อุมาวสี บทที่ 23 : ชิงรักหักสวาท

อุมาวสี บทที่ 23 : ชิงรักหักสวาท

โดย : ตรี อภิรุม

อุมาวสี ภาคต่อของ “หิมพาลัย” โดย ตรี อภิรุม เรื่องราวชีวิตหลังงานแต่งงานของพิชญ์และอุมาวสีในโลกที่แตกต่างจากโลกลับแลจะเป็นอย่างไร ความรักที่พิชญ์มีให้เธอ จะเพียงพอที่จะช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจของหญิงสาวผู้แสนดีคนนี้ได้หรือไม่ ‘อุมาวสี’ นวนิยายออนไลน์ที่พาชาวอ่านเอาเดินทางไปกับจินตนาการที่สวยงามและความรักที่มีอยู่จริง

พีรวรรณพากุลณัฐขึ้นตึกเล็ก เพื่อนรุ่นน้องยอบกายลงกราบนางมณีวงศ์ หลานสาวเอ่ยปาก

“กุลเขาเก็บดอกพิกุลมาฝากคุณยายค่ะ”

เจ้าของนามยื่นกระทงใบตองที่ใส่ดอกพิกุลเกือบเต็ม สตรีวัยไม้ใกล้ฝั่งชมเปาะ

“ขอบใจจ้ะ กระทงใบตองเหนือกว่ากล่องโฟม ไม่ทำลายสภาพแวดล้อม ดอกพิกุลหายาก เขามักจะปลูกกันตามวัด แตกต่างกับมะลิ หนูไปเก็บมาจากไหนจ๊ะ”

อดีตว่าที่หลานสะใภ้หน้าบานดุจใบบัว ได้ประโยชน์ถึงสองต่อ หนึ่ง-กระทงใบตอง สอง-ดอกพิกุล จุดเล็กๆ ละเอียดอ่อนนี่แหละ บางทีจะผูกมัดใจผู้อาวุโสได้แนบแน่นกว่าจุดใหญ่ นี่เป็นเหตุผลทางจิตวิทยา

“วัดค่ะ กุลขอจากหลวงพ่อแล้ว เก็บที่ร่วงตามพื้นดิน”

“ของวัดนี่บางรายเขาถือ ไม่เอาเข้าบ้าน เพราะเป็นสิ่งอัปมงคล” ท่านคุยเชิงธรรมะธัมโม “แต่ยายไม่ถือจ้ะ ชีวิตคนเราบั้นปลายจะหนีไม่พ้นวัด”

หลานสาวกรุยทางเพื่อเพื่อนรุ่นน้อง

“กุลไปเข้าคอร์สอบรมนวดดัดตนหนึ่งสัปดาห์ค่ะ อยากจะทดลองนวดให้คุณยายประเดิม แนนมั่นใจว่าคุณยายจะสบายเนื้อตัว เผลองีบหลับผล็อย”

บุพการีทอดสายตาขุ่นมัวจับร่างกุลณัฐ บุคลิกสาวไฮโซเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อไม่น่าจะไปอบรมงานระดับล่าง เดาออกไม่ยากว่าสร้างความนิยมแข่งกับอุมาวสี

“ขนาดนั้นเชียวรึ”

“อยากจะให้คุณยายทดสอบค่ะ แนนว่ายอดเยี่ยมพอๆ กับริงโทนเสียงพระสวดมนต์”

“เอาก็เอาจ้ะ”

พีรวรรณจัดหมอนอิงให้ญาติผู้ใหญ่ ท่านเอนกายระนาบบนโซฟา สาวสวยเริ่มปฏิบัติงานแฝงประจบ

เวลาผ่านไป ส่วนใหญ่นางมณีวงศ์จะหน้านิ่วคิ้วขมวด บางคราวร้องอุทธรณ์ว่าบีบเบาๆ หน่อยมือหนัก ตอนดัดตัวข้อกระดูกของท่านลั่นกร๊อบ

ปี๊บ-ปี๊บ!

