ภาคินีสีเลือด บทที่ 18 : อดีตไกลโพ้น

ภาคินีสีเลือด บทที่ 18 : อดีตไกลโพ้น

โดย : วิญวิญญ์

ภาคินีสีเลือด นวนิยายออนไลน์ โดย วิญวิญญ์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เป็นนวนิยายที่ผสมผสานความเชื่อท้องถิ่น ศิลปะการแสดงโนราห์ และความลึกลับเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

************************

– 18 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ร่างสูงเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วไปบนลานปูนของสนามบาสเกตบอล เสื้อกล้ามและกางเกงขาสั้นชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ พีรภาคย์เริ่มซ้อมตั้งแต่บ่ายตะวันแรงจนบัดนี้แสงสีแดงเรื่อเริ่มจับขอบฟ้าทางทิศตะวันตกแล้ว เสียงจ้อกแจ้กจอแจรอบกายทยอยค่อยซาลงไปตามลำดับ

“ไอ้พี ข้าเหนื่อย ไม่ไหวละ สงสัยต้องกลับก่อน”

เสียงเหนื่อยหอบของอาทิตย์ดังขัดขึ้น

โชติวุฒิเองก็เหนื่อยจนนอนแผ่เผละลงไปกับพื้น

“โอย ข้าจะตายแล้ว…ว…ว”

กลุ่มของพีรภาคย์ขอจองใช้พื้นที่สนามเพื่อซ้อมยาวหลายชั่วโมงติดต่อกัน แต่คนอื่นๆ ในทีมทยอยกลับกันไปก่อนหน้าแล้ว เหลือเพียงชายหนุ่มสามคนที่ยังซ้อมต่อ พีรภาคย์ขอให้อาทิตย์และโชติวุฒิอยู่เย็นขึ้นเพื่อฝึกซ้อมให้หนักหน่วง

“พวกเอ็งทนอีกหน่อย การแข่งขันคัดตัวเริ่มปลายเดือนกันยายนนี้แล้วนะ มัวแต่ทำเหยาะแหยะแบบนี้คงได้ตกรอบแน่”

มือแข็งแรงของพีรภาคย์ยังคงเลี้ยงลูกบาสอยู่อย่างไม่หยุดแม้ยามที่พูดคุยกับเพื่อนร่วมทีม

“ถามจริงๆ เหอะไอ้พี จะคว้าถ้วยพระราชทานจากงานแข่งบาสเกตบอลลีกประเทศไทยให้ได้เลยใช่ไหมเนี่ย” อาทิตย์ถาม

“ใช่ เอ็งเข้าใจถูกแล้วไอ้อ๋า ข้าอยากให้ทีมเราชนะเลิศได้ถ้วยพระราชทาน”

แท้จริงแล้วอาทิตย์แกล้งกระเซ้าพีรภาคย์เล่นเท่านั้น แต่กลับต้องตกใจเมื่อได้ยินคำตอบอย่างหนักแน่นจริงจังของเพื่อน

“ฮะ! ไอ้พี ข้าไม่เอาด้วยนา”

โชติวุฒิที่ได้ยินคำตอบเต็มสองรูหูเช่นกันตาเหลือก ดีดตัวขึ้นมานั่งโดยอัตโนมัติ

“พวกเอ็งก็รู้ว่าข้าต้องพิสูจน์ให้พ่อเห็นว่าถ้าข้าอยากทำอะไรก็จะทำได้ดีเยี่ยม เขาจะได้ยอมให้ข้าไปเรียนต่อปริญญาโทหรือถึงขั้นปริญญาเอก แทนที่จะให้ไปรับราชการเป็นตำรวจ พวกเอ็งก็ช่วยกันหน่อย ซ้อมหนักแค่ช่วงคัดตัวกับช่วงแข่งเท่านั้นเอง” พีรภาคย์ยกเหตุผลมาอธิบาย

“ตายๆๆ ตายกันพอดี…เอาจริงเหรอไอ้พี ข้าว่าเล่นพอขำๆ เอาเท่ให้สาวๆ คลั่งไคล้ก็พอแล้วมั้ง เอ็งดูสิ…ไอ้ตั้มกับพวกตัวสำรองก็กลับไปหมดแล้ว ส่วนไอ้เจมส์ก็ไม่โผล่หัวมา แล้วทำไมข้ากับไอ้อ๋าต้องซ้อมหนักขนาดนี้ด้วย…อยากจะตายจริงจริ๊ง!” โชติวุฒิจอมกะล่อนประท้วง

