อุมาวสี บทที่ 19 : เชิญฟ้องได้เลยค่ะ

อุมาวสี บทที่ 19 : เชิญฟ้องได้เลยค่ะ

โดย : ตรี อภิรุม

อุมาวสี ภาคต่อของ “หิมพาลัย” โดย ตรี อภิรุม เรื่องราวชีวิตหลังงานแต่งงานของพิชญ์และอุมาวสีในโลกที่แตกต่างจากโลกลับแลจะเป็นอย่างไร ความรักที่พิชญ์มีให้เธอ จะเพียงพอที่จะช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจของหญิงสาวผู้แสนดีคนนี้ได้หรือไม่ ‘อุมาวสี’ นวนิยายออนไลน์ที่พาชาวอ่านเอาเดินทางไปกับจินตนาการที่สวยงามและความรักที่มีอยู่จริง

 

พิณทิพย์พาเพื่อนรุ่นน้องขึ้นตึกเล็กเยี่ยมนางมณีวงศ์ หวังจะสร้างคะแนนนิยมแข่งกับอุมาวสี

“คุณยายคะ กุลซื้อองุ่นแดงไข่ปลาไร้เมล็ดมาฝากค่ะ”

กุลณัฐกระพุ่มมือทำความเคารพทั้งถุงหิ้ว

ท่านรับไหว้ กล่าวขอบใจในความเอื้อเฟื้อ พิณทิพย์ช่วยหิ้วถุงองุ่นไปเก็บในตู้เย็น

อึดอัดกังวลเล็กน้อย สตรีวัยดึกทราบว่า สมัยหนึ่งกุลณัฐหวุดหวิดจะเป็นหลานสะใภ้ พิชญ์หายสาบสูญไปปีครึ่ง แฟนเก่าก็พลอยห่างเหิน เพิ่งจะมากระชับสัมพันธไมตรีรอบสองเมื่อไม่นานนี้เอง

ทำท่าจะเป็นสายลมพัดหวน แต่สายเกินไปเสียแล้ว พิชญ์มีคู่ครองเป็นตัวเป็นตน

“ทราบว่าคุณยายชอบนวดหรือคะ”

“จ้ะ อุมานวดให้ยายเสมอ บางครั้งสบายเนื้อสบายตัวเผลอม่อยหลับ”

“กุลก็นวดเก่งค่ะ” พิณทิพย์ฉวยโอกาสประชาสัมพันธ์เพื่อนรุ่นน้อง “สมัยเด็ก เคยดัดตัวให้คุณย่าเป็นประจำ ถ้าคุณยายลองให้กุลนวด บางทีจะลืมน้องอุไปเลย”

นางมณีวงศ์ชั่งใจ ไม่อยากสร้างความสัมพันธ์กับกุลณัฐมากนัก เชื่อว่าถึงอย่างไร หลานชายก็จะไม่ทิ้งภรรยาวัยรุ่น หันมาจับขั้วแฟนเก่าแทน โดยส่วนตัวท่านจะไม่สนับสนุนให้ใครเป็นมือที่สาม

“วันนี้ไม่เมื่อยจ้ะ”

เหลือบพบเครื่องมือสื่อสารที่วางบนเคาน์เตอร์บาร์ ทั้งที่รู้อยู่แล้ว แต่กุลณัฐแกล้งถาม

“โน่นมือถือของคุณยายใช่ไหมคะ”

“ใช่จ้ะ ยายไม่ค่อยจะได้ใช้มันหรอก เหมือนส่วนเกิน บางทีก็อยากให้ใครไปเสียด้วยซ้ำ” โดยจิตวิทยา คนแก่เงียบเหงาว้าเหว่ ต้องการลูกหลานดูแลปรนนิบัติใกล้ชิด หล่อนอยากจะทำสิ่งที่เหนือกว่าอุมาวสีให้ประจักษ์

“เรียกสายเพลงอะไรคะ”

“เพลงอะไรไม่รู้ แต่เสียงจิ้งหรีดเพราะกว่าละมั้ง ยายไม่ได้สนใจ”

“หมายเลขอะไรคะ”