ริงโทนเครื่องมือสื่อสารดังกังวานไพเราะ

ลูกสาวคุณนายนุชนารถลุกออกไปยืนที่เฉลียง เพื่อมิให้เสียงคุยรบกวนบุพการี อมยิ้มชื่นมื่น แฟนหนุ่มนั่นเอง

“อีกประมาณยี่สิบนาที ผมจะไปพบคุณแนนครับ”

“คุณเออยู่ที่ไหนคะ”

ขณะนั้นไอศูรย์นั่งหลังพวงมาลัย ใช้โทรศัพท์มือถือผ่านสมอลทอล์ก

“กำลังขับรถครับ ติดสัญญาณไฟแดง วันหยุดผมจะชวนคุณแนน ไปทานดินเนอร์ที่ไหนเหมาะ”

“ที่ไหนก็ได้ค่ะ ยกเว้นสวนอาหารอิ่มเอม ไม่อยากเจอน้องอุ เดี๋ยวเธอจะหาว่าเราไปบลัฟ คนที่มาจากสกุลต่ำปมด้อยเยอะ เอาละค่ะ กำลังขับรถ อย่าคุยจนถึงขั้นติดลมบน”

หญิงสาวกดวางสายโทรศัพท์เคลื่อนที่ กลับเข้าห้องโถง

การนวดกำลังถึงขั้นพิเศษสุด กุลณัฐจัดให้นางมณีวงศ์นอนคว่ำ ดึงสองแขนยืดไปทางข้างหลัง กิริยาอาการของท่านคล้ายนกที่กำลังกระพือปีก กระดูกสันหลังตึงเปรียะ

“อูย พอเถอะ”

หญิงชราครางเสียงแหบแห้งระโหย

“ยังไม่ครบสูตรเลยค่ะ”

“พอแล้ว”

นางมณีวงศ์กล่าวย้ำ แสดงเจตนารมณ์ พลางขยับยันกายลุกขึ้น ศีรษะโงนเงน หลานสาวปราดเข้าประคับประคอง

“สบายเนื้อสบายตัวไหมคะ”

“ฮื่อ…”

ท่านพยักหน้าเนิบ นึกต่อท้ายปวดระบม

“มิน่า แนนดูคุณยายทำท่าคล้ายจะหลับ” พีรวรรณทึกทักเอาเอง “เป็นยังไงคะ ฝีมือระหว่างน้องกุลกับน้องอุ”

บุพการีมักจะอารมณ์เย็นเสมอ ไม่มีนิสัยหยุมหยิม จับผิด เจ้าแง่แสนงอน หากพูดตามตรงต้องว่า ฝีมือกุลณัฐห่างไกลอุมาวสีลิบลับ แถมยังมือหนัก ไม่ปรานีปราศรัย ท่าดัดรุนแรงคล้ายจะหักกระดูก

ส่วนหลานสะใภ้มือนุ่ม จับเส้นเก่ง พอเหมาะพอควร แต่เหนืออื่นใดดูเหมือนจะมีกระแสความอบอุ่นสบายใจแผ่ออกมาจากนิ้ว สร้างความเพลิดเพลิน จินตนาการ จนกระทั่งเผลองีบหลับตามด้วยความฝันวิจิตรสมถะ

“ครือกันมั้ง ยายอธิบายไม่ถูก”

“ต่อไปนี้ ให้น้องกุลนวดเป็นประจำนะคะ”

“อย่าเสียเวลาลำบากลำบนเลย บ้านหนูอยู่ไกลมาก อุสะดวกกว่าเดินแป๊บเดียวก็ถึง”

สองสาวลอบสบตากันแวบหนึ่ง รู้สึกโดยปริยายว่าอุมาวสีมาแรง ยังแทรกแซงไม่สำเร็จ

ถวิลย่องขึ้นตึกเล็ก ยอบกายรายงานนอบน้อม

“คุณเอมาถึงแล้วค่ะ”

