ธำมรงค์เลือด บทที่ 18 : ออนิ่ม

ธำมรงค์เลือด บทที่ 18 : ออนิ่ม

โดย : พงศกร

ธำมรงค์เลือด นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาและพงศกรอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์…เรื่องราวของบุรุษลึกลับที่เทียวกลับมาที่ร้านของคุณไลยหลายครั้งหลายหน เพื่อตามหาแหวนโบราณวงหนึ่ง…แหวนไพลินที่ทำขึ้นมาในสมัยอยุธยา และคือจุดเริ่มต้นของความรัก ความแค้น ความพยาบาทที่ผูกพันมาแต่อดีตและเป็นแหวนที่จะเชื่อมโยงชะตากรรมของทุกคนเข้าด้วยกัน

เรือนริมน้ำหลังนั้นคึกคักมาหลายวันแล้ว เขาเห็นผู้คนหญิงชายเดินขวักไขว่ สวนไปมาระหว่างท่าน้ำกับตัวเรือนที่ปลูกด้วยไม้สักทอง ต่างช่วยกันขนข้าวของสัมภาระ หอบกระบุงกระจาดจากเรือ ลำเลียงไปไว้บนเรือน

ทุกวันหลังกลับจากทำงาน ชายหนุ่มจะลงมานั่งสังเกตความเป็นไปอยู่ที่ศาลา เขาชะเง้อมองจากท่าน้ำฝั่งตรงข้ามด้วยสายตาใคร่รู้ มาสะดุ้งสุดตัวเมื่อเสียงเยือกเย็นของใครบางคนดังขึ้นจากทางด้านหลัง

“นั่งมองอะไรอยู่หรือ พ่อเสือ” มารดาของเขานั่นเอง

“เรือนลุงล้วนมีคนย้ายมาอยู่แล้วหรือขอรับคุณแม่” เขาตอบมารดา ก่อนจะหันกลับไปจ้องมองความโกลาหลของเรือนฝั่งตรงข้าม

“ลุงล้วนยกครัวกลับมาน่ะสิ เจ้าคุณพ่อไม่ได้เล่าให้พ่อเสือฟังหรือ ว่าพ่ออยู่หัวมีรับสั่งให้ย้ายกลับเข้ามาในพระนคร สมคงจะเพิ่งยกครัวมาถึง”

คุณหญิงแถมตามหาบุตรชายมาสักพักแล้ว บ่าวบอกว่าเห็นนั่งอยู่ที่ศาลาริมน้ำ คุณหญิงจึงเดินมาหา  มาถึงก็เห็นเขาชะเง้อมองเรือนฝั่งตรงข้าม

“มาคราวนี้ใหญ่โตกว่าเก่า กินตำแหน่งถึงออกญายมราชเลยเชียวหนา”

“ออกญายมราช” เขาอ้าปากค้าง นึกไม่ถึงว่า ‘ลุงล้วน’ จะมีวาสนาดีถึงเพียงนี้

ออกญายมราชท่านเก่าเป็นฝีในท้อง ล้มป่วยอยู่นานปี เพิ่งสิ้นชีพไปได้ราวสองเดือน พ่ออยู่หัวยังไม่ทันได้ตั้งขุนนางคนไหนขึ้นมารับตำแหน่ง ด้วยเป็นตำแหน่งสำคัญเกี่ยวข้องกับการลงโทษลงทัณฑ์ คนจะครองตำแหน่งนี้ได้ต้องมีใจเที่ยงตรงยุติธรรม พ่ออยู่หัวจึงต้องเลือกเป็นอย่างดี

การที่พระองค์เรียกตัวพ่อเมืองจันทบูรให้กลับมายังพระนคร และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งออกญายมราช แสดงให้เห็นถึงความไว้วางพระทัยที่มีต่อขุนนางผู้ใหญ่ท่านนี้

“ลุงล้วนกลับมา” ดวงตาของชายหนุ่มเปล่งประกายยินดี “แล้วออนิ่มเล่าแม่ ออนิ่มกลับมาด้วยหรือเปล่า”

“ไม่เห็นจะต้องถาม พ่อกลับมา ลูกก็ต้องกลับมาด้วยน่ะสิ” มารดาของเขาตอบ “จะยั้งอยู่ที่โน่นไปไย กลับมากันทั้งหมดนั่นละ”

“ฉันจะไปหาออนิ่ม” ร่างสูงล่ำสันลุกพรวดพราดขึ้น ตั้งท่าจะลงเรือแล้วพายข้ามฝั่งไปยังเรือนที่แลเห็นอยู่ตรงหน้า

