท้าเปื้อนโคลนของคนปรากฏให้เห็นไปทั่วบริเวณ

คนเหล่านั้นเดินย่ำวนเวียนอยู่ภายในห้องโถง มีรอยเท้าต่างขนาดกัน ประมาณด้วยสายตาไม่น่าจะต่ำกว่าสามคน

“แป้ม” เขาเหลือบมาเห็นปะวะหล่ำพอดี “มาได้ยังไง”

ปีธวัชยืนอยู่กับคนงานและชาวบ้านสามสี่คน ปะวะหล่ำไม่เห็นพจีและคนอื่นๆ

“พอดีไม่ได้บอกพี่ปีล่วงหน้า…คือแป้มตั้งใจว่าจะเริ่มเข้ามาทำงานตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป แล้วนี่เกิดอะไรขึ้นคะ” หญิงสาวกวาดสายตามองไปโดยรอบ และเห็นว่ารอยเท้าเหล่านั้นหายไปตรงปากหลุมสี่เหลี่ยมที่ทอดต่ำลงไปใต้ฐานพระปรางค์

“มีคนร้ายบุกขึ้นมาบนนี้” ปีธวัชถอนใจ

“ตายจริง” ปะวะหล่ำยกมือขึ้นแตะริมฝีปากด้วยความตกใจ ดวงตาของหล่อนเต็มไปด้วยคำถาม และในนาทีถัดมาปีธวัชก็ไขข้อข้องใจทั้งหมดให้หล่อนหายคาใจ

“เมื่อวานพวกเรากลับไปประชุมประจำเดือนที่กรมฯ หลังจากประชุมเสร็จก็แยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมัน แล้วเลยตกลงว่าจะค้างคืนที่กรุงเทพกันทุกคน ที่วัดเลยปลอดคน มีแค่ชาวบ้านอาสาสมัครที่มาเข้าเวรตอนเที่ยงคืน” เขาเล่าด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “คนร้ายคงฉวยโอกาสนี้ลักลอบขึ้นมาบนพระปรางค์”

“แสดงว่าพวกนี้จะต้องคอยติดตามข่าวอยู่นะคะ ถึงได้รู้ความเคลื่อนไหวของทีมงาน”

คำพูดของปะวะหล่ำทำให้ชายหนุ่มต้องถอนใจยาว เขากำลังคิดว่าในทีมทำงานของเขาอาจมีหนอนบ่อนไส้

เห็นชายหนุ่มมีท่าทางหนักใจ ปะวะหล่ำเลยพลอยถอนใจไปด้วยอีกคน แม้ข่าวการบูรณะพระปรางค์จะไม่ใช่ข่าวใหญ่สำหรับผู้คนทั่วไป แต่สำหรับคนในวงการโบราณวัตถุค้าของเก่าแล้ว นี่คือข่าวชิ้นสำคัญที่ทุกคนล้วนให้ความสนใจ ไม่มีการขุดค้นโบราณสถานเพื่อตรวจสอบกรุสมบัติแบบนี้มานานแล้ว แม้วัดราชธิดาจะเป็นวัดเล็กๆ หากทว่ามีความสำคัญ เพราะเป็นวัดที่พระมหากษัตริย์ทรงอุปถัมภ์ จึงเป็นไปได้ว่าอาจจะมีสมบัติล้ำค่าจำนวนไม่น้อยฝังอยู่ใต้พระปรางค์

“ก่อนเข้าเวร พวกผมจะเดินตรวจตราดูโดยรอบพระปรางค์เหมือนที่ทำอยู่เป็นประจำ” พยงค์เล่า เขาเป็นหัวหน้าชาวบ้านอาสาสมัครที่มาช่วยอยู่เวรเฝ้าพระปรางค์ “ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติเลยนะครับ ไม่ได้ยินเสียงแกรกกรากอะไรด้วยซ้ำ ถ้ามีคนอยู่บนนี้ยังไงก็ต้องได้ยินบ้างละ จนกระทั่งรุ่งเช้า ก่อนจะออกเวรก็พากันขึ้นมาตรวจความเรียบร้อยบนพระปรางค์อีกครั้ง ถึงได้เห็นรอยเท้าพวกนี้”