“แนทช่วยบอกทีเถอะ ยายจำไม่ค่อยจะแม่น”

พิณทิพย์สนองเจตนารมณ์ของบุพการี กุลณัฐหยิบสมาร์ตโฟนกดหมายเลขโทร.ออก

เกือบจะทันควัน โทรศัพท์เคลื่อนที่ส่งสัญญาณปี๊บ พร้อมทั้งเขย่าสั่นไหวเตือนเจ้าของ

หลานสาวลุกไปหยิบมัน กดปุ่มวางหู หล่อนรับจากเพื่อน นึกในใจอพิโธ่ เบสิกโฟน เด็กนักเรียนประถมปลายหลายคนเมิน แม้กระนั้นก็แกล้งชม

“รูปสวยค่ะ”

“ยายว่ามันธรรมดาไปหน่อย”

“ริงโทนเพราะๆ เอาไหมคะ กุลจะเปลี่ยนให้เป็นเสียงสวดมนต์ย่ำระฆัง”

สายตาขุ่นมัวเหลือบมองอดีตว่าที่หลานสะใภ้ ท่านลังเลเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง

“ทำได้เหรอ”

“ลองดู กุลขอยืมเอาไปที่ตึกใหญ่สักครู่ ถ้าทำไม่สำเร็จจะขอยืมข้ามคืน พรุ่งนี้กุลจะเอามาส่งค่ะ”

นางมณีวงศ์ไม่ขัดข้อง พิณทิพย์กล่าวเสริมเชิงเชียร์เพื่อน

“เรื่องดาวน์โหลดเก่งยกให้กุลเขา ครั้งหนึ่งเผลอดาวน์โหลดคนหิ้วหัว ชักจะสยอง เลยรีบกดลบ”

สองสาวลงจากตึกเล็ก เดินทอดน่องสนทนากันเบาๆ ไม่วายเกี่ยวข้องกับอุมาวสี ว่าทำไมป่านนี้ยังไม่โผล่…

ช่วงเวลาเดียวกันนี้ เจ้าของนามที่ถูกเอ่ยถึงนั่งในรถเก๋งคันงาม ใกล้จะถึงป้ายรถเมล์รอมร่อ

พลันสายตาไหวเหลือบพบเจ้าจำรูญยืนดัก อุมาวสียิ้มดุ วายร้ายยังไม่เข็ด ไม่รู้ว่ามันจะมามุกไหนอีก

ธวัชชะลอจอดยานพาหนะคู่ชีพ อุมาวสีเปิดประตูก้าวลงมาไหว้ลาเฉิดโฉมกับชายหนุ่มผู้โสดเฉพาะกิจ

“คุณผู้หญิงเฟื่องจริงๆ รถเก๋งที่มาส่งเปลี่ยนคันไม่ซ้ำหน้า”

“อย่ามายุ่งกับฉันเลยค่ะ”

เจ้าจำรูญดักขวางกางแขน หากเป็นสถานที่เปลี่ยวมันคงจะปลุกปล้ำ พยายามเก๊กหน้าหล่อ แต่เด็กสาวรุ่นเห็นว่าทุเรศ

“ผมเล่าให้เพื่อนฟัง ว่าคุณผู้หญิงสามารถสำแดงอิทธิฤทธิ์ไร้ขอบขีดจำกัด พรรคพวกหาว่าผมโกหก ไหนลองแลบลิ้นอวดซิ ยาวสักครึ่งฟุตก็พอ ทำได้จะขอยอมแพ้ ฝากตัวเป็นลูกกะโล่”

ดรุณีผู้เลอโฉมนิ่งสงบเสงี่ยมสำรวม หมุนแหวนเงินบรรพบุรุษในนิ้ว กลั้นลมหายใจ เพ่งสายตาสะกดจิตมนุษย์สันดานหยาบ

บัดดล มันเผลอลืมตัวชั่วขณะ สติสัมปชัญญะกร่อนบกพร่อง ค่อยๆ แลบลิ้นยาวจุกปากค้างเติ่ง

ชายหญิงสองรายที่รอรถเมล์ป้องปากซุบซิบ ทำนองเศรษฐกิจตกสะเก็ด คนเสียสติเยอะ

“เฮ้ย ไอ้รูญ เอ็งเป็นอะไรวะ”

เพื่อนมอเตอร์ไซค์รับจ้างจับแขนเขย่า

“เอิ๊บ!”