“ไม่ได้” คุณหญิงแถมร้องห้ามเสียงหลง ดึงรั้งบุตรชายเอาไว้สุดแรง “พ่อไม่ได้เป็นเด็กๆ แล้วนะพ่อเสือ น้องเป็นสาวแล้ว…ได้ยินว่าสวยเสียด้วย พ่อเป็นชาย แล่นไปหาสาวแบบนี้ดูไม่งาม เกิดใครเอาไปลือ ออนิ่มจะเสียหาย”

“แต่ฉันคิดถึงออนิ่ม” เขาว่า “ไม่ได้พบหน้ากันตั้งห้าหกปี ฉันอยากเจอน้อง”

ภาพเมื่อครั้งที่เขาเป็นเด็กชายรูปร่างผอมประเปรียวย้อนกลับมาในห้วงคำนึง สองครอบครัวที่ตั้งเรือนประจันหน้ากันอยู่คนละฝั่งคลอง สนิทสนมกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย บิดาของเขากับลุงล้วนก็คบหาเป็นมิตรสนิทกันมาตั้งแต่ยังเป็นหนุ่ม เข้าถวายตัวรับราชการพร้อมกัน เขาเป็นลูกชายคนเดียวของบิดา ส่วนออนิ่มนั้นเป็นลูกของลุงล้วนที่เกิดกับเมียบ่าว

หลังจากนิ่มเกิดได้ไม่นาน มารดาของเธอก็หนีไปกับบ่าวผู้ชายในบ้าน ลุงล้วนแค้นใจนักแต่ก็ต้องยอมปล่อยแม่น้อยไปกับอ้ายคง เพราะที่จริงแล้วทั้งสองรักกันมาก่อนที่แม่น้อยจะตกเป็นเมียของลุงล้วน

หนีไปทั้งที่ลูกยังตัวแดงๆ ลุงล้วนเลยจำต้องยกบุตรสาวแรกเกิดอายุไม่ถึงเดือนไปให้กับป้าเปล่ง ผู้เป็นภรรยาเอกช่วยเลี้ยง

เขารู้จากมารดาว่าป้าเปล่งไม่ได้ยินดีนักหรอก ที่จู่ๆ ก็ต้องมารับภาระที่แม่น้อยทิ้งเอาไว้ ด้วยตัวเองก็มีลูกอยู่แล้วถึงสามคนคือ พ่อทั่ง พ่อทิว และออเนียน เด็กชายหญิงทั้งสามอายุไล่เลี่ยกัน กำลังซุกซน หากป้าเปล่งไม่มีทางเลือก เพราะถ้าไม่ช่วยเลี้ยงก็ไม่มีใครจะเลี้ยงแล้ว

เคราะห์ดีที่ออนิ่มเป็นเด็กเลี้ยงง่าย หน้าตาของเด็กหญิงสะสวย รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น ยิ่งโตดวงหน้าก็ยิ่งสวยหวานเหมือนมารดา ด้วยเหตุนี้ลุงล้วนจึงรักลูกสาวคนนี้ยิ่งนัก จะเรียกว่าเป็นลูกคนโปรดเลยก็ว่าได้

แม้ออนิ่มจะรู้ว่าตัวเองเป็นลูกรักของบิดา หากก็เจียมตัวว่าเป็นเพียงลูกบ่าว และรู้ว่ามารดาเลี้ยงไม่ปลาบปลื้ม แถมยังคอยตอกย้ำอยู่เสมอว่ามารดาของเธอไม่รักดี หนีไปกับชายชู้ ทำให้เจ้าคุณพ่ออับอายขายหน้า ออนิ่มจึงสงบเสงี่ยมเจียมตัว ว่านอนสอนง่าย ใครใช้ให้ทำอะไรก็ทำ เป็นเด็กไม่มีปากไม่มีเสียง ยอมลงให้แก่คุณพี่ทั้งสามมาโดยตลอด และนั่นทำให้เสือรู้สึกสงสารและเอ็นดูเด็กหญิงผมจุกคนนี้ยิ่งนัก

“ใจร้อนอยากเห็นหน้าจริงเชียว” ผู้เป็นมารดาลงเสียงหนัก ด้วยยังจำเรื่องที่เกิดกับบุตรชายเมื่อหลายปีก่อนได้แม่นยำ

วันนั้น พ่อเสือบุตรชายโทนของเธอมาขออนุญาตข้ามไปฝั่งโน้น คุณพี่ทั้งสามของออนิ่มไม่อยู่เรือน เพราะตามคุณหญิงเปล่งไปทำบุญที่วัด เหลือแต่เด็กหญิงผมจุกคนเดียว