“เหมือนกับว่าพวกมันขึ้นมาบนห้องโถง เพื่อไต่ลงไปขโมยสมบัติในกรุอีกที” เขาชี้ไปที่บันไดไม้ที่พาดหายลับไปในหลุมลึก

“แต่เรายังขุดไปไม่ถึงกรุเลยนี่คะ” ปะวะหล่ำนิ่วหน้า

“ยังขุดไม่ถึง แต่ก็ใกล้จะถึงแล้ว” เขาว่า “พวกคนร้ายคงเตรียมจะมาขุดต่อจากเรานั่นละ ฉวยโอกาสเข้าถึงกรุชั้นในก่อนเรา”

“กล้ามากนะคะ” ปะวะหล่ำนึกถึงข่าวที่เพิ่งเกิดขึ้นไปก่อนหน้าไม่กี่สัปดาห์ “แล้วพวกมัน…เอ้อ…ได้อะไรไปบ้างไหมคะ”

“ไม่ได้อะไรเลย” คำตอบของปีธวัชสร้างความประหลาดใจให้หญิงสาวไม่น้อย “ดูเหมือนพวกมันจะไม่ทันได้ลงมือขุดด้วยซ้ำ”

“เป็นไปได้หรือคะ” ปะวะหล่ำพึมพำ

“จริงๆ ครับคุณ” พยงค์ยืนยัน “พวกผมลงไปดูในหลุมแล้ว ไม่พบร่องรอยอะไรเลย”

“แปลก” ปะวะหล่ำนิ่วหน้า มาถึงหน้างานขนาดนี้แล้ว เหตุใดพวกมันจึงยอมกลับไปมือเปล่า

“ใช่” ปีธวัชพยักหน้า ดวงตาคู่คมของเขาเต็มไปด้วยร่องรอยครุ่นคิด “แปลกมาก…รอยเท้าพวกนั้นมีแต่รอยเดินลงไป ไม่มีรอยเดินกลับขึ้นมา เหมือนพวกมันลงไปในกรุ ไม่ได้กลับขึ้นมา”

“จะเป็นไปได้อย่างไร” หัวคิ้วของปะวะหล่ำขมวดมุ่นกว่าเดิม

“จริงครับคุณ” พยงค์พยักหน้า “ถ้าไม่เชื่อ คุณลองมาดูก็ได้”

“ไปค่ะ” ปะวะหล่ำพยักหน้า “แป้มอยากเห็น”

“ข้างล่างแคบมาก ให้ผมลงไปกับคุณแป้มสองคนดีกว่า” เขาหันไปสั่งหัวหน้าคนงาน “พี่ยงรออยู่บนนี้ละ”

พยงค์ขยับถอยหลัง เปิดทางให้ปีธวัชไต่บันไดนำลงไปเป็นคนแรก ปะวะหล่ำตามหลังไปด้วยความระมัดระวัง ถึงแม้บันไดไม้ที่สร้างพร้อมกรุทำจากไม้สัก แต่ทีมขุดค้นไม่แน่ใจในความมั่นคงแข็งแรง จึงทำบันไดขึ้นมาใหม่ เป็นบันไดที่ประกอบขึ้นง่ายๆ ไม้ที่ใช้เป็นแผ่นกว้าง หนา และแข็งแรงมากพอจะรับน้ำหนักคนตัวใหญ่ล่ำสันอย่างปีธวัชได้สบายๆ

ครั้นเมื่อเดินลงไปจนสุดทาง ปะวะหล่ำเห็นเป็นพื้นที่แคบๆ รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า พื้นเป็นศิลาแลง ผนังทั้งสี่ด้านฉาบปูน แสงสลัวรางจากไฟฉายในมือของปีธวัชส่องให้เห็นรูปเขียนสีปูนเปียกเลือนรางรูปพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ และเรื่องราวจากชาดก ปะวะหล่ำยังไม่อาจจะบอกรายละเอียดทั้งหมดได้จนกว่าจะได้เริ่มลงมือศึกษาอย่างจริงจัง