กุลณัฐถือโอกาสไหว้ลานางมณีวงศ์ ตามพีรวรรณลงจากตึก ไม่รู้สึกท้อถอยความสำเร็จอยู่ที่ความพยายาม จุดประสงค์แท้จริงอยู่ที่พิชญ์ต่างหาก คุณยายแค่ทางผ่านหรือส่วนประกอบ

ไอศูรย์นั่งเก้าอี้ชุดรอบนเฉลียง กุลณัฐทำความเคารพ ทักทายสอง-สามประโยคก็อำลากลับ

เมื่อพ้นประตูรั้ว สาวสวยก็เผชิญหน้าคู่ปรับผู้เลอโฉม

“สวัสดีค่ะ พี่กุล”

ฝ่ายตรงข้ามรับไหว้ เจ็บแค้นฝังลึกในทรวง อุมาวสีแย่งพิชญ์ไปจากหล่อน คนที่มาทีหลังชุบมือเปิบ

“น้องอุกลับเร็วนี่คะ”

“รถไม่ค่อยติดค่ะ”

นอกกำแพงรั้วรถเก๋งจอดสองคัน เด็กสาวนึกรู้ว่าจะต้องเผชิญไอศูรย์ ตั้งใจว่าหากเขาอยู่มุมห่างไกล ก็จะแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น ป้องกันพีรวรรณหึงหวง

นั่นปะไร!

เขานั่งคุยกับแฟนสาวที่เฉลียงหินอ่อน อุมาวสีก้มหน้าก้มตาเดิน ปราศจากการเหลียวหลุกหลิกเอาเชิง

ทำไมจะต้องเรียกด้วยเล่า น้องสะใภ้ต่ำศักดิ์ เข้าข่ายสวยแต่รูปจูบไม่หอม ไอศูรย์ออกตัว

“ผมเจอน้องอุกลางซอย แวะจอดรถรับ เธอไม่ยอมขึ้น อ้างว่าใกล้จะถึงอยู่แล้ว มารยาทงามน่ารัก”

พีรวรรณประเมินทางลบ ลอเยเล่นละครเก่ง ใกล้เคหสถานหล่อนเล่นบทนางเอกตกยากสงิมเสงี่ยมเจียมตัว แตกต่างกับตอนที่อยู่สวนอาหารอิ่มเอม

“เธอเป็นยังงี้แหละ แอ๊บแบ๊วบางวาระ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์”

เรื่องภายในครอบครัว เขาเป็นคนนอกไม่กล้าแสดงความคิดเห็น

O         O         O         O

ใกล้ค่ำ คุณนายนุชนารถไปรับมารดารับประทานข้าวที่คฤหาสน์ ไม่ยักเจอลูกสะใภ้ยอดประจบประแจง

“อุล่ะคะแม่”

“เพิ่งกลับไปเมื่อตะกี้นี้เองจ้ะ” นางมณีวงศ์บุ้ยปาก “โน่นไงดอกมะลิที่เพิ่งเก็บจากต้น วางใกล้กระทงดอกพิกุลของฝากหนูกุลก่อนหน้าโน้น”

หล่อนให้หญิงสูงอายุเกาะแขน พาลงจากตึกเล็ก อาการของมารดาคล้ายจะกระย่องกระแย่งโคลงเคลงชอบกล ลูกสาวเฉลียวใจวูบ

“เอ๊ะ! แม่ตะโพกแพลงหรือคะ”

“กล้ามเนื้อเคล็ด พรุ่งนี้ก็คงจะหายปกติจ้ะ”

สุภาพสตรีเจ้ายศเป็นฟืนเป็นไฟทันที จินตนาการต่อเติมสำเร็จรูป

“มือหนักเหลือเกิน สงสัยอุมาวสีอารมณ์ค้างจากงานเสิร์ฟ มาระบายออกกับแม่ เด็กนรก!”