“อย่าทำตัวเลียนแบบไอ้เจมส์หน่อยเลย”

พีรภาคย์ถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างหนักใจ

“อีกอย่าง ตำแหน่งในทีมของพวกเอ็งก็สำคัญมาก ไอ้อ๋า เอ็งต้องจ่ายบอลให้แม่น อ่านเกมให้ขาด ส่วนไอ้โชติ เอ็งก็ต้องบุกทำแต้ม ถ้าพวกเอ็งไม่ช่วยข้า เราต้องแพ้แน่ๆ”

ชายหนุ่มพูดพลางโชว์ทักษะปั่นลูกบาสเล่นด้วยนิ้วชี้

“โอย…ไอ้พี ข้าก็อยากช่วย แต่ข้ากลัวว่าขืนซ้อมเอาเป็นเอาตายขนาดนี้ ข้าจะตายไปก่อน อดแต่งงานกับน้องวุ้นเส้นน่ะซี่!”

โชติวุฒิโอดครวญจนอาทิตย์นึกหมั่นไส้

“สักป๊าบดีไหมไอ้ลิงโชติ?!”

อาทิตย์ทำขยับขาเงื้อง่า แต่ฝ่ายนั้นหลบวูบอย่างรู้ทัน

“เฮ้ย…เดี๋ยวนะ ไอ้พี ทำไมไม่ไปเคี่ยวเข็ญคุณชายเจมส์บ้างวะ สัปดาห์นี้ยังไม่เห็นมันโผล่หน้ามาซ้อมเลย”

โชติวุฒิกล่าวพาดพิงไปถึงจารุพงศ์ด้วยหมายปกปิดความผิดตนเอง

“ปล่อยมันไปเถอะไอ้เจมส์น่ะ มันเก่งเอาตัวรอดได้สบาย…เอ็งอะซ้อมเยอะๆ ไอ้ลิงโชติ”

อาทิตย์สั่งสอนเสียงดังลั่น

“ยังไงข้าจะโทรไปตามตัวมันมาซ้อมแล้วกัน แต่วันนี้ พวกเอ็งซ้อมกับข้าอีกหน่อยเถอะนะ”

พีรภาคย์ขอร้องแกมบังคับ

ผู้มีฉายาว่าลิงโชติกลอกตาทำหน้าเซ็ง กำลังจะขยับตัวซ้อมต่อก็เผอิญได้ยินเสียงโทรศัพท์มือถือดังเหมือนมีสายเรียกเข้า

“น้องวุ้นเส้นแน่เลย!”

คนมีแฟนทำท่าลิงโลด วิ่งปราดเดียวถึงกระเป๋าเป้ ล้วงมือลงไปคว้ามือถือมาได้ก็กดรับสายแล้วกรอกเสียงหวานหยด

“ฮัลโหล ที่ร้าก…จ้า…ได้จ๊ะที่ร้าก เดี๋ยวพี่โชติจะไปเดี๋ยวนี้แหละ…เปล่าจ๊ะ ซ้อมเสร็จแล้ว กำลังจะไปหาพอดีเลย…อยากทานอะไรนะ อ้อ ได้เลย…จ้า…รอเดี๋ยวนะจ๊ะ ไม่นานหรอก 5 นาที รับรองจ๊ะ ถ้าเกินจากนั้นให้หอมแก้มทำโทษ…รักนะตะเอง”

โชติวุฒิพูดเสียงอ่อนเสียงหวาน แถมบรรจงจูบลงบนหน้าจอโทรศัพท์ก่อนจะวางสาย…อาทิตย์ทำท่าอยากจะอาเจียนเพราะหมั่นไส้เต็มแก่ ส่วนพีรภาคย์ได้แต่อมยิ้มแล้วส่ายหัว

“เฮ้ย…ขอโทษด้วยพี ข้าคงซ้อมต่อไม่ได้แล้ว ต้องไปก่อนละ เดี๋ยวน้องเขารอ พรุ่งนี้ข้าค่อยมาซ้อมใหม่แล้วกันนะ”

โดยไม่ต้องรอคำอนุญาต โชติวุฒิรีบคว้าเป้ขึ้นสะพายหลังทำท่าจะวิ่งเหยาะๆ ออกจากสนาม

“อ้าว ไอ้โชติ…ไปเลยเหรอวะ รอข้าก่อน ข้าไปด้วยสิวะ นี่ก็ต้องรีบกลับไปดูบอลคู่โปรดเหมือนกัน”

อาทิตย์ไม่ยอมให้เพื่อนหนีกลับไปได้คนเดียว เพราะตัวเขาเองก็ไม่อยากซ้อมต่อแล้วเช่นกัน เลยฉวยโอกาสนั้นหันมาโบกมือลาพีรภาคย์เสียดื้อๆ

“ไปก่อนนะไอ้พี พรุ่งนี้ว่ากันใหม่พวก!”