นี่คือกรุชั้นสองที่หัวขโมยขุดเข้ามาเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน คนร้ายที่รอดชีวิตบอกว่ามีหีบสมบัติวางอยู่มากมายเต็มไปหมด หากทีมงานที่ลงมาสำรวจพบแต่ความว่างเปล่า

มีเพียงโพรงเล็กๆ ที่มุมของกรุชั้นสอง ที่พวกคนร้ายพยายามจะขุดต่อ โพรงนั้นบอกให้รู้ว่าข้างใต้ยังมีกรุอีกหนึ่งชั้น และนั่นคือเหตุผลที่ทีมของปีธวัชจะต้องค่อยๆ ขุดลงไปด้วยความระมัดระวัง ด้วยไม่รู้ว่าจะมีอะไรอยู่ในนั้นบ้าง

เมื่อหันกลับไปมองที่บันได ปะวะหล่ำเห็นคราบโคลนรูปเท้า ปลายนิ้วชี้ในลักษณะเดินลง หากไม่มีรอยเดินกลับขึ้นมาจริงอย่างที่ชายหนุ่มว่า

“พวกเขา…” หล่อนเสียงแผ่ว “อาจจะเช็ดเท้าก่อน แล้วค่อยเดินกลับขึ้นไปก็ได้นะคะ”

“ตลกน่ะ ใครจะมีเวลาขนาดนั้น ถามจริง…แป้มคิดอย่างนั้นหรือ” ปีธวัชย้อนถาม ไม่มีทางจะเป็นอย่างที่ปะวะหล่ำสันนิษฐานแน่

“แล้วถ้างั้น…” ปะวะหล่ำส่ายหน้า รอบกายเต็มไปด้วยกลิ่นของความอับชื้น หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่นขณะพึมพำว่า “พวกเขาหายไปไหน”

“นั่นสิ…พวกเขาหายไปไหน” ปีธวัชถอนใจยาว ห้องสี่เหลี่ยมที่ทั้งแคบและจำกัดบังคับให้ปะวะหล่ำยืนชิดกับปีธวัชโดยไม่ได้ตั้งใจ

จู่ๆ หัวใจของหล่อนก็เกิดเต้นแรงขึ้นมา ปะวะหล่ำได้ยินเสียงลมหายใจเข้าออกของชายหนุ่ม รู้สึกได้ถึงไออุ่นของร่างสูงล่ำสันที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม แล้วก่อนที่ความคิดของหล่อนจะเตลิดไปไกล เสียงแหลมบาดหูของใครบางคนก็ดังขึ้นเสียก่อน

“ลงไปทำอะไรกันในนั้น”

พจีนั่นเอง

รุ่นพี่ของปะวะหล่ำเพิ่งมาถึง แล้วเดินตามหาปีธวัชไปทั่ว จนพบว่าเขาขึ้นมาสำรวจร่องรอยของผู้บุกรุกบนพระปรางค์ก็เลยรีบตามขึ้นมา ครั้นเมื่อรู้จากพยงค์ว่าชายหนุ่มลงไปอยู่กับปะวะหล่ำที่ข้างล่าง ก็เริ่มไม่พอใจ

“หาเรื่องจริงๆ”

พจีพูดลอยๆ เมื่อเห็นปะวะหล่ำไต่บันไดกลับขึ้นมาเป็นคนแรก

ปีธวัชบอกให้หญิงสาวปีนขึ้นไปก่อน ตัวเขาคอยฉายไฟและระวังอยู่ทางด้านหลัง ระยะทางจากกรุชั้นกลางถึงโถงของพระปรางค์ลึกประมาณสิบเมตรเห็นจะได้

“มาวันแรกก็ก่อเรื่องวุ่นวายแล้ว น่าเบื่อ”

“พี่จีหมายถึงใคร” ปะวะหล่ำยกมือขึ้นปาดเหงื่อเม็ดเล็กๆ บนหน้าผาก เธอจ้องมองรุ่นพี่อย่างไม่ยอมลดละ ประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนให้หญิงสาวรู้ว่า มารยาทควรมีให้กับแค่บางคนเท่านั้น สำหรับคนที่จ้องจะหาเรื่องอยู่แล้ว ต่อให้มีมารยาทดีด้วยแค่ไหน คนแบบนั้นก็ไม่สน

