ธำมรงค์เลือด บทที่ 7 : รุ่นพี่

ธำมรงค์เลือด บทที่ 7 : รุ่นพี่

โดย : พงศกร

ธำมรงค์เลือด นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาและพงศกรอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์…เรื่องราวของบุรุษลึกลับที่เทียวกลับมาที่ร้านของคุณไลยหลายครั้งหลายหน เพื่อตามหาแหวนโบราณวงหนึ่ง…แหวนไพลินที่ทำขึ้นมาในสมัยอยุธยา และคือจุดเริ่มต้นของความรัก ความแค้น ความพยาบาทที่ผูกพันมาแต่อดีตและเป็นแหวนที่จะเชื่อมโยงชะตากรรมของทุกคนเข้าด้วยกัน

“พี่ปี” ปะวะหล่ำพึมพำ ดวงหน้าร้อนผ่าว ใจเต้นไม่เป็นส่ำ ด้วยไม่คิดว่าเป็นเขา

“ไม่ได้คุยกันนานเลยนะแป้ม” เสียงทักทายนั้นทุ่มต่ำ “สบายดีไหม”

“สะ…สบายดีค่ะ” ปะวะหล่ำตอบเสียงผะแผ่ว ไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายจะรับรู้ถึงความสั่นในน้ำเสียงได้หรือไม่ เธอเหลือบมองผู้เป็นยาย ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินไปคุยในห้องทางด้านหลังร้าน คุณไลยได้แต่มองตามด้วยสายตาสงสัย

“นึกว่าเปลี่ยนเบอร์ไปแล้ว” เขาถอนใจเบาๆ

“ยังใช้เบอร์เดิมค่ะ” ปะวะหล่ำว่า

“แล้วตอนนี้ทำอะไรอยู่” เขาถามต่อ

“แป้ม…ช่วยงานคุณยายที่ร้านเครื่องประดับค่ะ” ปะวะหล่ำตั้งสติได้แล้ว เธอจึงตอบเขาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบไม่แสดงความรู้สึกอะไรเหมือนอย่างตอนแรก

“มาช่วยพี่หน่อยได้ไหม” เขาถามง่ายๆ สั้นๆ

“คะ” ปะวะหล่ำกะพริบตาถี่ๆ ถามซ้ำอย่างจะให้แน่ใจ “พี่ปีว่าไงนะ”

“ถามว่า…มาช่วยงานพี่หน่อยได้ไหม” น้ำเสียงของเขายังคงทุ้ม…เปี่ยมเสน่ห์ เหมือนหลายปีก่อนไม่เปลี่ยนแปลง

“เอ้อ…” ปะวะหล่ำลังเล รู้สึกเหมือนลมหายใจสะดุดไปนิดหนึ่ง

ปีธวัช…

ปะวะหล่ำไม่นึกเลยว่าเขายังเก็บเบอร์โทรศัพท์ของเธอเอาไว้จนบัดนี้

ไม่นึกว่าเธอกับเขาจะมีโอกาสได้กลับมาคุยกันอีก…

ปีธวัช…เธอยังจำครั้งแรกที่พบกับเขาได้แม่นยำ…

เขาเป็นรุ่นพี่ของหล่อนสามปี ตอนที่เธอเข้าเรียนปีหนึ่ง ปีธวัชเรียนอยู่ปีสุดท้าย

เขาเป็นรุ่นพี่สุดฮอตที่สาวๆ ในคณะพากันกรี๊ดในความเท่ ปีธวัชรูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาคมสัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะได้รับเลือกเป็นเดือนคณะ ปะวะหล่ำได้ยินมาว่าเมื่อปีธวัชไปประกวดกับคณะอื่นๆ บุคลิกที่โดดเด่นของชายหนุ่มทำให้เขาได้รับเลือกเป็นเดือนมหาวิทยาลัยในปีนั้น

เวลาปีธวัชเดินไปไหน ทำอะไรสักอย่าง จะมีสาวๆ รุ่นน้องคอยตามไปเป็นพรวน แม้จะมีเดือนคณะคนใหม่แล้ว แต่ปีธวัชก็ไม่เคยลดดีกรีความโด่งดังลง