ร่างเพื่อนทั้งสองหายลับตาไปอย่างรวดเร็ว เพียงไม่ถึงนาทีก็เหลือเพียงจุดเล็กๆ เคลื่อนไปทางถนนที่นำไปสู่ทางออก

พีรภาคย์เริ่มรู้สึกหนักใจเพราะดูเหมือนว่ามีเพียงเขาคนเดียวที่ทุ่มเทให้กับการซ้อม และหมายมั่นปั้นมือที่จะเป็นแชมป์ของงานแข่งบาสเกตบอลลีกประเทศไทยให้ได้ เริ่มยอมรับกับตัวเองว่าเขาจะทำฝันให้เป็นจริงได้อย่างไร ในเมื่อคนอื่นๆ ไม่ได้คิดเช่นเดียวกัน…

‘แต่ยังไงก็ต้องพยายามให้ถึงที่สุด…’ เขาคิดกับตนเอง

จากนั้นก็ลงมือซ้อมต่อ โดยกะว่าอีกสักชั่วโมงจึงค่อยกลับ

เมื่อความมืดโรยตัวลงมาอย่างรวดเร็ว…พื้นที่โดยรอบสนามบาสเกตบอลเริ่มเปลี่ยวร้างไร้เงาผู้คน ลมเย็นหอบใบไม้แห้งที่ร่วงปกคลุมพื้นกระทบพื้นสนามเสียงดังกราวๆ…พีรภาคย์หายใจหอบถี่อย่างเหน็ดเหนื่อย

‘วันนี้คงต้องพอแค่นี้…’

คิดแล้วก็ก้าวยาวๆ ไปยังโต๊ะหินอ่อนที่วางเป้ไว้ หยิบผ้าขนหนูขึ้นมาซับหน้า

“ฮือ…ฮือ…ฮือ…”

เสียงร่ำไห้หยาดเย็นทำชายหนุ่มผวาสุดตัว เขาไม่เห็นใครอยู่บริเวณนั้นตอนที่เดินมายังหมู่โต๊ะหินอ่อนข้างสนาม…พีรภาคย์รีบหันมองไปโดยรอบ พลันสายตาสะดุดเข้ากับร่างหญิงสาว จากแสงสลัวลางเขาพอเห็นว่าเธอแต่งกายแปลกตา เสื้อผ้าที่สวมใส่คล้ายเสื้อแขนกระบอกกับผ้าโจงกระเบน ผมทรงปีกทำให้เธอเหมือนเดินออกมาจากละครย้อนยุคไม่ผิดเพี้ยน สตรีรายนี้มีหลายอย่างๆ ที่ละม้ายคล้ายกับหญิงปริศนาที่เขาเห็นก่อนหน้านี้

ชายหนุ่มขยับเข้าไปใกล้ตั้งใจว่าจะเข้าไปสอบถามให้รู้เรื่อง และอยากจะรู้ให้แน่ว่าเป็นภูตผีปีศาจหรือมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อกันแน่ ลมโชยพัดกลิ่นดอกไม้ไทยมาแตะจมูก พีรภาคย์รู้สึกวิงเวียนทันทีที่สูดดมเข้าไป…ชายหนุ่มพยายามทรงกาย สะบัดไล่ความมึนงง แข็งใจถามออกไป

“คะ…คุณครับ เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”

แสงไฟข้างสนามส่องสลัวในบริเวณที่หญิงสาวปริศนานั่ง พีรภาคย์เริ่มมองเห็นหน้าหล่อนชัดมากขึ้นในระยะใกล้ ดวงตาคมดุคู่นั้นราวมีมนตร์สะกด เขาจำมันได้ มันคือดวงตาคู่เดียวกันกับของหญิงปริศนา!