“หมายถึงใครก็ได้” พจียักไหล่

แล้วก่อนที่ปะวะหล่ำจะทันได้ตอบโต้อะไรออกไป ปีธวัชซึ่งได้ยินสุ้มเสียงขัดแย้งกันของสองสาวก็รีบตะโกนขึ้นมาเสียก่อน

“แป้ม จี…เถียงอะไรกัน”

“เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร ทักทายกันธรรมดาแบบรุ่นพี่รุ่นน้อง…ใช่ไหมแป้ม” พจีรีบบอก

หล่อนส่งสายตามองเขม้นไปยังปะวะหล่ำที่กำลังยืนอ้าปากสูดลมหายใจเข้าปอด ก่อนจะหันกลับไปทางหลุมลึกอย่างรวดเร็ว

“ตายจริง…หน้าซีดมากเลยนะปี ข้างล่างอากาศคงไม่ถ่ายเทละสิ ดื่มน้ำสักหน่อยไหมคะ จีมีผ้าเย็นด้วยนะ”

ทันทีที่ปีธวัชตามหลังปะวะหล่ำขึ้นมา พจีก็พุ่งเข้าไปหา ยื่นขวดน้ำและผ้าเย็นในมือให้อีกฝ่าย ไม่สนใจเลยสักนิดว่าปะวะหล่ำจะเป็นอย่างไร

“เห็นนายพยงค์บอกว่ามีคนร้ายขึ้นมาบนนี้…ตกลงมีอะไรหายไปบ้างไหมคะ แล้วเราจะต้องไปแจ้งความหรือเปล่า พวกเราจะปลอดภัยไหมปี คนร้ายจะย้อนกลับมาอีกไหม เราจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ไม่ได้นะคะ จีไม่ชอบอะไรแบบนี้เลยให้ตายเถอะ”

“ไม่มีอะไรหาย ไม่น่ามีอะไรต้องกังวล และเราทุกคนจะไม่มีอันตรายอะไร” ปีธวัชส่ายหน้า “ทั้งหมดน่าจะเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิด”

เขาส่งสายตาไปทางนายพยงค์ ขยิบตาเป็นทำนองห้ามไม่ให้พูดอะไรออกมา เพื่อไม่ให้พจีโวยวายไปมากกว่านี้

“เข้าใจผิด” พจีนิ่วหน้า หล่อนเห็นท่าทางของทุกคนแล้วรู้สึกแปลกๆ แต่ด้วยความที่หล่อนเป็นคนไม่ชอบเรื่องยุ่งยาก เมื่อปีธวัชซึ่งเป็นหัวหน้าทีมบอกว่าไม่มีอะไร หล่อนก็พร้อมจะเชื่อตามนั้น “งั้นก็แล้วไป…จีละกังวล ไม่อยากให้เกิดเรื่องอะไรแบบนี้เลย ปีสั่งคนเร่งทำงานเถอะค่ะ รีบขุดรีบเสร็จ จะได้กลับกรุงเทพกัน”

“งานแบบนี้เร่งมากไม่ได้หรอก” ปีธวัชพูดเสียงเคร่งขรึม “มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจมากมาย เราอาจจะได้ข้อมูลใหม่ๆ ของสมัยอยุธยาตอนกลางเพิ่มเติมจากการขุดค้นครั้งนี้ก็เป็นได้”

ปะวะหล่ำเห็นพจีส่ายหน้าน้อยๆ เป็นทำนองไม่เห็นด้วย หากหญิงสาวคนนั้นฉลาดพอที่จะไม่พูดอะไรออกมา

“ถ้าจีไม่สบายใจ กลับไปรออยู่ที่กรุงเทพก็ได้นะ ผมอนุญาต” ปีธวัชเห็นเหมือนกับที่ปะวะหล่ำเห็น “งานของจียังไม่ใช่ช่วงนี้…เอาไว้พวกเราขุดไปจนถึงกรุชั้นใน เจอแผ่นจารึกแล้ว ผมค่อยตามจีมาอ่านช่วงนั้นก็ยังได้ ดีไหมครับ”