เจ้าของนามสะดุ้งโหยง รีบผลุบลิ้น สติสัมปชัญญะกลับคืน เหลียวซ้ายมองขวาเลิ่กลั่ก

“นางงามประจำซอยหายไปไหน”

“เพิ่งผ่านหน้าพวกเราแป๊บเดียวนี่เอง”

“พ่ายแพ้ทุกที” เจ้าจำรูญเกาท้ายทอยแกรก “กูจะบ้า”

“มึงแลบลิ้นอวดคนที่ป้ายรถเมล์” เพื่อนหัวเราะร่วน “ยังงี้บ้าแน่ๆ”

ขณะเดียวกันอุมาวสีแลเห็นรถเก๋งจอดริมกำแพงรั้ว นึกรู้ว่ากุลณัฐมาเยี่ยมคู่หู รายนี้ศัตรูลับมุ่งแต่จะช่วงชิงพิชญ์ รูปก็งามนามก็เพราะ หาแฟนเองไม่เป็น

เลียบไปตามทางคอนกรีตสู่ตึกขาว อุมาวสีเปลื้องชุด อาบน้ำ สวมชุดลำลอง เก็บดอกมะลิบานใส่ขันเงินใบเล็ก นำไปฝากนางมณีวงศ์

“ขอบใจจ้ะ” ท่านยกขึ้นสูดดมทั้งขัน “อุนวดให้ยายหน่อยนะ”

“ได้ค่ะ”

สตรีวัยดึกนอนเหยียดยาวบนโซฟาตัวโปรด ศีรษะหนุนหมอนอิง หลานสะใภ้เริ่มนวดจับเส้น

สบายเนื้อตัวชักจะเพลิดเพลิน ม่านตาสะลึมสะลือ ครึ่งหลับครึ่งตื่น ขันมะลิที่วางใกล้ๆ กระจายกลิ่นหอมจรุงจิต

เคลิบเคลิ้ม มโนภาพปรากฏทางมโนทวาร วัดชนบทอันร่มเย็นสงบ โบสถ์หลังคาสีทอง ช่อฟ้าหางหงส์อ่อนช้อย สะท้อนแสงสนธยาแวบวับ ยามลมพัดกระดิ่งชายโบสถ์เขย่ากรุ๊งกริ๊ง พระภิกษุเฒ่าเดินจงกลม

สองสาวผ่านเข้าประตูเงียบๆ อุมาวสีชะงักมือจากการบีบนวด ทำความเคารพกุลณัฐ

“สวัสดีค่ะ”

กำลังจะหลับมิหลับตาสว่างทันที นางมณีวงศ์ขยับลุกนั่ง ยกมือลูบจัดเส้นผมที่หงอกขาวโพลน พิณทิพย์เอ่ยขึ้นเชิงนำทาง

“เรามารบกวนความสุขของคุณยาย กุลจัดทำริงโทนเสร็จแล้วค่ะ นำมือถือมาส่งคืน”

“ยายนวดเพียงพอแล้ว สบายตัวหายปวดเมื่อย อุนวดเก่งมาก ตำรับวัดโพธิ์ยังไงยังงั้น ยายเคลิ้มฝันถึงวัด โบสถ์สีทอง หลวงปู่ สัมผัสความสุขสมถะ ภายใต้ร่มเงาพุทธศาสนา”

ทั้งเกลียดชังและหมั่นไส้น้องสะใภ้สุดขีด พิณทิพย์เก็บซ่อนอาการไม่ค่อยจะมิดสักเท่าใด แสร้งชมเปาะแฝงประชด

“น้องอุนวดเก่งยังงี้เขาเรียกมือทิพย์ จับทำอะไรเป็นความนิยม เป็นเงินเป็นทองไปหมด ถ้าฉันอายุสักเจ็ดสิบจะจ้างเธอนวดประจำ”