ไม่เพียงแต่สาวโบราณคดีเท่านั้น หากสาวๆ คณะอื่นก็ตามมากรี๊ดเขาเช่นกัน โดยเฉพาะตอนที่ชายหนุ่มไปเตะบอลกับเพื่อนหลังเลิกเรียน แล้วต้องถอดเสื้อโชว์กล้ามแขน อกล่ำ และหน้าท้องซิกซ์แพ็ก สาวๆ ที่ปวารณาตัวเป็นแฟนคลับของปีธวัชแทบไม่เป็นอันทำอะไร นอกจากตามไปเฝ้าหนุ่มหล่อถึงขอบสนาม มีเครื่องดื่มเย็นๆ ผ้าเย็นคอยบริการ สร้างความอิจฉาให้กับบรรดาเพื่อนฝูงของปีธวัชเป็นอย่างมาก

ดูเหมือนจะมีปะวะหล่ำคนเดียวที่ไม่ได้สนใจกับความเด่นดังของเขา ไม่สนใจด้วยซ้ำว่าบรรดาเพื่อนร่วมรุ่นของเธอจะพูดถึงเขาอย่างไร เลิกเรียนเธอก็รีบกลับบ้าน ไม่เสียเวลาไปเดินช็อปปิง ดูหนัง เที่ยวเล่น หรือตามกรี๊ดรุ่นพี่ผู้ชายเหมือนอย่างเพื่อนสาวคนอื่น

แต่แล้วโลกของเธอกับโลกของเขาก็หมุนมาบรรจบกันจนได้ ในการออกภาคสนามแบบบูรณาการครั้งแรกของเธอ

การออกภาคสนามแบบบูรณาการคือการที่นักศึกษาทุกชั้นปีจะต้องออกไปทำงานสำรวจทางโบราณคดีด้วยกัน พี่ปีสี่เป็นหัวหน้าทีม นำนักศึกษารุ่นน้องลงทำงานในสถานที่จริงเพื่อเป็นการฝึกความพร้อม เมื่อจบไปทำงานจริงๆ นักศึกษาจะได้รู้จักการวางแผนและสามารถทำงานร่วมกันเป็นทีม

ปะวะหล่ำจับฉลากได้อยู่กลุ่มเดียวกับปีธวัช และเธอก็ได้พบว่า ชายหนุ่มเป็นคนเอาจริงเอาจังและมุ่งมั่น

ในสายตาของรุ่นน้อง ปีธวัชเป็นหัวหน้ากลุ่มที่ทั้งดุดันและโหดเสียจนน้องปีหนึ่งพากันเบ้หน้า สาวๆ ที่เคยปลื้มเขา เมื่อได้พบกับตัวตนภาคจริงจัง เอาการเอางานของปีธวัช…ก็เริ่มจะไม่ปลื้มเสียแล้ว

อันที่จริง ปีธวัชไม่ได้ร้ายกาจอะไรเลยสักนิด

ที่รุ่นน้องว่าเขาโหด อาจเพราะว่าปีธวัชเป็นคนจริงจังกับงานที่ได้รับมอบหมาย จนรุ่นน้องรู้สึกว่าเป็นคนไม่ยืดหยุ่น

ถึงเวลาประชุม น้องคนไหนมาสายจะถูกเขาเอ็ดเสียงดัง และโดนลงโทษให้วิ่งรอบสนามเป็นที่อับอายขายหน้าเพื่อนกลุ่มอื่นๆ

แถมเวลาประชุมเขาบังคับให้ทุกคนต้องปิดโทรศัพท์มือถือ เมื่อถามถึงความคืบหน้าในงานที่รับผิดชอบ ทุกคนต้องตอบให้ได้ นอกจากนี้ปีธวัชยังเข้มงวดกับการแต่งกายของรุ่นน้อง โดยเฉพาะน้องผู้หญิงจะต้องนุ่งกระโปรงยาวเลยเข่า ถ้านุ่งกางเกงต้องเป็นกางเกงขายาวที่สีเข้มถูกระเบียบเท่านั้น