ชายหนุ่มเริ่มมึนงงมากขึ้นเพราะกลิ่นหอมเอียนที่อบอวลอยู่ทั่วทุกอณูอากาศ ตัวแข็งชาดิก หัวหมุนคว้าง…ความทรงจำไหลพรั่งพรูไม่ขาดสายดุจดั่งสายธาร พัดพาย้อนกลับไปวันที่เขาพบหล่อนที่สนามบาสเกตบอลแห่งเดียวกันนี้ ก่อนจะไหลพาย้อนสู่ห้วงเวลาห่างไปไกลโพ้น อดีตที่ฝังความทรงจำจมหาย…

ตรงระเบียงด้านหน้าของเรือนปั้นหยา เด็กสาวสามคนกำลังหัดรำเพลง 12 ท่า หรือที่เรียกว่า ‘เพลงครู’ เหตุที่นายดำสามารถฝึกละครให้กับเด็กหญิงได้ ก็เนื่องจากเมื่อเข้าสู่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การหัดละครเด็กผู้หญิงมิใช่สิ่งต้องห้ามอีกต่อไป พระองค์มิทรงรังเกียจการเล่นละครเหมือนอย่างพระเจ้าแผ่นดินองค์ก่อน กลับทรงเห็นว่าการฟื้นฟูการละครจะทำให้บ้านเมืองครึกครื้นขึ้น เป็นเกียรติยศแก่แผ่นดิน

ครั้นเมื่อวันอังคาร เดือน 9 แรม 7 ค่ำ ปีเถาะ จุลศักราช 1217 หรือพุทธศักราช 2398 ก็ทรงได้ประกาศพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้มีการเล่นละครเหมือนอย่างแต่ก่อน พระราชวงศานุวงศ์และข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยจะฝึกหัดละครหญิงก็มิได้ทรงรังเกียจ แม้จะมีละครหลวง คนทั่วไปข้างนอกก็เล่นละครหญิงได้ ไม่หวงห้าม

เสียงปี่โทน กลองตุ๊ก ฉิ่ง และกรับซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวงดนตรีที่กำลังบรรเลงมีท่วงทำนองรุกรัน พีร-ภาคย์จ้องมองภาพเบื้องหน้าที่ปรากฏอย่างตกตะลึง และเมื่อพิจารณาเด็กสาวที่กำลังร่ายรำอย่างละเอียดแล้ว…เขาถึงกับรู้สึกตัวชาเย็น แทบไม่เชื่อสายตา…เด็กคนหนึ่งผิวขาวแบบคนจีน หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราเหมือนชนม์นรีไม่ผิดเพี้ยน ส่วนคนถัดมาที่ผิวคล้ำมีดวงตาคมดุ เหมือนกับของหญิงสาวปริศนาที่เขาเพิ่งพบเมื่อครู่ราวกับเป็นคนคนเดียวกัน!

เด็กสาวคนสุดท้ายนั้นเขาไม่เคยเห็นหน้า แต่ดวงตาหวานดุจเนื้อทรายคู่นั้นซ่อนมนตร์เสน่ห์ลึกซึ้งในความคิดของพีรภาคย์

เพียงครู่จังหวะดนตรีบรรเลงพลันหยุดลงทันทีที่สิ้นเสียงร้องสั่งอย่างเฉียบขาดของชายผิวคล้ำดำวัยเฉียด 50

‘พอๆๆ พักเสียก่อน พอใช้ได้แล้ว อีกเดี๋ยวค่อยต่อท่าใหม่’

เมื่อนายดำเดินหายเข้าไปในตัวบ้าน เด็กชายที่ยืนลับๆ ล่อๆ อยู่ตรงเชิงบันไดก็โผล่ออกมา

‘บัวสาย! บัวแก้ว! ทางนี้’

พีรภาคย์รู้สึกราวกับว่าเป็นตนเองที่กำลังโบกมือเรียกพวกเด็กหญิง

‘พี่พุ่ม!’