อุมาวสียิ้มหวานแฉล้ม เคยชินสำหรับการกระทบกระเทียบตอดนิดตอดหน่อย ขอตัวลงจากตึกเล็ก

กุลณัฐยอบกายยื่นเครื่องมือสื่อสารให้สตรีสูงอายุ ใช้สมาร์ตโฟนของหล่อนโทร.ออก

ทันใดนั้น โทรศัพท์เคลื่อนที่ในมือของท่านเขย่า ทูโทน ริงโทนกังวานไพเราะ

“นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ เหง่ง-หง่าง เหง่ง-หง่าง ฯลฯ”

ท่านมัวแต่ตะลึงตื่นเต้นชื่นชม พิณทิพย์ช่วยกดตำแหน่งวางสาย

“ยอดเยี่ยมจ้ะ หนูทำได้ยังไงเนี่ย”

“กุลลิงก์ เอ๊ย…เชื่อมต่อเข้าคอมพิวเตอร์ค่ะ ครั้งแรกคิดว่าจะทำไม่สำเร็จ”

“ความสามารถทางไฮเทค ต้องยกให้กุลเขา” สาวสวยเชียร์เพื่อนรุ่นน้อง “แตกต่างกับอุลิบลับ รายนั้นเก่งด้านเสิร์ฟอาหารเอาใจแขก ลูกค้าหนุ่มๆ ติดตรึม”

“โฮ้ย ต่างคนต่างมา เปรียบเทียบกันไม่ได้หรอก” ท่านแย้ง “นวดแล้วเราหลับ ยายคิดว่าอุคนเดียว หนึ่งในล้าน”

“กุลจะโทรมาคุยเสมอ คุณยายจะได้ฟังเสียงสวดมนต์ค่ะ”

ช่วงเวลาเดียวกัน อุมาวสียืนริมหน้าต่างตึกขาว สงบนิ่งทำสมาธิจิต ได้ยินเสียงคนทั้งสามคุยกันถนัด

สัมผัสกระแสความอิจฉาตาร้อนจากสองสาวไฮโซ

O         O         O         O

เฉิดโฉมชื่นชมสมใจนึก พยายามแต่งกายกระชากวัย โชว์ส่วนเว้าส่วนโค้ง เมื่อคุยกับลูกค้าหนุ่มครั้งใด กิริยาอาการออกไปทางแอ๊บแบ๊ว

“แหม! อุทำให้พี่ถูกใจมากจ้ะ”

“ถูกใจอะไรคะ”

อุมาวสีเลิกคิ้วโก่งฉงน

“ชวนให้พี่นั่งติดรถลูกค้าไปเป็นเพื่อนไงล่ะ เท่ากับเพลิดเพลิน พักผ่อนในตัว คลายเครียด”

เด็กสาวไม่ประหลาดใจจนนิดเดียว เฉิดโฉมชอบสหายต่างเพศ ชอบถูกเกี้ยวพาราสี ไม่ว่าจะจริงใจหรือไม่ก็ตาม

“งั้นเผื่อลูกค้ารายไหนอาสาขับรถไปส่ง อุจะชวนพี่โฉมไปเป็นเพื่อนทุกครั้งค่ะ”

“ดีทีเดียว ยกเว้นประเภทเฒ่าหัวงู พี่โฉมไม่อยากใกล้ชิด”

ไอศูรย์เข้ามาในสวนอาหารอิ่มเอม อุมาวสียอบกายทำความเคารพอย่างนอบน้อม ทำหน้าที่พนักงานต้อนรับและเด็กเสิร์ฟเบ็ดเสร็จ

“สวัสดีค่ะ คุณเอ”

ชายหนุ่มชื่นชมในความอ่อนหวานมารยาทงาม นึกอิจฉาพิชญ์ที่เป็นเจ้าของดรุณีแรกรุ่น เขาสั่งอาหารสองชนิดที่ปรุงใหม่สดจากโรงครัว

“เบียร์ไหมคะ”

“ไม่เอา ดื่มกลางวันแล้วมึนหัวครับ ไม่ค่อยดีสำหรับการขับรถ”