“นุชเข้าใจผิด กุลนวดให้แม่ต่างหาก”

คุณนายนุชนารถหน้าเหลอ ประเมินสถานการณ์ผิดพลาด ออกจากกระดากนิดๆ ที่เผลอประณามลอเย

“อาการตกค้างมาจากวันก่อนกระมังคะ”

“วันนี้แหละจ้ะ แต่แม่ไม่โทษหนูกุลหรอก เธอหวังดีอุตส่าห์นวดปรนนิบัติเรื่องเล็ก ไม่ถึงกับทำให้แม่หงุดหงิดหัวเสีย”

ขณะนั้นอุมาวสียืนชิดขอบหน้าต่าง มือกุมแหวนเงินในนิ้ว สงบจิตสำรวมสามารถได้ยินเสียงพูดคุยของสองแม่ลูก จับกระแสความเกลียดชังของคุณนายนุชนารถ

อนาถ…อยู่กับเสือสัตว์เดรัจฉานที่หิมพาลัยนคร ปลอดโปร่งโล่งอก เพราะรู้ว่ามันจะไม่ทำร้ายหล่อน แต่เสือมนุษย์ที่กรุงเทพฯ จ้องแต่จะตะปบขย้ำทั้งต่อหน้าและลับหลัง

อุมาวสีกำหนดแผนบางอย่าง

เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมง แลเห็นพีรวรรณจูงประคองนางมณีวงศ์ไปส่งที่ตึกเล็ก เพียงครู่เดียวหล่อนก็กลับคฤหาสน์

สตรีวัยดึกแปรงฟันบ้วนปากตามความเคยชิน แล้วเดินเตาะแตะมาเปิดทีวีชมรายการภาคค่ำ

หลานสะใภ้ปรากฏกาย ทรุดนั่งข้างเก้าอี้โยกตัวโปรดของท่าน ทอดเสียงอ่อนหวานไพเราะ

“อุนวดให้คุณยายได้ไหมคะ แก้เคล็ดยอกตะโพกแพลง”

นางมณีวงศ์มองเด็กสาว ทำท่าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง

“จริงเหรอ ยายคิดว่ามันจะซ้ำเติมให้อาการแย่ลงไปอีก”

“รับรองว่าไม่ค่ะ”

“เอ้า ตกลง”

ประคองท่านลุกขึ้น พาไปนอนโซฟา หมุนแหวนเงินในนิ้ว อธิษฐานจิต บรรจงนวดจับเส้นอย่างแผ่วเบา อุมาวสีแผ่อำนาจพิเศษออกไปจากนิ้ว

คนรับบริการซึมซับกระแสพลังที่เหนือโลก ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ อาการเคล็ดยอกบรรเทาลง จนกระทั่งหายขาด

“โอ ยอดเยี่ยมมากจ้ะ กุลทาบไม่ติด เหมือนนักเรียนอนุบาลกับคนที่เรียนจบปริญญาเอก”

“อุต้องการให้คุณยายสบายเนื้อตัวเท่านั้นค่ะ ไม่แข่งขันกับคุณกุล”

“ยายเปรียบเทียบเองจ้ะ”

พิณทิพย์ย่องผ่านขึ้นเฉลียง เหลือบพบรองเท้าแตะของอุมาวสี รู้สึกฉุนกึก ลอเยโคตรเชลียร์

แอบแลเห็นคู่ปรับนวดคุณยาย ป่วยการเข้าไปขัดคอ เดี๋ยวบุพการีจะหาว่าอิจฉาตาร้อน

สาวสวยถอยออกมาป้วนเปี้ยนแถวตึกขาว เมื่อชั่วโมงก่อนเฉิดโฉมโทร.ไปฟ้องได้ข้อมูลเพียบเชียว

ตั้งใจจะกระแนะกระแหนแต่พอท้วมๆ หาความสะใจระดับหนึ่ง

ครู่เดียว อุมาวสีก็ลงจากเฉลียงหินอ่อน สืบเท้าผ่านเข้าทางประตูหลัง

“พี่แนทสบายดีหรือคะ”

“สบายดีจ้ะ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่เท่าอุ เธอเหนือกว่าฉันสักสามหรือสี่เท่า”

ประเดิมด้วยสำนวนเหน็บแนมกลายๆ ภายใต้ใบหน้าเปื้อนยิ้มของพิณทิพย์ น้องสะใภ้ยิ้มระรื่น