‘พี่ปีแม่งเป็นอาจารย์ฝ่ายปกครองหรือไงวะ’ วาทีบ่น เขาเป็นเด็กปีหนึ่งรุ่นเดียวกับปะวะหล่ำ

เด็กหนุ่มหายใจหอบไปบ่นไป เขาเพิ่งโดนปีธวัชสั่งลงโทษด้วยการวิ่งรอบสนามห้ารอบ เนื่องจากมาเข้าประชุมสายห้านาที

‘สั่งลงโทษโหด ยิ่งกว่าตอนกูเรียน รด.อีก’

วาทีเปรียบเทียบกับตอนฝึกนักศึกษาวิชาทหาร ซึ่งนักศึกษาชายต้องสมัครเข้าเรียน เพื่อจะได้รับการยกเว้นการเกณฑ์ทหาร

‘พี่เขาหวังดีน่ะ’ อนงค์นาถ เพื่อนอีกคนหนึ่งแก้ตัวแทน

‘กูว่าแม่งบ้าอำนาจมากกว่าว่ะ’ อังกูรแค่นเสียง เขากับวาทีสนิทกันมากเพราะเรียนมัธยมโรงเรียนเดียวกัน ‘นึกว่าเท่ นึกว่าตัวเองเป็นเดือนมหา’ลัยหรือไง อยากทำอะไรก็ทำ ไม่นึกถึงใจคนอื่น….ที่จริงก็เป็นนักศึกษาเหมือนกันนี่ละวะ ไม่ได้เป็นอาจารย์สักหน่อย’

‘นี่…น้องปีหนึ่งทางด้านหลังห้องนั่นน่ะ คุยอะไรกัน เสียงดังน่ารำคาญ’

ปีธวัชเห็นเด็กรุ่นน้องสุมหัวคุยอะไรกันอยู่ ไม่สนใจว่าคนอื่นกำลังประชุมวางแผนงานอย่างเคร่งเครียด เลยตะโกนมาจากหน้าห้องประชุม เขาชี้นิ้วมาทางกลุ่มเด็กปีหนึ่ง มีปะวะหล่ำนั่งรวมอยู่ด้วย

‘ช่วยให้เกียรติ ให้ความเกรงใจเพื่อนๆ และพี่ๆ คนอื่นด้วยนะครับ พวกเรากำลังประชุมวางแผนการทำงานกันอยู่…ตั้งใจหน่อย ถ้าไม่ทำตัวให้เป็นประโยชน์ อย่างน้อยก็อย่าถ่วงคนอื่น เข้าใจไหม’

ฟังแล้วปะวะหล่ำถึงกับหน้าร้อนผ่าวด้วยความอับอาย ปีธวัชไม่ได้ดุด่าหยาบคายสักนิด หากเสียงเข้มๆ กับสายตาทรงอำนาจ ทำให้บรรดาเพื่อนของเธอที่กำลังบ่นพึมพำถึงกับหุบปากสนิทในทันใด

ทุกคนหันกลับมาตั้งใจประชุมและรับมอบหมายงานกลับไปทำกันคนละอย่างสองอย่าง ปิดภาคเรียนเทอมนี้ กลุ่มของเธอมีภารกิจไปขุดค้นเนินดินแห่งหนึ่งที่จังหวัดนครปฐม ด้วยมีชาวนาพบเศษตุ๊กตากระเบื้องเคลือบเก่าแก่ฝังอยู่ในดิน หลักฐานทางโบราณคดีที่พบทำให้เกิดข้อสันนิษฐานว่า เนินดินนั้นน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของเมืองโบราณสมัยทวารวดี และนี่คืองานที่กลุ่มของเธอได้รับมอบหมายให้ไปทำการศึกษาขุดค้น