อุมาวสีนำเศษกระดาษที่จดรายการนำไปมอบให้แม่ครัวด้านหลัง ดูแลลูกค้าโต๊ะใกล้เคียงด้วย

ครู่หนึ่ง อาหารตามสั่งก็ถูกนำมาตั้งโต๊ะ อุมาวสีเริ่มบทบาทสนองเจตนารมณ์ของเจ้าของกิจการ

“พลบค่ำวันนี้คุณเอว่างหรือเปล่าคะ”

“ว่างก็ได้ครับ น้องอุมีอะไร”

“หนก่อนคุณเอเคยอาสาไปส่ง ความคิดนั้นยังอยู่หรือว่าลบเลือนไปแล้วคะ”

อีหรอบนี้เดาไม่ยาก สาวน้อยโฉมงามเบื่อโดยสารรถเมล์นั่นเอง ไอศูรย์ยิ้มร่าเริง

“แน่นอน ยังอยู่ครับ”

“เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบแบบแผน และป้องกันข้อครหานินทา พี่โฉมจะติดรถเก๋งไปเป็นเพื่อนค่ะ” อุมาวสีเปิดเผยรายละเอียด “ส่งอุลงที่ป้ายรถเมล์ปากซอย แล้วคุณเอกลับมาส่งเธอที่สวนอาหารอิ่มเอม”

ผิดความคาดหมาย ใครจะนึกว่าเด็กสาวจะสอดไส้เฉิดโฉมมาให้ทั้งคน เขาอิหลักอิเหลื่อ ปฏิเสธก็เท่ากับเจาะจงบริการเฉพาะคนคนเดียว

“ตกลง หกโมงครึ่งผมจะมารอรับ”

เฉิดโฉมจับตาอยู่ที่เก้าอี้ด้านหลังเคาน์เตอร์แคชเชียร์ ชูคออวบท้วมซ่อนยิ้ม คาดว่าทุกอย่างเป็นไปตามวัตถุประสงค์ เด็กเสิร์ฟเบอร์หนึ่งรายงานผลลัพธ์ เจ้านายสาวใหญ่ออกอาการปลื้ม กรายหลังมือปัดเส้นผมที่ท้ายทอยลีลาดัดจริต

“น้องอุเจรจาเก่ง”

“อุเกรงว่าพี่โฉมจะเหงา”

ขณะกินอาหาร ไอศูรย์ใช้ความคิดสุขุม ปัญหาลุ่มลึกละเอียดอ่อน หากไม่จัดระเบียบให้เรียบร้อย มันจะกลายเป็นคมหอกแหลมพุ่งเข้าหาตัวเอง ฉะนั้นชายหนุ่มจึงโทร.ถึงแฟนสาว

เล่าความว่าตอนใกล้ค่ำ ตนจะไปส่งที่อุมาวสีที่ป้ายรถเมล์ปากซอย เฉิดโฉมติดรถไปเป็นเพื่อน

พีรวรรณเดือดปุด หากเก็บอาการไม่แสดงออก ลอเยทำป่วน เสน่ห์แรงเหลือเกินแม่เจ้าประคุณ หนุ่มๆ แย่งคิวรับส่ง

“ผมอนุเคราะห์ เห็นว่าเธอเป็นน้องสะใภ้คุณแนน”

“ขอบคุณค่ะ”

แฟนหนุ่มวางหู พีรวรรณหึงหวงเดือดเนื้อร้อนใจยิ่ง บุคลิกของหล่อนสุขุมนุ่มลึก ไม่อาจจะเท้าเอวตะโกนด่าใครฉอดๆ การกระทำของอุมาวสีเทียบเท่าตีท้ายครัว จะไม่ยอมอภัยให้เด็ดขาด

หล่อนโทร.ไปปรับทุกข์น้องสาว

“แนทสนิทกับพี่โฉมมากกว่า น่าจะสอบถามเธอ เผื่อจะได้ข้อมูลแผนชั่วของลอเย หล่อนหน้าซื่อตาใส แต่ร้ายกาจเกินกว่าที่เราคิด”

พิณทิพย์เจ็บใจแทนผู้ร่วมสกุล เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันโกรธ

“ได้ค่ะ พี่แนน แนทจะวิเคราะห์แยกแยะลอเยออกเป็นชิ้นส่วน ด้วยเหตุนี้แหละ ถึงได้ไม่กล้าพาแฟนไปทำความรู้จักคุณพ่อคุณแม่ กลัวเขาจะเจอลอเย เดี๋ยวสายตาสปาร์ก”

“พูดกับพี่โฉมอย่าใส่อารมณ์นะจ๊ะ”

น้องสาวตั้งสติอารมณ์ พยายามดับความโกรธลดลงมากกว่ากึ่งหนึ่ง ต่อสายโทรศัพท์ถึงสาวใหญ่เจ้าเสน่ห์ ไต่ถามสารทุกข์สุกดิบ

“คุณเอมาทานอาหารที่ร้านเราค่ะ น้องอุทอดตัวสนิทสนมเป็นพิเศษ ขอให้เขาไปส่งตอนเย็น ชวนพี่เฉิดโฉมไปเป็นเพื่อน”

เจรจาทำนองใส่ร้ายป้ายความผิด อำพรางความปรารถนาของตัวเอง อยากนั่งชูคอเคียงคู่หนุ่มหล่อในรถเก๋ง เฉิดโฉมเสริมท้าย

“ที่ร้านอิ่มเอม น้องอุเสน่ห์แรง เปรียบเหมือนแม่เหล็ก ถ้าขาดเธอเสียคนเดียว ลูกค้าหนุ่มโสดคงจะหายเกลี้ยง”

ลูกสาวคุณนายนุชนารถขบริมฝีปากจนเจ็บ วาดมโนภาพ อุมาวสีเล่นหูเล่นตา แต่งจริตยั่วไอศูรย์

อยู่ที่บ้านสงิมเสงี่ยมเป็นแม่ศรีเรือนของพิชญ์ แต่ที่สวนอาหาร เท่ากับเปิดโลกใบใหม่ หล่อนแตกเปลี่ยว ระริกระรี้ ปานปลากระดี่ฤดูน้ำหลาก

อีกหน่อยคงจะคบชู้สู่ชายฉาวโฉ่ พิชญ์ทนไม่ไหวอับเปหิภรรยาดอกไม้ทอง

“ในสายตาของพี่โฉม ถ้าแย่งได้ อุก็คงจะแย่งคุณเอจากพี่แนนใช่ไหมคะ”

ชักจะไปไกลเกินขอบเขต จุดประสงค์แค่ปัดความผิดให้พ้นจากตัวเองเท่านั้น เฉิดโฉมกล่าวแก้

“ไม่ใช่หรอก พี่โฉมหมายถึงน้องอุทำตัวเปรี้ยว คล่องสังคม แตกต่างกับสัปดาห์แรกที่เริ่มงานยังกะคนละคน แนทอย่าไปว่าแกนะคะ เดี๋ยวจะหาว่าพี่โฉมฟ้อง พานลาออก”

พิณทิพย์รับปากแกนๆ ทำไมจะต้องปฏิบัติตาม ตั้งใจจะขย่มแหลกลอเย

O         O         O         O

อุมาวสียึดที่นั่งเบาะหลัง ปล่อยให้เฉิดโฉมชูคออวบเคียงคู่ไอศูรย์ ขบขันนึกว่าชมละครชวนหัวเรื่องเจ้าแม่แอ๊บแบ๊ว

สาวใหญ่เจ้าเสน่ห์สนทนากับชายหนุ่มประปราย  ออกอาการตุ้งติ้งไร้เดียงสาน่ารัก ดวงตามักจะเบิกโตกลอกกลิ้ง กะพริบพราว ปานดรุณีรุ่นกำดัด

ส่วนไอศูรย์จะถามคำตอบคำ ไม่มองหล่อน เพื่อไม่ให้เสียสมาธิในการขับรถ

“ประมาณร้อยเมตรจะถึงป้ายรถเมล์ค่ะ”