“ไม่จริงค่ะ อุด้อยกว่าพี่แนททุกอย่าง”

“เอายังงี้เถอะ วันนี้เธอคงจะมารถเมล์”

อุมาวสีรู้ว่า พิณทิพย์ได้ข้อมูลดัดแปลงจากเฉิดโฉม ไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงความจริง

“คุณธวัชขับรถเก๋งมาส่งที่ปากทางค่ะ”

“น้องอุไม่ต้องบอก ฉันก็รู้ว่าพี่โฉมติดรถมาเป็นเพื่อน ป้องกันข้อครหา” พิณทิพย์ยิ้มเชือด “เขาลือว่า เธอหวงแหนเกรงว่านวมินทร์จะรักชอบพี่โฉม”

นึกแล้วเชียว เจอข้อหาฉกาจฉกรรจ์ เฉิดโฉมยกตัวเองขึ้นสูง ด้วยการเหยียบย่ำกระหน่ำผู้อื่น ผสมผสานกับพฤติกรรมของพิณทิพย์ จึงคล้องจองเป็นปี่เป็นขลุ่ย

“อุสนับสนุนให้คุณมินทร์ชอบพอพี่โฉมต่างหาก พร้อมที่จะเป็นแม่สื่อด้วยค่ะ”

“เอาอะไรมายืนยันคำพูดน้องอุว่าไม่โกหก”

อุมาวสีเม้มริมฝีปาก ตาปริบๆ หล่อนกำลังถูกต้อนให้จนมุม จะแก้ปัญหาอย่างไรดี ตอบหรือไม่ตอบ

“พี่แนททราบหรือไม่คะ พบกันครั้งล่าสุด คุณมินทร์กอดจูบพี่โฉมที่ลานจอดรถ ท่ามกลางสายตานับสิบคู่”

พิณทิพย์ตะลึง นี่เป็นข้อมูลที่ตนกับพี่สาวไม่เคยทราบ เฉิดโฉมอมพะนำปิดเงียบ เท้าความแห่งอดีตสาวใหญ่เจ้าชู้ไม่ใช่ย่อย ครั้งหนึ่งพยายามจะเป็นแฟนพิชญ์ แต่เขาไม่เล่นด้วย

คนสวนเปิดประตูรั้ว พิชญ์ขับรถเก๋งเกียร์ต่ำ แสงไฟหน้าพุ่งเป็นลำยาว

เจรจาความต่อไม่บังควรอย่างยิ่ง จะกลายเป็นว่ามาจับผิดหาเรื่อง หล่อนยิ้มละไม ตัดบท

“เท่านั้นแหละจ้ะ นี่พี่มาคุยสร้างความคุ้นเคยมิตรภาพ เราอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว ถ้าไม่เสวนากันบ้าง ก็จะดูจืดชืดแห้งแล้ง จริงไหม”

ขำกลิ้ง ใช้สำนวนกระทบกระเทียบ ตั้งข้อหาอันน่าอดสู แต่พอน้องชายมาถึงกลับพลิกบทบาทสามร้อยหกสิบองศา อุมาวสียิ้มหวานแฉล้ม

“จริงค่ะ พี่แนทเป็นมิตรที่ดีที่สุดคนหนึ่งของอุ พอๆ กับพี่แนน-พี่โฉม หาได้ยากในโลกนี้”

พิณทิพย์ลงจากตึกขาว โบกมือให้พิชญ์ที่ขับเคลื่อนยานพาหนะคันหรู ขึ้นคฤหาสน์กระจายข่าวด่วนสู่พีรวรรณ พี่สาวฉงนฉงาย

“ลอเยโกหกหรือเปล่า”

“แนทเชื่อว่าหล่อนพูดจริงค่ะ”