เหลือเวลาอีกแค่ไม่ถึงหนึ่งเดือนก็จะต้องเดินทางไปแล้ว ปีธวัชจึงเรียกประชุมกลุ่มถี่หน่อย หลังจากประชุมเสร็จ ทุกคนเตรียมแยกย้ายกันกลับบ้าน หากชายหนุ่มเรียกกลุ่มเด็กปีหนึ่งให้อยู่ก่อน บอกว่ามีเรื่องจะคุยด้วย

‘อะไรอีกวะ’ วาทีสบถ ขณะที่ปะวะหล่ำยื่นมือไปสะกิดเพื่อนให้หุบปาก

‘ขอคุยด้วยหน่อย พวกคุณมีปัญหาอะไรกับผมหรือเปล่า’ ปีธวัชพูดตรงประเด็น ดวงตาของเขาจ้องมองปะวะหล่ำแน่วนิ่ง ‘ทำไมถึงไม่เคารพกติกา ไม่ทำตามกฎเกณฑ์อะไรเลย’

‘ทำไมผมต้องทำตามกฎบ้าๆ ที่พี่เป็นคนตั้งขึ้นมาด้วยล่ะ’ วาทีเหลืออด เดือนนี้เขามาประชุมสายสามครั้งแล้ว และทุกครั้งก็จะโดนปีธวัชลงโทษ ‘กฎปัญญาอ่อน มาสายไม่ได้ นุ่งกระโปรงสั้นไม่ได้ ตอนประชุมเปิดโทรศัพท์มือถือไม่ได้…นี่มันปีพอศอไหนแล้วครับ พวกผมไม่ใช่เด็กประถมแล้วนะ’

‘ก็เพราะพวกคุณไม่ใช่เด็กประถมน่ะสิ…ผมถึงต้องตั้งกฎเข้มแบบนี้’ ปะวะหล่ำเห็นปีธวัชกำหมัดแน่น หากไม่สังเกตจะไม่รู้เลยว่าเขากำลังโกรธ หากควบคุมน้ำเสียงไว้ได้ดี

‘แป้มรู้ว่าพี่ปีหวังดี แต่พี่ปีไม่ลองถามพวกเราหน่อยหรือคะว่าเรายินดีทำตามกฎที่พี่ตั้งขึ้นมาหรือเปล่า ในเมื่อมหาวิทยาลัยเองก็ยังไม่เคร่งครัดอะไรขนาดนั้น’ ปะวะหล่ำแสดงความคิดเห็น และนั่นทำให้ชายหนุ่มถึงกับเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ ด้วยตลอดเวลาที่ผ่านมา ปะวะหล่ำไม่เคยทำผิดกฎที่เขาตั้งขึ้น ไม่เคยถูกลงโทษเลยสักครั้ง

‘คุณรู้สึกอึดอัดกับเขาด้วยหรือ’ ปีธวัชหันมาทางหล่อน ‘ในเมื่อคุณเองก็ทำตามกฎของกลุ่มมาตลอด ไม่เห็นจะเคยมีปัญหาอะไร’

เขาจำได้ว่าน้องปีหนึ่งหน้าตาสะสวย ท่าทางเฉลียวฉลาดคนนี้ เป็นเด็กเรียบร้อย ไม่เคยทำผิดระเบียบสักครั้ง

‘การที่แป้มไม่เคยทำตัวมีปัญหา ไม่ได้หมายความว่าจะไม่อึดอัดนะคะ’ ปะวะหล่ำจ้องตาเขาแน่วนิ่งเช่นเดียวกัน ‘แป้มเองก็คิดเหมือนเพื่อนๆ นั่นละ…กฎที่พี่ปีตั้งขึ้นมา ออกจะมากเกินไปสักหน่อย’

บรรดาเพื่อนๆ ที่ได้ฟังถึงกับอ้าปากค้างไปตามๆ กัน ด้วยไม่คิดว่าคนเงียบๆ ไม่เคยมีปากมีเสียงอย่างปะวะหล่ำ เมื่อถึงคราวหมดความอดทน ก็จะลุกขึ้นมาพูดกับปีธวัชโดยไม่มีอาการหวาดกลัว