เด็กสาวร้องเตือนชายหนุ่ม คาดว่าเจ้าจำรูญจะดักพบเช่นเคย คอยตามตื๊อตอแยไม่จบสิ้น ได้รับบทเรียนแทบจะนับครั้งไม่ถ้วน ยังอยากจะเจออีกหรือว่ามันเคยชินเสียแล้ว อยากเจอสิ่งที่พิสดารยิ่งๆ ขึ้น

ไอศูรย์ชะลอหยุดรถเก๋งคันงาม อุมาวสีเปิดประตูหลังก้าวลงมา ไหว้ลาขอบคุณคนทั้งสอง

ผิดจากความคาดหมายถนัด ไม่ยักพบทรชนหนุ่ม เด็กสาวเดินค่อนข้างเร่งรีบ ผ่านไปเสาไฟฟ้าเดียว

นั่นปะไร!

เจ้าจำรูญกลับจากส่งผู้โดยสาร บึ่งจักรยานยนต์ ไฟหน้าพุ่งสว่าง มันเหลือบพบนางงามประจำซอย รีบโฉบเฉี่ยวเข้ามาใกล้ ปานจะชนล้มฉกชิงกระเป๋าเงิน

แปดสิบเมตรจะถึงตัว ร่างอุมาวสีหายวับไปกับตา เสียงไม่รู้มาจากไหน แว่วกรอกหู

“แกจะลงนรก ไอ้เวร”

เพียงเสี้ยวนาที อุมาวสีก็ปรากฏกายหน้าประตูรั้ว กดออดเรียกถวิลเปิดประตูด้านหูช้าง

เหลือบพบพิณทิพย์จ๊อกกิ้งออกกำลังกายรอบสนาม สังหรณ์ใจว่าจะโดนเหน็บแนมกระแนะกระแหนแบบผู้ดี

“คุยกันก่อนสิจ๊ะ”

น้องสะใภ้หยุดยืนสำรวมนอบน้อม

“ใครมาส่งเธอ”

“คุณเอค่ะ”

“แล้วทำไมไม่ให้เขามาส่งหน้าบ้านล่ะ” ยิ้มประหลาดที่มุมปาก แววตาระยับด้วยความเกลียดชัง “หรือว่ากลัวเราจะฟ้องโหน่ง”

“อุเกรงใจคุณเอ” เด็กสาวชี้แจงหมดเปลือก “คราวก่อนเคยปฏิเสธ คราวนี้สนองเจตนารมณ์”

“กี่รายจ๊ะ ที่รอคิวส่งเธอดาราดวงเด่นแห่งสวนอาหารอิ่มเอม”

เสียงอ่อนหวาน ใบหน้าเปื้อนยิ้ม แต่ผู้ฟังรู้ว่าแฝงการประชดประชันเยาะเย้ย

ปลงตก ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนทุกมุมโลก จะหนีไม่พ้นความอิจฉาตาร้อน เสมือนลุยอยู่ในกระแสกิเลสหนาบ้างเบาบ้างตามสภาพแวดล้อม

สรุปแล้ว แหล่งที่กิเลสเบาบางที่สุดคือ หิมพาลัยนคร

“สามรายค่ะ ล้วนแล้วแต่ผู้อาสาสมัคร”

“น่าจะให้ครบเจ็ดวันในรอบสัปดาห์” หัวเราะรื่นเริง “ทุ่นเวลา ทุ่นโสหุ้ย นี่แหละ เขาว่าคนสวยเลือกได้เสมอ”

“ในฐานะที่พี่แนทเป็นคนฝากงาน จะให้อุลาออกก็ได้ค่ะ”

“อย่าเชียว ถ้าอุทำเท่ากับตุ๊กแกกินปูนร้อนท้อง” พิณทิพย์จีบปากจาระไนความ “นี่ฉันไม่ได้ว่าอะไรนะ ชื่นชมต่างหาก อุเสน่ห์แรง ลูกค้าหนุ่มๆ ติดตรึม ไปได้แล้วจ้ะ รับรองว่าฉันไม่ฟ้องโหน่ง”

อุมาวสีทิ้งท้ายราบเรียบ

“เชิญฟ้องได้เลยค่ะ อุไม่ได้ทำความผิด”



Don`t copy text!