เด็กสาวทั้งสามร้องออกมาเป็นเสียงเดียว

‘พวกเอ็งรำเก่งจริง เพิ่งฝึกกันแท้ๆ’

เสียงคนกำลังแตกเนื้อหนุ่มแหบห้าว

‘พี่มาแอบดูพวกข้าซ้อมรำงั้นรึ’

บัวเผื่อนชายตามองค้อน พวงแก้มเนียนแดงระเรื่อขึ้นด้วยความเขินอาย

‘เอ่อ…’

เด็กหนุ่มหน้าร้อนผ่าวเหมือนคนทำความผิดแล้วโดนจับได้ แท้จริงแล้วเขาอยากพบ ‘บัวสาย’ เด็กสาวผู้มีนัยน์ตาโตหวานบนดวงหน้าเศร้าซึ้งมากกว่า จึงแกล้งกลบเกลื่อนว่า

‘ข้าเอานี่มาให้ต่างหาก พวกเอ็งบ่นเปรี้ยวปากอยากกินนักมิใช่รึ’

เด็กหนุ่มยื่นสิ่งที่อยู่ในมือไปให้ด้วยท่าทางภูมิใจ มะม่วงป่าพวงโตที่เก็บได้ระหว่างออกไปวางเบ็ดตกปลา บัวเผื่อนทำท่าดีใจรีบยื่นมือออกไปรับ แต่เด็กหนุ่มกลับส่งให้บัวสายแทน

‘ขอบใจนักพี่พุ่ม’

ว่าแล้วพี่สาวคนโตก็หันไปกล่าวกับน้องคนกลางที่ใบหน้าเริ่มบึ้งตึงว่า

‘แล้วพี่จะทำยำมะม่วงให้กิน’

ยำมะม่วงใส่มะพร้าวคั่วหอมฟุ้งพร้อมหอมแดงและกุ้งแห้งเรียกน้ำย่อยได้ดี เป็นของโปรดของเด็กสาว บัวเผื่อนจึงยิ้มออกมาได้บ้าง

บัวแก้วจ้องมองพุ่มอยู่อย่างเงียบๆ ในใจนึกอยากจะไปวิ่งเล่นกับบัวสายและพุ่มเหมือนก่อนเคย แต่ก็ต้องตัดใจเสีย ยอมรับว่าตนเองไม่ใช่เด็กอีกต่อไปแล้ว

‘พี่พุ่ม ข้าจะย่าง 14 แล้วนะ ขึ้น 5 ค่ำนี้ละ’ บัวแก้วพูดขึ้น

‘เอ็งโตเป็นสาวแล้วนะ ต่อไปนี้ก็ซนไม่ได้แล้ว’

‘เรื่องของเอ็งไปบอกพี่พุ่มเพื่อกระไร’

บัวเผื่อนพูดขึ้นอย่างขัดเคือง

‘มีผู้ใดถามงั้นรึ?!’

คนโดนดุหน้าม่อย แต่บัวเผื่อนไม่สนใจกลับหันมาพูดกับพุ่มด้วยน้ำเสียงเริงร่าอ่อนหวาน ราวกับเป็นคนละคน

‘พี่พุ่ม วันพรุ่งแวะมากินข้าวเที่ยงสิ ข้าจะให้แม่ทำแกงคั่วไก่ขนุนที่พี่ชอบนักไว้คอยท่า’

พุ่มยิ้มอย่างยินดี นึกไปถึงแกงคั่วรสมือนางอิ่มที่จำได้ว่าอร่อยนัก นึกอยากลิ้มรสเนื้อไก่ที่ไม่ได้ตกลงท้องมานานโข ตั้งใจว่าจะแวะมาใหม่ในวันรุ่งขึ้น แต่แล้วความฝันจะได้ลิ้มลองอาหารเลิศรสก็ต้องพังทลาย

‘ไอ้พุ่ม…เอ็งอย่ามาวุ่นวาย นี่เขาจะหัดละครกัน ต่อไปนี้ไม่มีเวลามาวิ่งเล่นกับเอ็งดอก อีกอย่างเอ็งก็โตเป็นหนุ่มแล้ว ควรคิดเรื่องทำมาหากินให้เป็นเรื่องเป็นราว ไปเสียพ้นๆ แล้วอย่าโผล่หน้ามาให้เห็นอีก มิเช่นนั้น ข้าจะให้แม่เอ็งมาลากไปเฆี่ยนเสียให้หลังลาย’

นายดำนั่นเองที่เดินออกมาได้ยินบทสนทนาเข้าพอดี จึงเอ็ดตะโรเสียงดุอย่างไม่ค่อยชอบใจเด็กหนุ่มข้างบ้านที่คอยมาวนเวียน บุตรสาวของเขาโตเป็นสาวแล้ว และรุ่นราวคราวเดียวกับพุ่มซึ่งแตกเนื้อหนุ่มในวัย 15 ปี เจ้าของคณะละครเกรงจะเกิดเรื่องไม่ดีไม่งามขึ้นภายในบ้านเหมือนเช่นในอดีตอีก