ออนิ่มวิ่งเล่นอยู่ในสวน มีนังเป้า บ่าวหญิงอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน คอยดูแลและเป็นเพื่อนเล่น เด็กหญิงทั้งสองกำลังชะเง้อมองมะม่วงลูกใหญ่ที่ห้อยเป็นพวงบนต้นสูง

อีกไม่นานจะถึงเวลาโกนจุกแล้ว ออนิ่มกำลังจะเป็นสาว ดวงหน้าของเธองามผุดผาด ทรวงอกเริ่มสล้าง เริ่มมีจริตจะก้านเหมือนเด็กสาวแรกรุ่น และบุตรชายของเธอเริ่มจะแตกเนื้อหนุ่ม เสียงของเสือแหบห้าวไม่เป็นกังวานใสเหมือนเมื่อปีก่อน

‘อยากกินมะม่วงหรือออนิ่ม’ เสือถามเด็กหญิงไปเช่นนั้น

‘จ้ะพี่เสือ’ เด็กหญิงพยักหน้า ในมือถือดอกพุดที่เก็บมาจากต้น ‘พี่เสือเก็บให้น้องได้หรือไม่’

‘ได้สิ’ ดวงตาของเสือเปล่งประกายวาววับ ‘แต่พี่ขอดอกพุดในมือของเจ้าเป็นรางวัลแลกเปลี่ยน จะได้หรือไม่’

‘ต้องได้สิ’ ออนิ่มยิ้มเห็นฟันขาว

‘แล้วถ้าพี่ปีนไปปลิดมะม่วงให้เจ้าบ้างล่ะ’ เสียงแหบห้าวของเด็กหนุ่มอีกผู้หนึ่งดังขึ้น เมื่อเสือหันกลับไปมองก็พบว่าเป็นพ่อโมก บุตรชายของออกพระทำมะรง ผู้คุมนักโทษแห่งพระนครนั่นเอง

‘เจ้าจะให้ดอกพุดพี่ด้วยหรือไม่’

โมกกับเขาอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่เสือไม่ได้สนิทกับโมก ไม่เคยเล่นด้วยกัน เพียงแต่เคยเห็นหน้า และรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นลูกของออกพระทำมะรงเท่านั้น

‘ได้สิจ๊ะ’ ออนิ่มส่งเสียงใส ดวงตากลมโตของเด็กหญิงกลอกไปมาราวครุ่นคิด ‘แต่จะทำอย่างไรดี ฉันมีดอกพุดแค่ดอกเดียว’

‘นั่นสิ จะทำอย่างไรดี’ โมกหัวเราะเบาๆ ดวงตาของเด็กหนุ่มมองมาที่เขา มีอาการท้าทายอยู่ในที

‘ฉันคิดออกแล้ว’ ออนิ่มว่า ‘พี่โมกกับพี่เสือก็แข่งกันสิจ๊ะ ผู้ใดปลิดมะม่วงมาให้ฉันได้ก่อน ถือว่าผู้นั้นชนะ และจะได้ดอกพุดจากฉัน’

‘เอาอย่างนั้นรึ…ก็ดีเหมือนกัน’ โมกเลิกคิ้ว ขณะที่เสือมัวแต่งงจนนึกอะไรไม่ออก ‘ว่าอย่างไรเล่าพ่อเสือ…พ่อกล้ารับคำท้าของฉันหรือไม่’

‘ได้สิ’ เสือรับคำโดยไม่ได้คิดหน้าคิดหลัง ไม่ชอบให้ใครมาท้าทาย และที่จริงแล้วหากโมกไม่มาปรากฏกาย พุดดอกนั้นควรจะต้องเป็นของเขา

‘ดีจัง’ ออนิ่มตบมือชอบใจ ‘ฉันจะนับหนึ่งถึงสาม แล้วพี่ทั้งสองรีบขึ้นต้นไม้แข่งกันนะจ๊ะ’

‘ตกลง’ โมกและเสือพยักหน้า

‘แม่หญิง ทำแบบนี้จะดีหรือเจ้าคะ’ ก่อนออนิ่มจะให้สัญญาณกับเด็กหนุ่มทั้งสอง เป้าก็ท้วงขึ้น

แม้จะอายุห่างกันไม่มาก หากเป้ามีหน้าที่ดูแลเด็กหญิง และเธอกำลังรู้สึกว่าการที่ออนิ่มพูดจาเล่นหัว ยั่วเย้าผู้ชายเช่นนี้ออกจะไม่เหมาะ หากรู้ถึงหูคุณหญิงเปล่งเข้ายิ่งไม่งาม