พีรวรรณย่นหัวคิ้ว ความคิดอ่านค่อนข้างจะสุขุมลึกซึ้ง

“พี่โฉมบอกความจริงไม่หมด ปกปิดส่วนนี้แก่เรา ไหนแนทลองโทรไปถามเธอดูสิจ๊ะ ว่าจะยอมรับหรือปฏิเสธ แล้วเรามาสกรีนหาสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง”

หล่อนทำตามคำแนะนำของพี่สาว ทอดเสียงอ่อนนุ่มผ่านโทรศัพท์มือถือ

“ใกล้เวลานอนของพี่โฉมหรือยังคะ”

“ยังค่ะ น้องแนท ร่วมสองชั่วโมงน่ะแหละ กว่าจะถึงเตียง”

สาวโสภาเปิดเผยข่าวพิเศษที่มาจากปากคำของอุมาวสี

เฉิดโฉมตะขิดตะขวง หากเป็นการคุยต่อหน้าต่อตา หล่อนคงจะกระดากขวยเขิน เจ็บใจอุมาวสีไม่น่าจะปากโป้ง เท่ากับโยนความผิดมามาใส่หล่อนโดยตรง

“ใช่ค่ะ ครั้งแรกพี่คิดว่า นวมินทร์เคยชินอารยธรรมตะวันตก เผลอจูบลาสุภาพสตรี แต่เขาหายต๋อมไปจากสวนอาหารของเรา ทำให้รู้สึกแปลกๆ อยู่บ้าง”

“ทำไมไม่ตบสักฉาด ฐานทะลึ่งล่วงเกิน เราเป็นผู้หญิงเสียเปรียบ”

ผู้ฟังผิวแก้มร้อนวูบวาบ จำได้ว่าขณะนั้น หล่อนหวือหวาเคลิบเคลิ้มรัญจวนประหนึ่งว่าเท้าลอยเรี่ยไม่ติดพื้น หูอื้อ ลืมโลกทั้งโลก เขาหากประคองพากลับขึ้นรถไปสถานที่ลับเฉพาะ หล่อนก็คงจะอนุโลมตาม

“คติของเราเอาอกเอาใจลูกค้าค่ะ อะไรที่ไม่เหลือบ่ากว่าแรงนักก็จะไม่โวย อยากจะให้คุณนวมินทร์มาทานอาหารตามปกติเท่านั้นเอง”

“รบกวนเวลาพี่โฉมแค่นี้แหละค่ะ”

พิณทิพย์วางสาย เล่าให้พี่สาวทราบข้อมูลจากการสนทนา พีรวรรณเคาะเรียงนิ้วบนโต๊ะไตร่ตรอง ชั่วประเดี๋ยวก็สรุปผล

“ลอเยกับพี่โฉมก่อสงครามเย็นชิงรักหักสวาท”

“ใช่ค่ะ” น้องสาวคล้อยตาม “นวมินทร์เบื่อบรรยากาศไม่ปรองดองเลยประท้วง”

“เรื่องราวจะลงเอยยังไงสุดแล้วแต่คนกลางตัดสิน พี่วิเคราะห์ว่านวมินทร์โอนเอียงมาทางลอเย แนทน่าจะโทรไปบอกเล่าเก้าสิบกุล”

ผู้ร่วมสกุลรับปาก จัดการให้เป็นไปตามความประสงค์ของพีรวรรณ

O         O         O         O

อุมาวสีไปทำงานตามเวลาเช่นเคย ช่วงสายลูกค้าเยอะ กลุ่มเก่าเช็กบิลลุกออก กลุ่มใหม่เข้ามาประจำโต๊ะ พนักงานเสิร์ฟแทบจะไม่มีเวลานั่งพักแก้เมื่อย

เฉิดโฉมกังวลวุ่นวายใจ คำฟ้องของพิณทิพย์ยังก้องอยู่ในหู เด็กเสิร์ฟเบอร์หนึ่งไม่รู้อะไรควรไม่ควร ทำให้หล่อนเสียชื่อ เก็บความลับเอาไปขยายหมด

กำลังหาโอกาสเหมาะ จะซักฟอกยาวเหยียด ช่วงบ่ายลูกค้าบางตา สาวใหญ่เจ้าเสน่ห์ยิ้มเครียด