“พ่อจ๋า ให้พี่พุ่มมากินข้าววันรุ่งเถิดนะ”

บัวเผื่อนอ้อนวอน เธอเป็นเพียงคนเดียวในบรรดาพี่น้องที่กล้าขอหรือต่อรองกับนายดำ ด้วยรู้ตัวอยู่ว่าเป็นลูกรัก

“เอ็งก็เช่นกัน ตั้งใจหัดรำหัดละคร มิเช่นนั้นจะโดนหวาย”

หากเจ้าของคณะละครจงกลนีพูดเช่นนี้แล้วต้องถือเป็นคำขาด บัวเผื่อนหน้าเสียไม่กล้าเอ่ยอะไรอีก

บัวสายและบัวแก้วสงสารพุ่มจับใจ ส่วนเจ้าตัวหน้าม่อย น้ำตาเริ่มคลอหน่วย รู้ดีว่าต้องรู้จักเจียมตัวให้สมฐานะจนยาก เขาสบตาบัวสายหน่อยหนึ่งก่อนออกเดินจากไปอย่างรวดเร็ว

พีรภาคย์รับรู้ได้ทุกความรู้สึกของพุ่ม…รัก ดีใจ เสียใจ น้อยใจ ราวกับว่าเขากับเด็กหนุ่มคนนั้นเป็นคนคนเดียวกัน!

ชายหนุ่มไม่รู้ว่าฟุบหลับไปบนโต๊ะหินอ่อนนานแค่ไหน เขาสะดุ้งตื่นขึ้นมาท่ามกลางความมืดและเงียบ  งุนงงเพราะจับต้นชนปลายอะไรไม่ถูก พยายามสะบัดศีรษะขับความมึนงง และเรียบเรียงเหตุการณ์ต่างๆ ในหัว…เขาเห็นสาวลึกลับคนเดิม สบตาคู่นั้นของหล่อน ได้กลิ่นอะไรแปลกๆ ที่ทำให้รู้สึกวิงเวียนจนหมดสติ แล้วฝันไปว่าเห็นตัวเองพร้อมๆ กับชนม์นรีและหญิงสาวปริศนาในแบบย้อนยุค…แล้วตอนนี้เธอหายไปไหน เขามองสำรวจไปโดยรอบแต่ไม่พบแม้แต่เงา นี่มันอะไรกันนี่?!

ผู้หญิงนิรนามคนเดิมมาปรากฏกายให้เห็นพร้อมๆ กับฝันประหลาด เธอต้องการสื่ออะไร หรือต้องการอะไรจากเขา พีรภาคย์พยายามขบคิดแต่ก็ยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ ในขณะที่กำลังสับสนจับต้นชนปลายไม่ถูกอยู่นั้น พลันเสียงหวิวโหวงก็ลอยมากระทบโสตทวาร

“พี่พุ่ม…ข้าคิดถึงพี่เหลือเกิน”

พีรภาคย์หันมองไปโดยรอบอย่างรวดเร็วเพื่อสืบค้นที่มาของเสียง

“ใคร ใครพูดน่ะ คุณเหรอ บัวเผื่อน?”

พีรภาคย์พูดโพล่งออกไป แต่แล้วก็ไม่อาจจะอธิบายกับตัวเองได้ว่าเหตุใดเขาถึงคิดว่าสตรีลึกลับเป็น ‘บัวเผื่อน’ และพยายามที่จะติดต่อกับเขา แต่ลางสังหรณ์บางประการบอกว่าสตรีที่พยายามปรากฏกายให้เขาเห็น คือผู้ที่บันดาลให้เขาเห็นเรื่องราวแปลกๆ ในขณะที่เขาหมดสติไป แต่ด้วยเหตุผลใด ก็ยังเกินความสามารถในการคาดเดาของเขา…

“คุณต้องการอะไร บอกผมสิ ไม่เช่นนั้น ผมคงเชื่อว่าผมประสาทหลอนไปเองแน่ๆ”

ชายหนุ่มนักกีฬาพึมพำอยู่คนเดียวในความมืด แต่คงมีเพียงเสียงลมและกิ่งไม้ไกวเอนเท่านั้นที่เขาได้ยินในยามนี้…

 

Don`t copy text!