‘ถ้าแม่หญิงอยากกินมะม่วงจริงๆ บ่าวว่าเรียกคนมาสอยให้ดีกว่า อย่าไปรบกวนคุณโมกและคุณเสือเลย’

‘พี่เป้า’ เด็กหญิงทำเสียงอ่อนเสียงหวาน ‘ทำไมต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่ด้วยเล่า เล่นกันสนุกๆ พี่ทั้งสองก็เต็มใจแข่งขันกันใช่ไหมเจ้าคะ’

ประโยคหลังเด็กหญิงก้มลงมองดอกพุดในมือ ก่อนจะหันไปส่งยิ้มให้เด็กหนุ่มทั้งสอง

‘ใช่ ฉันเต็มใจ’ โมกรีบตอบ ดวงตาของเด็กหนุ่มบุตรชายออกพระทำมะรงที่จ้องมองดวงหน้าสวยหวานของออนิ่มเต็มไปด้วยความชื่นชมอย่างเปิดเผย ‘ออนิ่มอยากได้สิ่งใดขอให้บอก แม้แต่เดือนและดาวพี่ก็จะหามาให้เจ้า’

‘ฉันก็เต็มใจ’ เสือรีบบอกเพราะกลัวน้อยหน้า ความรู้สึกในตอนนั้นมีแต่ความร้อนรุ่มในอก อยากทำทุกๆ อย่างเพื่อเอาชนะโมกให้ได้

‘ดีจ้ะ’ ออนิ่มยิ้มหวาน ‘ถ้างั้น…ฉันจะนับละนะ…เอ้า…หนึ่ง สอง สาม…’

สิ้นรหัสสัญญาณจากออนิ่ม เด็กหนุ่มทั้งสองก็วิ่งแข่งขันกันไปยังต้นมะม่วง แล้วป่ายปีนขึ้นไปด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี ดวงตาหมายอยู่ที่มะม่วงลูกโตที่ห้อยอยู่ปลายกิ่ง

เสือมีรูปร่างสูงและล่ำสันกว่า จึงปีนได้ไวกว่าโมก ขณะที่เด็กหนุ่มเอื้อมมือกำลังจะคว้าเอามะม่วงที่อยู่เหนือศีรษะ โมกก็ดึงขาของเสือสุดแรงเพราะไม่ต้องการให้เสือได้มะม่วงไปก่อนตน แรงกระชากส่งผลให้เด็กหนุ่มเสียหลักร่วงลงจากต้น

หากเสือเป็นคนคล่องแคล่วว่องไว ตอนที่พลัดหล่นลงมานั้น มือเรียวยาวของเขาคว้าเอาโมกหล่นลงมาด้วยกัน ครั้นพอถึงพื้นดิน เด็กหนุ่มทั้งสองก็พุ่งเข้าชกต่อยกันอุตลุด ในหัวเต็มไปด้วยความโกรธ ไม่ได้ใส่ใจมุ่งจะเก็บมะม่วงอีกแล้ว

‘ว้าย คุณโมก คุณเสือ หยุดเดี๋ยวนี้นะเจ้าคะ’ เป้าร้องเสียงลั่น รีบหันไปทางออนิ่ม ‘แม่หญิง…รีบห้ามสิเจ้าคะ’

‘ห้ามทำไม’ ออนิ่มหัวเราะเสียงแหลม ดวงตาของเธอเปล่งประกายวะวับ ขณะตะโกนว่า ‘ไม่ได้มะม่วงไม่เป็นไรนะจ๊ะ สู้ชกกันแบบนี้ดีกว่า ฉันชอบ ใครชกชนะ มารับดอกพุดจากมือฉันไปได้เลย’

คำพูดประโยคสุดท้ายของออนิ่มประหนึ่งสุมฟืนลงไปในกองไฟ เด็กหนุ่มทั้งสองยิ่งมีกำลังฮึกเหิม เหวี่ยงกำปั้น ประเคนเข่าเข้าใส่กันอย่างสู้ตายถวายชีวิต ท่ามกลางเสียงกรีดร้องด้วยความตระหนกของเป้า และเสียงหัวเราะชอบใจของเด็กสาวผู้เป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด

เด็กหนุ่มทั้งสองผลัดกันล้ม ผลัดกันรุกไล่ ไม่มีใครยอมใคร เสือนั้นถูกหมัดของโมกจนเลือดกบปาก ส่วนโมกนั้นถูกแข้งของเสือจนหมอบไปนอนกองกับพื้น แล้วก่อนที่เรื่องราวจะลุกลามไปมากกว่านั้น เสียงของใครบางคนก็ตวาดดังกึกก้อง