“น้องอุคุยกันหน่อยจ้ะ”

ฝ่ายตรงข้ามนึกรู้โดยสัญชาตญาณว่า สาเหตุมาจากพิณทิพย์ อยู่ท่ามกลางกิเลสมนุษย์ก็เป็นเช่นนี้แหละ ทั้งที่ตัวเองสะอาด แต่โดนผู้ไม่หวังดีสาดโคลนเปรอะเปื้อน

“ทำไมไปบอกคุณแนทว่าคุณมินทร์จูบพี่ที่ลานจอดรถ”

ตรงตามการคาดคะเน ประเด็นร้อน อุมาวสียิ้มแบบใจดีสู้เสือ

“พี่โฉมไม่ได้สั่งไว้นี่คะ และการแสดงออกนั้นค่อนข้างประเจิดประเจ้อ ใครต่อใครเห็นทั่ว”

“ถึงกระนั้นก็เถอะ เธอไม่ควรปากสว่าง”

ใช่…ปากสว่างเบากว่าปากบอนนิดเดียว เด็กสาวตอบโต้ในใจ

“พี่แนทรู้หมด ว่าเราไปดูหนังกันสามคน พี่โฉมเปิดเผยหรือคะ”

โดนยอกย้อนเข้าบ้าง เล่นเอาเฉิดโฉมยิ้มเจื่อน สุ้มเสียงที่แสดงอารมณ์ลดลงกว่าครึ่ง

“เราคุยกันธรรมดาฐานเพื่อนต่างรุ่น ฉันไม่คิดว่าจะกลายเป็นเรื่องเป็นราว”

“นั่นสิคะ อุขอยืนยันอีกครั้ง ไม่ได้เป็นเจ้าของคุณมินทร์ สมมุติว่าเขาจะสาปส่งที่นี่ ก็เป็นเรื่องของคุณมินทร์โดยเฉพาะ อุไม่เกี่ยว”

สาวใหญ่ใจหายวาบ เกรงว่ามันจะกลายเป็นความจริง เสียดายรสจูบระทึกทรวง อยากให้มันเกิดขึ้นอีกซ้ำซาก รีบดักคอ

“ถ้าคุณมินทร์หายสาบสูญละก็ ใครๆ ที่เกี่ยวข้องด้วยจะคิดว่าน้องอุอยู่เบื้องหลัง”

เสียหายทั้งขึ้นทั้งล่อง เหมือนอยู่ท่ามกลางคมหอกดาบ หันไปทางไหนก็เจ็บ เฉิดโฉมพยักหน้าเนิบ

“โน่นไง ลูกค้าใหม่สองคน เธอไปบริการจ้ะ”

ช่วงเวลาเดียวกัน แต่สถานที่แตกต่าง กุลณัฐโทรศัพท์ติดต่อกับญาติหนุ่มรุ่นน้อง กรณีกอดจูบเฉิดโฉมที่ลานพาร์กกิ้งนำมาเป็นประเด็นสนทนา

นวมินทร์ไม่ประหลาดใจนัก กรณีนี้ร้ายกาจลึกซึ้ง ส่งผลกระทบมากมายหลายขั้นตอน คงอีกนานกว่าเรื่องราวจะสงบ

เบื่อพูดซ้ำซากดุจแผ่นเสียงตกร่อง แต่ก็จำเป็นต้องตอบให้ความกระจ่าง น้องชายสารภาพว่าเกิดความบ้าระห่ำ คงจะเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิต

“เผื่อพี่โฉมจะปรับให้มินทร์แต่งงานกับเธอล่ะจ๊ะ”

น้องชายสะดุ้งประหนึ่งถูกเข็มทิ่มกลางแผงอก ตอบเสียงหนักแน่น

“ผมยอมติดคุกติดตะรางครับ”

กุลณัฐตั้งใจจะปฏิบัติการแยกส่วนสองขั้นตอน แฝงผลกระทบบวกมาถึงตนเอง

 



Don`t copy text!