‘มากตรงไหน มากอย่างไร’ ปีธวัชกะพริบตาถี่ๆ เขาไม่เคยเจอรุ่นน้องที่กล้าพูดตรงๆ แบบนี้มาก่อน

ท่าทางของปะวะหล่ำสงบนิ่ง เธอไม่ได้พูดด้วยอารมณ์โกรธ ท่าทางมีสติบอกให้รู้ว่าเด็กสาวคนนี้ครุ่นคิดทุกอย่างมาเป็นอย่างดี

‘ทุกอย่างเลยค่ะ’ ปะวะหล่ำจาระไน ‘ตั้งแต่เรื่องแต่งตัว แป้มคิดว่าเราควรมีอิสระจะแต่งตัวอย่างไรก็ได้ ทำไมต้องกระโปรงยาวเลยเข่าด้วยคะ แล้วเรื่องมาสาย…สายไปห้านาที สิบนาทีไม่เห็นเป็นไรเลย ฟังประชุมตอนต้นไม่ทันก็ถามเพื่อนเอาก็ได้…โทรศัพท์อีก…พี่ให้ปิดโทรศัพท์ ถ้าเกิดทางบ้านของใครมีเรื่องด่วนจะทำอย่างไรคะ…แป้มคิดว่ากฎที่พี่ตั้งออกจะเกินไปสักหน่อย ทุกอย่างสามารถยืดหยุ่นได้ทั้งนั้น’

‘เรื่องบางเรื่องยืดหยุ่นได้ แต่เรื่องบางเรื่องยืดหยุ่นไม่ได้’ ปีธวัชตอบเสียงเข้ม เขายกมือขึ้นกอดอก เอ่ยกับปะวะหล่ำด้วยน้ำเสียงราบเรียบดุจเดิม

‘กฎนี้ตั้งขึ้นมาก็เพื่อตัวของน้องๆ เอง’

‘ยังไงคะ’ ถึงคราวที่ปะวะหล่ำจะนิ่วหน้าบ้าง

‘อีกไม่นานเราจะลงไปทำงานในชุมชน…ลงภาคสนามของจริง’ ปีธวัชค่อยๆ อธิบายอย่างใจเย็น

‘ถึงเวลานั้นพวกเราจะต้องทำงานกับผู้คนมากมาย…ไม่ใช่อยู่ด้วยกันเองเฉพาะในกลุ่มนักศึกษาเหมือนอย่างตอนนี้ แต่จะต้องทำงานร่วมกับผู้นำชุมชน ปลัด อบต. คนในท้องถิ่น ซึ่งมาจากร้อยพ่อพันแม่…คงไม่ดีแน่ถ้าน้องนักศึกษาผู้หญิงนุ่งกระโปรงสั้นไปขุดเนินดิน คงไม่ดีแน่ถ้าเรานัดผู้ใหญ่ในท้องที่ร่วมประชุม แล้วเรากลับไปสายเสียเอง ปล่อยให้พวกเขาเป็นฝ่ายต้องนั่งรอ…คงไม่ดีแน่ถ้ากำลังประชุมอยู่แล้วโทรศัพท์ของนักศึกษาส่งเสียงดังขึ้นมา…’

เขากวาดสายตามองน้องปีหนึ่งทีละคน ก่อนจะเอ่ยต่อ

‘อันที่จริงผมไม่เคยห้ามพวกคุณรับโทรศัพท์ เพียงแต่ขอร้องว่าอย่าเปิดเสียงดังรบกวนคนอื่น เปิดสั่นเอาไว้ก็พอแล้ว สิ่งเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อยในสายตาของพวกน้อง แต่เมื่อออกไปทำงานจริงๆ ในชีวิตจริง มารยาททางสังคมเหล่านี้เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเกิดอะไรผิดพลาดขึ้นมา ความเสียหายไม่ได้เกิดกับตัวน้องๆ เท่านั้น แต่จะเสียหายเลยมาถึงมหาวิทยาลัยด้วย และที่สำคัญ…ผม…’