‘เฮ้ย นี่มันเรื่องอะไร ทำไมต่อยตีกันอย่างกับไพร่ไร้สังกัด’ บิดาของออนิ่มนั่นเอง ‘อ้าว…นั่นพ่อเสือและพ่อโมกเองหรอกรึ…เกิดอันใดขึ้น’

เสือและโมกชะงักในทันที ทนายหน้าหอคนสนิทของออกพระล้วนภักดี – ยศในเวลานั้น รีบตรงเข้าไปแยกเด็กหนุ่มทั้งสองออกจากกัน ออนิ่มเหลือบมองท่านบิดาด้วยสายตาประหวั่น แล้วก่อนที่ใครจะทันได้อธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้น เด็กหญิงก็ร้องไห้โฮออกมา

‘คุณพ่อเจ้าขา’ ออนิ่มวิ่งไปกอดบิดา ‘ลูกอยากกินมะม่วง พี่เสือกับพี่โมกแย่งกันจะเก็บให้ ลูกห้ามแล้วก็ไม่ฟัง’

เสือและโมกหันมองหน้ากัน ไม่คิดว่าเด็กหญิงจะแต่งเรื่องขึ้นมาใหม่ได้รวดเร็วเช่นนั้น ทั้งสองยังไม่ทันจะได้ขยับปากอธิบาย นังเป้าก็รีบเออออสนับสนุนผู้เป็นนาย

‘จริงเจ้าค่ะ’ นางบ่าวจีบปากจีบคอ ‘ออนิ่มห้ามแล้วก็ไม่ฟัง’

‘เรื่องไม่เป็นเรื่องเลย…ทะเลาะกันเพราะแย่งกันเก็บมะม่วงให้ผู้หญิงเนี่ยนะ…’ ออกพระล้วนภักดีส่ายหน้า ‘นี่ถ้าพ่อของพวกเจ้ารู้ว่าพวกเจ้ามาต่อยตีกันเพราะเรื่องเพียงเท่านี้ จะเคืองกันเสียเปล่าๆ’

แม้ออกพระทำมะรง บิดาของพ่อโมก และออกพระฤทธิ์ราญรอน บิดาของพ่อเสือจะรับราชการอยู่ต่างกรมกอง หากเป็นเพื่อนที่เติบใหญ่มารุ่นราวคราวเดียวกัน เห็นหน้าค่าตากันมานานและมีไมตรีต่อกัน ในสายตาของออกพระล้วนภักดีแล้ว การที่บุตรชายของทั้งสองมาทะเลาะกันด้วยเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้จึงเป็นเรื่องไม่สมควร

เรื่องราวในวันนั้นจบลงตรงที่บิดาของออนิ่มให้เด็กหนุ่มทั้งสองจับมือกันขอโทษ และเลิกแล้วต่อกัน เสือเห็นนัยน์ตาของโมกที่มองมา เขารู้ได้ในทันใดว่าไม่มีทางที่ตนและโมกจะเลิกแล้วต่อกัน เหตุการณ์เล็กๆ ในวันนั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวร้ายแรงในเวลาต่อมา

แม่แถมรู้เรื่องทั้งหมดโดยละเอียดจากบุตรชาย แล้วตัดสินใจห้ามไม่ให้เอาเรื่องไปเล่าให้ผู้เป็นบิดาฟัง เธอรู้นิสัยออกพระฤทธิ์ราญรอนดีว่าเป็นคนโมโหร้าย หากรู้ว่าบุตรชายตกต้นไม้เพราะถูกโมกดึงขาจนเกิดเรื่องชกต่อยกันตามมาละก็ บิดาของเสือจะต้องแล่นไปเอาเรื่องออกพระทำมะรงกับบุตรชายแน่ๆ

หากเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น แม่แถมคิดว่าทั้งเสือและโมกไม่ใช่คนผิด เด็กหนุ่มทั้งสองยังอ่อนประสบการณ์ในชีวิต จึงถูกปั่นหัวให้วิวาทกัน…

คนที่อยู่เบื้องหลังปัญหาครั้งนี้ ก็คือออนิ่มต่างหาก

มารดาของพ่อเสือนิ่วหน้าด้วยความไม่พอใจ…นอกจากไม่พอใจแล้ว แม่แถมยังอดหวั่นใจไม่ได้ ด้วยรู้สึกว่าเด็กหญิงผู้เป็นบุตรีของออกพระล้วนภักดีคนนี้…ไม่ธรรมดา…

อายุไม่มาก ยังทำเรื่องได้ถึงเพียงนี้

หากเติบใหญ่เป็นหญิงสาวเต็มตัว…ออนิ่มจะก่อเรื่องได้ถึงเพียงไหนกัน…

 



Don`t copy text!