“ไม่ดี” พจีเริ่มรู้ตัว เธอรีบส่ายหน้า เปลี่ยนท่าทีเบื่อหน่ายเป็นกระตือรือร้นอย่างรวดเร็ว “จีตั้งใจมาช่วยปี จะให้จีกลับได้ยังไง…ตอนนายเรียกมาบอกว่าจะให้มาร่วมทีมขุดค้น จีเห็นชื่อปีเป็นหัวหน้า จีไม่ถามเลยนะว่าขุดอะไรที่ไหน ถ้าเป็นปีแล้วละก็ จีเต็มร้อยค่ะ”

ปะวะหล่ำฟังแล้วรู้สึกหมั่นไส้ เธอเหลือบตามองบน นายพยงค์หันมาเห็นเข้าพอดี ชายหัวหน้าคนงานคงรู้สึกเช่นเดียวกันกับเธอเลยพากันหัวเราะขำ ทำให้พจีหันขวับมาทำตาเขียว

“หัวเราะอะไร”

“เปล่าครับ” พยงค์ตอบสั้นๆ พยายามกลั้นหัวเราะเต็มที่ ส่วนปะวะหล่ำรีบหันหลังไปมองทางอื่น เพราะกลัวจะหลุดหัวเราะออกมาอีก

“ลงไปกินโจ๊กกันดีกว่าค่ะปี” พจีรีบเปลี่ยนเรื่อง “แวะซื้อจากแถวสามย่าน ซื้อเสร็จก็พุ่งตรงมาที่นี่เลย…จำได้ว่าปีเคยชอบ ไปค่ะ เดี๋ยวจีอุ่นให้”

“ไปกันแป้ม” เขาหันมาชวนปะวะหล่ำ ขณะที่พจีรีบบอกว่า

“ตายจริง จีไม่ได้เตรียมเผื่อคนอื่นหรอกนะคะ ไม่รู้นี่คะว่ายัยแป้มจะมาเริ่มงานวันนี้”

“พี่ปีไปกินเถอะค่ะ แป้มกินมาจากบ้านแล้ว” ปะวะหล่ำรีบตัดบท ไม่ชอบดราม่าอะไรแบบนี้เลย ให้ตายเถอะ วันเวลาสมัยชิงรักหักสวาทในช่วงมหาวิทยาลัยเหมือนจะหวนคืนมาอีกครั้ง ต่างกันที่ตอนนี้ ความรู้สึกของเธอที่มีต่อปีธวัชเหมือนจะมอดดับไปแล้ว

มอดดับไปแล้ว…จริงหรือ

อีกใจหนึ่งแย้ง

แล้วความรู้สึกใจเต้นตอนอยู่กับเขาในห้องแคบๆ ใต้ฐานพระปรางค์นั้นเล่า มันคือความรู้สึกอะไรกันแน่

ปะวะหล่ำรีบสะบัดศีรษะเบาๆ ขับไล่ความรู้สึกสับสนที่กำลังเกิดขึ้น ย้ำบอกกับตัวเองว่า ที่ตัดสินใจมาช่วยงานปีธวัชไม่ใช่เพราะถ่านไฟเก่าอะไรทั้งนั้น หากเป็นเพราะหล่อนสนใจในเนื้องานที่ปีธวัชชวนให้มาช่วยต่างหาก

…ศิลาก้อนนั้น…

เศษศิลาที่มีรูปเขียนสีรูปนกที่ปะวะหล่ำเห็นชิ้นนั้นต่างหาก ที่ทำให้เธอตัดสินใจมา

ภาพเขียนโบราณที่หล่อนรู้สึกหลงใหล ถึงขนาดเก็บเอาไปฝัน…

ปะวะหล่ำแน่ใจว่า เมื่อเปิดเข้าไปในกรุชั้นล่าง เธอจะได้เห็นภาพฝาผนังที่สุดแสนมหัศจรรย์…ภาพฝาผนังที่จิตรกรทุ่มเทเขียนขึ้นมาด้วยชีวิตและวิญญาณ…

 



Don`t copy text!