เขาชี้นิ้วมาที่หน้าอกตัวเอง

‘ผมคือคนที่ต้องรับผิดชอบชีวิต ทรัพย์สิน และความปลอดภัยของน้องทุกคน…ถ้าเกิดอะไรร้ายแรงขึ้น ผมจะเสียใจมาก’

ปีธวัชไม่เคยอธิบายอะไรยาวๆ แบบนี้มาก่อน

เขาไม่เคยบอกถึงเหตุผลในการออกกฎระเบียบที่เด็กปีหนึ่งรู้สึกว่าไร้เหตุผล ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เขาพูดยืดยาวด้วยท่าทางหนักแน่นเอาจริงเอาจัง และเมื่อได้ฟังเหตุผลของปีธวัชจบลง วาที อังกูร อนงค์นาถและปะวะหล่ำก็ได้แต่ก้มหน้านิ่ง ไร้ซึ่งวาจาโต้ตอบ

‘ถ้าพวกคุณยังไม่พอใจ รู้สึกว่ากฎของกลุ่มนี้จุกจิกเกินกว่าจะรับได้…ก็ไปขออาจารย์ชมชื่นย้ายกลุ่มได้นะครับ ผมไม่ขัดข้อง…’

อาจารย์ชมชื่นที่ชายหนุ่มเอ่ยถึงคืออาจารย์ที่ปรึกษาประจำกลุ่ม ปกติแล้วเธอไม่เคยเข้ามายุ่งกับรายละเอียดในการทำงานของกลุ่ม อาจารย์ไว้ใจปีธวัช เธอจะคอยดูอยู่ห่างๆ และปล่อยให้เขาดำเนินการควบคุมการทำงานของรุ่นน้องโดยไม่เข้ามาก้าวก่าย แต่หากมีปัญหาอะไรที่ใหญ่เกินกว่านักศึกษาจะแก้ไขได้ เมื่อนั้นละที่อาจารย์จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ

ปะวะหล่ำจำได้ว่าวันนั้น เธอกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง หากปีธวัชหันหลังกลับและเดินออกไปจากห้องประชุมเสียก่อน…

แม้เวลาจะผ่านมาแล้วหลายปี หากเธอยังจำทุกถ้อยคำของชายหนุ่มในวันนั้นได้ไม่ลืม

และวันนั้น ก็คือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างเธอกับเขาในเวลาต่อมา…

“แป้ม…ว่ายังไง ยังฟังอยู่หรือเปล่า”

“ค่ะ…ยังฟังอยู่ค่ะ” เสียงของเธอแผ่วเบาราวกระซิบ

“แป้มยังโกรธพี่อยู่หรือเปล่า” เขาถาม เหมือนที่เคยถามมาไม่รู้กี่ครั้ง

“ไม่แล้วค่ะ” ปะวะหล่ำตอบ เหมือนที่เคยตอบมาแล้วหลายครั้งเช่นกัน “มันผ่านมานานแล้ว…แป้มลืมมันหมดแล้วละค่ะ”

“งั้นแปลว่าเราร่วมงานกันได้…ใช่ไหม” เขาถามเสียงแผ่วต่ำ

“แป้ม…เอ้อ…” ปะวะหล่ำไม่รู้จะตอบอย่างไร เธอไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะกล้าโทร.มาหา

“ว่าไง”

เห็นหญิงสาวเงียบไปนาน ชายหนุ่มจึงถามย้ำ

“พี่ชวนไปช่วยงาน…ไปได้ไหม”

“งานอะไรคะ” ปะวะหล่ำถาม

“ช่วยพี่ขุดพระปรางค์” เขาตอบเสียงกลั้วหัวเราะ “งานถนัดของแป้มไม่ใช่หรือ”

“พระปรางค์” หล่อนนิ่วหน้า “ที่ไหนคะ”

“พระปรางค์วัดราชธิดา” ชื่อนั้นทำให้หญิงสาวถึงกับทำตาโต “ที่เพิ่งโดนโจรขโมยขุดกรุไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานั่นยังไงละ”

 



Don`t copy text!